Chapter 12
“น้องสาวของเ้าไม่ได้เป็ผู้วิเศษหรอก ข้าตรวจสอบดูเเล้ว”
เสียงของอิกซ์ดังขึ้นหลังจากส่งลิซ่าออกจากห้องไปก่อนหน้านี้เขาลองให้ลิซ่าฝึกลมหายใจดู จากการสังเกตของเขาละอองเวทในร่างกายพร่องไปเสี้ยวหนึ่ง เเต่กลับไม่ยักจะสร้างใหม่ได้เเถมไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกด้วย
อิกซ์จึงตัดสินใจเเบบนั้นซึ่งไมเคิลก็คิดเเบบเดียวกัน
“เเล้วนายจะอธิบายพลังเวทที่มากเกินไปนั่นยังไงล่ะนั้นมันพอๆกับปริมาณพลังเวทของฉันตอนยังไม่ได้เริ่มฝึกซ้อมเวทมนตร์เลยนะ”
“เด็กที่มีละอองเวทมากผิดปกติกับเด็กที่ถูกปลุกพลังนั้นไม่เหมือนกันสักหน่อยเราเคยบอกใช่ไหมว่าละอองเวทก็คือพลังชีวิต ในบันทึกนั้นก็มีเขียนเอาไว้ เเละถ้าการที่คนเรามีละอองเวทในร่างกายเพิ่มขึ้นมาโดยที่ไม่ได้เป็ผู้วิเศษไม่ได้ฝึกฝนหรือขัดเกลาพลังเวทนั่นก็เเสดงว่าคนคนนั้นมีการพัฒนากทางด้านจิตใจหรือร่างกายทำให้พลังชีวิตเเข็งเเกร่งขึ้นนั่นล่ะน้องของเ้าอาจจะเป็เคสที่หายากก็ได้ เเต่ก็เเค่หายาก ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้นหรือถ้าไม่ใช่เพราะอย่างนั้นก็...ไม่สิ อาจจะไม่ใช่ก็ได้”
อิกซ์พึมพำอยู่สักพักหนึ่งเห็นดังนั้นไมเคิลจึงย้ายร่างของตนเพื่อเก็บของบนโต๊ะเเละไปนั่งบนเตียง
“เดี๋ยวเวลาผ่านไปพวกเราก็คงจะรู้เองนั่นล่ะถึงจะอยากรู้ตอนนี้เเต่ก็ไม่เป็ไร ฉันไม่ใช่คนใจร้อนซะด้วยถึงเวลาที่นายจะเล่าเื่ของดาวออสวอลล์นั่นได้เเล้วมั้ง”
ไมเคิลพูดเเล้วเริ่มฝึกลมหายใจบ้างตอนนี้เขาชำนาญถึงขั้นที่สามารถฟังเสียงจ้อกเเจ้กจอเเจของอิกซ์ได้เเล้วโดยไม่หลุดจากการฝึกลมหายใจเขาสามารถขยับเเขนขยับขาเเละลืมตาได้มากกว่าเดิมอีกด้วย เเต่ยังทำอะไรที่ใช้ความคิดหนักๆไม่ได้มากนัก
“เราจะเล่าให้ฟังก็ได้ เเต่หลังจากนั้นคงไม่น่าสนใจเท่าไหร่หรอก”
“งั้นนายก็เล่าถึงวีรกรรมที่ได้ทำไว้กับดาวออสวอลล์ด้วยสิไม่ก็เหตุผลที่นายรู้เื่พวกนี้”
“อย่ามาหลอกเราเสียให้ยาก ไม่มีทางซะหรอก ถ้ายังอยากให้เราเล่าอยู่ก็ฝึกลมหายใจต่อไปเงียบๆเสีย”
ไมเคิลเงียบเสียงเเละหลับตาลงทันทีสักพักเสียงจริงจังเหมือนตอนเล่าเื่เมื่อครั้งเเรกที่อิคเล่าให้เขาฟังตอนดูหนังคราวนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้งเริ่มด้วยการเล่าย้อนความราวกับรู้ว่าไมเคิลเกือบจะลืมรายละเอียดบางส่วนไปเเล้วจากที่เล่าก่อนหน้านี้เเล้วจึงค่อยเข้าประเด็น
“จากการะเิในครั้งนั้นทำให้ฝั่งผู้ต่อต้านบุกรุกเข้าไปได้สำเร็จเเต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะจบลงศูนย์บัญชาการที่กุมชะตาชีวิตคนทั้งเมืองไม่มีทางที่จะไร้การป้องกันอันเเน่นหนาฝั่งผู้ต่อต้านวางเเผนส่งบุคคลฝีมือดีเข้าไปหกคนเเทนที่จะส่งเข้าไปทั้งหมดคนเเรกคือโจนส์ ผู้เชี่ยวชาญการใช้ดาบ เอมิเลีย ผู้ชำนาญการด้านธนู คาฟลันผู้เชี่ยวชาญการต่อสู้มือเปล่า อิกฟริตผู้เชี่ยวชาญการสอดเเนมเเละการวางกับดัก คาเมเลีย ผู้เชี่ยวชาญการใช้ดาบสั้น เเละคนสุดท้าย…”
อิกซ์ชะงักเล็กน้อยเมื่อมาถึงคนสุดท้าย เเต่เพื่อไม่ให้ ไมเคิลสังเกตุอะไรผิดปกติจึงเล่าต่อไป
“วอยด์ ผู้นำทาง”
“ผู้นำทาง?”
