ห้องพักที่เซียวเจิ้งพักอาศัยชั่วคราวมีห้องน้ำในตัวและเตียงคู่ขนาด 1.8 เมตร อีกทั้งยังมีโต๊ะและเก้าอี้สไตล์ยุโรปคุณภาพดีที่ถูกจัดวางอยู่ตรงระเบียงนอกหน้าต่างบานกระจก ที่นี่น่าจะเป็สถานที่สำหรับดื่มชาในยามว่าง
พอได้มาอาศัยอยู่ในวิลล่าหลังใหญ่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันแบบนี้ เซียวเจิ้งก็สุขกายสบายใจเสียจนมีความคิดที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ที่นี่
หลังจากที่อาบน้ำเสร็จ เซียวเจิ้งเปลี่ยนชุดเป็เสื้อกล้ามและกางเกงขายาว ก่อนที่จะทิ้งตัวนอนลงบนเตียงนุ่มนิ่มขนาดใหญ่ แล้วเหลือบมองประตูห้องที่ไม่มีกลอนประตูด้วยความทุกข์ร้อนใจ
ตอนที่ฉันหลับไป เธอจะบุกเข้ามาไหมนะ? ถ้าเป็แบบนั้น ฉันจะดิ้นรนต่อต้านอย่างสุดชีวิตเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ หรือว่าจะจำใจยอมทำตามความ้าของเธอดี? ถึงยังไงพวกเราก็อยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ฉันไม่มีความมั่นใจเลยว่าจะต่อต้านเธอได้
ในระหว่างที่กำลังครุ่นคิดถึงเื่นี้ เซียวเจิ้งผู้วิ่งวนไปมาตลอดทั้งวันก็ผลอยหลับเข้าสู่โลกแห่งความฝันไป
เช้าวันรุ่งขึ้น เซียวเจิ้งถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วยเสียงโทรศัพท์ที่ดังแสบแก้วหูราวกับจะกระตุ้นให้คนตายไว ๆ เขาลุกขึ้นมานั่งด้วยความงัวเงีย แล้วคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาบ่นใส่ปลายสาย
“กวนคนนอนก็เหมือนกับไปขโมยเงินของคนอื่นเขามา หัวหน้าถัง ถึงนายจะมีเส้นสายใหญ่กว่าฉัน แต่นายจะทำเื่ไร้เหตุผลแบบนี้ไม่ได้นะ”
“นายยังนอนอยู่อีกเหรอ!?”
ถังิที่อยู่ปลายสายกล่าวออกมาด้วยความร้อนใจ
“นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว? นายอยากถูกไล่ออกั้แ่วันแรกที่เริ่มทำงานอย่างเป็ทางการเหรอ? รีบมาที่บริษัทเดี๋ยวนี้! ตอนนี้หัวหน้าไป๋สติแตกแล้ว!”
เซียวเจิ้งผู้ยังคงงัวเงีย ยกข้อมือขึ้นมาดูเวลา แล้วพูดว่า
“ยังไม่ถึงแปดโมงครึ่งเลย บริษัทกำหนดเวลาเริ่มงานเอาไว้ที่เก้าโมงไม่ใช่เหรอ?”
“แผนกอื่นเริ่มงานกันตอนเก้าโมงตรง แต่เวลาเริ่มงานของแผนกรักษาความปลอดภัยขึ้นอยู่กับความ้าของหัวหน้าไป๋ ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว รีบมาที่บริษัทเร็ว ๆ เข้า ถ้านายมาสาย ฉันช่วยอะไรนายไม่ได้นะ!”
