"โอ้ ว้าววว—"
"เห็นไหมๆ ที่นี่น่ะใหญ่กว่าฟัลนาเรียแบบเทียบกันไม่ติดเลย ใช่ไหมล่ะ!"
พวกเราแยกทางกับกองคาราวานและฟูรูร์ ซงเบรอ หลังผ่านเข้ามาในเมือง เพราะว่าพวกเขาต้องไปที่ 'กิลด์การแพทย์' ส่วนพวกเราต้องไปที่ 'โบสถ์แห่งฟัลเนีย' เพื่อหาพี่ของวิเวียร์ และตอนนี้ฉันกับวิเวียร์ก็กำลังเดินไปตามถนนเส้นหนึ่ง
วิวทั้งสองข้างทางเป็ตึกแถวที่สร้างด้วยอิฐขาวละมุน สวยงามสมกับชื่อเมือง มีคลองและสะพานให้ข้ามตลอดเส้นทาง ขณะเดียวกันท้องฟ้าสีครามก็มีเหล่านกและอีเรียนกบินไปมาอย่างเพลิดเพลิน
ท่ามกลางความตื่นเต้นของฉันตลอดทาง สายตาของผู้คนกลับมองมาที่ฉันด้วยความสงสัย บางคนถึงขั้นใจนสะดุ้งถอยหลัง ก็ไม่แปลกเลย... ทั้งผ้าคลุมและชุดเดรสที่ได้รับมาเปื้อนเืเต็มไปหมด พอมาเดินกลางฝูงชนก็ยิ่งกลายเป็เป้าสายตา แถมยังมีกลิ่นเืติดเนื้อผ้าอีกด้วย... พวกอีเรียที่ประสาทรับกลิ่นไวเหมือนฉันก็คงทนไม่ได้เช่นกัน
"แหะๆๆ"
"ขอโทษค่ะ ขอโทษค่า—"
เสียงหัวเราะแห้งๆ หลุดออกมาจากปากของฉันทุกครั้งที่มีคนเข้ามาทัก ส่วนวิเวียร์ก็ช่วยก้มขอโทษคนรอบข้างตลอดทาง และในที่สุดพวกเราก็เดินพ้นเขตเมืองริมฝั่งเข้าสู่เขตเมืองนํ้า ผ่านสะพานอิฐขาวที่ทอดยาวออกไปในทะเล
แม้จะเป็เขตเมืองที่ตั้งอยู่บนทะเล แต่ตัวบ้านต่างก็มีสีขาวละมุนเช่นเดียวกับเขตก่อนหน้านี้ ความแตกต่างอยู่ที่เงาสะท้อนจากสายนํ้าที่ไหลผ่านรอบด้าน และตัวบ้านที่ถูกออกแบบให้อีเรียที่อาศัยอยู่ในนํ้า สามารถอยู่อาศัยได้
เหล่าอีเรียมากมายว่ายนํ้าไปมาในสายนํ้านี้ พวกเขาและเธอเ่าั้ส่วนมากเป็เผ่าเงือก แต่ก็มีเผ่าที่ฉันไม่รู้จักปะปนอยู่ด้วย ขณะที่อีเรียที่ไม่ว่ายนํ้าหรือไม่อยากว่ายนํ้าจะเลือกนั่งเรือพายแทน
"เรย์เน่~ อย่ามัวแต่ดูวิวรอบข้างสิ เดินดูทางด้วย ไม่งั้นเดียวก็ชนคนอื่นหรอก~"
วิเวียร์ที่เดินนำอยู่หันมาพูดเตือนด้วยความหวังดี ส่วนตัวฉันน่ะเหรอ...ก็เดินตามเธอแหละ แต่จะไม่ให้แวะดูข้างทางชมนู่นชมนี่ก็คงไม่ได้ เพราะทุกสิ่งที่เห็นต่างก็น่าตื่นเต้นไปหมด ทั้งอาหารตามแผงลอย ร้านค้าแปลกๆ ข้างทาง หรือแม้กระทั่งวิวทะเลที่ทอดยาวออกไปนอกเมือง ฉันเลยตอบเธอไปแบบลอยๆ พลางหันไปมองร้านอาหารที่เพิ่งเดินผ่านมา
"ไม่ชนหรอกน่า~"
—ปึก!
