ย้อนเวลาพลิกฟ้าคว่ำดิน

    7 คลายวิกฤติระหว่างทาง

                    อาหลงกล่าว พร้อมกับจ้องตาใต้เท้าหลิวอย่างไม่สะทกสะท้าน          หลิวว่านซานมีสีหน้าตกใจเล็กน้อยที่อีกฝ่ายล่วงรู้ฐานะที่แท้จริงของเขา  ก่อนจะเอ่ยถามชายหนุ่มกลับไปด้วยความสงสัย          “ คุณชาย ท่านเคยพบเจอข้ามาก่อนใช่หรือไม่  ว่าแต่ท่านเคยเจอข้าที่ไหน ?”            “ หามิได้ขอรับใต้เท้า  ข้าเพิ่งเดินทางมาที่เมืองเทียนหยางเป็นครั้งแรก ย่อมไม่เคยพบเจอท่านมาก่อน”           ชายหนุ่มกล่าว ก่อนจะหยุดพูด พร้อมกับมองใต้เท้าหลิวแบบยิ้ม ๆ จากนั้นจึงกล่าวต่อไปว่า                  “ เป็นตัวท่านเองต่างหากใต้เท้า ที่บอกความจริงนี้กับข้า”            เจ้าเมืองเทียนหยางมีสีหน้าที่มึนงง เพราะเขายังนึกไม่ออกว่าได้บอกฐานะที่แท้จริงต่อชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ดังนั้นจึงเอ่ยถามชายหนุ่มอย่างงง ๆ              “ แต่ว่าข้ายังไม่เคยเอ่ยปากบอกฐานะที่แท้จริงต่อท่านเลย แล้วท่านรู้ได้อย่างไรคุณชาย  ข้ายังนึกไม่ออกว่าได้บอกกับท่านไปตอนไหน ?”               เสียมหลอหลงยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะค่อย ๆ อธิบายให้พ่อของแม่นางเสี่ยวชิงฟังอย่างใจเย็น             “ ตัวท่านเองเป็นคนบอกกับข้า ผ่านทางความคิดของท่านเมื่อครู่  ท่านบอกว่า ข้าหลิวว่านซาน  จริง ๆ แล้วเป็นเจ้าเมืองเทียนหยาง ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นต้าหยาง ต้องขอโทษเจ้าด้วยนะคุณชาย ที่ข้าจำเป็นต้องปิดบังฐานะที่แท้จริงต่อเจ้า   เมื่อครู่ท่านคิดเช่นนี้ใช่หรือไม่ใต้เท้าหลิว ?”            ใต้เท้าหลิวถึงกับตกตะลึงอีกครั้ง ที่ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าสามารถล่วงรู้ความคิดของเขาได้โดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว  ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างจำนน พร้อมทั้งขอร้องให้อาหลงให้ช่วยเกลี้ยกล่อมบุตรีของตน            เมื่อเห็นใต้เท้าหลิวยอมรับฐานะที่แท้จริงของตนเอง   อาหลงจึงเอ่ยปากเกลี้ยกล่อมให้แม่นางน้อยเสี่ยวชิงยอมกลับไปอยู่กับบิดาที่แท้จริงของตนเอง  เพื่อที่ตัวเองนางและท่านยายที่อยู่ในวัยชราจะได้มีชีวิตที่สุขสบาย ไม่ต้องลำบากร่อนเร่ขอทานให้คนดูถูกอีกต่อไป            ด้วยความชื่นชมและสำนึกในบุญคุณของชายหนุ่ม เสี่ยวชิงเลยยินยอมตามกลับไปอยู่กับบิดาบังเกิดเกล้า  จากนั้นอาหลงก็ยื่นหยกคู่รูปสองชิ้นรูปหัวใจประคองส่งคืนให้กับนาง  แต่ชายหนุ่มต้องประหลาดใจ เมื่อนางรับกลับคืนไปแค่ชิ้นเดียว ส่วนอีกชิ้นนางยืนยันที่จะให้ชายหนุ่มผู้มากด้วยน้ำใจเก็บไว้เป็นที่ระลึก  โดยที่ตัวนางเองได้ขออนุญาตจากผู้เป็นพ่อและเขาก็ตามใจนางทุกอย่าง   ทำให้อาหลงจำต้องรับไว้ในที่สุด