เดิมทีความคิดของหลิวกุ้ยหลานก็ไม่ต่างจากสองแม่ลูกตระกูลเฉินนัก คือ้าเืของทิงเสวี่ยมาช่วยชีวิตเหยาเหยาลูกสาวคนเล็ก แต่จะไม่ยอมจ่ายเงินให้หลินกั๋วผิงแม้แต่เฟินเดียว
ทว่าหลังจากผ่านการต่อรองไปมาหลายครั้งหลายครา ทัศนคติของเธอก็เริ่มเปลี่ยนไป เธอรู้สึกว่าควรจะมีการชดเชยทางการเงินให้ลูกสาวคนโตบ้าง อีกทั้งยังควรจะให้หลินกั๋วผิงบ้างเช่นกัน
อาจเป็เพราะไปจี้ใจดำจุดที่อ่อนไหวที่สุด หรืออาจเป็เพราะคำพูดตำหนิติเตียนของทิงเสวี่ยลูกสาวคนโตได้ไปสะกิดถูกจุดที่อ่อนไหวที่สุดในก้นบึ้งหัวใจของเธอเข้า
การที่ทิงเสวี่ยเรียกร้องเงินหนึ่งพันห้าร้อยหยวนเพื่อแลกกับเืของเธอนั้น หลิวกุ้ยหลานรู้สึกว่ามันเป็เื่ที่เหลือเชื่อ เฉินเฉียงสามีของเธอได้เงินเดือนเพียงไม่กี่ร้อยหยวน ทั้งครอบครัวต้องอาศัยเงินเดือนของเขาประทังชีวิต เงินหนึ่งพันห้าร้อยหยวนนั้นเปรียบเสมือนเื่เพ้อฝันที่ไกลเกินเอื้อม แต่ถ้าเป็เงินห้าร้อยหยวน นั่นยังพออยู่ในขอบเขตที่เธอและทั้งครอบครัวพอจะรับไหว
หลังจากกล่อมลูกสาวคนเล็กจนหลับแล้ว หลิวกุ้ยหลานจึงไปเช็ดเนื้อเช็ดตัว เตรียมตัวเข้านอน
บ้านหลังนี้มีห้องนอนเพียงสามห้อง ยายเฉินนอนคนเดียวห้องหนึ่ง เฉินฮ่าวห้องหนึ่ง ส่วนสองสามีภรรยากับลูกสาวคนเล็กนอนห้องเดียวกัน แต่พวกเขาก็แยกเตียงกับลูกสาวนานแล้ว หลิวกุ้ยหลานใช้ผ้าม่านกั้นระหว่างเตียงใหญ่ของเธอกับเตียงเล็กของลูกสาว
ทันทีที่หลิวกุ้ยหลานขึ้นเตียง เฉินเฉียงก็รีบเข้ามานัวเนียทันที กว่าพายุอารมณ์จะสงบลงก็ล่วงเลยไปถึงครึ่งคืน
ครั้นปรนเปรอเฉินเฉียงจนสมใจแล้ว หลิวกุ้ยหลานก็ฉวยโอกาสพูดเื่สำคัญ “คุณอย่าไปฟังแม่คุณมากนักเลยนะ อาการป่วยของเหยาเหยารอช้าไม่ได้ โรงพยาบาลก็หาเืที่เหมาะสมจากที่อื่นมาให้เหยาเหยาใช้ไม่ได้ เราคงต้องพึ่งเสียวเสวี่ยเท่านั้น การให้ค่าชดเชยบ้างก็เป็เื่ที่ควรทำ คุณว่าไหมคะ?”