หลังจากที่วางสายไป เซียวเจิ้งก็ลุกขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟันอย่างไม่รีบร้อน เมื่อเห็นว่าทรงผมของตัวเองหลังตื่นนอนดูคล้ายกับสุ่มไก่ เขาก็ใช้น้ำลูบและหวีผมจัดทรงให้เรียบร้อย แล้วจึงเดินออกไปจากห้องนอน
ด้วยความเคยชิน เซียวเจิ้งเดินเข้าไปหาอะไรกินในห้องครัวอย่างไม่รู้ตัว แต่เขากลับพบว่านอกจากอาหารแช่แข็งในตู้เย็นแล้ว แม้แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ยังไม่มี
“จู่ ๆ ฉันก็คิดถึงห้องครัวของป้าจางขึ้นมา ถึงที่นั่นจะเล็กแต่ก็มีครบทุกอย่าง ไม่เหมือนกับที่นี่ ใหญ่ซะเปล่า แม้แต่อาหารสักชามก็ไม่มี ไม่มีน้ำใจเอาซะเลย”
เซียวเจิ้งปิดตู้เย็นด้วยความหดหู่ แล้วเดินออกไปจากห้องครัว
อันที่จริงเซียวเจิ้งได้ยินเสียงฝีเท้าจากตรงบันไดใน่เจ็ดโมงแล้ว ถึงเ้าของวิลล่าจะพยายามลดเสียงฝีเท้าลง แต่เซียวเจิ้งที่กำลังนอนอยู่ก็ยังคงรู้สึกตัวอยู่ดี แน่นอนว่าเซียวเจิ้งไม่มองโลกในแง่ดี คิดไปว่าหลินฮั่วอินกลัวว่าจะรบกวนเวลานอนฝันหวานของเขา เธอน่าจะไม่อยากพบหน้าคนหน้าด้านอย่างเซียวเจิ้ง หรือไม่ก็กลัวว่าผู้ชายที่หาดีไม่ได้คนนี้จะติดรถเธอไปด้วยมากกว่า
อากาศยามเช้าในเมืองิจูนั้นสดชื่นมาก ยิ่งมีสายลมเย็นฉ่ำที่พัดมาจากแม่น้ำก็ยิ่งทำให้รู้สึกสดชื่นมากยิ่งขึ้น เซียวเจิ้งเดินออกมาอย่างสบายใจ และแวะร้านอาหารเช้าที่อยู่ใกล้กับเขตวิลล่า เพื่อกินเสี่ยวหลงเปาสองลูก ดื่มน้ำเต้าฮวยอีกถ้วยหนึ่ง จากนั้นคาบบุหรี่ รอรถประจำทางสาย 19 ที่ป้ายรถประจำทางเพื่อเดินทางไปยังตึกเอ็มไพร์สเตท
ในระหว่างนั้น ถังิซึ่งมองว่าเซียวเจิ้งเป็คนของตัวเองไปแล้ว ได้กระหน่ำส่งข้อความมาบอกเล่าการกระทำอันโเี้อํามหิตของไป๋อวี้เจียว หลังจากที่เห็นคำผิดจำนวนมากอยู่ในข้อความสั้น ๆ เซียวเจิ้งก็คาดเดาได้ไม่ยากว่า แผนกรักษาความปลอดภัยกำลังตกอยู่ในสภาวะคับขัน และ้าความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
“พี่เจิ้งอายุปูนนี้แล้ว จะให้มาแผลงฤทธิ์เหมือนสมัยก่อนได้ยังไง?”