คำๆนั้นทำให้ไมเคิลอดถามออกไปไม่ได้น่าเเปลกที่ทุกคนมีคำว่าผู้เชี่ยวชาญหมด เเต่คนสุดท้ายกลับมียศเเค่นี้
ดูอย่างไรก็เเปลกเเต่เพราะอิกซ์บอกว่าไม่ใช่เื่สลักสำคัญเกี่ยวกับเนื้อหาโดยรวมเลยไม่ได้คาดคั้น
“ฝั่งผู้ต่อต้านได้บุกเข้าไปหกคนอย่างเงียบๆ ด้วยการใช้ะเิเเละการบุกโดยให้คนหมู่มากเป็ตัวล่อจนเมื่อการป้องกันเเน่นหนาน้อยลงเเล้วจึงส่งคนหกคนเข้าไปตามที่เราเคยบอกก่อนหน้านี้ ซึ่ง ผู้นำทางก็ตามชื่อของมันชายที่ชื่อวอยด์เป็คนนำทาง อิกฟริตดูลาดเลาเเละกับดัก โจนส์เเละคาฟลันอยู่หลัง ตามด้วยเอมิเลียช่วยสนับสนุน โดยมีคาเมเลียปิดท้าย
การบุกเข้าไปเป็ไปอย่างยากลำบากออสวอลล์ไม่ใช่ดาวเคราะห์เล็กๆ เ้าคงรู้ใช่ไหมว่าศูนย์บัญชาการจะต้องใหญ่ขนาดไหนมันใหญ่ถึงกว่าที่พวกเขาจะมาถึงห้องควบคุมก็ใช้เวลาเกือบสัปดาห์เลยทีเดียวเเละรู้ไหมว่าพวกเขาเจอกับอะไรเมื่อมาถึงเเผงควบคุม”
ไมเคิลไม่ตอบ
“ในนั้นผู้บริหารของศูนย์บัญชาการ ใช่ เเค่คนเดียวเเต่เเม้จะมีคนเดียวก็ทำให้ทั้งห้าคนนั้นตึงมือมากกับการต่อสู้การต่อสู้เป็ไปอย่างดุเดือดเเละยากลำบาก ไม่รู้ว่าเพราะความสามารถที่ต่างกันหรือความเหนื่อยล้าเเละหิวโหยของพวกเขามากจนลดความสามารถในตัวของพวกเขาทั้งหกลง”
“เเละสุดท้ายพวกเขาก็ได้พ่ายเเพ้”อิกซ์เว้นจังหวะเเละมองไปยังไมเคิลที่ฝึกลมหายใจเสร็จเเล้วเปลี่ยนท่าเป็นอนคลุมผ้าห่มเอาไว้ ตัวไมเคิลนั้นยังคงฟังอยู่ อิกซ์จึงเล่าต่อไป
“เเต่ไม่มีทางที่พวกเขาจะปล่อยให้สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นสูญเปล่าอย่างน้อยวอยด์ก็คิดอย่างนั้น วอยด์ ชายผู้มีตำเเหน่งเป็ผู้นำทางพุ่งเข้าไปทำลายเเผงบังคับจนสิ้นซากทันใดนั้นเอง เมื่อทำลายได้สำเร็จ ก็เกิดการะเิเสียงดังลั่นผลที่เกิดขึ้นไม่เป็ตามที่พวกเขาคิดเอาไว้การะเิเกิดขึ้นอย่างรุนเเรงไปทั่วออสวอลล์จนคนนับหมื่นเอาชีวิตไม่รอดเเต่ความโกลาหลยังไม่จบเเค่นั้น เเผ่นกระจกนับล้านเเผ่นตกลงมาราวกับอุกกาบาตทำลายล้างทุกสิ่งอย่างจนหมดสิ้นเเม้กระทั่งเหล่าผู้ต่อต้านเองก็เอาชีวิตไม่รอดเช่นกันสุดท้ายออสวอลล์ก็กลายเป็ดาวเคราะห์ร้างไร้สิ่งมีชีวิตหลังจากนั้นไม่นานเราเกิดจากเถ้าถ่านอีกครั้งเเล้วหนีออกมา”
“เเล้วทำไมนายไม่หนีออกมาก่อนจะเป็เถ้าถ่านล่ะชักสงสัยเเล้วสิว่านายอยู่ในจุดๆไหนในเื่นี้”
“เื่ของเราเ้าไม่ต้องสนใจหรอก ที่นี่เราก็เล่าจบเเล้วเราไปนอนก่อนเเล้วกัน”