“โอ๊ย!”
“ว้าย!”
เพราะหันไปมองข้างหลัง ฉันเลยชนใครเข้าก็ไม่รู้ จนล้มลงไปนั่งกับพื้น
อู้ย—เจ็บๆๆ
วิเวียร์รีบเดินย้อนกลับมาแล้วเอ่ยขอโทษคนที่ถูกชน พอฉันเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่ามีแค่ฉันคนเดียวที่ล้มลง แต่อีกฝ่ายกลับยังยืนสบายๆ อยู่เลย
"เพึ่งเตือนไปหยกๆ เลยนะ เธอนี่—อ่ะ! ขอโทษด้วยนะคะ พอดีเพื่อนของฉัน...เธอค่อนข้างซุ่มซ่ามนะคะ"
"อา~ ฉันไม่เป็ไรจ้ะ แต่ว่าเพื่อนของเธอ—เป็อะไรเปล่าจ๊ะเ้าตัวเล็ก?"
คนที่ฉันชนเป็ผู้หญิงสวมชุดคลุมมิดชิด แถมยังสวมฮู้ดคลุมศีรษะจนเห็นได้แค่ใบหน้า เธอรีบรุดเข้ามาดูฉันที่ล้มลง พลางกวาดสายตาพยายามหาว่าฉันมีาแหรือไม่
"อ-เอ่อ... คือว่าขอโทษด้วยค่ะ พอดีชมวิวเพลินไปหน่อย แฮะๆๆ"
"อุ๊ยตายแล้ว! ทำไมเสื้อผ้าของเ้าตัวเล็กถึงเปื้อนเืเยอะขนาดนี้? เกิดอะไรขึ้น มีาแตรงไหน หรือเจ็บตรงไหนไหม?"
เธอ... ยิงคำถามออกมารัวๆ ระหว่างที่ลูบคลำไปตามเสื้อคลุมของฉันเพื่อหาต้นตอของเืที่เปื้อนอยู่
"คือว่า...นี่ไม่ใช่เืของฉันนะคะ..."
"พอดีว่ากองคาราวานของพวกเราโดนฝูงมอนสเตอร์โจมตีค่ะ"
พอเธอได้ยินที่พวกเราอธิบาย เธอก็หยุดลูบคลำหาาแที่บนตัวฉัน ก่อนจะช่วยพยุงฉันขึ้นมา—ในขณะที่ใบหน้าของเธอแดงกํ่า
"ง-งั้นเหรอจ๊ะ ขอโทษด้วยนะเ้าตัวเล็ก"
พอยืนขึ้นมา ก็เห็นได้ชัดว่าเธอนั้นตัวสูงกว่าฉันซะอีก แถมชุดคลุมของเธอนอกจากจะมิดชิดแล้วยังหนาจนรู้ได้เลยว่ามีอะไรซ่อนอยู่ด้านหลังแน่ๆ แต่ไม่น่าจะใช่หางแบบฉันหรือวิเวียร์... ลองดมกลิ่นของเธอดูดีกว่า—
"กลิ่นคาว..."
อะ! เผลอหลุดปากพูดความในใจออกไปซะแล้ว แต่กลิ่นตัวของเธอมันก็ออกไปทางคาวคล้ายกลิ่นนํ้าทะเลแถวนี้จริงๆ นั่นแหละ
"อึ้ย-!"
เธอสะดุ้งเล็กน้อย พลางจ้องมาที่ฉัน แต่ดูเหมือนจะไม่ได้โกรธ แค่ใกับคำพูดเมื่อครู่ของฉันมากกว่า
โป้ก!!!
"โอ้ยยย—"
"เดี๋ยวสิเรย์เน่! อย่าเที่ยวไปดมกลิ่นคนอื่นแบบนี้สิ มันไม่ดีนะ"
"ข-ขอโทษค่า—"
โดนเคาะหัวอีกแล้ว… รอบที่สองของวันแล้วนะ นี่มันวันอะไรกันเนี่ย!