เซียวเจิ้งนั่งอยู่ริมหน้าต่าง กวาดสายตามองตึกระฟ้าบนถนนในเมืองิจูต่อไปเรื่อย ๆ แล้วถอนหายใจกับตัวเอง
ไม่ได้กลับมาที่นี่ตั้ง 5 ปี เมืองิจูในความทรงจำของเซียวเจิ้งดูเปลี่ยนแปลงไปมาก ถ้าหากไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่ั้แ่เด็ก เขาก็คงจะแยกแยะแม้แต่ทิศเหนือทิศใต้ไม่ได้
ตอนที่เขามาถึงตึกเอ็มไพร์สเตท นาฬิกาก็บอกเวลาสิบโมงตรงพอดี ถ้านับตามชั่วโมงการทำงานของซินอ้าว เขาถือว่ามาสายไปหนึ่งชั่วโมง ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงแผนกรักษาความปลอดภัยที่บริหารจัดการด้วยรูปแบบทหาร
แต่เซียวเจิ้งก็ยังคงทำตัวี้เีอยู่ดี ่เวลาอันรีบเร่งทำอะไรเขาไม่ได้ เขาเข้าไปที่แผนกรักษาความปลอดภัยโดยที่หัวใจไม่เต้นรัวเร็วขึ้นเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่นั้น เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งก็เดินเข้ามาพูดกับเขาด้วยสีหน้ามืดครึ้ม
“เซียวเจิ้ง หัวหน้าไป๋ให้นายไปพบที่โรงยิม”
“ตอนนี้เลยเหรอ?”
เซียวเจิ้งสวมชุดเครื่องแบบใหม่เอี่ยม เอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ
“อืม นายมาถึงบริษัทเมื่อไหร่ก็ให้ไปที่นั่นทันที”
เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกล่าวออกมา แต่ท่าทีของเขาเหมือนกับกำลังหลบเลี่ยงโรคระบาด รีบเดินจ้ำอ้าวออกไปโดยไม่หันหลังกลับมามอง
ซินอ้าวให้ความสำคัญกับสมรรถภาพทางร่างกายของพนักงานเป็อย่างยิ่ง เพราะเหตุนี้จึงเปิดโรงยิมในกลุ่มบริษัทขึ้นมาเป็กรณีพิเศษ และนำเข้าอุปกรณ์ออกกำลังกายทุกชนิดมาจากต่างประเทศ คุณภาพของมันดีกว่าโรงยิมทั่วไปตามท้องตลาด รวมไปถึงจ้างเทรนเนอร์มืออาชีพด้านการออกกำลังมาจัดการอบรมอยู่เป็ประจำ เพื่อทำให้พนักงานที่นั่งอยู่ในห้องทำงานนาน ๆ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ถือว่าเป็สวัสดิการของบริษัทที่น่าทึ่งมาก
โรงยิมอยู่บนชั้นที่ 85 เมื่อเห็นว่าเซียวเจิ้งไม่สนใจกฏระเบียบของแผนกรักษาความปลอดภัย ขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นบน ถังิที่กำลังยืนรออยู่หน้าประตูก็รีบก้าวเข้าไปแล้วพูดขึ้นว่า
“นายกำลังรนหาที่ตายอยู่เหรอ? ฉันบอกแล้วไงว่าแผนกรักษาความปลอดภัยห้ามใช้ลิฟต์ในเวลางาน”
“ฉันกินอาหารเช้าเข้าไปเยอะเกินไป ใช้แรงมาก ๆ ก็กลัวว่าจะจุกเสียดเอา”
เซียวเจิ้งอธิบายด้วยสีหน้าจริงจัง
ถังิกล่าวด้วยความหงุดหงิด
“ไม่ว่าบอสไป๋จะพูดอะไร นายแค่รับฟังอย่างเดียวก็พอ ห้ามเถียง ห้ามแสดงความไม่พอใจออกมาด้วย ฉันแก้ตัวแทนนายไปแล้ว บอกว่านายทะเลาะกับเมียจนมาทำงานสาย”
“นายรู้ได้ยังไงว่าฉันแต่งงานแล้ว?”
เซียวเจิ้งจ้องมองด้วยความตกตะลึง
“นายแต่งงานแล้วจริงเหรอ?”