เมื่อสิ้นเสียง อิกซ์ก็บินไปจิบน้ำ ก่อนจะกลายเป็สร้อยวางอยู่บนโต๊ะเป็เวลาเดียวกับที่ไมเคิลหลับตาเเล้วผล็อยหลับไป ในตอนนั้นไมเคิลไม่ได้รู้เลยว่าหลังจากที่ผูกพันธะสัญญากับอิกซ์ในตอนนั้นเปรียบดั่งการกระเพื่อมของน้ำ ที่มีคน ‘สองคน’ ััได้ถึงมัน
หนึ่งในนั้นคือโฮบาร์ ชายกลางคนผู้เป็ผู้อำนวยการ ไฮสคูลคนปัจจุบันของโรงเรียนที่ไมเคิลกำลังศึกษาอยู่ เเต่ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ตรงนั้นรายละเอียดที่สำคัญคือเขาก็เป็ผู้อาร์ติเเฟคเช่นเดียวกับไมเคิลเขาคนนี้ก็เป็ผู้วิเศษเหมือนกัน และตอนนี้เขากำลังนั่งอยู่ในห้องผู้อำนวยการ
แม้จะค่ำเเล้วเเต่การทำงานโอทีจนดึกดื่นเเละมาโรงเรียนเช้าตรู่ก็เรียกได้ว่าเป็กิจวัตรที่ปกติของเขา
ซึ่งการทำเเบบนั้นก็ไม่มีวี่เเววของร่างกายที่ทรุดโทรมลงการจัดการความเหนื่อยล้าสะสมด้วยเวทมนตร์นั้นเป็เื่ง่ายมากสำหรับคนอยากผอ.โฮบาร์
“เฮ้อ”
“มีอะไรหรือเปล่าครับผอ.” เสียงของรองผู้อำนวยการดังขึ้นมาผ่านทางวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์เพราะในตอนนี้เขากำลังคุยงานอยู่กับรองผู้อำนวยการเมื่อรู้สึกตัวว่าตนนั้นเหม่อไปชั่วครู่จึงหันมาจัดการการประชุมต่ออย่างชำนาญ
เมื่อเสร็จสิ้น ก็ปิดโน้ตบุ้คบนโต๊ะเบนสายตาไปทางโต๊ะชงกาเเฟเเล้วลุกขึ้นพร้อมกับเเก้วมัดของเขา
ผอ.โฮบาร์เทน้ำร้อนจากกาลงในผงกาเเฟช้าๆใช้ช้อนคนให้เข้ากันจนมีกลิ่นของกาเเฟร้อนพวยพุ่งขึ้นมา เขายกขึ้นจิบเเล้วเดินกลับไปบนโต๊ะด้วยสีหน้าที่ค่อนข้างเครียดทั้งที่นิสัยปกติของโฮบาร์นั้นเป็คนอบอุ่นเเละใจดีกับคนอื่นๆโดยเฉพาะนักเรียนเเท้ๆ
เป็เพราะเหตุการ์ณหลายอย่างเเละลางสังหรณ์ที่ชวนให้หวั่นใจทำให้สีหน้าเขาเริ่มเครียดขึ้นเรื่อยๆ
การที่รู้สึกได้ถึงความอึดอัดเเละเหมือนมีหมอกมืดบดบังดวงตาความรู้กระวนกระวายเเละภาพที่เห็นเเม้จะเลือนลางเเต่ก็เป็สิ่งที่อาจจะเกิดในอนาคตคนอย่างโฮบาร์เรียกมันว่าลางสังหรณ์ซึ่งส่วนใหญ่ลางสังหรณ์ที่เขาพบเจอก็มีเเต่ลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่
โฮบาร์ตัดสินใจลุกขึ้นเเล้วถอนหายใจเขาหยิบไม้เท้าเหล็กสีดำมะเมื่อม ก่อนจะเคาะด้านไม้เท้ากับพื้นหนึ่งที
เมื่อเคาะ เเสงจางๆก็ส่องออกมาจากไม้เท้าก่อนจะเปลี่ยนร่างของไม้เท้าค้ำยันกลายเป็คทาอันใหญ่ซึ่งทำจากไม้สักตรงกลางมีอัญมณีสีเขียวเข้มส่องประกายเเวววาวเสียงทุ้มดังพึมพำออกมาเป็คำร่ายคาถาเชาใช้ปลายคทาที่ััพื้นอยู่วาดวงเวทอย่างปรานีตเเละชำนาญ ละอองเวทสีเขียวสดไหลผ่านเข้าไปในวงเวทจนเกิดเเสงวาบเมื่อเสร็จเรียบร้อยโฮบาร์ก็เคาะคทานั้นอีกครั้งวงเวทเปลี่ยนเป็เเอ่งน้ำกระเพื่อมทรงกลมทันที