”ม-ไม่เป็ไรจ้ะ ถ้าเ้าตัวเล็กไม่เป็อะไร งั้นฉันขอตัวไปก่อนนะจ๊ะ”
เธอดูลุกลี้ลุกลน พยายามมองไปรอบๆ ตลอดเวลา ก่อนจะแยกตัวแล้วรีบเดินต่อไป
“เธอนี่นา—จริงๆ เลยย”
“ช่วยไม่ได้นี่นา ก็เธอคลุมตัวซะมิดชิดขนาดนั้นนี่นา“
“แต่เธอก็จะไปดมกลิ่นของคนอื่นซี้ซั้วแบบนั้นไม่ได้นะ มันเสียมารยาทนะ”
“อือๆ”
ต้องระวังให้มากกว่านี้ซะแล้วสิ… ทำไมตอนอยู่ที่ฟัลนาเรีย ทุกคนถึงไม่เคยว่าหรือเตือนฉันแบบที่วิเวียร์ทำตอนนี้กันนะ…
พวกเราออกเดินชมตัวเมืองกันต่อ โดยที่ฉันยังคงมองดูวิวรอบข้างด้วยความตื่นเต้น… ไม่สิ เราไม่ได้มาเดินชมเมืองกันนะ… เอาเถอะ ไหนๆ ก็ต้องเดินกันอีกสักพัก ถือโอกาสชมเมืองต่อดีกว่า~
ในเมืองนี้มีลานกว้างกระจัดกระจายอยู่ทั่ว ทั้งลานบนพื้นดินและลานกลางนํ้า ซึ่งถูกใช้เป็พื้นที่จัดแสดงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็ดนตรี การแสดง หรือแม้กระทั่งพิธีการทางศาสนา
ลานแสดงเหล่านี้มีกิลด์ต่างๆ คอยดูแล แต่ก็เปิดโอกาสให้ทุกคนขอเข้าใช้ได้อย่างอิสระ ทำให้สามารถเห็นเหล่าอีเรียแสดงดนตรีสดหรือร้องเพลงให้ผู้คนฟังได้แทบตลอดเวลา
อ่ะ! ตรงลานกลางนํ้าข้างหน้า มีอีเรียเผ่านกผมสีชมพู กำลังจะขึ้นแสดงอยู่ด้วยนี่นา งั้นรีบวิ่งนำไปดูก่อนดีกว่า~
“เดี๋ยวสิเรย์เน่! อย่าวิ่งออกไปคนเดียวแบบนั้นสิ แล้วก็มองทาง—”
ปึก!
“โอ้ยยย!“
"อ่ะ—!"
ทันทีที่หันหน้ากลับเพื่อจะรีบวิ่งนำวิเวียร์ ฉันก็ชนเข้ากับใครบางคน... อีกแล้ว
“—เฮ้อ… มองทางด้วยสิ…“
"ขอโทษค่าๆ—!"
ฉันรีบก้มหน้าขอโทษทันที เพราะงานนี้ฉันผิดเต็มๆ
อีกฝ่ายที่ถูกชนไม่พูดอะไรต่อ ใบหน้าที่สุขุมและเยือกเย็นของเธอเอาแต่จ้องมองมาที่ฉัน สลับกับวิเวียร์เงียบๆ ...ในขณะที่พวกเราทำได้เพียงจ้องกลับไปด้วยความงุนงง พร้อมกับความเงียบที่ปกคลุมระหว่างกัน
นัยต์ตาของเธอเป็สีฟ้าใสสวยงามราวกับน้ำทะเล เช่นเดียวกับเส้นผม ครีบที่แขน ขา และใบหู รวมทั้งเกล็ดที่ขึ้นเรียงรายตามลำตัว หางด้านหลังส่ายไปมาเหมือนกำลังยินดีกับอะไรบางอย่าง อีกทั้งเธอยังสวมชุดเกราะที่สลักตราประจำเมืองไว้ด้านข้าง
มีเกล็ด... ครีบ... แล้วก็หางแบบนี้ แสดงว่าเธอต้องเป็—
"—อีเรียกิ้งก่า...?"
