วาดชะตา ทวงบัลลังก์รัชทายาทหญิง

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 103 ได้รับบาดเจ็บ....


            ดวงหน้าของหนูทดลองในชุดดำขาวซีดดวงตานิ่งสนิท เห็นได้ชัดว่าถูกยาควบคุม ในดวงตามีเพียงความตายเท่านั้น

            มู่หรงฉือพละกำลังถดถอย เริ่มรับมือลำบากขึ้นเรื่อยๆแขนทั้งสองข้างของอีกฝ่ายราวเหล็กไหล ไม่ว่ากระบี่อ่อนจะฟันจนได้เลือด หรือแทงเข้าไปในร่างจนเลือดพุ่งเขาก็ไม่มีความรู้สึกใด อีกทั้งยิ่งต่อสู้กลับยิ่งห้าวหาญขึ้นเรื่อยๆ

            บ่าซ้ายของนางถูกอีกฝ่ายข่วนมาหนึ่งที นางเจ็บแสบไปหมดเหมือนเล็บของเขาเป็นดั่งอาวุธเหล็กอันคมปลาบ

            ทันใดนั้น นางก็นึกได้ว่าท่านอาจารย์เคยสอนเพลงกระบี่ให้นางหนึ่งกระบวนท่าหากอีกฝ่ายมีการออกกระบวนท่าว่องไวผิดปกติ ก็ต้องใช้ความนิ่งสงบเข้าสู้ใช้ความเชื่องช้าเข้าสยบความเร็ว

            ดังนั้น นางจึงออกเพลงกระบี่ที่นางไม่เคยใช้มาก่อนค่อยๆ ร่ายรำออกมา ไม่ขยับไปตามสิ่งเร้าภายนอก ตั้งสมาธิในโลกของตนขึ้น

            หนูทดลองในชุดดำโจมตีเข้ามาอีกครั้งและอีกครั้งแต่ไม่รู้เหตุใดถึงได้โจมตีไม่โดนนาง

            นางตั้งสมาธิร่ายรำกระบี่ กระบวนท่าอ่อนช้อยแช่มช้ากระบี่อ่อนปล่อยปราณกระบี่ออกไปทีละสาย ปราณกระบี่รวมกันเป็นเส้นเดียวยิ่งรวมตัวกันมากเข้า ก็ร้อยรวมเป็นตาข่ายครอบคลุมตัวนางเอาไว้ป้องกันนางจากการโจมตีทั้งหมด

            การโจมตีของอีกฝ่ายยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับถูกตาข่ายสีเงินขัดขวางเอาไว้ ส่วนปลายกระบี่ที่รวดเร็วดั่งแมงป่องพิษของนางแทงตรงไปยังหัวใจของเขาอย่างพอดิบพอดีโลหิตพลันไหลออกมา

            แต่แม้เลือดจะไหลออกมามากเพียงใด อีกฝ่ายกลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดไม่ได้ล้มลง ยังคงกล้าหาญไร้พ่าย ทุกครั้งที่ออกกระบวนท่าจะมีเลือดไหลออกมาไม่หยุด

            หนูทดลองนี่ฟันแทงไม่เข้าหรืออย่างไร?

            มู่หรงฉือขบคิดอย่างละเอียดจะฟันแทงไม่เข้าอย่างไรก็ต้องมีจุดอ่อนถึงชีวิต สามารถโจมตีจนเอาชนะได้

            ใช่แล้ว! ดวงตาเล่า!

            นางแทงไปยังดวงตาของเขา แสงสีเงินพาดผ่านไปดวงตาทั้งสองของหนูทดลองก็มีเลือดสดๆ ไหลรินออกมา อเนจอนาถเป็นอย่างยิ่ง

            ในขณะเดียวกันนางก็ฟันเข้าไปอีกหนึ่งทีที่หัวของเขา

            “ดวงตาเป็นจุดอ่อนของพวกเขา”

            นางตะโกนเสียงดัง แล้วรีบไปช่วยมู่หรงอวี้

            มู่หรงอวี้รับมือกับหนูทดลองอีกสองคนที่กำลังได้เปรียบ

            ภาพลวงตาประสานกันเป็นค่ายกล ปราณกระบี่สีเงินร้อยรัดกลายเป็นตาข่ายอาภรณ์สีดำเคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับลูกไฟอันมืดมิด ไม่ว่าสิ่งใดก็มองไม่ชัด

