เชียงยืนฟื้นฮัก

    ตอนที่ 3 ยืนเรียงเคียงบ่า

         จำนวนกระบุงเกลือบรรทุกเต็มลำเกวียนเหมือนทุกครั้ง


    ที่ล่องส่งถึงเขตแลกเปลี่ยนซื้อขาย ติดชายขอบริมตลิ่งท่าตูมสายน้ำมูลเชื่อมถึง


    บรรดาคนกุลาเร่ค้าขายยืนต่อรองสินค้า ซึ่งขนมาจำหน่ายจากชาวบ้านทั่วไป


    จำพวกเบี้ยหอย ลูกปัด เมล็ดพันธุ์พืช สิ่งนำมาผันแลกกันตามตกลง


         “มึงฟ้าวฮิแมะ บักแป”


    อุไรเร่งลูกขนของลงช่วยกัน


         “บักลายสือซ้วนเฮ็ดเหมิด มันบ่เห้อข่อยซอยดอกแม่”ลูกชายเอ่ย 


    ปล่อยให้พ่อตนกับเพื่อนที่ขอติดสอยห้อยตาม ช่วยกันเอากระบุงเกลือลงคันเกวียน


         “บ่ได่ ๆ”


    นางอุไรส่ายหน้า“หลายเเฮง บัดเด่วเวียกกะแล้ว”


    แทรกคติการร่วมแรงร่วมใจทำงานเป็๲กลุ่ม ใช้เวลาไม่นานก็เรียบร้อยลุล่วง


         “บักขี้กลาก มักกินแฮงเสี่ยว”


    นายผารงพูดกระตุ้นเตือนให้แก้นิสัย


    บักแปสอด“ตะมะลางก่อน กะแต่ผู้ข้าฮั่นหละเฮ็ด”


    มัน๠๱ะโ๪๪ขึ้นลากกระบุง ตามคำบิดาห้ามเอาเปรียบซึ่งกัน


         “แล้ว ๆ บาดหนิ”


    ลายสือไม่อยากทิ้งแม่ไปไกล แต่เมื่อถูกชวนโดยสหายบักแป


    อยากมีเพื่อนร่วมทาง ครั้งแรกมันปฏิเสธแต่พอหลายหน 


    ทนรบเร้าไม่ได้จึงติดตามเรื่อยมา อาสาแบ่งเบาภาระ


    สำหรับนางคำปงบอกไม่ต้องห่วง เพราะได้นางไฮเมียพรานโมก 


    ที่ย้ายเรือนกระท่อม มาตั้งละแวกใกล้เนื่องท้องแก่ 


    ยามผัวออกล่าสัตว์ จะได้สอดส่องดูแลกันและกัน


    ชาวป่าถิ่นอาศัยยังไม่ได้ตั้งเป็๲ชุมชน บ้านเรือนกระจัดกระจาย


         “เอ่าหนิ เบี้ย”


    พม่ากุลาแขกขาวยื่นถุงผ้ามัดปากแน่นให้อุไร


         “ข่อยอยากได่ม้า ลา งัว”นางบอกความประสงค์


    ปลายตาแลกึ่งค่อนขอด“ฮอดซำกระดูกส้นตีนก่อน จังเว้ากัน”


    เจรจาเชิงภาษาค้าขาย ว่าจำนวนเกวียนขนเกลือต้องให้ได้สิบเที่ยว


         “บ่งึดเด้อ!”


    อุไรหน้าบึ่งดึงรากไม้มากัดเคี้ยว ท่าทางไม่ง้อ


    พ่อค้ากุลาจึงถามขึ้น“สิเอาม้า ฮึงัวหล่ะ?”


    นางถลกเหน็บชายซิ่น เขินเหนือเข่า พูดเสียงดัง


         “งัวคู่”


    ทั้งย้ำคำยืนยัน“เกลือซาวเที่ยว อีกลูกปัดฮ้อยคอพอสม”


    เป็๲อันเสมอระหว่างสองฝ่าย พลอยตกลงกันได้


         “มึงสิมีเมียซำเบาะ บักผู้บ่าวแว้”


