จิ่งเยี่ยนกุยรู้อยู่ในใจลึกๆ ว่าเธอขุดหลุมนี้ขึ้นมาเอง ต่อให้ต้องกล้ำกลืนฝืนทน เธอก็ต้องกระโดดลงไปอยู่ดี จึงพูดว่า “ก็ไม่ทั้งหมดค่ะ ก่อนหน้านี้เคยเก็บหนังสือโบราณได้ในป่า ในนั้นมีสูตรยามากมาย รวมถึงบันทึกเกี่ยวกับสมุนไพรต่างๆ ด้วยค่ะ”
เมื่อเห็นว่าคุณปู่ซูดูสนใจเรื่องนี้และฟางเสียนจือก็ไม่ได้พูดอะไร เธอจึงต้องฝืนใจพูดต่อไปว่า “หนูสนใจหนังสือเล่มนั้นมากก็เลยท่องจำทั้งหมด จากนั้นก็ยังซื้อ ‘คัมภีร์เน่ยจิง’ และ ‘ตำราซางหานลุ่น’ มาอ่าน แล้วก็เรียนด้วยตัวเองอยู่พักใหญ่ๆ ค่ะ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจถ่องแท้ แค่พอจะปรุงยาได้บ้างเท่านั้นค่ะ”
ฟางเสียนจือแอบพูดในใจเงียบๆ ว่า ‘เรื่องที่ภรรยาแต่งขึ้นครั้งนี้ ดูเหมือนจะสมเหตุสมผลกว่าตอนแต่งเรื่องต่อหน้าเขาในครั้งก่อนเสียอีก’
ครั้งที่แล้วที่เธอไม่ได้บอกเรื่องเรียนหมอกับเขาอย่างละเอียด เขายังรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกเฉยๆ ขึ้นมา ใครๆ ก็มีเรื่องส่วนตัวที่ไม่อยากบอกทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนอย่างเธอที่ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากมากมายในบ้านตระกูลจิ่ง หากจะไม่อยากพูดเรื่องบางเรื่องก็ถือเป็นเรื่องปกติ
ดวงตาของท่านซูเป็นประกายขึ้นทันที จึงพูดว่า “ถ้าอย่างนั้น ฉันจะลองทดสอบหนูดูนะ เสี่ยวไฉหูถังกับเจิ้งไฉหูถังต่างกันอย่างไร?”
จิ่งเยี่ยนกุยตอบ “เสี่ยวไฉหูถังมาจากการปรับปรุงจากตำราซางหานลุ่นของจางจ้งจิ่ง ประกอบด้วยสมุนไพรไฉหู ปั้นเซี่ย เหรินเซิน กานเฉ่า หวงฉิน และต้าจ่าว มีสรรพคุณในการปรับสมดุลเส้าหยาง เหมาะสำหรับอาการหยางน้อยค่ะ”
“ส่วนเจิ้งไฉหูถังมาจากจิ่งเยวี่ยฉวนซูของจางจิ่งเยว่ ประกอบด้วยสมุนไพรไฉหู ฝางเฟิง เฉินผี เส่าเย่า กานเฉ่า และเซิงเจียง มีสรรพคุณในการขับไล่ลมหนาว เหมาะสำหรับอาการเป็นหวัดจากลมหนาวที่ไม่รุนแรงค่ะ”
“ดังนั้นเสี่ยวไฉหูถังจึงเหมาะสำหรับหวัดจากลมร้อน ส่วนเจิ้งไฉหูถังเหมาะสำหรับหวัดจากลมหนาว นี่คือความเข้าใจของหนูเอง หากมีอะไรผิดพลาด ขอคุณปู่ซูโปรดชี้แนะด้วยค่ะ”
ท่านซูรีบพูดว่า “หนูพูดถูกแล้ว ทั้งเสี่ยวไฉหูถังและเจิ้งไฉหูถังต่างกันแค่ตัวอักษรเดียว หลายคนก็เลยสับสน หนูสามารถแยกแยะสิ่งเหล่านี้ได้ แสดงว่าต้องศึกษาวิชาหมอมาหนักแน่ๆ”
ชาติที่แล้วจิ่งเยี่ยนกุยไม่ได้แค่ศึกษาอย่างหนัก แต่ยังทุ่มเทศึกษาอย่างยากลำบาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความจำเป็นในการดำรงชีวิต และอีกส่วนก็เพราะความชอบที่มาจากหัวใจ
คุณปู่ซูถามคำถามเกี่ยวกับวิชาหมออีกหลายข้อ เนื่องจากมีฟางเสียนจืออยู่ตรงนั้น และตัวเธอเองก็ไม่มีครูบาอาจารย์ เธอจึงไม่กล้าแสดงให้เห็นว่าตัวเองมีความรู้เกี่ยวกับแพทย์แผนจีนมากนัก พอเขาถามคำถามที่ไม่ซับซ้อนเธอก็ตอบ ส่วนคำถามที่ลึกซึ้งเธอก็บ่ายเบี่ยงว่าไม่รู้
เมื่อถามไปถามมา กลับทำเอาคุณปู่ซูอดที่จะเอ่ยชมไม่ได้ “หนูเป็นต้นกล้าที่ดีในการเรียนหมอ หากได้เริ่มเรียนตั้งแต่เด็ก ป่านนี้คงจะมีความรู้ความสามารถมากแล้ว แต่ก็ดีที่หนูฉลาด ตอนนี้เริ่มเรียนก็ยังไม่สาย”
“ฉันก็มีชื่อเสียงเล็กน้อยในวงการแพทย์แผนจีนของมณฑล หากหนูไม่รังเกียจ จะมาเรียนหมอกับฉันไหม?”