            เพียงไม่นาน หนูทดลองอีกสองคนก็ล้มลงไปตามๆ กันดวงตาถูกทำลาย หัวถูกตัดทิ้ง

            มู่หรงฉือกับมู่หรงอวี้สบตากันแล้วยิ้ม การได้จับมือกันเคียงบ่าเคียงไหล่รบชนะศัตรู ความดีใจนี้ค่อยๆ หลุดลอดเข้าไปยังก้นบึ้งหัวใจ

            นางลืมเรื่องที่เปิดเผยความสามารถของตนไปชั่วขณะเขาเองก็ไม่ได้กล่าวถึง

            คนทั้งสองรีบออกจากที่นั่นทันที กลับไปยังช่องทางเดิมที่เข้ามา

            แต่พวกเขาหาสัญลักษณ์ที่สลักทิ้งเอาไว้ไม่เจอ ก่อนหน้านี้พวกเขาใช้มีดสั้นคอยสลักสัญลักษณ์เอาไว้หลายจุดตอนที่กลับไปยังเส้นทางเดิมสัญลักษณ์เหล่านั้นก็ไม่มีแล้ว

            “เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดสัญลักษณ์ที่พวกเราทำไว้ถึงหายไป? หรือว่าพวกเรามาผิดทาง?” ในใจของนางร้อนรน

            “อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป จะต้องหาทางออกเจอแน่นอน” เขายืนอยู่กลางทางเดินแล้วมองไปทั้งสองฝั่ง “เส้นทางในนี้มีมากเกินไป บางทีพวกเราอาจจะมาผิดทาง”

            “เช่นนั้นจะทำอย่างไรดี?”

            มู่หรงอวี้จับจูงมือเล็กของนาง นางไม่ได้สะบัดออกเขาหันมายิ้มให้นางแล้วพูดเสียงอ่อนโยน “ไม่ว่าจะอย่างไรถึงแม้ตอนนี้จะหาทางออกไม่เจอ แต่สุดท้ายย่อมต้องหาเจอแน่นอน”

            มู่หรงฉือพยักหน้า แล้วค่อยๆ สงบใจลง

            เดินมาได้ครู่หนึ่งพวกเขาก็พบว่าเส้นทางด้านซ้ายเหมือนจะมีห้องหินอยู่ห้องหนึ่ง ครั้นบิดกลไกประตูก็เปิดออก

            เพิ่งจะก้าวเข้าไปก็เกิดเสียงดังตึง ประตูหินปิดลงทันทีพวกเขาตื่นตระหนกหันหลังกลับไปโดยพลัน ได้แต่มองหน้ากัน

            นางรีบหากลไกทันที แต่ว่าทั้งสองด้านของประตูไม่มีสิ่งที่เป็นเหมือนกลไก

            “พวกเราออกไปไม่ได้แล้ว”

            “พวกเราไม่มีทางเป็นอะไร เชื่อข้า”

            มือใหญ่ของมู่หรงอวี้ประคองดวงหน้าเล็กของนาง คลี่ยิ้มน้อยๆอย่างมุ่งมั่น ดวงตาเปล่งประกาย

            นางมองเขาแล้วก็รู้สึกสงบใจขึ้นมา จากนั้นก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้างราวกับว่าแค่คำปลอบใจของเขาเพียงประโยคเดียวก็ทำให้นางรู้สึกสบายใจขึ้นมาก

            เขาดึงนางเข้ามาในอ้อมแขนมือใหญ่ลูบหลังของนางอย่างอ่อนโยน

            ชั่วเวลานี้ หัวใจที่เต้นแรงก็เหมือนจะค่อยๆ สงบลง

            “เหมือนจะได้กลิ่นฝิ่น” มู่หรงฉือผลักเขาออกแล้วเดินไปเปิดตู้ไม้หลังหนึ่ง ก่อนจะหยิบกล่องไม้ที่ทำอย่างดีมาเปิดฝาออก“เป็นฝิ่นจริงๆ”

            “มีฝิ่นหลายสิบกล่อง” ดวงตาของเขาปรากฏม่านหมอกเป็นชั้นๆ “หากพวกเราไม่ได้พบกิจการอันเลวร้ายของคุณชายชุดทองฝิ่นหลายสิบกล่องนี้ก็คงจะถูกนำส่งให้แก่ขุนนางและราษฎรเป่ยเยี่ยนของพวกเรา”

            “หากสามารถทำลายฝิ่นพวกนี้ได้ก็ดี” นางพูดอย่างเกลียดชัง “ท่านมีกระดาษไฟติดตัวมาด้วยหรือไม่?”

