เมืองคาตาเรนีส
ดวงตะวันกำลังจะลาลับขอบเขา แผ่นนภาที่ปรากฎสีฟ้าสว่างก่อนหน้านี้ได้แปรเปลี่ยนเป็สีส้ม เสียงคลื่นจากแผ่นน้ำอันกว้างใหญ่ที่กำลังกระแทกเข้าฝั่งดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีกลิ่นเค็มจากไอท้องทะเลโชยไปทั่วบริเวณใกล้เคียง
เด็กชายวัยสิบเอ็ดขวบะโลงจากเรือทันทีที่มันเข้าจอดเทียบท่า จากนั้นก็มีบรรดากลุ่มชายฉกรรจ์ที่เรียกว่าโจรสลัดทยอยเดินลงจากเรือลำใหญ่ หนึ่งในนั้นคือผู้ชายขอบตาดำ ดูจากท่าทางของเขาก็สามารถบ่งบอกได้ว่าเขาคงจะเป็ผู้นำของเรือลำนี้ ที่มือข้างซ้ายของเขามิเหมือนผู้อื่นเนื่องจากมันไม่ใช่มือ แต่เป็ตะขอ
เด็กชายที่แต่งกายด้วยชุดสีเขียวเข้มได้ออกระหกระเหินเร่ร่อนในเมืองแห่งนี้ จนไปพบกับบ้านหลังใหญ่โตราวกับเป็บ้านของมหาเศรษฐี เขาหย่อนก้นลงนั่งพักอยู่ที่โคนต้นไม้เยื้องจากตัวบ้านหลังดังกล่าวเล็กน้อย
ที่บานหน้าต่างชั้นบนของบ้านกำลังมีสายตาของใครบางคนจับจ้องไปยังเด็กหนุ่มรูปร่างผอมบาง โดยที่เขาไม่ได้สังเกตเห็น จากนั้นสักพักใหญ่คนที่ยืนมองอยู่ที่บานหน้าต่างก็กำลังสืบเท้าเดินเข้าไปหาเด็กชาย
คนที่ยืนอยู่ที่บานหน้าต่างเมื่อครู่นี้ ตอนนี้นางมายืนอยู่ต่อหน้าเด็กชายพร้อมกับยื่นขนมปังชิ้นใหญ่ให้กับเด็กชายเร่ร่อน เขาไม่รอช้า รีบคว้ามากัดกินด้วยความหิวโหย
" ข้าชื่อเว็นลี่ย์ " เด็กหญิงตัวน้อยวัยเก้าขวบที่มาพร้อมกับขนมปังได้เอ่ยแนะนำตนเองก่อนจะถามต่อว่า " แล้วเ้าล่ะ "
" แบร์รี่ " เด็กชายที่อาหารยังอยู่เต็มปากตอบคำถามของสาวน้อยผมหยักศกสีบลอนด์ก่อนจะจัดการอาหารในมือต่อจนหมดเกลี้ยง
และก่อนที่เด็กน้อยสองคนจะพูดกันต่อ ร่างสูงใหญ่ของชายชราวัยเจ็ดสิบเอ็ดก็ปรากฎขึ้นเสียก่อน " เ้าเป็ใครกันรึ..หนุ่มน้อย " ชายชราเดินเข้ามาช้าๆโดยมีไม้เท้าช่วยพยุง
เ้าของดวงตาคมคายผมสีแดงดำหันไปหาชายชราแล้วพูดขึ้น " ข้าเพิ่งมาถึงเมืองนี้ได้เพียงวันเดียว จึงหลงทางมาอยู่ตรงนี้ขอรับท่านผู้เฒ่า "
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลาของโซโฟสมองดูเด็กชายด้วยความเอ็นดู " แล้วเหตุใดเ้าจึงมาอยู่ที่เมืองแห่งนี้ "
แววตาของเด็กหลงปรากฎความหม่นหมองในใจก่อนจะพูดขึ้น " ข้าแอบมากับเรือของพวกโจรสลัด ข้าไม่รู้ว่าพวกเขาจะไปแห่งหนใด บางที..ชะตากรรมคงนำทางข้ามาที่นี่ "
สีหน้าของชายชราแปรเปลี่ยนไปทันทีที่ได้ยินเด็กชายพูดเช่นนั้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโซโฟสพยายามค้นหาคำตอบในเื่นี้มาตลอด
.