เฉินเฉียงที่เพิ่งได้รับการปรนนิบัติจนสบายเนื้อสบายตัว ย่อมต้องเชื่อฟังเธอทุกอย่างในตอนนี้ “คุณวางใจเถอะ ผมไม่ทำตามใจแม่ผมหรอก ในเมื่อทางนั้นยืนกรานจะเอาเงิน เราก็ให้ค่าชดเชยไปบ้าง แต่หนึ่งพันห้าร้อยหยวนมันมากเกินไป ฐานะทางบ้านเราคุณก็รู้ดี อย่างมากก็ห้าร้อยหยวน”
หลิวกุ้ยหลานแย้งเบาๆ “ฉันรู้ฐานะทางบ้านเราดีค่ะ แต่เราต้องตกลงกันไว้ก่อนนะ ถ้าสุดท้ายแล้วน้อยกว่าหนึ่งพันห้าร้อยหยวนไม่ได้ผล เราก็ต้องกัดฟันจ่ายเพื่อเหยาเหยานะคะ ในสายตาแม่คุณ เหยาเหยาเป็แค่เด็กผู้หญิง เหมือนพวกที่เลี้ยงไปก็ขาดทุน แต่คุณห้ามคิดแบบนั้นเด็ดขาดนะคะ เหยาเหยาทั้งฉลาดทั้งสวย แถมยังมีพร์ด้านการร้องเพลงเต้นรำอีกด้วย ถ้าเราส่งเสริมเหยาเหยาให้ดี คนที่จะได้หน้าก็คือพวกเรานะคะ ฉันไม่ได้จะว่าร้ายลูกชายคนโตของคุณลับหลังนะ แต่เฉินฮ่าวเด็กคนนั้นไม่ใช่เด็กเรียน อนาคตก็คงได้แค่วิทยาลัยอาชีวะ ผิดกับลูกสาวผู้อำนวยการเหอที่โรงงานคุณน่ะ พอเรียนจบมหาวิทยาลัยก็ได้ทำงานในตัวจังหวัดทันที แล้วยังหาแฟนเป็คนในตัวจังหวัดได้อีก ครอบครัวพวกเขาก็พลอยได้หน้าไปด้วยเห็นไหมล่ะคะ ถ้าส่งเสริมลูกสาวให้ดี ก็ไม่ด้อยไปกว่าลูกชายหรอกค่ะ”
คำพูดของหลิวกุ้ยหลานเข้าหูเฉินเฉียงอย่างจัง เขาไม่ได้ตอบตกลงในทันที แต่หลังจากครุ่นคิดอย่างละเอียดแล้วจึงเอ่ยปาก “ที่คุณพูดก็มีเหตุผล แม่ผมตามโลกไม่ทันแล้ว แก่จนเลอะเลือน คุณอย่าไปถือสาหาความกับท่านเลย เหยาเหยาเป็หัวใจของผมทั้งดวง ผมไม่มีทางทอดทิ้งลูกอยู่แล้ว”
“ถ้าคุณกล้าทำเหมือนแม่คุณ กลัวเสียเงินจนปล่อยให้อาการป่วยของเหยาเหยารอต่อไปอีก ฉันจะอุ้มเหยาเหยาไปหย่ากับคุณ ไม่เชื่อก็ลองดูสิ” หลิวกุ้ยหลานขู่เสียงจริงจัง เธอขึ้นไปนั่งคร่อมบนตัวเฉินเฉียงในตำแหน่งที่เหมาะเจาะ ไม่นานเฉินเฉียงก็ทนไม่ไหว แน่นอนว่าหลิวกุ้ยหลานพูดอะไรเขาก็ต้องยอมตามนั้น จากนั้นภายในห้องก็มีเสียงหยาบโลนดังขึ้นอีกครั้ง เพราะกลัวจะปลุกเฉินเหยาเหยาที่กำลังหลับสนิท พวกเขาจึงระมัดระวังเป็พิเศษ
กว่าจะเสร็จกิจก็ล่วงเลยไปถึงครึ่งคืน สองคนถึงได้หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
เช้าวันรุ่งขึ้น หลิวกุ้ยหลานก็ลากสังขารที่ปวดเมื่อยไปทั่วร่างลุกขึ้นมาทำอาหารเช้าให้ทุกคนในครอบครัว แม้จะเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว แต่ใบหน้าของเธอกลับอิ่มเอิบแช่มชื่นขัดกับร่างกาย
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ เฉินเฉียงก็ไปทำงานที่โรงงาน