            “มี” มู่หรงอวี้หยิบกระดาษไฟออกมา“พวกเราหากลไกที่เปิดประตูหินนี้กันก่อนเถิดไม่เช่นนั้นประเดี๋ยวจะถูกเผาไปด้วย”

            พวกเขาพากันค้นหาตามรอบกำแพงห้องอยู่นาน แต่ไม่เจอกลไกที่เปิดประตูหิน

            นางเชื่อว่าจะต้องมีกลไกอยู่แน่นอน!

            หากคนของพวกเขาถูกขังเอาไว้ด้านในแล้วจะออกไปอย่างไร? ดังนั้นย่อมต้องมีกลไก

            เขาหยิบกล่องไม้กล่องหนึ่งขึ้นมา แล้วทุบลงไปยังพื้นเหล็กทีละกล่องๆ

            ระหว่างแผ่นเหล็กไม่มีช่องว่าง แต่ว่าไม่รู้ว่าทำอย่างไรเขากลับสามารถเปิดแผ่นเหล็กออกมาได้หนึ่งชิ้น

            ด้านล่างมืดสนิท ดูไม่ออกว่าเป็นสถานที่เช่นไรบางทีอาจจะเป็นห้องหินอีกห้องหนึ่ง

            “ทำเช่นนี้จะดีจริงๆ หรือ?” มู่หรงฉือกังวลอยู่เล็กน้อย การเผาฝิ่นพวกนั้นย่อมดีแน่นอน แต่หากต้องทำให้ตัวเองตายไปด้วยเช่นนั้นก็นับว่าขาดทุนแล้ว

            “ด้านล่างคงจะเป็นชั้นสุดท้ายแล้ว” มู่หรงอวี้พูดอย่างมั่นใจ

            หลังจากเตรียมการเรียบร้อย พวกเขาก็จุดไฟเผาฝิ่นเหล่านี้

            มองดูไฟที่ค่อยๆ ลุกโชนขึ้น แสงสว่างของไฟค่อยๆกลืนกินฝิ่นที่ทำให้ผู้คนมากมายเสพติด พวกเขามองตากันแล้วยิ้ม จากนั้นก็พากันกระโดดลงไปในช่องที่เตรียมไว้

            มู่หรงอวี้กระโดดลงไปก่อนรอรับนางอยู่ด้านล่าง จากนั้นเหล็กแผ่นนั้นก็ปิดตัวไปเอง

            รอบข้างมืดสนิท ยกมือขึ้นยังมองไม่เห็นกระทั่งนิ้วมือมู่หรงอวี้กุมมือเล็กของนางไว้แน่น ก่อนจะค่อยๆ เดินไปด้านหน้า

            เมื่อครู่ที่ยืมแสงไฟมองลงไปด้านล่าง ที่นี่เป็นห้องหินห้องหนึ่งจริงๆ

            มู่หรงฉือพลันนึกถึงไข่มุกแสงจันทร์ที่หยิบติดมือมาด้วยนางเอาถุงกำมะหยี่ออกมาแล้วหยิบไข่มุกเม็ดเท่าไข่ไก่ขึ้นมา

            แสงจากไข่มุกสว่างขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิด ประหนึ่งเป็นแสงแห่งความหวัง

            “รู้สึกหรือไม่ว่ามันชื้นขึ้นเรื่อยๆ?” มู่หรงอวี้ถามเสียงทุ้ม

            “อืม ทั้งชื้นทั้งเย็น” นางรู้สึกว่าใต้เท้าลื่นขึ้นเรื่อยๆ ไม่ได้เป็นเพียงพื้นแข็งๆ อีก

            พวกเขาเดินไปด้านหน้าอีกนิดจากนั้นก็นิ่งงันไปตรงหน้าคือผืนน้ำสีดำ

            เขาโน้มตัวเอามือแตะน้ำ “น้ำนี่คงไม่ใช่น้ำตาย แต่แปลกนัก น้ำกลับไม่เย็น”

            ถึงแม้จะเป็นฤดูร้อนที่อากาศร้อนระอุ ทว่าน้ำในบ่อตามทะเลสาบ และแม่น้ำต่างให้สัมผัสเย็น ที่นี่ทั้งมืดทั้งชื้น มองไม่เห็นกระทั่งแสงแต่น้ำกลับไม่เย็นได้อย่างไร?