สร้างความยินดีและเบิกบานใจต่อนางเป็นอันมาก           เมื่อทุกอย่างลงเอยด้วยดี  อาหลงจึงเอ่ยปากเตือนให้แม่นางเสี่ยวชิงนำยาเม็ดที่เขามอบให้ออกมาให้ท่านยายได้กิน  ซึ่งหลังจากที่นางได้ทานยาเม็ดเข้าไป สีหน้าและอาการของนางก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  พร้อมแสดงอาการตื่นเต้นดีใจระคนประหลาดใจ ก่อนจะหันไปกล่าวขอบคุณชายหนุ่มเจ้าของยา          “ คุณชาย ยาเม็ดนี้ของท่านช่างวิเศษและน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เพียงแค่ข้ากินเข้าไปชั่วครู่ อาการป่วยเรื้อรังที่เป็นมานานกลับหายเป็นปลิดทิ้งเลย ต้องขอบคุณท่านจริง ๆ  ท่านเป็นหมอเทวดาใช่หรือไม่?”           “ หามิได้ขอรับท่านยาย  ยาเม็ดนี้เป็นท่านอาจารย์ใหญ่ของข้าเป็นคนคิดค้นและปรุงขึ้นมา  ท่านเพียงแต่มอบให้ข้านำมาช่วยรักษาผู้คนเท่านั้นขอรับ”             อาหลงกล่าวอธิบายความจริงต่อหญิงชรา  เพราะไม่อยากสมอ้างรับความดีความชอบนี้ไว้ซะเอง           “ ต้องขอบคุณคุณชายแทนท่านแม่อีกครั้ง  ว่าแต่ตัวท่านเองก็รู้ชื่อแซ่และเรื่องราวของข้าแล้ว แล้วตัวท่านเองชื่อแซ่อะไร  ท่านมาจากที่ใดและกำลังจะไปที่ใด?”              หลิวว่านซานเอ่ยปากขอบคุณชายหนุ่ม พร้อมกับซักถามประวัติไปในตัว ก่อนจะหันไปชำเลืองบุตรีของตนที่กำลังจ้องมองชายหนุ่มด้วยแววตาชื่นชม             “ ข้าแซ่เสียมหลอ ชื่อว่าหลง  เดินทางมาจากหุบเขายอดเซียน กำลังจะเดินทางไปเมืองเทียนหยางขอรับใต้เท้า”               อาหลงตอบคำถามเจ้าเมืองเทียนหยางตรง ๆ อย่างไม่ปิดบัง  ก่อนที่ใต้เท้าหลิวจะกล่าวว่าช่างเป็นชื่อแซ่ที่แปลก ไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน  จากนั้นจึงเอ่ยปากชวนให้ชายหนุ่มเดินทางโดยสารรถม้าไปด้วยกัน เพราะเขากับลูกสาวต้องเดินทางกลับเมืองเทียนหยางอยู่แล้ว              ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปฏิเสธด้วยความเกรงใจ  แม่นางหลิวที่แอบมองเขาอย่างเขินอายอยู่เป็นระยะก็เป็นฝ่ายขอร้องให้เขาร่วมเดินทางไปด้วยกัน  ถือเป็นการตอบแทนน้ำใจที่เขาได้ช่วยเหลือนางกับท่านยาย  แถมยังยื่นคำขาดว่าถ้าเขาไม่ร่วมเดินทางไปด้วย นางกับท่านยายก็จะไม่กลับไปอยู่กับบิดาเช่นกัน             ใต้เท้าหลิวมองบุตรีที่กำลังเป็นสาวน้อยแรกรุ่นอย่างยิ้ม ๆ โดยเขารู้ดีว่านางเพียงแค่ขู่ให้ชายหนุ่มยินยอมเดินทางไปด้วยกันเท่านั้น  หาได้มีความคิดเช่นนั้นจริง ๆ ไม่  ทางด้านอาหลงเอง ยากที่จะขัดหรือปฏิเสธน้ำใจของนางจึงตอบตกลงร่วมเดินทางไปด้วยกัน  สร้างความเบิกบานใจให้กับสาวน้อยดรุณีนางนี้ยิ่งนัก          หลังจากตกลงเรื่องราวกันเป็นที่เรียบร้อย  เสียมหลอหลงก็เรียกให้เสี่ยวเอ้อมาคิดเงิน  สักครู่เถ้าแก่เจ้าของร้านก็เดินพุงกระเพื่อมมาที่โต๊ะ  พร้อมคุกเข่าคำนับท่านเจ้าเมือง ก่อนจะกล่าวขออภัยที่ไม่ได้ออกมาต้อนรับ  