สิ่งที่เขาพูดหมายถึงต้องการรับจิ่งเยี่ยนกุยเป็นศิษย์ เธอถึงกับอึ้งไป ขณะเดียวกันหมอประจำร้านที่อยู่ด้านข้างก็แทบจะนั่งไม่ติดแล้ว
สาเหตุที่หมอประจำร้านเลือกมานั่งประจำอยู่ที่ชิ่งอันถัง ก็เพราะอยากจะมาเรียนหมอกับคุณปู่ซู แต่หลังจากที่บุตรชายคนโตและคนรองของท่านเสียชีวิตไป ท่านก็ได้รับผลกระทบจิตใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างหนัก จนหมดความตั้งใจที่จะรับศิษย์ไปเสียสนิท
แต่ไม่คาดคิดว่าเขาในวัยนี้กลับมีความคิดที่จะรับศิษย์ขึ้นมาอีกครั้ง
ดังนั้นก่อนที่จิ่งเยี่ยนกุยจะได้ปริปากอะไร หมอประจำร้านก็ร้อนใจจนทนไม่ไหวแล้วพูดขึ้นว่า “หนูจิ่ง ท่านเป็นถึงแพทย์แผนจีนที่มีชื่อเสียงที่สุดในมณฑลของเรา แถมยังโด่งดังในวงการแพทย์แผนจีนของประเทศ ท่านเต็มใจที่จะรับหนูเป็นศิษย์ นี่ถือเป็นบุญที่หนูสั่งสมมาแต่ชาติปางก่อนแล้ว ยังมัวยืนอึ้งอยู่ทำไม รีบก้มลงกราบไหว้อาจารย์สิ!”
จิ่งเยี่ยนกุยถึงกับอึ้งไป เมื่อได้ยินหมอประจำร้านพูดอย่างนั้น เธอก็นึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง จึงถามว่า “คุณปู่ซูคะ ชื่อของท่านคือซูจิ้งซานใช่ไหมคะ?”
คุณปู่ซูพยักหน้ารับ แต่จิ่งเยี่ยนกุยกลับรู้สึกเหลือเชื่อ จนถึงกับเอามือตบหัวตัวเอง เธอรู้เพียงว่าชิ่งอันถังเป็นร้านขายยาจีนที่มีชื่อเสียงโด่งดังในมณฑล แต่กลับไม่เคยเชื่อมโยงชิ่งอันถังเข้ากับซูจิ้งซานเลย
เหตุผลก็คือตอนที่เธอได้พบกับคุณปู่ซูครั้งแรก เขาไม่ได้ดูเหมือนผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และรู้จักรักถนอมสุขภาพเลยแม้แต่น้อย
แต่ความจริงแล้ว ถึงแม้ว่าจิ่งเยี่ยนกุยจะเรียนหมอในชาติที่แล้ว แต่คุณปู่ซูก็เสียชีวิตไปสิบกว่าปีแล้ว ทว่าคนในวงการแพทย์แผนจีนก็ยังยกนิ้วให้ท่านทุกครั้งที่กล่าวถึง ชื่นชมในฝีมือทางการแพทย์ของท่าน และยกให้ท่านเป็นดั่งเขาไท่ซานของวงการแพทย์แผนจีนในประเทศ
เดี๋ยวนะ ตอนที่จิ่งเยี่ยนกุยเรียนหมอในชาติที่แล้ว คุณปู่ซูได้เสียชีวิตไปสิบกว่าปีแล้ว เธอจึงคำนวณเวลาในใจ นั่นก็หมายความว่าในชาตินี้ช่วงเวลานี้ ท่านซูก็ควรจะเสียไปแล้วสิ?