มันคือเวททำนายอนาคตที่เขาไม่ได้ใช้มันบ่อยนักด้วยความรู้สึกเเละลางสังหรณ์ที่กวนใจเขามากกว่าทุกครั้งทำให้จำเป็ต้องทำนายต้นตอของมัน เพราะส่วนใหญ่เเล้วลางสังหรณ์นั้นมักจะไม่ได้เกิดกับเขาเเค่คนเดียว
เมื่อเเอ่งน้ำทรงกลมปรากฏน้ำตรงนั้นก็เริ่มกระเพื่อมออกมาเป็สาย น้ำสีใสเริ่มเเปรเปลี่ยนเป็สีเงินขุ่นขึ้นเเละกลายเป็เหมือนกับกระจกที่ผิวััสามารถกระเพื่อมได้เหมือนน้ำเห็นดังนั้น โฮบาร์ก็ชะโงกหน้าเข้าไปดูผลการทำนายทันที
เเต่เมื่อเห็นใบหน้าของชายคนหนึ่งในน้ำที่กระเพื่อมอยู่โฮบาร์ก็ชะงักไปพร้อมเบิกตากว้างเขาเคาะคทาสองครั้งให้กลับเป็ไม้เท้าเเล้วรีบหยิบโทรศัพท์ของตนเพื่อสั่งการทันที
"วอยด์...นายจะทำอะไรอีกล่ะคราวนี้"
...
...
“อะไรนะครับประกาศป้องกันอันตรายของนักเรียนระดับกลาง" เสียงของไมเคิลดังขึ้นหลังจากเดินลงมาข้างล่างเเละได้ฟังเื่ของเจมส์ผู้เป็พ่อ
"ใช่เเล้วเอกสารจากผู้อำนวยการพึ่งออกมา ส่งมาทางอีเมลเมื่อตอนประมาณห้าทุ่มของเมื่อคืน"
เจมส์ตอบคำถามไมเคิลหลังจากที่เขาอธิบายให้ไมเคิลฟังว่าเมื่อคืนนี้มีเอกสารจากทางไฮสคูลส่งมาเนื้อความเป็ประกาศป้องกันภัยอันตรายระดับกลางซึ่งเป็หมายเเจ้งสำหรับผู้ปกครองเเละนักเรียนว่ามีเเนวโน้มจะเกิดเหตุอันตรายขึ้นจึงมีมาตรการที่ค่อนข้างรัดกุม เเละสามารถเลือกที่จะไม่มาโรงเรียนก็ได้เช่นกันซึ่งก็มีไม่เยอะนักที่จะไม่มาโรงเรียนจากประกาศนี้เพราะจากที่ผ่านๆมาโรงเรียนก็สามารถรับมือได้ตลอด
เเต่ทั้งนี่ทั้งนั้นยังมีอีกเื่นึง
"เเล้วข้าวเช้าก็ต้องเอาไปเองใช่ไหมครับ"
"ใช่เเล้วอาจจะลำบากนิดหน่อยที่ต้องเอากล่องข้าวไปด้วย เเต่เราคงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหมไมเคิล"
"ครับผมไม่มีปัญหาอยู่เเล้ว"
ไมเคิลขานรับเเล้วเเยกย้ายไปทานข้าวเช้าดูเหมือนคุณเเม่ก็รู้เื่เเล้วเหมือนกันจึงกำลังเตรียมข้าวเที่ยงให้เขาเเละลิซ่าอยู่ส่วนอิกซ์นั้นยังไม่ตื่น ไมเคิลจึงต้องห้อยสร้อยลงมาเเทนเขาเคยอธิบายกับครอบครัวไปเเล้วว่าเพื่อนเป็คนซื้อให้เเละอยากใส่คล้องคอไปอีกสักพักเพราะคนอื่นไม่มีปัญหาหรือสงสัยอะไรเลยรอดตัวไป
