เกาลี่ฉีถือว่าตนเองเป็ผู้เยี่ยมยุทธผู้หนึ่ง เมื่อครั้งที่ยังอยู่ในสำนักดาบทมิฬเป็ถึงศิษย์คนโตของสำนัก สำนักดาบทมิฬเป็สำนักฝ่ายอธรรม การลงมือปล้นชิง ฆ่าสังหารเรียกค่าคุ้มครองนั้นเป็เื่ธรรมดาของเหล่าศิษย์ในสำนัก ถ้าไม่เพราะเกาลี่ฉีพลั้งมือสังหารศิษย์รักของอาจารย์ไป ก็คงไม่ต้องหลบหนีออกมา ตั้งค่ายโจรอยู่ในป่าห่างไกลเช่นนี้ วันนี้นับว่าโชคร้ายนัก ไม่ทราบเป็ผู้ใดในค่ายพยัคฆ์ซ่อนหาเื่ใส่ตัวกลับเชื้อเชิญเทพเ้าโรคระบาดผู้นี้ออกมา
เกาลี่ฉีได้ยินที่หลัวเซียนกล่าว แม้สำนึกว่าไม่ใช่คู่มือ แต่หากให้ตนเองหลุบหางวางดาบร้องขอชีวิต เกาลี่ฉียังไม่ลดตัวลงกระทำ เกาลี่ฉีตัดใจยอมเสี่ยงชีวิต ขอสู้ดูสักครา เกาลี่ฉีเกร็งพลังลมปราณ ใช้ปลายเท้าเตะสันดาปที่ปักตรงอยู่ที่พื้น มือขวาคว้าจับดาบดาบที่ลอยวงเข้าหาตัว ะโปราดเข้าใส่ หลัวเซียนที่ยืนยิ้มพรายอยู่บนยอดเสา
“ประเสริฐ ยังนับว่าเป็นักสู้ผู้กล้าอยู่บ้าง”
หลัวเซียนลอยตัวเฉียงลงมาจากยอดเสา ใช้ฝ่ามือขวาปัดไปที่ตัวดาบ มือซ้ายปักเข้าที่คอของเกาลี่ฉีด้วยความรวดเร็ว เกาลี่ฉีนับว่ามีฝีมือไม่เลว เมื่อดาบในมือถูกปัดไป ก็วกข้อมือขวาใช้สันมือเป็แกนปล่อยให้ดาบหมุนวนอยู่ที่สันมือ ประคองดาบเอาไว้ไม่ให้หลุดมือไป มือซ้ายวกกลับมาต้านรับนิ้วมือซ้ายของหลัวเซียน
การประลองของทั้งสอง ใช้ท่าร่างรวดเร็ว เกาลี่ฉีได้แต่ตั้งรับอย่างตึงมือ หลัวเซียนที่เป็ฝ่ายบุกบัดเดี๋ยวเคลื่อนไปทางซ้าย บัดเดี๋ยวเคลื่อนไปทางขวา ทั้งสองมือใช้ออกด้วยท่าฝ่ามือพร่างพราย บ้างเปลี่ยนเป็ดัชนีจี้ใส่ ดูสวยงามนักในยามที่เคลื่อนไหวไปมา สมุนโจรหลายสิบคนที่มองดูอยู่เบื้องล่าง มีฝีมือห่างชั้นเกินไป แม้ดูออกว่าเกาลี่ฉีตกเป็ฝ่ายเสียเปรียบ ยังไม่อาจสอดมือเข้าช่วยเหลือ
เกาลี่ฉีใช้ออกด้วยเพลงดาบฝ่าประตูั ยังคงทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้ หากมิใช่หลัวเซียน้าชมดูว่าท่ากระบวนดาบนี้เป็เช่นไร เกาลี่ฉีคงไม่อาจต้านทานได้นานเพียงนี้ เมื่อสองร้อยปีก่อนสำนักดาบทมิฬยังไม่ถือกำเนิดขึ้นมา เพลงดาบที่เกาลี่ฉีใช้ออกชุดนี้ หลัวเซียนไม่เคยเห็นมาก่อนจึง้าชมดู
เมื่อเกาลี่ฉีใช้เพลงดาบฝ่าประตูัเป็รอบที่สาม เพลงฝ่ามือของหลัวเซียนก็เปลี่ยนเป็หักโหมรุนแรง จนเกาลี่ฉีสู้พลางถอยพลางจนแทบจะไม่มีทางถอยอีกแล้ว