.
.
6 ปีต่อมา
ชีวิตของข้าเดินทางมาได้เพียงเท่านี้ มิอาจฝืนไปต่อได้ หลานข้า..บัดนี้เ้าเติบโตขึ้นมากแล้ว จงอย่าทำตัวเหมือนเด็กที่ไม่รู้จักโต ดินแดนแห่งนี้ฝากความหวังไว้กับเ้า..
ในคืนที่ดวงจันทร์เต็มดวงสง่างามโดดเด่นอยู่บนฟากฟ้า แบร์รี่นึกถึงคำพูดสุดท้ายของท่านอาจารย์โซโฟส บนใบหน้าของเด็กหนุ่มตอนนี้เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เขานำหีบไม้ออกมาจากใต้เตียงแล้วเปิดมันออก เศษกลีบดอกกุหลาบที่ถูกผ้าห่อเอาไว้ถูกหยิบขึ้นมาเป็ลำดับแรก ตามด้วยขวดแก้วใบใสขนาดเล็กจิ๋วที่ภายในบรรจุผงสีชมพูระยิบระยับ เด็กหนุ่มได้รับมันมาจากผู้ชายท่าทางประหลาดที่ชอบหัวเราะแบบไม่มีเหตุผล แต่ทุกการกระทำของชายปริศนาผู้นั้นล้วนมีเหตุผลที่สำคัญเสมอ จากนั้นแบร์รี่นำสิ่งของชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ในหีบขึ้นมา มันคือเมล็ดถั่ววิเศษที่ตอนนี้กำลังส่องแสงเรืองรองออกมาจากตัวของมันเอง
เด็กหนุ่มที่อยู่ในบ้านไม้เก่าๆหลังเล็กลุกยืนขึ้น เขาโยนถั่ววิเศษในมือลงบนพื้นบ้าน ทันใดนั้นแสงสว่างสีขาวเจิดจ้าก็ปรากฏขึ้น และมันกำลังแปรเปลี่ยนเป็เหมือนหลุมพายุขนาดใหญ่ที่พร้อมจะดูดกลืนสิ่งใดก็ตามที่ตกลงไป
แววตาของแบร์รี่เริ่มตื่นตระหนกและหวาดกลัวกับภาพที่เห็น เขาพยายามตั้งสติรวบรวมความกล้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจะโลงไปในหลุมพายุหมุนที่อยู่ตรงหน้า
-วูบ-
ทุกสิ่งในบ้านดูปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ร่างกายผอมบางของเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ในบ้านก่อนหน้านี้ บัดนี้ได้หายไปแล้ว
.
.
.