            “มีคำอธิบายเพียงอย่างเดียว” มู่หรงอวี้สีหน้ายินดี

            “ข้ารู้แล้ว น้ำในนี้เชื่อมต่อกับบ่อน้ำร้อนของทะเลสาบเสวียนเยว่” มู่หรงฉือคลี่ยิ้ม

            “หากเชื่อมกันจริงๆ เช่นนั้นว่ายจากที่นี่ไปก็น่าจะได้อยู่”

            “ก็ต้องลองดู”

            นางเก็บไข่มุกก่อนจะก้าวเท้าออกไป แต่พื้นลื่นนัก เพียงเหยียบลงไปก็ลื่นไถลจนเสียการทรงตัว

            มู่หรงอวี้มือไวจับนางเอาไว้ได้ ดึงนางเข้ามาในอ้อมแขนนางแตกตื่นตกใจ ก่อนจะรีบดึงสติกลับมา

            ตาสองคู่สบมองกัน ราวกับเวลาหยุดนิ่งไปอย่างไรอย่างนั้น

            เขาไม่อยากปล่อยมือ นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ภายในนั้นมีความรู้สึกอ่อนโยนจนแทบหวานเลี่ยนอยู่ลึกๆ

            หลังจากทั้งสองเตรียมตัวพร้อมจะลงน้ำเรียบร้อยจู่ๆ เขาก็ยกมือขึ้นขวางนางเอาไว้ “รอประเดี๋ยว”

            นางมองเขาด้วยความสงสัย เห็นเขาหยิบหินก้อนหนึ่งขึ้นมาก่อนจะเขวี้ยงลงไปในน้ำ เกิดเป็นคลื่นกระเพื่อมออกไปเป็นระลอกๆ

            ผิวน้ำนิ่งสนิท

            เขาลองอีกครั้ง คราวนี้เป็นหินขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อยน้ำสาดกระเซ็นขึ้นมาเป็นจำนวนมาก

            “ท่านกังวลว่าในน้ำจะมีสัตว์อยู่หรือ?” นางถามกลั้วหัวเราะ ในใจนับถือความระมัดระวังรอบคอบของเขา

            “ระวังเอาไว้สักหน่อยเป็นดี”

            ในน้ำไม่มีปฏิกิริยาใด พวกเขาถึงค่อยเดินลงไป ครั้นมาถึงตรงที่น้ำเริ่มลึกถึงเริ่มว่ายออกไป

            ไม่รู้ว่าว่ายกันอยู่นานเท่าไหร่ ทว่าตรงหน้ายังคงมืดสนิทเรี่ยวแรงของมู่หรงฉือไม่เพียงพอ ร่างกายเริ่มหนักอึ้งเรื่อยๆ แทบจะว่ายต่อไปไม่ไหวแล้ว

            มู่หรงอวี้หันกลับมาเห็นนางตามหลังตนอยู่ช่วงหนึ่งรู้ว่าบ่าซ้ายของนางได้รับบาดเจ็บ เรี่ยวแรงใช้ไปค่อนข้างเยอะแล้วสองสามวันนี้นางแทบไม่ได้นอนพักผ่อนดีๆ เอาแต่วิ่งรอกอยู่ข้างนอกทั้งวันสามารถอดทนได้จนถึงตอนนี้ก็ไม่ง่ายแล้ว

            เขาจับมือเล็กของนางเอาไว้ ส่งสัญญาณให้นางดึงเสื้อของตนแล้วพานางว่ายไปด้านหน้า

            นางผ่อนคลายลงได้เล็กน้อย กัดฟันแน่นอย่างอดทน ยืนหยัดไว้...