เห็นได้ชัดว่าถังิก็ใเหมือนกัน
การแต่งงานช้าถือว่าเป็เื่ปกติในเมืองิจู ส่วนการแต่งงานตอนอายุ 25 ปีนั้นค่อนข้างเร่งรีบ และยังสูญเสียโอกาสในการจีบผู้หญิงอีกมาก ถังิรู้สึกเสียดายแทนอีกฝ่ายจริง ๆ
“ก็ใช่น่ะสิ เมียของฉันทำงานอยู่ในซินอ้าว หน้าตาสวยอย่างกับนางฟ้าเลยด้วย”
เซียวเจิ้งไม่รีบไปพบหัวหน้าไป๋ แต่กำลังพูดคุยกับถังิอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าโรงยิม
“เมียนายก็เป็พนักงานในซินอ้าวเหมือนกันเหรอ? อยู่แผนกไหน? ให้ตายเถอะ........”
ถังิสูดลมหายใจเข้าไปอย่างลำบาก เขารู้สึกแน่นหน้าอกไปหมด แล้วกล่าวออกมาด้วยความกังวลใจ
“นายไม่รู้เหรอว่าที่ซินอ้าวเขาห้ามมีความรักในบริษัท? แถมนายก็ยังแต่งงานแล้วด้วย ไม่กลัวว่าถ้าบอสรู้ แล้วจะไล่พวกนายออกกันหมดหรือไง?”
ฝ่ายเซียวเจิ้งตีหน้าขรึม กล่าวออกมาด้วยความจริงจัง
“นายมันขี้กังวลเกินไปแล้ว ไม่ต้องห่วง ถึงพนักงานทุกคนในซินอ้าวจะถูกไล่ออก ก็ไม่มีใครกล้าไล่เมียฉันออกไปหรอก”
“เมียนายเป็ใครกันแน่เนี่ย?” ถังิประหลาดใจมาก
เซียวเจิ้งชี้นิ้วขึ้นไปบนเพดาน แล้วพูดออกมาด้วยความจริงจัง
“หลินฮั่วอิน”
ถังิผงะไป จากนั้นจึงตวาดออกมาว่า
“ลุงเอ็งสิ! นายคิดว่าฉันเป็เด็กสามขวบเหรอ?”
“ฉันรู้อยู่แล้วว่านายไม่เชื่อ” เซียวเจิ้งยักไหล่
“วันหลังนายก็เลี้ยงอาหารค่ำฉันสิ ฉันจะได้ชวนเธอมาดื่มด้วยกัน” ถังิกล่าวออกมา
“ถ้านายชวนบอสใหญ่มาดื่มเหล้าด้วยกันได้ ฉันจะพานายไปเลี้ยงที่เรือเพิร์ลเลย”
“นายพูดแล้วนะ!”
เซียวเจิ้งดวงตาเป็ประกาย
เรือเพิร์ล คือร้านอาหารบนเรือสำราญที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองิจู เรียกได้ว่าเป็ร้านอาหารสุดหรูระดับ 6 ดาว เงินเดือน 1 ปีของพนักงานออฟฟิศทั่วไปอาจจะจ่ายค่าอาหารบนเรือเพิร์ลไม่ได้ด้วยซ้ำ ที่นี่คือสถานที่ผลาญเงินอย่างแท้จริง ถังิถึงกับกล้าพูดแบบนี้ออกมา แสดงว่าเขาไม่เชื่อเลยแม้แต่น้อยว่าเซียวเจิ้งกับบอสใหญ่จะมีความสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกัน
สามีภรรยางั้นเหรอ?
ถ้าบอกว่าหัวหน้าไป๋ที่มองว่าตัวเองเป็ผู้ชาย แอบชอบเซียวเจิ้ง มันยังน่าเชื่อมากกว่า!
“ถังิ นายคิดว่ามีผู้จัดการรวย ๆ มาสนับสนุนนาย แล้วฉันจะไม่กล้าไล่นายออกใช่ไหม!?”
เสียงะโด้วยความโกรธดังก้องออกมาจากประตูทางเข้าโรงยิม
นั่นก็คือสาวน้อยที่พี่เจิ้งเคยพูดถึง แม่ชีเ้าสำนักแห่งแผนกรักษาความปลอดภัยผู้บ่อนทำลายมนุษยชาติ ไป๋อวี้เจียว!