-ตุ้บ-
แบร์รี่รู้สึกเหมือนเวลาเพิ่งผ่านไปเพียงเสี้ยววินาที ก้นของเขาก็หล่นตุ้บลงบนพื้นหญ้า เด็กหนุ่มรีบลุกขึ้นและมองสำรวจไปรอบๆ
มันเป็่เวลาหัวค่ำในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งใจกลางเมือง ถึงแม้จะมืดแล้วแต่ยังมีผู้คนบางส่วนวิ่งออกกำลังกายกันอยู่ บางส่วนก็มานั่งพักผ่อนหย่อนใจ บางส่วนก็มานั่งอ่านหนังสือ โชคดีที่แบร์รี่มาโผล่บริเวณโคนต้นไม้ในจุดที่แสงไฟไม่สามารถส่องไปถึง จึงทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็นถึงการมาของเขา
เด็กหนุ่มที่ยังแต่งกายด้วยชุดหนังสีเขียวเข้มรู้สึกตื่นตะลึงอย่างมากกับสิ่งต่างๆที่เห็น เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งก่อสร้างที่ตั้งขึ้นสูงจากพื้นและมีแสงไฟหลากสีสันส่องสว่างออกมามันคืออะไร หูของเขาได้ยินเสียงประหลาดต่างๆมากมาย ผู้คนที่เห็นก็ล้วนแล้วแต่แต่งกายกันแปลกพิลึกยิ่งนัก
เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าเขาจะหาเป้าหมายของตนเองเจอได้อย่างไร จึงได้นำสิ่งหนึ่งออกมาจากกระเป๋าและทำตามที่อาจารย์เคยพูดเอาไว้ แต่ทันทีที่เขาหยิบกลีบกุหลาบสีแดงขึ้นมาก็มีสายลมพัดผ่านมาจนมันปลิวหลุดจากมือของเขา ในทีแรกแบร์รี่เข้าใจว่าเขาแค่ทำมันหลุดมือ จึงจะตามไปเก็บ แต่เ้ากลีบกุหลาบนั้นมันยังคงปลิวร่อนไปในอากาศ เหมือนว่ามันกำลังนำทางเขา
เ้าของดวงตาคมคายเดินตามไปห่างๆจนในที่สุดเ้ากลีบกุหลาบนั่นก็ค่อยๆล่วงหล่นลงสู่..หนังสือเล่มหนึ่งที่กำลังถูกเปิดอ่านโดยหญิงสาวคนหนึ่ง...
เธอมีเส้นผมสีดำเจือน้ำตาลยาวสยายจนถึงกลางหลัง ดวงตาสว่างไสวของเธอทอประกายแวววาวอยู่ภายใต้แสงจันทร์ เธอหยิบกลีบกุหลาบนั้นขึ้นมาดู และเงยหน้ามองขึ้นไปยังใบไม้ของต้นไม้ที่อยู่เหนือศีรษะของเธอ ซึ่งมันเป็ไปไม่ได้ที่ต้นไม้นั่นจะมีเศษกลีบกุหลาบตกลงมา
ในขณะที่กำลังมึนงงอยู่นั้น หญิงสาวก็ต้องหันหน้าไปทางซ้ายมือของตัวเองเมื่อเธอรู้สึกว่ากำลังมีฝีเท้าของใครบางคนเดินเข้ามา และทันทีที่ดวงหน้างดงามปรากฎให้เห็นก็ทำให้หัวใจของแบร์รี่เต้นรัวราวกับกลองนับหมื่นกำลังประโคมเสียง
หญิงสาวขมวดคิ้วเข้าหากันในขณะที่สายตาของเธอกำลังมองชายแปลกหน้าั้แ่หัวจรดเท้า พลางขยับตัวถอยหนีเล็กน้อยและหันดูรอบข้างเพื่อให้แน่ใจว่าเธอไม่ได้อยู่ในสวนสาธารณะแค่คนเดียว เพราะถ้าชายแปลกหน้าเกิดทำร้ายเธอขึ้นมา เธอจะได้ะโให้คนอื่นช่วย