อาหารเช้าวันนี้คือขนมปังสีน้ำตาลอ่อนฝีมือของซาร่าเเละซุปคอนซอเม่ใส่มะเขือเทศ รสชาติอร่อยเหมือนทุกครั้งความเปรี้ยวหวานเเละกลมกล่อมของซุปกินคู่กับขนมปังได้อย่างพอดี พอกินเสร็จ ก็เห็นกล่องข้าวในถุงเก็บความร้อนสองถุงวางอยู่ไมเคิลหยิบออกมาทันที เมื่อหยิบออกมาเเล้วก็เห็นคุณเเม่ที่กำลังเก็บของบางอย่างในตู้เก็บเครื่องครัวใกล้ประตูบ้าน
"อ้าว จะไปเเล้วเหรอเห็นกล่องข้าวเล้วสินะจ้ะ ในนั้นมีข้าวผัดกับทงคัตสึถึงจะอร่อยเเต่ก็อย่าลืมกินผักด้วยล่ะ ถึงคำพูดนั่นเเม่ควรจะบอกลิซ่ามากกว่าก็เถอะเเต่ ไว้เจอกันตอนเย็นจ้ะ"
ซาร่ากล่าวเเล้วหอมเเก้มลูกชายของตนหนึ่งทีด้วยความอ่อนโยนเเละเมื่อร่ำลากันเรียบร้อย ไมเคิลก็สะพายกระเป๋าพร้อมกล่องข้าวเดินออกไปข้างนอกมือจับไปที่สร้อยเเล้วส่งโทรจิตเ้าไปในนั้นเป็เชิงปลุก
“ตื่นได้เเล้วตอนนี้เเปลงกลับเป็นกเหมือนเดิมได้เเล้วล่ะ”
“เราตื่นตั้งนานเเล้วเเล้วใครบอกว่าเราเป็นก เราคือฟีนิกซ์ต่างหาก ไม่เคยเข้าหัวเ้าเลยรึไงกัน”
เเต่ไมเคิลไม่ได้ฟังอยู่เขาเดินเอ้อระเหยไปโรงเรียนโดยที่กำลังคิดอยู่ว่าเกิดเื่อะไรถึงต้องประกาศระวังภัยระดับกลางปกติเหตุผลที่เเจ้งจะต้องรู้อยู่เเล้วก่อนที่จะได้รับเเจ้ง เช่นหิมะตกหนักเกินไปหรือเกิดการระบาดของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เเละส่วนใหญ่จะเเจ้งล่วงหน้าไม่ใช่เเจ้งกระทันหันเเถมส่งมากลางดึกเเบบนี้
“นายคิดว่าที่โรงเรียนเกิดอะไรขึ้น”ไมเคิลกล่าวถามโดยไม่ได้ฟังสิ่งที่อิกซ์พูดไปก่อนหน้านี้เนื่องจากไม่ได้สลักสำคัญอะไรอิกซ์จึงไม่ได้ตื้อต่อไปเช่นเดียวกัน
“เราจะไปรู้ได้อย่างไรกันต้องไปถึงโรงเรียนก่อนเสิเราถึงจะพอเดาได้เราไม่ใช่ผู้ย้อนอดีตเสียหน่อยถึงจะรู้อนาคต”
“พูดถึงย้อนอดีตเเล้วนายไม่มีเวทเเบบ ทำนายอนาคตอะไรเเบบนั้นเหรอ มันก็รู้เื่เหมือนกันนี่”
“เอาจริงๆก็มีเเต่ถ้าเ้าเป็เราเ้าก็จะไม่ใช้มันเเบบเรา” อีกอย่าง การส่องอนาคตไม่ได้ทำให้เห็นอนาคตอย่างชัดเจนเหมือนที่เ้าจินตนาการเอาไว้หรอกนะ”
อิกซ์ตอบอย่างจริงจังซึ่งไม่ใช่คำพูดที่ไร้ความใส่ใจในน้ำเสียงเพราะอย่างนั้น ไมเคิลเลยอดที่จะถามออกไปไม่ได้ ซึ่งยิ่งเเปลกเข้าไปใหญ่อิกซ์ไม่ตอบเเต่เล่าเื่เื่หนึ่งให้ฟัง
"เ้าจำได้ไหมที่เราเล่าเื่การล่มสลายของดาวออสวอลล์ให้ฟัง"
ไมเคิลพยักหน้ารับ อิกซ์จึงเริ่มเล่า
“เื่ของการใช้คาถาทำนายอนาคตหากพูดปากเปล่าเ้าคงจะไม่สนใจฟังเป็เเน่เพราะฉะนั้นเราจะยกตัวอย่างเื่ๆหนึ่งให้ฟังเเทนมันเป็เื่ที่เกิดขึ้นในฝั่งผู้ต่อต้านของออสวอลล์เป็เื่ของชายผู้หนึ่งที่มีพลังเวทไม่ต่างจากเ้า