หลิวกุ้ยหลานเก็บกวาดบ้านเรียบร้อยแล้วก็เรียกเฉินเหยาเหยาเข้ามาในห้องนอน “เหยาเหยา รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็ว แม่จะพาไปหาพี่สาว พอไปถึงที่นั่นต้องพูดจาหวานๆ เอาใจพี่สาวเขาหน่อยนะ เอาตุ๊กตาผ้าที่ลูกเล่นเบื่อแล้วน่ะ หยิบไปให้พี่สาวสักสองสามตัว อ้อ ต้องเป็ตัวที่สะอาดๆ แล้วก็ยังดูใหม่อยู่นะ เด็กเสียวเสวี่ยนั่นเื่มากจะตายไป”
เฉินเหยาเหยารับคำอย่างว่าง่าย
กว่าสองชั่วโมงต่อมา สองแม่ลูกก็มาปรากฏตัวที่หมู่บ้านต้าเหอ
วันนี้ตรงกับวันตลาดนัดใหญ่ของหมู่บ้านต้าเหอพอดี ทิงเสวี่ยจึงตามหลินกั๋วผิงไปเดินตลาดั้แ่เช้าตรู่
ตลาดนัดของหมู่บ้านต้าเหอนั้นใหญ่มาก หมู่บ้านรอบๆ สี่ห้าแห่งก็มีตลาดนัดแห่งนี้เพียงแห่งเดียว ทุกวันที่ลงท้ายด้วยเลขสามและเลขแปดของเดือนจะเป็วันเปิดตลาด ชาวบ้านจากหมู่บ้านต้าเหอและหมู่บ้านใกล้เคียงต่างก็จะมาจับจ่ายซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันที่ตลาดแห่งนี้
เมื่อใกล้ถึงวันสิ้นปี ตลาดนัดก็ยิ่งคึกคักเป็พิเศษ แม้จะไม่คึกคักเท่าตลาดใหญ่ในตัวอำเภอหรือในตัวตำบลที่ผู้คนเนืองแน่น สินค้าละลานตา แต่ของใช้ในชีวิตประจำวันที่ชาวบ้าน้า ตลาดแห่งนี้ก็มีครบครัน
ทิงเสวี่ยชอบตามพ่อไปเดินตลาดมาก พวกเขาซื้อแป้งทอด ปาท่องโก๋ เนื้อหมู ปลา ผัก ผลไม้ ขนม ลูกอม และเมล็ดแตงโม รวมถึงประทัด ธูป และกระดาษเงินกระดาษทองที่จะใช้ในวันปีใหม่ด้วย
ตามธรรมเนียมท้องถิ่น หากผู้ใหญ่ในบ้านเสียชีวิต ใน่สามปีแรกจะไม่สามารถติดกลอนคู่ในวันตรุษจีนได้ คุณย่าหลินเพิ่งจะเสียไปได้เพียงสองเดือนกว่าๆ ปีนี้และอีกสองปีข้างหน้า ที่บ้านจึงไม่สามารถติดกลอนคู่ได้
เมื่อซื้อของที่้าเกือบครบแล้ว สองพ่อลูกก็เดินออกจากตลาด ต่างคนต่างหิ้วถุงผ้าที่เต็มไปด้วยข้าวของกลับบ้าน
บ้านของทิงเสวี่ยอยู่ไม่ไกลจากตลาดนัก เดินประมาณสิบนาทีก็ถึง
ทั้งสองคนได้ยินเสียงเ้าเตี๋ยนเตี่ยนเห่าไม่หยุดแต่ไกล ที่บ้านต้องมีคนมาแน่ๆ สองพ่อลูกจึงรีบเร่งฝีเท้า
คนที่เ้าเตี๋ยนเตี่ยนเห่าใส่อยู่นั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็สองแม่ลูกหลิวกุ้ยหลานกับเฉินเหยาเหยาที่มารออยู่ครู่หนึ่งจนเริ่มจะหงุดหงิดแล้ว ทิงเสวี่ยคาดการณ์ไว้แล้วว่าแม่ตัวแสบต้องกลับมาอีกแน่ เพียงแต่ไม่คิดว่าเธอจะพาน้องสาวตัวแสบมาด้วย
เฉินเหยาเหยาสวมชุดสีส้มแสด ดูแล้วก็รู้ว่าเป็เสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ขายตามห้างสรรพสินค้า เสื้อผ้าแบบนี้เด็กๆ ในชนบทน้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้ใส่
“พี่คะ พี่กลับมาแล้วเหรอคะ” เฉินเหยาเหยายิ้มหวานให้ทิงเสวี่ย ดวงตากลมโตสีนิลจ้องมองถุงผ้าเก่าๆ ที่ดูหนักอึ้งในมือของเธอ