“ร-เรย์เน่—!!!"
เอ๊ะ—ทันทีที่คำพูดหลุดออกไป วิเวียร์ก็พุ่งเข้ามาคว้าตัวฉันแล้วเขย่าไปมา
"หืม... อ้อ ดิฉันไม่เป็ไรค่ะ คราวหน้าก็... อ่ะ—ดราโดเนียค่ะ ฉันไม่ใช่อีเรีย..."
เธอ—ดราโดเนียคนนี้เอ่ยขึ้นด้วยนํ้าเสียงเรียบไร้อารมณ์ แต่แววตาที่สุขุมและเยือกเย็นนั้นกลับสะท้อนความใเล็กน้อย
"อย่างที่บอกไป คราวหน้า กรุณาระวังเวลาเดินด้วยนะคะ..."
"ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะคะ พอดีว่าเธอไม่ค่อยรู้เื่ในเมืองนะคะ"
วิเวียร์ก้มหัวลงขอโทษ มืออีกข้างก็ดันหลังฉันให้รีบทำตามเธอ
"ข-ขอโทษด้วยค่ะ!"
ดราโดเนียสาวไม่พูดอะไร เอาแต่จ้องมองพวกเราเงียบๆ เหมือนเมื่อครู่
"เอ่อ... งั้นพวกเราขอตัว—"
"—ว่าแต่ ท่านทั้งสองเคยเห็นอีเรียผู้หญิงแปลกๆ ที่สวมชุดคลุมมิดชิดบ้างหรือไม่คะ?"
ก่อนที่วิเวียร์จะพูดจบ ดราโดเนียสาวก็ย้อนถามพวกเรากลับมา
"เอ่อ... คือว่า—"
"พวกเราเดินชนเธอที่สะพานก่อนหน้านี้ค่ะ"
วิเวียร์เหมือนกำลังจะตอบอะไรสักอย่าง แต่ฉันเผลอตัวชิงตอบออกไปก่อนโดยไม่คิดอะไรมาก พลางชี้ไปทางเส้นทางด้านหลัง ที่พวกเราเจออีเรียผู้หญิงที่มีกลิ่นคาวคนนั้น
"ขอบคุณสำหรับความร่วมมือค่ะ"
ดราโดเนียสาวก้มโค้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบเดินไปทางที่ฉันชี้
"นี่—"
วิเวียร์ดึงแขนเสื้อฉันจากด้านข้าง หลังจากที่ดราโดเนียเมื่อครู่เดินจากไปแล้ว
"ก่อนเธอจะตอบคำถามจากใครสักคนที่เธอไม่รู้จัก เธอต้องคิดให้รอบคอบก่อนเสมอนะ"
"แต่... ไม่ใช่ว่าพวกเราควรตอบเวลาโดนถามเหรอ?"
"จะตอบไปเลยโดยไม่คิดไม่ได้นะ ถ้ารอบตัวกำลังมีเื่อะไรเกิดขึ้นอยู่ เดี๋ยวเธออาจจะถูกลากเข้าไปเจอเื่วุ่นวายเอาได้"
ฉันได้แต่ก้มหน้าฟังเสียงบ่นของวิเวียร์ พยายามทำความเข้าใจสิ่งที่เธอพูด แม้จะรู้สึกน้อยใจที่สิ่งที่ฉันทำลงไปอาจย้อนกลับมาสร้างปัญหาในอนาคตได้ แต่ฉันก็เข้าใจว่าเธอเป็ห่วง...
แค่—ทำไมการคุยกับคนอื่นมันยุ่งยากขนาดนี้กันนะ
"ยุ่งยากจัง..."