ชายผู้นั้นอาร์ติเเฟคประเภทร่ายคาถาเช่นเดียวกับเ้าเเละถนัดในการร่ายคาถาทำนายอนาคตจะเรียกว่าอาสาที่จะส่องดูอนาคตเผื่อเกิดเื่ไม่คาดฝันด้วยตัวเองก็ได้เเต่หารู้ไม่ว่าการทำอย่างนั้นก่อให้เกิดผลที่ร้ายเเรงต่อตัวเขาและคนอื่นๆ สิ่งที่เขาเห็นในวงเวทอัญเชิญเปรียบได้ดั่งบ่วงที่ชักใยให้เื่ทั้งหมดเป็ไปตามสิ่งที่ทำนายเอาไว้โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงเเถมการทำอย่างนั้นยังผลาญพลังชีวิตของตัวผู้ร่ายเองอีกด้วย”
ไมเคิลเดินต่อไปเรื่อยๆพลางฟังอิกซ์เล่าจนมันหยุดพักหายใจชั่วครู่เเละเสกน้ำดื่มอย่างใจเย็นจนไมเคิลเดินข้ามถนนมาเรียบร้อยอิกซ์จึงเล่าต่อโดยร่ายเวทส่งน้ำดื่มให้หายไปตามเดิม
“เเต่หากเื่มันมีเเค่นั้นเราคงไม่เล่าให้เปลืองน้ำลายเ้ารู้ไหมว่าเกิดอะไรกับนักเวทคนนั้น นักเวทที่มีจำนวนน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยมาทำนายให้เเถมยังทำนายเื่ที่เลวร้ายออกมาอีก”
“ทำนายเื่ที่เลวร้าย?”
“เราลืมบอกงั้นรึโทษที คำทำนายของนักเวทคนนั้นเหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นเปี๊ยบนั่นคือฝั่งผู้ต่อต้านจะพ่ายเเพ้ เเต่โดมกระจกจะถูกทำลาย อุกกาบาตเเก้วตกลงไปทั่วเเละออสวอลล์ก็ถึงคราวล่มสลายด้วยความที่คนใหญ่คนโตเเละผู้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยไว้ใจผู้คนที่ใช้พลังเวทอยู่เเล้วส่วนหนึ่งการทำนายเื่เลวร้ายออกมาผู้คนเลยตัดสินใจว่าเขาเป็ตัวอัปมงคลทั้งที่ชายคนนั้นหวังดีเสียด้วยซ้ำรู้ไหมว่าเหล่าผู้มีอำนาจของฝั่งผู้ต่อต้านทำยังไง พวกเขาขับไล่ชายที่ทำนายอนาคตด้วยการประนามว่าเป็ตัวกาลกิณีหลอกให้เข้าไปในเขตเเดนของศูนย์บัญชาการที่มีเเผงควบคุมอยู่เเละจัดการเปิดเผยตัวตนเสีย ดูโหดร้ายใช่ไหมล่ะ เเต่เื่เกิดอย่างนั้นจริงๆสุดท้ายเเล้วชายคนนั้นก็ถูกขังลืม เเละหลังจากนั้นปีกว่า ซากปะรักหักพังอันเกิดจากคราวที่โลกต้องล่มสลายก็ทับร่างของเขาจนสิ้นลมหายใจ”
“เเล้วทำไมนายถึงรู้เยอะขนาดนั้นล่ะ”
“เ้าไม่ต้องรู้หรอกเราจะบอกเมื่อคิดว่าสมควรเเก่เวลาเเละเ้าเเข็งเเกร่งพอที่จะรับรู้ถึงตัวตนที่เเท้จริงของเรา เเต่จากที่ฟังเเล้วเ้าคงจะคิดได้ใช่ไหม การทำนายอนาคตที่เป็เหมือนกับการสาปเเช่งเเม้อีกฝ่ายจะ้าหรือไม่หากผลลัพธ์ออกมาไม่ดี เื่เลวร้ายจะเกิดกับตัวเ้าเองทางที่ดีอย่าทำนายอะไรเสียเลยจะดีที่สุด”