" เ้าชื่ออะไร " เด็กหนุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามขึ้น
หญิงสาวขมวดคิ้วของเธอเข้าหากันอีกครั้ง แววตาของเธอเผยให้เห็นถึงความแปลกใจกับคำสรรพนามที่เด็กหนุ่มใช้เรียกเธอ
แต่ด้วยลักษณะท่าทางของเขาที่ดูไปดูมาเหมือนจะไม่มีพิษมีภัย และด้วยความที่หญิงสาวเป็คนที่ไม่ตัดสินคนจากภายนอก เธอจึงยอมคุยกับชายแปลกหน้าผู้นี้
" เราชื่อเบลล์ แล้วนายล่ะ "
เด็กหนุ่มขมวดคิ้วเข้มของเขาเช่นกันเมื่อได้ยินภาษาของหญิงงามผู้นี้ แต่คำพูดของหญิงสาวยังไม่ประหลาดเท่ากับเสื้อผ้าอาภรณ์ที่เธอกำลังสวมใส่ตอนนี้ ถึงมันจะปกติสำหรับโลกใบนี้ แต่มันชั่งแปลกยิ่งนักสำหรับโลกที่เขาจากมา
" ข้าชื่อแบร์รี่ ข้าคิดว่าเ้าคือคนที่ข้ากำลังตามหาอยู่ " เด็กหนุ่มยังคงยืนอยู่บนพื้นหญ้านุ่มๆของสวนสาธารณะ ในขณะที่คู่สนทนาของเขานั่งอยู่บนม้านั่งที่มันเพียงพอสำหรับนั่งได้สองคน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา ก่อนจะพูดขึ้น " นายกำลังซ้อมบทละครอยู่หรอ จะแสดงละครเวทีใช่มั้ย " เธอใช้นิ้วชี้คั่นที่หนังสือเอาไว้ในขณะที่กำลังพูดคุยกับเด็กหนุ่ม
แม้ว่าแบร์รี่จะไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เบลล์พูด แต่หัวใจของเขาก็สั่นคลอนเพราะรอยยิ้มพิมพ์ใจของเธอ
" เ้าเห็นสิ่งนี้หรือไม่ มันพาข้ามาพบกับเ้า " แบร์รี่พูดขึ้นพร้อมๆกับเอื้อมไปหยิบกลีบกุหลาบที่เบลล์วางเอาไว้บนม้านั่งให้เธอดู
รอยยิ้มของหญิงสาวหุบลงเพราะคำพูดของเด็กหนุ่มและสิ่งที่อยู่ในมือของเขา แต่เธอก็ยังคงคิดว่าเขาแค่ล้อเล่นกับเธอ " แค่เศษกุหลาบเนี่ยนะ! เราว่านายน่าจะพักผ่อนน้อย หรือไม่ก็ลืมกินยาที่หมอสั่ง แล้วนี่นายใส่ชุดอะไร นึกว่าตัวเองเป็ปีเตอร์ แพน หรือไง "
แม้ว่าน้ำเสียงของเธอจะชวนให้เด็กหนุ่มหลงไหล แต่ว่าความหมายของสิ่งที่เธอพูดกลับทำให้เขามึนงง แบร์รี่รู้ว่าไม่ใช่เื่ง่ายเลยที่เขาจะทำให้เธอเชื่อในสิ่งที่เขาพูด บนโลกและผู้คนเหล่านี้ล้วนแตกต่างกับโลกที่เขารู้จักอย่างสิ้นเชิง เด็กหนุ่มคิดอะไรไม่ออก เขาไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อ เขาทิ้งตัวนั่งลงที่ม้านั่งข้างๆหญิงสาว
ในขณะเดียวกันเบลล์ก็ลุกขึ้นยืน เก็บหนังสือลงกระเป๋า " เราไปก่อนนะ นายก็อย่าลืมกินยาด้วยล่ะ " เธอพูดกับผู้ที่เด็กกว่าด้วยความทะเล้นก่อนจะเดินจากไป
.
.
.