“เพลงดาบของเ้า แม้ดุดันยังขาดความคล่องแคล่ว ยังห่างชั้นกับเพลงดาบวชิระปราบมารของสำนักเส้าหลิน เพลงดาบทะเลใต้ของสำนักจงหนานอยู่่ใหญ่”
หลัวเซียนเอ่ย พร้อมกับถีบเท้าออกปะทะกับดาบใหญ่ เสียงดัง “ปัง ปัง ปัง” สามครา ดาบของเกาลี่ฉีก็หลุดลอยจากมือ เกาลี่ฉีะโปราดไปด้านหลัง ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ โปรยฝุ่นผงสีเทาละเอียดไปทางหลัวเซียน
“ยาพิษสะกดลมปราณ” หลัวเซียนะโออกมา ใช้แขนเสื้อสองข้างปัดป่ายให้พิษกระจายออกไปด้านอื่น แต่อย่างไรคนได้รับพิษแล้ว
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เกาลี่ฉีหัวร่ออย่างสมใจ กล่าวว่า
“ข้ายอมรับว่าเ้ามีฝีมือสูงเยี่ยม แต่ประสบการณ์เ้ายังน้อยนัก”
ยาพิษสะกดลมปราณ มีฤทธิ์ตามชื่อเรียกเมื่อสูดดมเข้าไปจะทำให้ลมปราณติดขัด ไม่อาจใช้ออกได้ตามใจปรารณา มีฤทธิ์สะกดลมปราณนานหลายชั่วยาม เกาลี่ฉีได้ที วิ่งปราดเข้าใส่หลัวเซียนที่อยู่ตรงหน้า สองหมัดแฝงลมปราณเต็มเปี่ยมตั้งใจซัดออกกระแทกให้หลัวเซียนร่างหักเป็สองส่วน
หลัวเซียนไม่หลบไม่หลีกหมัดทั้งสองของเกาลี่ฉีที่กระแทกเข้ามา ทั้งยังกระแทกฝ่ามือใส่ สองหมัดสองฝ่ามือปะทะกัน ลมปราณไหลทะลักไปโดยรอบ จนทำให้กำแพงไม้ เสาไม้ที่อยู่ใกล้เคียงล้มระเนนระนาดราวกับถูกลมพายุพัดใส่
ร่างของเกาลี่ฉีลอยพุ่งไปด้านหลังอย่างฉุดรั้งไม่อยู่ ใบหน้าองคาพยพทั้งห้าเต็มไปด้วยโลหิตที่หลั่งไหลออกมา ร่างของเกาลี่ฉีอ่อนยวบอยู่บนพื้น ร่างกายสั่นกระตุก เสียงอ่อนระโหยของเกาลี่ฉี เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“พิษ ยาพิษสะกด สะกดลมปราณ เ้า เ้า เหตุใด”
หลัวเซียนสองมือไพล่หลังเดินอย่างช้า ๆ เข้าหาร่างของเกาลี่ฉีที่นอนอยู่ หลัวเซียนก้มตัวลงกล่าวเบา ๆ กับเกาลี่ฉีว่า
“ยาพิษของเ้า หากใช้กับผู้อื่น เ้าคงได้ชัยไปแล้ว แต่นำมาใช้กับข้ายาพิษเช่นนี้ ข้ายังไม่เห็นอยู่ในสายตา”
เกาลี่ฉีก่อนตายยังไม่เข้าใจว่าที่แท้ หลัวเซียนใช้วิธีใดจึงแก้พิษของตนเองได้ เกาลี่ฉีไหนเลยทราบว่าหลัวเซียนนั้นเคยเป็ถึงประมุขพรรคห้าเซียน หรือที่คนในยุทธภพต่างเรียกหาว่าพรรคห้าพิษ หากกับแค่ยาพิษสะกดลมปราณอันต่ำต้อยนี้ หลัวเซียนยังเสียท่า พรรคห้าเซียนก็คงไม่อาจอยู่ในยุทธภพมาได้หลายร้อยปีแล้ว