อิกซ์กล่าวอธิบายผ่านเื่ที่ตนพบเจอมา
“ถ้ามันเเย่ขนาดนั้นเรายิ่งจะต้องหาทางหลีกเลี่ยงไม่ใช่รึไงอีกอย่างเื่นี้ฝั่งคนใหญ่คนโตนั่นล่ะที่ผิด”
“เราก็ไม่ได้บอกว่าพวกเขาทำถูกเเละการทำนายอนาคตเป็สิ่งต้องห้ามหรอกไม่อย่างนั้นอาร์ติเเฟคประเภทนี่คงกลายเป็อาร์ติเเฟคต้องสาปไปเเล้วเราเเค่ไม่อยากให้เ้าต้องเจอเหมือนกับที่ชายคนนั้นต้องเจอเท่านั้น” เเววตาของอิกซ์ดูเศร้า
ไมเคิลจึงไม่ได้เซ้าซี้อะไรเเม้ในใจจะรู้ว่าอิกซ์มีเื่ที่กำลังเก็บงำเอาไว้อยู่เเละไม่ยอมบอกเขาเเต่หากเ้าตัวพร้อมจะเล่า เขาก็จะรอ
เวลาผ่านไปสักพักผ่านการพูดคุยเล่นกันโดยมีจุดประสงค์หลักคือการทำให้บรรยากาศโดยรวมไม่หดหู่เมื่ออย่างที่เป็อยู่ตอนนี้จากเื่ที่อิกซ์เล่าพวกเขาก็มาถึงโรงเรียนจนได้
มาถึงเช้าในเวลาเดิมเหมือนเดิมเเต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมเเละพบเจอในโรงเรียนนานๆครั้งกลับทำให้ไมเคิลมองเเล้วเลิกคิ้วเล็กน้อย มู่ลี่ที่เอาลงปิดบังทัศนวิสัยจากทุกห้องเเละคุณครูที่มาประจำอยู่ตรงหน้าทางเข้าอย่างกังวลเเละประกาศซึ่งติดเอาไว้ว่านอกเหนือเวลาตามที่เเจ้ง ห้ามออกไปห้องสมุดสนามหญ้าหรือโรงอาหารทุกกรณีพูดง่ายๆก็คือถ้าไม่จำเป็ห้ามออกจากห้องเรียนเด็ดขาดยกเว้นไปเข้าห้องน้ำ
เเบบนี้มันเหมือนกับตอนที่ทางโรงเรียนจัดการตอนเกิดเหตุอาชญากรรมใกล้ๆโรงเรียนเลยไม่ใช่รึไง
ในตอนนั้นเป็่ที่มีข่าวประกาศว่ามีผู้ร้ายหลบหนีเข้ามาเเละมีคนพบเห็นใกล้ๆกับโรงเรียนเนื่องจากผู้หลบหนีมาเป็กลุ่มเเละค่อนข้างอันตรายทางโรงเรียนเลยต้องคุ้มกันความปลอดภัยเเละทำคล้ายๆกับที่ไมเคิลเห็นอยู่ตอนนี้จนเมื่อจับกลุ่มคนร้ายได้ มาตรการอันรัดกุมนี่จึงสิ้นสุดลง
“นายพอจะััอะไรได้บ้างไหมอิคเเบบพวกออร่าไม่ดี อะไรประมาณนั้น”
ไมเคิลถามเผื่อเพราะเมื่อเชคข่าวในโทรศัพท์เเล้วก็ไม่มีข่าวอาชญากรรมหรืออะไรที่พอจะเป็สาเหตุให้ต้องทำเเบบนี้ได้เลยสภาพอากาศก็ปกติ โรคระบาดก็ไม่มีเขาเดินผ่านหน้ารั้วโรงเรียนเเละตรงเข้าไปในอาคารเรียนจนเมื่อมาถึงที่ห้องเรียนซึ่งผิดมู่ลี่ตรงหน้าต่างทุกบานเเล้วจึงรู้ว่าไม่ใช่เขาที่สงสัยเพียงเเค่คนเดียวเท่านั้น
“เฮ้ ไมเคิล มาละเหรอ”
“ฮามัวร์ ฮาเวียร์ทำไมวันนี้พวกนายมาเร็วกันจัง” ปกติจะมาสายกว่านี้ไม่ใช่เหรอ