"เดี๋ยวเธอก็ชินน่า~"
วิเวียร์พูดพลางหัวเราะเบาๆ ก่อนที่พวกเราจะออกเดินไปตามถนนของเมือง ทิ้งเื่วุ่นวายเมื่อครู่ไว้ข้างหลัง ไม่นานฉันก็นึกขึ้นมาได้ว่าลืมเื่การแสดงของอีเรียเผ่านกผมสีชมพูเมื่อครู่เข้าแล้ว... ตลอดเส้นทางฉันได้แต่นึกเสียดาย แต่ก็ยังคงกวาดตามองรอบข้างด้วยความตื่นเต้นเหมือนเช่นเคย จนกระทั่งพวกเรามาถึง—โบสถ์แห่งฟัลเนีย
โบสถ์แห่งนี้ตั้งตระหง่านริมขอบแม่นํ้า ทำให้สามารถมองเห็นทิวทัศน์เื้ัที่มีเรือล่องผ่านไปมาได้อย่างชัดเจน ตัวอาคารสร้างขึ้นจากหินอ่อนสีขาวสว่าง สะท้อนแสงแดดกับผิวนํ้าโดยรอบจนเกิดประกายระยิบระยับตลอดเวลา บานประตูทำมาจากไม้อ่อนสีอมชมพู เพิ่มความนุ่มนวลให้เด่นชัดยิ่งขึ้น
รอบนอกโบสถ์อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้และพืชพรรณนานาชนิดที่ผลิบานเรียงราย จนก่อตัวเป็กำแพงธรรมชาติที่โอบล้อมสถานที่แห่งนี้เอาไว้ และยังมีเสียงบรรเลงของดนตรีอ่อนเบาเล็ดลอดออกมาไม่ขาดสาย
เหนือประตูทางเข้ามีสัญลักษณ์แกะสลักเป็รูปชายหญิง หัวใจ และโน้ตดนตรีสลักเรียงร้อยเข้าด้วยกัน สมกับเป็ศาสนาที่นับถือเทพแห่งความรักและเสียงดนตรี
พวกเราไม่ได้เดินตรงเข้าไปในโบสถ์ แต่เลี้ยวไปตามเส้นทางด้านข้าง ซึ่งทอดยาวไปสู่ตึกหินอ่อนหลังหนึ่งที่ตั้งถัดออกไปจากโบสถ์ อาคารนั้นคือสถานที่ประจำการของเหล่าอัศวินแห่งฟัลเนีย
สถานที่ที่พวกเรามาถึงนั้น เป็อาคารที่สร้างขึ้นจากหินสีขาวเช่นเดียวกับโบสถ์ แต่ปราศจากการประดับประดาโดยสิ้นเชิง ประตูเหล็กหนาทึบสีเทาตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เสียงโลหะกระทบกันเป็จังหวะดังลอดออกมาจากลานกว้างด้านข้าง ซึ่งเหล่าอัศวินแห่งฟัลเนียหลายคนกำลังฝึกซ้อมกันอยู่ บรรยากาศของที่นี่นั้นแตกต่างจากโบสถ์โดยสิ้นเชิง...
ในขณะที่พวกเรากำลังเดินผ่าน อัศวินบางคนก็หันมามองที่พวกเรา แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะรู้จักกับวิเวียร์อยู่แล้ว จึงปล่อยให้เราเดินเข้าไปได้โดยง่าย แม้บางสายตาจะยังคงจับจ้องด้วยท่าทีระแวดระวังเพราะเสื้อผ้าของฉันที่ยังเปื้อนเือยู่
เมื่อพวกเราเดินลอดผ่านประตูเหล็กด้านหน้า วิเวียร์ก็ถามถึงพี่ชายของเธอกับอัศวินที่นั่งประจำอยู่ด้านใน หนึ่งในนั้นลุกขึ้นแล้วอาสานำทางพวกเราไปยังห้องๆ หนึ่ง
ทันทีที่ถึงหน้าห้อง วิเวียร์ก็พลันผลักประตูเข้าไป พร้อมร้องเรียกเสียงดังด้วยน้ำเสียงสดใส
"สวัสดีค่าพี่ฟอเซียร์~! หนูกลับมาแล้วค่ะ พร้อมทั้งคนที่หนูเขียนถึงในจดหมาย!"
ข้างในเป็ห้องทำงานกว้างขวาง ภายในมีอีเรียชายหญิงสองคนนั่งสนทนากันอยู่ ชายผู้นั้น—น่าจะเป็พี่ชายของวิเวียร์ ฟอเซียร์ อจิลลูเซีย สินะ...