            สุดท้ายครั้นนางเห็นแสงสว่างน้อยๆ ตรงหน้าก็รู้สึกปิติยินดี

            แต่ว่านางเหนื่อยล้าเกินไปแล้วจริงๆ อยากจะหลับตาพักสักหน่อย…

            ในตอนที่ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง มู่หรงฉือก็เห็นใบหน้าขาวที่แสนคุ้นเคยเห็นท้องฟ้าสีคราม ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมา

            “ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว”

            มู่หรงอวี้กอดนางไว้ด้วยความยินดีสวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าเมื่อครู่เขาเรียกนางอยู่นาน นางไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆเขากังวลว่านางจะไม่ตื่นขึ้นมาอีก ความหวาดกลัวประดังประเดเข้ามาในหัวใจของเขาทำให้เขาหายใจแทบไม่ออก

            ความหวาดกลัว ความสิ้นหวัง ความเจ็บปวดความรู้สึกมากมายร้อยรัดเข้าด้วยกัน แล้วสลักลึกลงไปในกระดูกของเขา ชาตินี้คงไม่อาจลืมได้ลง

            นางตกตะลึง ปล่อยให้เขากอดตนเอง สมองยังคงมึนงงอยู่

            พวกเขาออกมาจากโลกใต้ดินได้แล้วจริงๆ หรือ?

            “ปล่อยเปิ่นกง…” มู่หรงฉือพูดเสียงเบา

            “เตี้ยนเซี่ยรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่?” เขาปล่อยนาง ในดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกอันล้นทะลัก

            “เปิ่นกงสบายดี” นางถามด้วยความกังวล “คุณชายชุดทองรู้ว่าพวกเราออกมาแล้วจะส่งคนมาตามฆ่าพวกเราหรือไม่? ลูกน้องของท่านเล่า?”

            “ยังไม่พบพวกเขา บางทีอาจจะเจอเรื่องไม่คาดฝันเข้า” มู่หรงอวี้ดึงนางให้ลุกขึ้นดวงตาคมดุจเหยี่ยวมองไปก่อนจะพูด “ไปกันเถิด”

            นางถึงได้พบว่าสภาพของเขาก็ไม่สู้ดีนัก ดวงหน้าของเขาซีดขาวเหมือนคนป่วยริมฝีปากซีดเซียวไร้สีเลือด

            เขามีบาดแผลบนตัว พิษในร่างกายก่อนหน้านี้ก็ยังไม่ได้ถูกขับออกไปไม่ได้พักผ่อนให้ดี ทั้งยังสูญเสียเรี่ยวแรงไปไม่น้อย แม้ร่างกายจะแข็งแกร่งดั่งเหล็กไหลก็ย่อมรู้สึกทรมานอยู่บ้างกระมัง

            ที่แห่งนี้จะอยู่นานไม่ได้พวกเขาจึงออกจากทะเลสาบเสวียนเยว่โดยไม่ใส่ใจกับเสื้อผ้าที่เปียกชื้น

            แต่พวกเขาเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็เห็นคนชุดดำหลายสิบคนปรากฏตัวขึ้น

            มู่หรงอวี้กับมู่หรงฉือมองตากันดูเหมือนว่าสิบกว่าคนนี้จะเป็นคนที่คุณชายชุดทองสั่งให้มาตามฆ่าพวกเขา

            คนชุดดำหลายสิบคนใบหน้าไร้อารมณ์ ก่อนจะพุ่งเข้ามาล้อมโจมตีพวกเขา

            ในตอนนั้น บรรยากาศของทะเลสาบเสวียนเยว่พลันเต็มไปด้วยจิตสังหารและเงาของกระบี่

            เพลงกระบี่ร่ายรำเกิดเป็นลมพัดวูบ กระบี่ที่ฟันลงไปรุนแรงกำลังภายในไม่ธรรมดา

            กระบี่อ่อนสองเล่มพลิ้วไหวราวมังกร บางคราก็เหมือนงูพิษที่พร้อมจะพุ่งเข้าฉกคนได้ตลอดเวลาบางครั้งก็เข้าโรมรันกับดาบใหญ่ของฝ่ายตรงข้าม บางครั้งก็ได้เปรียบคนทั้งหมดทว่าฝีมือการต่อสู้ของคนชุดดำทั้งสิบสูสีกับพวกเขายิ่งนัก อีกทั้งร่างกายของพวกเขายังมีบาดแผลสูญเสียเรี่ยวแรงไปมากอยู่ก่อนแล้ว เมื่อต่างคนต่างสู้ก็มีแต่จะเสียเปรียบแล้วค่อยๆ เพลี่ยงพล้ำไป

            มู่หรงอวี้รู้ว่าเป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ดีแน่ความสามารถของสิบคนนี้สูงส่ง ฆ่าคนได้โดยไม่กระพริบตา ยากที่จะรับมือ 

     

    คล้ายกับเรื่องวาดชะตา ทวงบัลลังก์รัชทายาทหญิง ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730