หลัวเซียนลุกขึ้นยืนสำรวจไปรอบกาย สมุนโจรในค่ายเห็นหัวหน้าตนเองถูกสังหาร ยังจะกล้าอยู่ทำอะไร ั้แ่เกาลี่ฉีถูกซัดลอยละลิ่วไป คนในค่ายโจรต่างก็หดหัว วิ่งหนีเอาตัวรอดไปจนสิ้น หลัวเซียนคร้านที่จะออกตามล่าคนหลายสิบคนนี้
หลัวเซียนกลับมาถึงจุดพักม้าก็เกือบจะสองชั่วยามล่วงไปแล้ว พระอาทิตย์กำลังจะโพล่พ้นขอบฟ้าในอีกไม่นาน เมื่อหลัวเซียนกลับมาถึงแล้ว พบว่าหงลู่อินได้กลบฝังผู้คุ้มกันสองคนที่เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนศพของโจรหลายสิบคนถูกนำไปกองรวมกันอีกด้านหนึ่งที่ลับตา
“อาเซียน เ้า เ้าไปถึงไหนมา” หยางต้าเป่าถามด้วยความเป็ห่วง
“ข้าไม่เป็ไร เ้าเอานี่เก็บไว้ก่อน” หลัวเซียนส่งก่อผ้าหนักอึ้งให้กับสหาย
หยางต้าเป่ารับมา พอเปิดดูด้านในก็เห็นทองหลายสิบแท่ง ยังมีไข่มุกลูกโตอีกหลายลูกอยู่ด้านใน หยางต้าเป่ากอดห่อผ้าเอาไว้ วิ่งไปยังรถม้า เพื่อให้หยางเสี่ยวซานชมดู
“ท่านอาหง อาจารย์เป็อย่างไรบ้าง”
หงหลู่อินเห็นหลัวเซียนกลับมาโดยปลอดภัยก็เบาใจ กล่าวว่า
“ท่านพ่อยังไม่พื้นขึ้นมา ดูท่าคงมีอาการบอบช้ำภายใน ส่วนคนอื่นมีาแไม่น้อย ข้าว่าพวกเราคงต้องเร่งเดินทางกลับเมืองถงซือให้เร็วที่สุด”
“ขอข้าไปดูอาจารย์สักหน่อย”
หงหลู่อินไม่ไถ่ถามว่าหลัวเซียนเหตุใดจึงมีพลังฝีมือน่าตื่นตระหนก ไม่สอบถามว่าไปที่ใดมา เหตุการณ์ครั้งนี้หากมิได้หลัวเซียนช่วยเหลือ ตนเองกับบิดาคงตกตายอย่างไม่ต้องสงสัย ในเมื่อหลัวเซียนยังไม่บ่งบอกออกมาเอง หงลู่อินได้แต่ข่มกลั้นความอย่างรู้ของตนเองเอาไว้ก่อน
หลัวเซียนเข้าไปด้านในของรถม้า หยางต้าเป่า หยางเสี่ยวซานอยู่ด้านใน คอยดูแลคนเจ็บที่นอนเบียดกันอยู่ รถม้าแม้มีขนาดใหญ่โต แต่ด้านในเรียงรายไปด้วย คนเจ็บ ผู้คุ้มกันสี่คนมีสองคนนอนอยู่ด่านหนึ่ง อีกสองคนพอประคองตัวเองได้ นั่งพิงพนังรถม้าอยู่อีกด้าน ด้านที่ติดทางเข้าออก หงสือเมิ่งยังคงนอนสลบไสลใบหน้าซีดเซียว
“อาเซียน” หยางต้าเป่ากล่าว
“ขอข้าดูอาจารย์หน่อย”
หลัวเซียนแตะชีพจรที่ข้อมือของหงสือเมิ่ง พบว่าลมปราณไหลเวียน แม้อ่อนล้าไปบ้างแต่ยังไม่ติดขัดจึงยังเบาใจ
“พวกเ้าคอยดูแลอาจารย์เอาไว้ พอเช้าแล้วพวกเราจะออกเดินทางทันที”