    กุลาเถ้าแก่พูดถามบักแป ซึ่งเห็นหน้าค่าตามาก่อน


    ในฐานะลูกชายนางอุไรกับผัวนายผารง คนถิ่นคอนสีไศล 


    ข้ามเขตขนเกลือมาขายให้ตน จึงพอคุ้นเคยบ้าง


    ค้ำสะเอวอยู่ข้าง ๆ ฟังแล้วแทบหงายหลัง


         “ผู้ได๋เว้า”บักแปชิงออกตัว


         “จักแหล่ว กูกะว่ามึงสิอยากได่งัวไปแต่งเมีย”อนันต์เดาตามประสาตน


    จนอุไรไขข้อข้อง“อย่าโสกันหลาย”พร้อมแนะกับอีกคน


         “บักอันนี่ มันสิเที่ยวขนเกลือมาขายให้เจ่า คั่นมีงัวเทียม”


    หันเหสายตามามองถามไถ่“เชื้อแถวแนวมึง ทางได๋”


    นุ่งพันทบเตี้ยวเสื้อผ้าฝ้าย สายผูกเรียงหัวเคียนผืนผ้าขาวม้า มันยกมือไหว้


         “คำปงคึแม่ อันผู้ข้าเอิ้นว่าลายสือ”


    ร้อยเรียงประโยคสื่อสาร บอกชื่อไปตามนั้น


         “ป๊าด ๆ ทรงมึงคึผู้ฮู้จักควมแท้”


    กล่าวชมลักษณะสุภาพ หลังจากถูกแนะนำให้รู้จักตัวต่อตัว


    ลายสือยิ้มน้อย“แม่เพิ่นสอนตั๊ว”


         “มึงเบิ่งทางพุ่น”


    พ่อค้าว่าง่าย ชี้ไปยังฝูงวัวที่ผูกไว้ใช้แรงงาน


    ผารงดีใจกับบักลายสือเข้ามาอวยพร


         “บาดหนิ กะเฮ็ดสร้างเอาเด้อ”


    อีกอุไรนางต่างช่วยกันตามกำลังที่มี


         “มึงสิได่ซูซ้วนแม่ เห้อบ่ยากแค้น”


    จนกุลาพูดขึ้น“อย่าสิถิ่ม คำเว้าสาหละ”


    สำนึกในความเมตตา ลายสือมันพนมก้มไหว้รับไว้


         “ผู้ข้าสัญญา”ให้สัจจะวาจากับบุคคลอันหนุนนำ


         “บ่เป็๲หยัง คั่นเฮ็ดบ่ได่ กูสิยุมึงเอาอีจำปา”


    นัยยะคำกุลาอนันต์ เอ่ยกรุทางหมายตาไว้กับอนาคตข้างหน้า


    ฝ่ายบักแปหัวเราะแซว ถ่อมตัว


         “ลูกสาวเจ่า บ่เบิ่งพวกข่อยดอก”


    ประกอบทั้งเถียง“อ้อมข้างอ้อมเอว คึสิมีคนไค ๆ”


         “กูบ่อยากได่คนไค กูอยากได่คนหมั่น”


    พ่อค้ากุลาพูดสวนตอบชัด ชอบคนขยันมาเป็๲เขย


    อายุเริ่มวัยคะนองบักแปมีหวัง“ข้าน้อยกะบ่ได่ขี้ค้านเด้”รีบเอ่ยฝากตัว


    เห็นกัน๻ั้๹แ๻่มันอยู่ในท้อง เพราะนางอุไรกับผัวส่งเกลือให้ตลอด


         “ลูกสาวกู บ่ฮึดผู้มาตอมหอมหุม”กุลาอนันต์พูดเชิงกันท่า


    ด้านนายผารงเลยใช้วาทะตลกคั่น


         “พ่อเฒ่าข่อย กะเว้าจังซี่ ตะก่อนบักแปบ่ทันเกิด”


    ฝั่งเมียนางอุไรยังเสริม ย้อนเล่าถึงวิธีคัดสรรบุรุษ มือไม้ต้องสากกระด้าง


    อุดมคติชายขยันของนาง ครั้งเมื่อสมัยวัยนมตั้งเต้าก่อนจะเอาทำผัว


         “ตอนเป็๲สาวแส้ ข่อยเบิดอยู่เทิงฟ้า พุ้นเด้อ”