เฉินเหยาเหยาก็หันไปทักทายหลินกั๋วผิงด้วยน้ำเสียงหวานใส “สวัสดีค่ะคุณอาหลิน”
แม้หลินกั๋วผิงจะไม่พอใจหลิวกุ้ยหลานอย่างมาก แต่เขาก็คิดว่าเด็กๆ ไม่ได้ทำอะไรผิด จึงยังคงเป็มิตรกับเฉินเหยาเหยา เมื่อเข้ามาในบ้าน หลินกั๋วผิงก็รีบบอกให้ทิงเสวี่ยเอาขนมที่ซื้อมาจากตลาดมาให้เฉินเหยาเหยากินบ้าง
“พ่อคะ ของบ้านนอกๆ แบบเรา เขาไม่เห็นอยากจะกินหรอกค่ะ พ่อไม่ต้องไปใส่ใจเลย” ทิงเสวี่ยพูดอย่างไม่สบอารมณ์ จะให้เอาของที่ตัวเองซื้อมาด้วยเงินไปให้ยัยน้องสาวตัวแสบกินน่ะเหรอ ไม่มีทางเสียหรอก สู้เอาไปให้เ้าเตี๋ยนเตี่ยนกับหมาจรจัดตัวอื่นกินยังจะดีกว่า
ของที่ให้สุนัขกิน อย่างน้อยมันก็ยังกระดิกหางประจบ เจอกันครั้งหน้ามันก็ยังแสดงความเป็มิตร แต่ถ้าให้พวกคนเนรคุณไร้หัวใจกิน นอกจากจะไม่ได้อะไรตอบแทนแล้ว ยังจะถูกหลอกใช้จนย่ำแย่อีกต่างหาก
แม้ทิงเสวี่ยจะแสดงท่าทีไม่เป็มิตรอย่างชัดเจน แต่เฉินเหยาเหยาก็ยังคงพยายามเข้ามาตีสนิท “พี่คะ หนูเอาตุ๊กตาผ้าสวยๆ มาให้พี่เยอะเลย แม่บอกว่าพี่ชอบสีชมพู ตุ๊กตาพวกนี้พี่ต้องชอบแน่ๆ ค่ะ”
ทิงเสวี่ยมองตุ๊กตาผ้าตัวเล็กๆ น่ารักที่เฉินเหยาเหยาวางอยู่ตรงหน้าอย่างไม่แยแส “ตุ๊กตาพวกนี้เป็ของที่เธอเล่นเบื่อแล้วไม่ใช่เหรอ ของแบบนี้เธอควรจะเอาไปให้ขอทานนะ”
ตัวเองอุตส่าห์ลดตัวลงมาทำดีด้วยขนาดนี้แล้ว แต่อีกฝ่ายกลับไม่เห็นค่า เฉินเหยาเหยาที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจแต่เล็กแต่น้อยรู้สึกน้อยใจเป็อย่างมาก เธอมองแม่ของตัวเองด้วยความน้อยใจ ดวงตาทั้งสองข้างเริ่มมีน้ำตาคลอหน่วย
หลิวกุ้ยหลานเห็นลูกสาวคนโตทำท่าไม่เกรงใจลูกสาวคนเล็กขนาดนั้น ในใจก็ไม่พอใจเช่นกัน แต่เมื่อนึกถึงประโยชน์ที่จะได้จากลูกสาวคนโต เธอก็ทำได้เพียงปล่อยให้ลูกสาวคนเล็กเสียใจไปก่อนชั่วคราว “เสียวเสวี่ย ถึงตุ๊กตาพวกนี้เหยาเหยาจะเคยเล่นแล้ว แต่มันก็ยังเหมือนใหม่อยู่นะจ๊ะ คราวหน้าแม่ซื้อของใหม่มาจะให้ลูกเล่นก่อน พอหนูเล่นเบื่อแล้วค่อยให้เหยาเหยา เหยาเหยาเขาบ่นคิดถึงพี่สาวอยู่เรื่อยเลย ลูกรีบพาน้องออกไปเล่นสักพักสิจ๊ะ”
“หนูเพิ่งกลับมาจากตลาด เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว หนูไม่ไปไหนทั้งนั้นแหละ” ทิงเสวี่ยรู้ดีว่าหลิวกุ้ยหลานคิดจะเบี่ยงเบนความสนใจเธอไปเื่อื่น มีหรือที่เธอจะยอมให้ทำสำเร็จ
“พี่คะ หนูอยากฉี่ พี่พาหนูไปหน่อยได้ไหมคะ?” เฉินเหยาเหยาดึงแขนเสื้อทิงเสวี่ยพลางอ้อนวอนอย่างระมัดระวัง
ทิงเสวี่ยสะบัดมือเฉินเหยาเหยาออกอย่างรังเกียจ “เธอนี่มันน่ารำคาญจริง ฉันจะพาไปส้วม”
ทิงเสวี่ยพาเฉินเหยาเหยาไปที่ส้วมด้วยท่าทางไม่เต็มใจอย่างยิ่ง