เธอนึกถึงตอนที่เจอคุณปู่ซูครั้งแรก ในชาติที่แล้วเธอไม่ได้พบกับคุณปู่ซูแน่ๆ ดังนั้นตอนที่คุณปู่ซูเป็นลมแดดรุนแรงจนเกือบหมดสติ ท่านอาจเสียชีวิตเพราะไม่ได้รับการช่วยเหลือทันท่วงที
เมื่อคิดได้ดังนี้ เธอก็ถึงกับตกใจ เพราะการกลับมาเกิดใหม่ของเธอได้เปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่างไปโดยไม่รู้ตัว
หมอประจำร้านเห็นว่าเธอยังคงยืนเหม่ออยู่ก็ยิ่งร้อนใจขึ้นไปอีก จึงเอื้อมมือมาตีแขนของเธอเบาๆ แล้วพูดว่า “กำลังคิดอะไรอยู่ ท่านซูอุตส่าห์คิดที่จะรับศิษย์ขึ้นมาทั้งที รีบคว้าโอกาสนี้ไว้สิ!”
ในที่สุดจิ่งเยี่ยนกุยก็รู้สึกตัว เธอลองคิดดูแล้วพูดว่า “คุณปู่ซูคะ เรื่องนี้มันจะดีหรือคะ? ถ้าหนูได้เป็นศิษย์ของท่านจริงๆ ต่อไปหนูจะเรียกพี่ซูไป่ชิงว่ายังไง? นี่มันเหมือนจงใจเอาเปรียบเขาหรือเปล่าคะ?”
เมื่อคุณปู่ซูได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเสียงดัง “ที่แท้หนูกังวลเรื่องนี้เองหรือนี่! เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะ ไป่ชิงเป็นคนเก่งกล้าสามารถในการบริหาร แต่ความสามารถทางการแพทย์กลับธรรมดา”
“ถึงแม้เขาจะท่องจำ ‘ซางหานลุ่น’ ‘เน่ยจิง’ และ ‘จินขุย’ ได้ เขาก็ไม่มีทางที่จะเป็นหมอที่มีชื่อเสียง ถึงเขาจะเป็นหลานชายแท้ๆ ของฉัน ฉันก็ไม่ได้คิดที่จะรับเขาเป็นศิษย์ ลำดับความอาวุโสระหว่างพวกเราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาเลย”
“อีกอย่าง ต่อให้มีก็เถอะ หนูเคยช่วยชีวิตฉันไว้ ถ้าเขาจะเรียกหนูว่าคุณอา ก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไร”
จิ่งเยี่ยนกุย “…”
เธอยังรู้สึกแปลกๆ อยู่ดีจึงพูดว่า “คุณปู่ซูคะ นี่เป็นครั้งที่สองที่เราได้เจอกัน หนูเหมาะจะเป็นหมอจริงๆ หรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลยค่ะ เอาแบบนี้ไหมคะ ลองสังเกตหนูไปสักพักก่อน ถ้ารู้สึกว่าหนูเหมาะสมจริงๆ ค่อยรับหนูเป็นศิษย์ก็ยังไม่สายค่ะ”
คุณปู่ซูเหลือบมองเธอแล้วพูดว่า “หนูกำลังสงสัยสายตาของฉันอยู่งั้นเหรอ?”
จิ่งเยี่ยนกุยหัวเราะแล้วพูดว่า “ไม่ใช่แน่นอนค่ะ หนูแค่ไม่มั่นใจในตัวเองก็เท่านั้น”
คุณปู่ซูทำหน้าจริงจัง “หนูจะมั่นใจในตัวเองหรือไม่ ไม่สำคัญ ฉันมั่นใจในตัวหนูก็พอ วันนี้ถ้าหนูไม่ตกลงที่จะเป็นศิษย์ของฉัน อย่างนั้นต่อไปก็ไม่ต้องส่งยาของหนูมาอีกแล้ว!”
จิ่งเยี่ยนกุย “…”
เธอรู้สึกลึกๆ ว่าอารมณ์ของชายชราคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ!
เธอจึงกระแอมไอเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ในเมื่อคุณปู่ซูพูดอย่างนี้แล้ว ถ้าหนูยังปฏิเสธอีกก็คงไม่รู้ความเกินไปแล้วค่ะ แต่ว่าทางฝั่งพี่ซูก็ยังต้องรบกวนคุณปู่ซูไปบอกเขาสักหน่อยนะคะ…”