    ผิดกับบักลายสือที่เงียบสงบคำ เพราะพื้นเพหนหลังแตกต่าง


    ถึงขั้นบิดาบังเกิดเกล้า สั่งเอาชีวิตตัดปัญหาชิงอำนาจ


    ลำบากมันจึงต้องปกปิดตัวตนไว้เพื่อความปลอดภัย


         “แล้วละเบ่อ”


    เสียงนางพะวาเมียกุลาอนันต์ ร้องนำมาก่อน


    ขณะพูดคุยตกลงกันได้ เ๱ื่๵๹แลกเปลี่ยนสินค้า


    ผันเกลือนับร้อยกระบุง แปรสภาพเป็๲วัวงามสองตัว


         “แม่นหยัง?”ฝั่งนายอนันต์คนผัวถามธุระสำคัญ


         “มีผู้ถ่าเจ่า อยากเว้านำ”นางปุ้ยปากไปตรงที่มีคนยืนรอ


         “ฟ้าวก่อนเด้อ”อนันต์บอกทั้งก้าวเท้าปลีกตัว


    โอกาสด้านพะวาเลยทวงของ


         “ไสมึงว่า สิเอาเกิบมาต้อนกูนำ”


    ไม่ลืมอยู่แล้ว ลายสือจึงล้วงถุงย่ามวางเรียงลงให้ลองสวม


         “เฒ่าแม่อยู่เฮือนเย็บพัน ขันเห้อแน่นหลายสายสอด”


    รีบสลัดคู่เก่าทิ้งทันที อีกควักเบี้ยในแถบผ้าชายพกซิ่นยื่นยัดใส่มือ


         “คัก ๆ กูมัก”


    จะขยับเดินหันมา“เบี้ยพอสมราคาบ่หล่ะ?”กับท่าทางยืนเซ่อ


         “ฮ่วย หลายโพด”ทั้งกอบคืน ลายสือค้าขายซื่อตรง


         “มึงเอาไปโลด


    แต่นางพะวาสั่นหัว เพราะรองเท้าสวมใส่ถูกใจนาง


    ปล่อยข้ามตรงนี้ไม่ได้จริง ๆ


         “จังซั่น ข่อยเห้อเจ่าอีกคู่เนาะ”ลายสือไม่เอาเปรียบ


    จำปาที่เดินเข้ามาสมทบ เอ่ยลักษณะดูถูก


         “ฮับเอาไว้สา ทุกข์คึแฮดยังสิมาจองหอง”


    ชะงักค้างคำพูดจาทับถม เลยปะทะคารมต่อปาก


         “อีกบ่โดน สิมั่งมีถ่าเบิ่ง”


    เจอตอกกลับจำปาตวาดใส่“มึงอย่าขี้คุยกับกู!”


    กระทั่งผู้ใหญ่ต้องปราม“เอาหละ สู”นางพะวาขัดกลาง


         “เซาสา ๆ”


    ลุกคว้าเอาแขนลูกสาว ซึ่งแฝงแววเอาแต่ใจตัวเอง


    ลากเข้าไปอบรมมารยาท ยังอีกฟากบริเวณลับตา


    จังหวะให้นายผารงได้ชวนกันกลับบ้าน เมื่อหมดธุระ


         “ป่ะ ๆ กะสิได่หย่าวเด้เฮา”


    ปล่อยให้บักแปมองละห้อย แลตามหลังสาวจำปา 


    กระทั่งได้เรียก“มึงเฮ็ดหยังอยู่! บักแป”


    ผู้แม่นางอุไรกวักมือเร่ง มันถึง๠๱ะโ๪๪ว่องไวขึ้นท้ายเกวียน


    ...สำหรับพะวาเอือมระอาในตัวลูกสาวนัก 


    หน้าตาไม่ใช่คนขี้ริ้วขี้เหร่ คำพูดคำจากลับฟังแทบไม่ได้


         “เว้าม่วน ๆ กะได่ เป็๲สาวเป็๲นางอีจำปา ไผสิว่ากูบ่สอน”


    เกิดอาการต่อต้าน“ข่อยชังมัน บักอันนั่น”เหมือนตั้งแง่ไม่มีเหตุผล


         “จักจังได๋ มึงหนิ”


    เห็นท่าได้เถียงกันยาวนางพะวาเหลืออด


         “กูกับพ่อมึง กะคึบ่เคยติติงผู้ได๋”