ส้วมที่นี่เป็เพียงหลุมดิน ต้องแยกขาเหยียบแผ่นหินสองข้างแล้วนั่งยองๆ ลงไปทำธุระ บ้านของเฉินเหยาเหยาใช้ชักโครก เธอจึงขมวดคิ้วอย่างรังเกียจ “พอเธอทำธุระเสร็จก็กลับไปเองนะ ระวังอย่าให้ตกลงไปในหลุมส้วมล่ะ”
พอส่งเฉินเหยาเหยาถึงส้วม ทิงเสวี่ยก็เดินจากไปทันที
หลังจากทิงเสวี่ยเดินไปแล้ว หลิวกุ้ยหลานก็เริ่มเจรจาเื่เงินแลกเืกับหลินกั๋วผิง “กั๋วผิง ฉันรู้ว่าคุณเสียดาย ไม่อยากให้เืของเสียวเสวี่ย แต่ฉันก็ไม่มีทางเลือกจริงๆ นี่คะ ยังไงเสียวเสวี่ยกับเหยาเหยาก็เป็พี่น้องกัน อนาคตจะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ครั้งนี้เสียวเสวี่ยช่วยชีวิตเหยาเหยาไว้ บุญคุณครั้งนี้เหยาเหยาต้องจดจำไปชั่วชีวิตแน่ๆ ฉันรู้ว่าการจะให้เสียวเสวี่ยไปบริจาคเืให้เหยาเหยาฟรีๆ คุณคงยอมรับไม่ได้ ฉันเองก็คิดว่าควรจะให้ค่าชดเชยคุณกับเสียวเสวี่ยบ้าง ที่บ้านฉันนั่นแหละ ยายแก่หัวดื้อนั่นไม่ยอมจ่ายเงิน ฉันก็จนปัญญาเหมือนกัน กั๋วผิงคะ ฉันจะให้เงินคุณกับเสียวเสวี่ยห้าร้อยหยวน แล้วก็จะซื้อของบำรุงให้เสียวเสวี่ยอีกหน่อย คุณว่ายังไงคะ?”
ทว่ายังไม่ทันที่หลินกั๋วผิงจะเอ่ยปาก ทิงเสวี่ยก็เดินเข้ามาจากข้างนอก “จะเอาเืของหนูไปก็ได้ แต่ต้องเอาเงินหนึ่งพันห้าร้อยหยวนมา ไม่อย่างนั้นก็อย่าหวังเลย”
ทิงเสวี่ย้าเงินหนึ่งพันห้าร้อยหยวน นี่คือจำนวนเงินที่หลิวกุ้ยหลานกับเฉินเฉียงได้จากการขายเธอไปในชาติก่อน
ใน่ต้นยุค 90 เงินหนึ่งพันห้าร้อยหยวนไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลย เทียบได้กับเงินหลายหมื่นหยวนในอีกยี่สิบปีต่อมา
“เสียวเสวี่ย ลูกฟังแม่พูดก่อนนะ ลูก...” ทิงเสวี่ยไม่เปิดโอกาสให้หลิวกุ้ยหลานได้พูดจาหว่านล้อมเื่ความผูกพันในครอบครัวที่ประเมินค่าไม่ได้อะไรทำนองนั้นอีก ท่าทีของเธอแข็งกร้าวยิ่งกว่าเดิม
“ถ้าคุณไม่ยอมจ่ายหนึ่งพันห้าร้อยหยวน เฉินเหยาเหยาอย่าหวังจะได้เืของหนูไป คุณไม่ต้องไปปรึกษาพ่อหนูหรอกนะ เืที่คุณจะเอาไปไม่ใช่เืของพ่อ แต่เป็เืของหนู เืของหนู หนูตัดสินใจเอง”
เมื่อเผชิญหน้ากับลูกสาวคนโตที่แข็งกร้าว ไม่ยอมอ่อนข้อให้แม้แต่น้อย หลิวกุ้ยหลานก็ถึงกับไปไม่เป็ เธอรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่ร้ายกาจและน่าเกรงขาม ไม่ใช่เด็กอายุเพียงแปดขวบ
“กุ้ยหลาน เธอไม่ต้องมาอีกแล้วนะ ไม่ว่าเท่าไหร่ฉันก็ไม่มีทางให้เสียวเสวี่ยไปเสี่ยงอันตรายเด็ดขาด เื่นี้ไม่มีอะไรต้องต่อรองอีกแล้ว” ท่าทีของหลินกั๋วผิงก็แข็งกร้าวไม่แพ้กัน ปกติแล้วต่อหน้าหลิวกุ้ยหลานเขาจะอ่อนโยนเสมอ แต่เมื่อเป็เื่ที่เกี่ยวข้องกับลูกสาว เขาก็จะกลายเป็ลูกผู้ชายที่เข้มแข็งอย่างที่สุด