หงลู่อินเองก็ได้รับาเ็ไม่เบา แต่เป็อาการาเ็ภายนอก หลัวเซียนกับหงลู่อินสองคนช่วยกันบังคับรถม้าอยู่ด้านนอก ที่ด้านในมีคนเจ็บกับ หยางต้าเป่า หยางเสี่ยวซานคอยดูแลอยู่ จากตรงที่หลัวเซียนออกเดินทางกว่าจะถึงเมืองถงซือต้องใช้เวลาราวสามวัน ระหว่างสามวันนี้ หลัวเซียนให้หยุดพักในแต่ละแห่งไม่นานนัก เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นก็เร่งรีบเดินทางทันที ในตอนบ่ายของวันที่สาม กำแพงเมืองถงซือก็พอมองเห็นอยู่ไม่ไกล
หลัวหวินเจ๋อใแทบตายแล้ว เมื่อรถม้าของหลัวเซียนมาถึงพร้อมกับข่าวที่โดนโจรป่าปล้นจนผู้คุ้มกันต้องสละชีวิตไปถึงสองคน
“อาเซียน อาเซียน เ้าคงใแย่ มา มาให้พ่อดู” หลัวหวินเจ๋อปล่อยวางทุกอย่างในมือ เรียกบุตรชายด้วยน้ำเสียงห่วงใย มือไม้ตรวจจับดูว่าบุตรชายเจ็บช้ำที่ตรงไหนหรือไม่ เวลานี้หลัวหวินเจ๋อไหนเลยจะสนใจว่าที่ไปสอบมาจนถึงเมืองเฉิงตูเป็เช่นไรบ้าง
“เรียก เรียกหมอมาเร็วเข้า” หลัวหวินเจ๋อหันไปสั่งบ่าวในบ้าน
“ท่านพ่อ อาจารย์กับท่านอาต่างหากที่เอาตัวป้องกันพวกข้าจนได้รับาเ็ ท่านพ่อให้ท่านหมอมาดูอาการก่อนเถอะ”
หลัวหวินเจ๋อให้บ่าวช่วยกันขนย้าย ประคองคนเจ็บเข้าไปในเรือนด้านในก่อน กว่าจะถึงเมืองถงซือ หงสือเมิ่งก็รู้สึกตัวจนพอเดินได้บ้างแล้ว เมื่อตอนที่หลัวเซียนลงมือ หงสือเมิ่งสิ้นสติไปก่อน ผู้คุ้มกันที่ได้รับาเ็สี่คนก็ล้มไปก่อนหน้าแล้ว ผู้ที่เห็นหลัวเซียนลงมือก็มีแต่หงลู่อินกับ
เด็กน้อยอีกสองคน ลำพังหยางต้าเป่า หยางเสี่ยวซาน หวาดกลัวจนมิได้สนใจสิ่งรอบตัวมากนัก แม้พอมองเห็นอยู่บ้างว่าหลัวเซียนเก่งกล้านัก แต่ก็ไม่อาจบอกเล่าให้เข้าใจแจ่มแจ้ง หงลู่อินก็เล่าเื่ที่เกิดขึ้นไม่ครบถ้วน เพียงบอกว่าโจรร้ายเมื่อเห็นพวกพ้องบาดเจ็ยมากเข้าก็เลิกล้มพากันหนีไป
กว่าหงสือเมิ่งจะฟื้นขึ้นมา ก็อยู่ห่างจากกลางป่าที่เกิดเื่ไปไกลมากแล้ว ต่อให้หงสือเมิ่งไม่เชื่อที่บุตรชายพูด จะทำอย่างไรได้
หลัวเซียนให้สหายทั้งสองกับคนเจ็บพักอยู่ที่บ้านหลัวในเมืองถงซือก่อน ร้านขายผ้าของหลัวหวินเจ๋อมีขนาดราวสองคูหา ด้านหน้าเปิดเป็ร้านจำหน่ายผ้า ด้านในเป็เรือนพักอาศัย บ้านหลัวเริ่มค้าขายผ้าที่ทอได้เองทั้งแต่ห้าหกปีก่อน หลัวหวินเจ๋อเดินทางไปจำหน่ายผ้าที่เมืองใหญ่ อยู่บ่อยครั้ง บ้านหลัวพอมีเงินทอง ในบ้านมีบ่าวชายหญิงอยู่หลายคน ผ้าที่บ้านหลัวจำหน่ายทอมาจากหมู่บ้านหยางเกือบทั้งหมด มีเฉพาะผ้าไหมที่มารดาของหลัวเซียนจะเป็ผู้ถักทอด้วยตัวเอง