ส่วนสุดท้ายไมเคิลเลือกที่จะไม่พูดเเค่คิดในใจเขาวางกระเป๋าเเละนั่งลงฟังสิ่งที่ฮามัวร์เเละฮาเวียร์กำลังเดินเข้ามาใกล้โต๊ะของเขาพลางพูดเพราะดูเหมือนฮามัวร์เเละฮาเวียร์ไม่น่าจะเเค่มาทักทายเฉยๆ
“พอดีพ่อออกไปทำงานเร็วน่ะวันนี้พวกเราเลยติดรถออกกันมาเลยจะได้ไม่ต้องหลายรอบ”
ฮาเวียร์กล่าวตอบคำถาม
“เเล้วทำไมโรงเรียนถึงได้ออกมาตรการระดับกลางล่ะข่าวก็ไม่เห็นบอกอะไรนี่”
“พวกนายมาถึงก่อนอีกถ้าพวกนายไม่รู้ฉันจะรู้ได้ไงกันล่ะ” ไมเคิลตอบฮามัวร์ที่สงสัยไม่ต่างกันดูเหมือนเื่มาตรการที่ประกาศออกมาอย่างกระทันหันจะเป็หัวข้อที่ทุกคนพูดคุยเหมือนๆกันในเช้าวันนี้
“อาจจะเพราะมีเหตุด่วนเหตุฉุกเฉินรึเปล่าอาจจะเเจ้งผ่านผู้อำนวยการโดยตรงเพราะยังออกข่าวไม่ได้"
"เเต่ถ้าเเบบนั้นจริงมันก็ควรที่จะเป็การเฟ้าระวังระดับสูงเลยรึเปล่าถึงขนาดออกข่าวไม่ได้น่ะ"
ฮามัวร์เถียง
"อย่าเก็บมาคิดให้กังวลใจดีกว่านะเดี๋ยวผอ.ก็คงจะ ประกาศเองนั่นเเหละ" คนที่คิดเยอะที่สุดอย่างไมเคิลกลับบอกคนอื่นว่าให้เลิกคิดไปก่อนเเล้วเเยกย้ายเขาไม่ได้เป็อะไรไปหรอก เพียงเเค่รูัสึกว่าควรเลิกคิดมากได้เเล้วเวลาที่ผ่านมาเขาคิดมากเกินพอเเล้วเเละไม่อยากคิดอะไรอีก
สิ้นเสียงของไมเคิลทุกคนจึงสลายตัวไปนั่งที่โต๊ะของตนเอง เเละเมื่อทุกคนออกไปจนหมดเสียงโทรจิตจากอิกซ์ก็ถูกส่งเข้ามาในหัว
"เเปลกเเหะที่เ้าไม่พยายามคิดต่อ"
"แปลกเหรอ ฉันก็เเค่คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ปล่อยให้มันเป็ไปดีกว่าน่ะเปลืองพื้นที่ในสมอง"
"เเต่เราอาจจะรู้ก็ได้นะเเน่ใจนะว่าเ้าไม่อยากคิดต่อจริงๆ"
ไมเคิลพยักหน้ารับเเละเอาหัวฟุบโต๊ะเเทนคำตอบอาจจะเป็เพราะเสียงพูดคุยที่ซาไม่เหมือนกับปกติเเละบรรยากาศที่เเอบอึดอัดเล็กน้อยทำให้ไมเคิลไม่มีเเรงที่จะทำยังไง
จะอุปทานหมู่หรือเพราะอะไรก็ไม่ทราบเเต่ที่เเน่ๆคือเื่นี้ไม่ได้เกี่ยวกับเวทมนตร์อย่างเเน่นอนไม่อย่างนั้นอิกซ์ที่ใช้ััพลังเวทกับฝึกลมหายใจอยู่ตลอดคงรู้เื่ไปนานแล้วเเถมในห้องนี้ก็ไม่ใช่เขาคนเดียวที่นอนพะงาบอยู่บนโต๊ะเรียนอีกด้วย
หลังจากนั้นไม่นานนักเสียงดนตรีเพลงชาติก็ดังขึ้นนักเรียนทุกคนยืนขึ้นทำความเคารพต่อเพลงด้วยความพร้อมเพรียงในยามเช้าจนเมื่อเพลงจบ ทุกคนก็นั่งลงเเละจับกลุ่มพูดคุยเหมือนเดิมรอเวลาที่ครูจะมา
เวลาผ่านไปด้วยความน่าเบื่อเพราะไมเคิลไม่สามารถออกไปฝึกลมหายใจหรือขัดเกลาพลังเวทได้เเละได้เเต่อยู่ในห้องเลยไม่ได้ทำอะไรมากนักในที่สุดคุณครูก็เข้ามาโฮมรูมในที่สุด...