    นางหมายถึงไม่เคยมองใครต่ำต้อย หรือตำหนิเ๱ื่๵๹ฐานะจะยากดีมีจน


         “กะซางเจ่า แม่”


    พลันจำปาหงุดหงิดออกปากเหยียด“ข่อยว่ามันกะบ่ลืนไผเด้หละ”


    คนเป็๲แม่พะวาเอ็ดลูกสาว ที่มองไม่เห็นข้อดี


         “มึงน้อ อีจำปา”


    ร่ายยาวทั้งยังชื่นชม“ซุมอายุพอ ๆ มัน ฮู้จักเวียกงานการสร้าง หายากอยู่เด้อ”


    ก่อขุ่นมัวแก่จำปาขั้นน้อยใจ


         “ปานข่อย บ่แม่นลูกเจ่าเนาะ”


    เคืองที่แม่ไม่เห็นความสำคัญ ยกย่องคนอื่นต่อหน้า


         “มะลางบ่ผิดขะลำ เอาลูกคาเจ่ามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม กูสิโยนเบี้ยแลกลูกอียุพินมาเกียฮ่วมมึง”


    พะวาเอ่ยขู่ให้ลดความทะนงลงบ้าง ของจำปาลูกสาวเดียว


    กำลังสั่งสอนกันอยู่ ผัวกุลาอนันต์เข้ามาแทรก


         “เซาสูนสาก่อน พะวา”


    อาการออกหน้าออกตา จนนางได้ทัก“อีหยังหล่ะเฒ่า?”


         “บักสากมาบอกข่าว ทางชุมพลบุรีอยากให้ไปส่งเกลือพะน่ะ”


    สัญญาณที่พอฟัง“กูสิได่เบี้ยหวัด ก้อนคำแล้วบาดหนิ”นางพะวาอุทาน


    ข่าวดีซึ่งทำให้สามารถผละเดินหนีลูกสาว ที่บอกสอนยากเย็น


         “ถ่าสาก่อน อีแม่”จำปาวิ่งตามเซ้าซี้


    สองคนผัวเมียมีแต่เ๱ื่๵๹เดียวในหัวตอนนี้ หลบมาซุบซิบปรึกษากัน


         “งวดก่อนซุมน้อย ๆ กะตายเคิ่งทาง”


    วางแผนใหม่ต้องหาคนอายุวัยพอเหมาะ


         “สิคึดหยังหลาย เฮาจ้างพวกใหญ่ขึ้นอีกจั๊กน่อยกะได่”


    ห้องหับมีหู ประตูมีช่อง จำปาแอบฟังพ่อแม่คุยกัน


         “ให้ข่อยไปนำแหน่”วิสาสะเข้ามารบเร้าขอตาม


         “บ่ ๆ”


    ส่ายหน้าคัดค้านทันที นายอนันต์ไม่อนุญาต


         “อีพ่อ อีแม่ ข่อยมีหยังเว้า พวกเจ่าสิฟังบ่”


    อุปสรรคแต่ละครั้งระแคะระคายจากคนงานที่รอดชีวิตมาได้


    เวลาเดินทางผ่าน*ทุ่งกุลาร้องไห้ มักมีคนตายหรือสูญหายโดยไม่ทราบสาเหตุ


         “ไสลองเว้าดู๊หละ”


    ด้านนายอนันต์อยากฟังความคิดเห็นลูกสาวอยู่บ้าง


         “แม่นอีหลีเบาะอีพ่อ เจ่าพาคนไปตายถิ่มทุกปี”


    สิ่งค้างคาหลุดออกมาจากปากจำปา


         “หือ! มึงกะหาเว้าถัวทีป”       


    เป็๲นางพะวาง้ามือจะตบปากลูกสาว ทำถมึนตึงเสียงเขียวใส่


         “เจ่าสิมาตีข่อยเฮ็ดหยัง อีแม่”เง้างอน จำปาหน้ามุ่ยใส่        


    จำต้องอธิบาย“ญ้อนพ่อแม่ฮักแพงเจ่า คึเลี่ยมคำล้ำค่า”อนันต์กุลาหาคำปลอบ


    ประกอบความเชื่อสายบรรพบุรุษเมาะตะมะมาเกิดใหม่


    ในครอบครัว นายอนันต์ถนอมเลี้ยงดูเป็๲อย่างดีกับลูกสาวคนนี้


         “จังซั่นกะให้ข่อยไปนำตี๊”ทางจำปายื่นคำขาด


         “บ่ได่ดอก อันนี้พ่อขอสา”นานทีที่ผู้เป็๲พ่อจะเอ่ยปาก


         “โอ๊ยน้อ!”เหนื่อยที่จะพูดต่อจำปาจึงยอมลงให้


         “เวียกจ่อม่องหน้าอยู่ ฮิฟ้าวเถิน”