หยางซิ่วอิ่งเป็ห่วงบุตรชายไม่แพ้สามีแต่ยังไม่ตื่นตูมเท่ากับหลัวหวินเจ๋อ หลังจากมั่นใจว่าบุตรชายไม่ได้รับาเ็ก็ออกไปจัดเตรียมอาหารต้อนรับ คณะเดินทางที่เพิ่งมาถึง หลัวซานซานไม่ได้พบเจอพี่ชายมาหลายสิบวัน พอหลัวเซียนเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมาแล้วจึงรีบวิ่งเข้าหาด้วยความคิดถึง
“พี่ใหญ่ ไปที่ไหนมาหลายวัน ซานซานไม่เห็นพี่ใหญ่”
หลัวเซียนยิ้มกว้างโอบอุ้มน้องสาวที่เพิ่งอายุห้าขวบปีขึ้นมากอด
“พี่ใหญ่ มีของมาให้ซานซานด้วย” หลัวเซียนหันไปค้นใหอผ้า หยิบเอารัดเกล้าที่ทำจากหยกขึ้นมาอันหนึ่ง บรรจงสวมใส่ให้กับน้องสาวที่ยิ้มมองตนเองด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความรัก
หลัวเซียนเตรียมตัวว่าในหลายวันนี้ หลังจากหงสือเมิ่งอาการดีขึ้น คงต้องเรียกตนเองไปซักถามถึงเื่ที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน หงลู่อินแม้ไม่อยากเปิดเผย แต่ดูท่ายิ่งปกปิดยิ่งก่อพิรุธ บิดากับมารดาเป็เพียงชาวบ้านธรรมดา ไม่ว่าหลัวเซียนจะกล่าวเช่นไรก็ไม่น่าเกิดปัญหา แต่กับหงสือเมิ่งคงไม่อาจกล่าวกลบเกลื่อนไปได้ หลัวเซียนล้มตัวลงนอนในห้องของตนเอง ขบคิดหาวิธีที่จะเอาตัวรอด ในครั้งนี้ไปให้ได้
เมืองหลวงเปี้ยนจิง พระตำหนักหลิวไทเฮา
หลิวไทเฮาประทับนั่งอยู่หลังม่านมุก ขันทีชราที่คุกเข่าอยู่ประคองมอบถาดไม้ที่มีผืนผ้าไหมสีน้ำเงินดูใหม่ใช้กับขันทีเยาว์วัยอีกคนหนึ่ง เพื่อให้หลิวไทเฮาได้ทอดพระเนตร
“ฝ่าา ผ้าไหมผืนนี้ ได้มาจากเมืองจินหลิง พะยะค่ะ” ขันทีชรากล่าวทูล
หลิวไทเฮารับผ้าไหมสีน้ำเงิน ที่ถักทออย่างสวยงามขึ้นไปทอดพระเนตรดู ทรงจับที่ชายผ้าไหมผืนยาว ทอดพระเนตรดูจนทั่ว ตรัสว่า
“ลายต้นหยางนี้?”
“เป็ลายเดียวกันไม่ผิดแน่ พะยะค่ะ”
“สืบหาที่มาได้หรือไม่”
“ร้านในเมืองจินหลิง มีเพียงร้านเดียวที่จำหน่ายผ้าไหมลวดลายนี้ เถ้าแก่ร้านเล่าว่า ในทุกสองหรือสามเดือนจะมีร้านจำหน่ายผ้าที่มาจากเมืองในทางใต้ นำผ้าหลายชนิดมาส่งในจำนวนนี้มีผ้าไหมลายต้นหยางมารวมอยู่ด้วย เมืองที่ทอผ้าลายนี้เรียกว่าเมืองถงซือ พะยะค่ะ”
หลิวไทเฮาทรงตรัสต่อ
“คนของเราเล่า”
“กระหม่อมส่งคนไปที่เมืองถงซือแล้ว พะยะค่ะ”
“สืบให้ได้ความ คนที่ส่งจดหมายผ้ามาให้กับเปาเจิ้งเมื่อหกปีก่อนจะมากจะน้อยต้องเกี่ยวข้องกับเมืองถงซืออยู่บ้าง ต่อให้สืบไม่ได้ความก็ต้องนำตัวคนทอผ้าลายนี้มีเค้นถามดู”
“รับด้วยเกล้า พะยะค่ะ”