เช้าที่วุ่นวายของสังคมเมืองใหญ่สมัยใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น เสียงยวดยานพาหนะบนท้องถนนส่งเสียงดังอย่างไม่ขาดสาย บนฟุตบาทคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย มีควันและกลิ่นหอมๆจากอาหารปิ้งย่างข้างทางลอยไปกระทบกับจมูกของผู้ที่เดินผ่านไปมา ผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างเร่งรีบดูเหมือนว่าพวกเขามีภาระหน้าที่ของตนเองที่ต้องรับผิดชอบจึงไม่ได้สนใจเด็กหนุ่มผมสีดำแดงที่แต่งตัวประหลาดที่นอนขดตัวอยู่หน้าอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่ง
หญิงสาวนำดอกกุหลาบที่เอามาจากสวนของผู้เป็พ่อปักลงในแจกันที่ตั้งอยู่บนโต๊ะคอมฯของเธอ ก่อนจะรีบสะพายกระเป๋าเป้แล้วออกจากห้องไป หญิงสาวที่สวมกางเกงยีนส์กับรองเท้าผ้าใบกึ่งเดินกึ่งวิ่งลงบันไดอย่างรวดเร็ว เมื่อลงมาถึงหน้าอพาร์ทเม้นท์เธอก็ทำตาเบิกโตเพราะเห็นเด็กหนุ่มคนเดียวกับเมื่อคืนกำลังนั่งเอามือขยี้ตาราวกับคนเพิ่งตื่นนอน
" นาย! นายตามชั้นมาหรอ "
เบลล์พูดขึ้นด้วยสุ้มเสียงที่บ่งบอกถึงความไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก
แบร์รี่ยืนขึ้นแล้วพูดว่า " เพราะข้าต้องทำ ข้าไม่มีทางเลือกอื่น ไม่ว่าเ้าจะเชื่อหรือไม่ แต่ข้าจะอธิบายให้เ้าฟังเมื่อเ้าไปหาข้าที่เดิม " เด็กหนุ่มพูดจบแล้วก็เดินจากไปท่ามกลางฝูงชน โดยที่เขาแต่งตัวไม่เข้ากับคนอื่นเลยแม้แต่น้อย
ในตอนนี้เบลล์เริ่มคิดมากขึ้นกับคำพูดของเด็กหนุ่ม ทุกถ้อยคำที่เขาพูดเขาพูดด้วยแววตาที่จริงจัง ไม่ได้บ่งบอกถึงความสนุกเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่แบร์รี่เองก็อดไม่ได้เช่นกันที่จะคิดว่า หญิงสาวที่พูดจาพิลึกผู้นี้จะช่วยปกป้องโลกของเขาได้อย่างไรกัน
.
.
.
เย็นวันนั้นที่สวนสาธารณะ แบร์รี่ที่นั่งอยู่บนม้านั่งรู้สึกว่าโลกใบนี้ไม่ใช่ที่ที่เหมาะสมกับเขาเอาเสียเลย ผู้คนมากมายทั้งชายหญิงวิ่งผ่านเขาไปมาและบางคนมองเขาด้วยสายตาที่ราวกับว่าเขาเป็ตัวประหลาด บางคนก็เอาสิ่งของแปลกๆขึ้นมาแนบที่ใบหูแล้วก็พูดคนเดียว แบร์รี่ถอนหายใจยาวออกมาแล้วเอนหลังลงนอนบนม้านั่ง เอามือข้างหนึ่งขึ้นมาก่ายหน้าผาก สายตาคมคายของเขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่มีก้อนเมฆลอยไปมาช้าๆ ภายในท้องของเขาเริ่มส่งเสียงร้องที่บ่งบอกถึงความ้าอาหาร เนื่องจากเขายังไม่ได้กินอะไรเลยั้แ่มาถึงดินแดนแห่งนี้...
" อื้อ! "
เสียงสั้นๆเพียงคำเดียวดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของขนมปังหน้าตาประหลาดที่ส่งกลิ่นหอมน่าลิ้มลองออกมา