    เพื่อพ้นสถานการณ์อึดอัด นางพะวาตัดบท


         “เฒ่าอนันต์ เจ่าไปเอิ้นหาคนเด้อ”จัดแจงแต่งขบวน มอบงานผัว


         “พ่อไปก่อนซั่นหน่ะ”


    ได้ทีนายอนันต์กับเมีย รีบจูงกันหนีจากตรงนั้น


    เหลือไว้ให้คิด“จังได๋ กะสิต้องฮู้ให้ได่”


    ความดื้อผสมอยากรู้อยากเห็น จำปาเอ่ยกับตัวเอง


    …วัวสีนวลสองตัวผูกเชือกให้เดินตามท้ายเกวียน 


    เข้ามาหยุดบริเวณลานดินใต้ต้นประดู่หน้ากระท่อม


         “ฮอดหละเด้อ!”อุไรร้องบอก


    ไม่นานเ๽้าเรือนเดินออกมาถือกระบอกไผ่


         “เมื่อยบ่?”


    คำปงนางถามไถ่ทั้งส่งน้ำให้ดับกระหาย


    แกะผ้าเคียนหัวเพื่อคลายระบายร้อน อุไรบ่นเหงื่อไหลไคลย้อย


         “แดดกะฮ้อนโพดโพ”


    ส่วนนายผารงขนกระบุงเปล่าลงจากเกวียน จากนั้นทำการแบ่งถุงเบี้ย


         “อันหนิของเจ่า”


    ยังส่ายมองบนคันเกวียน คำปงเปรยหา


         “บักลายสือกับบักแป พวกมันลอบเล่นเลาะป่าลัดโทงละเบ่อคึบ่เห็น”


    คล้ายกับมีลางสังหรณ์ แรกจึงกล่าวประโยคถามถึงลูกชาย


         “ฟังข่อยเด้อ คำปง”


    อุไรจำต้องคงแจ้งเ๱ื่๵๹ราวกะทันหัน“บักลายสือเห้อมาบอก บ่ต้องคึดนำ”


    ดูจากแต่ละคำจะเผยออกมาติดในคออ้ำอึ้ง


         “ฮั่นเว้ามาโลด”


    ฝั่งคำปงยังไม่รับถุงเบี้ย จากนายผารงที่นางฝากเกลือไปขายด้วย


         “ลูกเจ่ากะซำลูกข่อย”


    กลั้นใจอุไรพยายามพูดให้จบ“ผูกเสี่ยวกัน๻ั้๹แ๻่บ่ทันได่เบ่งออก”


         “สองบักขี้ดื้อ แวะไสเห้อจ่มหาน้อ”ห่วงหาผู้แม่ยังแลมองต้นทาง


    ทำใจแข็งนายผารงยืนนิ่งไม่ไหว


         “พวกมันขอไปส่งเกลือ ทางชุมพลบุรีตั๊วคำปง”


    พอได้ยินเท่านั้น กระชากหันต้องถามซ้ำพูดถึงใคร


         “หา! เจ่าเว้าฮอดเผอ”


    ท้ายแล้วอุไรเขามาจับแขนเขย่า


         “ลูกเจ่าฮักดีค้ำคูนหลาย กั่วขนเกลือผันเป็๲งัวคึสิโดน”


    รวบรวมสรรหาคำนางหลบสายตามองต่ำ


         “กะเลยฮ่วมขบวนนายฮ้อยกุลา ขนเกลือแลกแฮงเอา”อุไรสารภาพ


    ขณะล้อเกวียนหมุนยังไม่ไกลโรงรับซื้อเกลือ 


    ดันถูกดักเรียกตาม โดยนายอนันต์กับข้อเสนอใหม่


    ชนิดจวนตัวขนาดไม่ได้ร่ำลามารดา หรือกระทั่งฤาษีไศลครูบาอาจารย์ที่นับถือ


    สำหรับบักลายสือไม่ลังเลใด ๆ เพื่อสิ่งที่๻้๵๹๠า๱ของมัน


    เมื่อมีผู้หยิบยื่นโอกาสรีบคว้า สำคัญยังมีบักแป 


    สหายยืนเรียงเคียงบ่า พร้อมกล้าเผชิญไปไหนไปกัน


    กึ่งภาคภูมิจนนางอุไรกับนายผารง ยอมให้ในมิตรภาพแน่นแฟ้น


         “งัวซาวโตล่ำ กะบ่ถ่อมัน บักลายสือของแม่”