จากนั้นจึงหันไปกล่าวขอโทษแม่นางขอทานน้อยที่ตัวเองเพิ่งจะไล่ตะเพิดออกจากร้านไปหยก ๆ อย่างหวาดเสียว  ที่ความซวยเกือบมาเยือน  พร้อมแจ้งค่าอาหารกับชายหนุ่มว่าทั้งหมด 35 ตำลึง แต่ตนขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงเอง ในโอกาสที่ท่านเจ้าเมืองและบุตรีให้เกียรติมาเยี่ยมเยียนร้าน       “ จะได้อย่างไรเถ้าแก่  ท่านทำการค้า  เปิดร้านอาหาร ไม่ได้เปิดโรงทาน  ยังไงเราก็ต้องจ่ายค่าอาหารอยู่ดี”           อาหลงกล่าวยอกย้อนเถ้าแก่  ท่ามกลางสีหน้าที่สะใจของแม่นางเสี่ยวชิงที่ชายหนุ่มช่างกล่าวได้ตรงกับใจตัวเองยิ่งนัก              ได้ยินดังนั้น เถ้าแก่หน้าซีดเป็นไก่ต้มน้ำปลา  พร้อมกล่าวยืนยันว่าไม่ขอรับเงินค่าอาหาร           “ เถ้าแก่ นี่เงินทั้งหมด 45 ตำลึง  35 ตำลึงนี่สำหรับค่าอาหาร ส่วนอีก 10 ตำลึงถือเป็นค่าธรรมเนียมที่ท่านยอมให้ข้าร่วมโต๊ะกับพี่หลง”            แม่นางหลิวเป็นฝ่ายชิงตัดหน้าจ่ายค่าอาหารก่อนชายหนุ่ม  ถึงแม้อาหลงยืนยันที่จะเป็นฝ่ายชำระค่าอาหารเอง แต่นางไม่ยินยอม โดยนางกล่าวว่าแต่เดิมเงินก้อนนี้ก็เป็นของชายหนุ่มอยู่แล้ว  พร้อมยกคำขู่เดิมขึ้นมาใช้อีก ทำให้อาหลงต้องยอมให้นางไปโดยปริยาย            ทางด้านเถ้าแก่เจ้าของร้านก็ไม่อยากขัดใจคุณหนูบุตรสาวท่านเจ้าเมือง  จึงจำใจรับค่าอาหารไว้พร้อมกล่าวขอบคุณอย่างพินอบพิเทา  ด้วยสีหน้าหวาด ๆ              “ เดี๋ยวก่อน ท่านอย่าลืมที่ข้าเคยเตือนท่านนะเถ้าแก่”            แม่นางกล่าวย้ำกับเถ้าแก่ผู้น่าสงสารด้วยความรู้สึกสาแก่ใจ  ในการเป็นคนที่มากด้วยอำนาจวาสนา              “ ขอรับคุณหนู  ต่อไปนี้ข้าไม่กล้าดูถูกหรือตัดสินคนจากภายนอกอีกแล้วขอรับ”              เถ้าแก่รับคำหญิงสาวที่แปลงร่างจากขอทานน้อยกลายเป็นนางซินอีกครั้งก่อนจะรีบขอตัวท่านเจ้าเมืองกลับเข้าไปดูแลหลังร้านในทันที                “ คุณชาย ข้าขอบังอาจเรียกท่านว่าพี่หลงได้ไหม?”                 แม่นางหลิวกล่าวร้องขอต่อชายหนุ่ม  ก่อนที่เขาจะพยักหน้ารับอย่างยิ้ม ๆ  จากนั้นนางจึงเอ่ยปากขอเก็บเงิน 5 ตำลึงที่เหลือไว้เป็นที่ระลึก           “ งั้นข้าก็ขอเรียกท่านว่าน้องหลงได้มั้ยน้องชาย?”          ใต้เท้าหลิวเอ่ยแซวชายหนุ่ม  ก่อนจะหันไปยิ้มให้บุตรสาวของตนที่กำลังเขินอาย เพราะรู้ว่าบิดาของนางกำลังเอ่ยแซวนางอยู่           “ ได้สิขอรับใต้เท้า  ถ้าท่านไม่รังเกียจ  ข้าขอเรียกท่านว่าพี่หลิวได้ไหมขอรับ”            อาหลงตอบรับด้วยความยินดีที่จะได้มีพี่น้องและสหายที่รู้ใจเป็นคนแรกหลังจากที่หลุดมาอยู่โลกมิติคู่ขนาน ณ แคว้นต้าหยางแห่งนี้            “ ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็เลิกพูดขอรับ ๆ กับพี่สักทีนะน้องชาย พี่เบื่อเต็มทนแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า”           