แบร์รี่รีบลุกขึ้นนั่ง ในขณะที่หญิงสาวก็นั่งลงข้างๆเขาพร้อมกับยื่นแฮมเบอร์เกอร์ให้เขา
" อ้ะ! เราซื้อมาเผื่อ " เบลล์พูดขึ้น
จากการที่แบร์รี่มานอนอยู่บนพื้นหน้าอพาร์ทเม้นท์ของเธอในสภาพนั้นทำให้เธอพอจะดูออกว่าเด็กหนุ่มหน้าตาดีมีเสน่ห์ผู้นี้คงไม่มีบ้านอยู่ และอาจจะไม่มีเงินซื้ออาหารกิน
เด็กหนุ่มนั่งมองสิ่งที่อยู่ในมือหญิงสาวด้วยท่าทางลังเลและเผลอกลืนน้ำลายเล็กน้อย เบลล์เห็นแบบนั้นจึงพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนหลงใหลว่า " เอาเลย เราไม่คิดตังค์ "
ถึงแม้ว่าแบร์รี่จะไม่เข้าใจความหมายทั้งหมดที่เบลล์พูด แต่เขาก็สามารถเข้าใจสิ่งที่เธอสื่อได้จากแววตาของเธอ เด็กหนุ่มจึงรับแฮมเบอร์เกอร์มาแล้วกินมันอย่างเอร็ดอร่อย
เบลล์วางหนังสือนิทานลงบนม้านั่งข้างๆกายเธอแล้วหยิบขวดน้ำดื่มส่งให้เด็กหนุ่มที่อ่อนวัยกว่าเธอ " ค่อยๆกินก็ได้ ไม่มีใครแย่งหรอก " น้ำเสียงของเธออ่อนหวานปานน้ำผึ้งแต่ก็แฝงด้วยความทะเล้น
" เราถามจริงๆนะ นายเป็ใครแล้วมาจากที่ไหน " หญิงสาวพูดต่อในขณะที่เด็กหนุ่มกินแฮมเบอร์เกอร์จนเกือบจะหมดแล้ว
สายตาของแบร์รี่มองตรงออกไปยังทะเลสาบที่อยู่ติดกับสวนสาธารณะก่อนจะพูดขึ้น " มันยากที่จะทำให้เ้าเชื่อ ผู้คนในดินแดนของเ้ามองข้าประหนึ่งว่าเป็ตัวประหลาด " เด็กหนุ่มกระตุกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยแล้วจึงหันหน้าไปหาเบลล์และพูดต่อว่า " แต่ถ้าเ้าไปยังดินแดนที่ข้าจากมา เ้าก็คงกลายเป็หญิงประหลาดเช่นกัน "
นี่เป็รอยยิ้มแรกของแบร์รี่ที่เบลล์ได้เห็น แต่คำพูดของเขายิ่งทำให้เธอคิดว่าเขาเพี้ยนไปแล้ว ถึงแม้ว่าเธอจะชอบอ่านนิทาน แต่เธอก็แยกแยะได้ ว่ามันเป็เพียงเื่ที่แต่งขึ้นจากจินตนาการ เธอคิดว่าบางทีเด็กหนุ่มคนนี้อาจจะอ่านนิทานมากไปจนเพี้ยนไปแล้ว
" โอเคๆ แล้วนาย.. เอ้ย!! แล้วเ้ามาตามหาข้าทำไมกันรึพ่อหนุ่ม "
เบลล์เห็นเป็เื่สนุก เธอแกล้งพูดจาเลียนแบบแบร์รี่ เหมือนว่าเธอกำลังแกล้งบ้าเป็เพื่อนเขา
เด็กหนุ่มผมดำแดงดูออกว่าหญิงสาวกำลังล้อเล่นกับเขา แต่เขาก็ตอบไปตามความจริง " มีคำนายเมื่อนานมาแล้วบอกเอาไว้ว่าหญิงผู้หนึ่งจากดินแดนอื่นจะเป็ผู้ปกป้องดินแดนของข้า และข้าคิดว่านางก็คือเ้า เพราะว่ากลีบกุหลาบวิเศษนั่นบอกอย่างนั้น " น้ำเสียงของแบร์รี่เจือความร้อนใจ
หญิงสาวผมสีดำเจือน้ำตาลนั่งฟังทำตาปริบๆ เมื่อแบร์รี่พูดจบเธอก็ฉีกยิ้มกว้างออกมา มันเป็รอยยิ้มที่ให้ความรู้สึกเสมือนว่าเธอกำลังนั่งฟังเด็กน้อยเล่านิทานให้ฟัง