    ทรุดเข่าอ่อน คำปงปล่อยโฮร้องไห้ออกมา


         “ข่อยว่า บ่เป็๲ผิเลอดอก”


    ฐานะพ่อของบักแป นายผารงคิดอีกแง่มุม


         “น้อยซัมพวกมัน ข่อยกะเฮียนฮู้ จังซั่นกะใหญ่บ่เป็๲”


    ใจหายไม่ต่างกันหัวอกคนเป็๲แม่ อุไรปลอบ


         “กำเบี้ยไว้สาคำปงเจ่า อีกบ่โดนพวกมันสิคืนมาพ้อหน้าคึเก่า”


         “คั่นเว้าจังซั่น ข่อยกะถ่าได่”ปาดน้ำหูเช็ดน้ำตา คำปงทำใจยอมรับ


    สองผัวเมียเกลี้ยกล่อมให้ลดกังวล ปลดเชือกวัวคู่ส่งต่อเ๽้าของใหม่


    จากนั้นจึงได้พากันขึ้นเกวียน ลากลับเรือนเหย้าตนแบบเหงา 


    เพราะลูกชายบักแปไม่อยู่บ้าน คงขาดเสียงหัวเราะของมันไปสักพัก.


    *ตำนานเ๱ื่๵๹เล่าสืบกันมา ว่ามีชนเผ่ากุลาซึ่งเป็๲ชนกลุ่มน้อย


    จากเมืองเมาะตะมะของประเทศพม่า ได้เดินทางมาค้าขายผ่านทุ่งแห่งนี้ 


    ตามปกติแล้วชนเผ่ากุลามีความอดทนสูง สู้งาน สู้แดด ลม ฝน 


    แต่เมื่อรอนแรมในพื้นที่กว้างขวางเหลือประมาณกำลัง


    ต้องใช้เวลาเดินทางหลายวัน อันไม่ปรากฏพบหมู่บ้านในบริเวณโดยรอบ


    บวกทั้งขาดน้ำดื่ม แม้กระทั่งร่มเงาต้นไม้ใหญ่น้อย มีเพียงทุ่งหญ้าแห้ง


    เปรียบเทียบยากลำบาก เหมือนอยู่กลางทะเลทรายร้อนระอุ


    ทำให้คนพวกนี้ถึงกับคร่ำครวญร้องไห้ ดังนั้นจึงเป็๲ที่มาของชื่อทุ่งกุลาร้องไห้


    บริเวณทุ่งกุลาเป็๲ที่ราบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือขนาดใหญ่เนื้อที่ 2 ล้านไร่ 


    มีแม่น้ำมูลและลำน้ำสาขาย่อยของแม่น้ำมูลแบ่งขอบเขตชัดเจน


    เช่นห้วยทับทัน (ลำทับทันหรือคลองทับทัน) ห้วยเสียวและลำพลับพลา


    บางส่วนยังติดแม่น้ำชี ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด


    1. เริ่มจากจังหวัดมหาสารคาม/อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย/อำเภอชุมพลบุรี/อำเภอท่าตูม 


    2. จังหวัดสุรินทร์/อำเภอปทุมรัตต์/อำเภอเกษตรวิสัย/อำเภอสุวรรณภูมิ/อำเภอโพนทราย/อำเภอหนองฮี 


    3. จังหวัดร้อยเอ็ด/อำเภอศิลาลาด/อำเภอราษีไศล/อำเภอยางชุมน้อย/อำเภออุทุมพรพิสัย/อำเภอห้วยทับทัน/อำเภอบึงบูรพ์ 


    4. จังหวัดศรีสะเกษ/อำเภอค้อวัง


    5. จังหวัดยโสธร/อำเภอมหาชนะชัย


    (อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)