" พล็อตเื่ดูเชยไปหน่อย แต่ก็น่าสนใจนะ " เบลล์หันหน้ามองออกไปยังทะเลสาปแล้วพูดต่อ " แต่ว่านายต้องคิดต่อด้วยนะว่าชั้นจะไปป้องกันโลกของนายได้ยังไง ท่าทางชั้นดูเหมือนวีรสตรีผู้กอบกู้โลกหรือไง " ว่าแล้วเบลล์ก็ผายมือขึ้นลงที่ตัวเองให้แบร์รี่ได้พิจารณา
" เื่นี้ตัวข้าก็ยังไม่รู้ แต่ข้าต้องพาเ้ากลับไป ความรู้สึกภายในใจข้าบอกเช่นนั้น " แบร์รี่หันมาพูดกับเบลล์ด้วยแววตาวิงวอนเธอราวกับว่าเป็เื่คอขาดบาดตาย
ท้องนภาเวลานี้ได้แปรเปลี่ยนเป็สีดำมืด เผยให้เห็นดวงดาวระยิบระยับ ผู้คนในสวนธารณะบางตาลงไปมากจนเสมือนว่าที่แห่งนี้มีแค่เพียงเขาและเธอ
" ไปโลกของเ้าน่ะหรอ ไปยังไง ขึ้นรถไฟฟ้า หรือเรียกแท็กซี่ดีล่ะ "
เ้าของใบหน้างดงามเปล่งปลั่งพูดขึ้น
" ด้วยสิ่งนี้ "
ว่าแล้วแบร์รี่ก็หยิบขวดแก้วใสใบเล็กจิ๋วขึ้นมา เขาไม่อธิบายต่อให้เสียเวลา เด็กหนุ่มเปิดจุกไม้ออก เทผงสีชมพูลงบนฝ่ามือของเขา กำมือหลวมๆชูขึ้นสูงในระดับเดียวกับปาก แล้วแบมือออกพร้อมกับพ่นลมเบาๆออกจากปาก ทำให้ผงวิเศษพวยพุ่งลอยไปในอากาศจนปะทะเข้ากับร่างกายของหญิงสาว
" นายเป่าอะไรใส่ชั้นเนี่ย !! "
เบลล์ร้องออกมา เธอเอามือปัดป้องผงนั่นและเตรียมจะลุกหนี แต่แบร์รี่รีบคว้าแขนของเธอเอาไว้แน่น ทั้งที่เธอยังไม่ทันจะได้ตกลงปลงใจว่าจะไปกลับเขา
หนังสือนิทานของเบลล์ที่วางอยู่บนม้านั่งเปิดออกพรึ่บพรั่บราวกับถูกลมพัด ทันในนั้นร่างกายของทั้งคู่ก็พลันเปลี่ยนเป็ละอองแสงสีชมพู และลอยหายเข้าไปในหนังสือราวกับถูกดูดกลืน เหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นในสวนสาธารณะแห่งนี้พวกเขาทั้งคู่มิอาจรู้ได้ว่ามีผู้คนเห็นหรือไม่
.
.
.
เมืองคาตาเรนีส
ท่ามกลางป่าเขียวขจีมีต้นไม้สูงใหญ่หนาทึบจนบดบังแสงจันทร์ ค่ำคืนนี้ทุกสิ่งอย่างดูเงียบสงัดตามปกติ จนกระทั่ง…
-ตุ้บ-
ร่างกายของหนึ่งหญิงกับหนึ่งชายก็โผล่ขึ้นมาในอากาศก่อนจะตกลงสู่พื้นดิน บริเวณดังกล่าวมีตะเกียงส่องแสงสีส้มสว่างราวกับว่ามีใครเอามันมาวางเอาไว้
สีหน้าของหญิงสาวตื่นตระหนกและหวาดกลัว นางหันมองไปรอบๆตัวด้วยแววตาเบิกโพลง
" เกิดอะไรขึ้นเนี่ย!! ชั้น..ชั้นต้องฝันไป " เบลล์พูดด้วยน้ำเสียงที่ราวกับกำลังจะเสียสติ พร้อมกับนำมือสองข้างขึ้นมาขยี้ตาพลางตบแก้มตัวเองไม่หยุด
ทันใดนั้นเอง เสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ขันแต่ชวนขนลุกก็ดังขึ้น ทั้งเบลล์และแบร์รี่ผวาหันไปทางต้นเสียงดังกล่าว ชายตัวเล็กผมสีน้ำตาลยาวหยักศกจนถึงไหล่กำลังยืนเอาตัวพิงกับต้นไม้ บนใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มที่กรุ้มกริ่มราวกับว่าเขามายืนรออยู่นานแล้ว
…………….