หลิวว่านซานเอ่ยกระเซ้าน้องชายคนใหม่ป้ายแดง  ก่อนจะหันไปบอกลูกสาวของตนให้มาคำนับท่านอาโดยเร็ว          “ ข้าไม่เรียกเด็ดขาด  ข้าขอเรียกพี่หลงดีกว่า  เชิญท่านพ่อนับพี่น้องกับพี่หลงคนเดียวเถอะเจ้าค่ะ “           แม่นางหลิวกล่าวแย้งกับบิดาของตนอย่างงอน ๆ  เรื่องอันใดจะให้นางเรียกชายที่นางชื่นชอบเป็นท่านอา  นี่จะไม่ทำให้ฐานะของนางกับชายหนุ่มแบ่งแยกและดูห่างเหินหรอกหรือดังนั้นนางจึงยืนยันจะเรียกชายหนุ่มว่าพี่หลงต่อไปอย่างเดิม          “ ว่าแต่น้องหลง  เจ้ามาเมืองเทียนหยางด้วยจุดประสงค์อันใดรึ  บอกพี่ชายคนนี้ได้หรือไม่?”           พี่หลิวว่านซานเอ่ยถามน้องหลงด้วยความอยากรู้         “ บอกพี่หลิวตามตรง  ข้ามาเมืองเทียนหยางเพื่อปฏิบัติภารกิจให้ท่านอาจารย์ทั้งห้าของข้า  รวมทั้งภารกิจส่วนตัวของข้าเองด้วยเช่นกัน”           อาหลงบอกเหตุผลที่แท้จริงต่อการมาของเขาต่อใต้เท้าหลิวอย่างไม่ปิดบัง ก่อนจะจัดการเก็บกระเป๋าสะพายและกีตาร์ตัวโปรดเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง         “ พวกเราออกเดินทางกันเถอะ จะได้ถึงเมืองเทียนหยางก่อนพลบค่ำ”        ใต้เท้าหลิวเอ่ยบอกทุกคนให้เตรียมตัวออกเดินทาง  โดยก่อนจะเดินทางเขาให้แม่นางเสี่ยวชุ่ยสาวใช้ที่เดินทางมาด้วยที่รออยู่นอกร้านพาบุตรสาวของตนไปซื้อชุดใหม่และแต่งตัวใหม่ก่อนจะออกเดินทางกลับเมืองเทียนหยาง โดยตนเองนั่งรถม้าโดยสารคันเดียวกับอาหลง  ส่วนบุตรีและท่านแม่รวมทั้งเสี่ยวชุ่ยให้นั่งด้วยกันอีกคัน          “ น้องชายน้อย  เอ้ย! แม่นางหลิว  พอเจ้าแต่งตัวเป็นหญิงแล้ว ช่างดูงามเฉิดฉัน ขนาดมวลหมู่บุปผายังต้องอาย”           อาหลงกล่าวกระเซ้าเสี่ยวชิงหรือแม่นางหลิว ซึ่งนางยิ้มรับคำชมอย่างเขินอาย  ซึ่งดูแล้วน่ารัก น่าเอ็นดู ช่างสดใสและไร้ซึ่งจริตมารยาใดๆ ก่อนจะแยกย้ายกันขึ้นรถม้าออกเดินทาง           ภายในรถม้า ใต้เท้าหลิวให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อกระเป๋าสะพายและเครื่องดนตรีหกสายของชายหนุ่ม รวมทั้งชวนคุยเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันอย่างออกรสออกชาติ                             หลังจากออกเดินทางจนได้เกือบชั่วยามจนเข้าสู่ตัวเมืองเทียนหยางแล้ว จู่ ๆ รถม้าก็หยุดกะทันหันจนอาหลงและใต้เท้าหลิวแทบหัวคะมำ  จากนั้นนายทหารทั้งสองก็เข้ามารายงานสถานการณ์ต่อท่านเจ้าเมือง                       “ เกิดเรื่องอันรึหวังฮั่น หม่าเฉา  เจ้าหยุดรถม้าทำไม?”            ใต้เท้าหลิวเอ่ยถามนายทหารคนสนิททั้งสองที่ติดตามรับใช้มาอย่างยาวนาน                    “ คือว่าถนนด้านหน้าปิด  ตามที่ข้าน้อยได้ไปตรวจสอบ  ปรากฏว่ามีฝูงชนจำนวนมากกำลังมุงดูคนกำลังจะฆ่าตัวตาย ทำให้เราไม่สามารถเดินทางต่อได้ขอรับใต้เท้า”                     หวังฮั่นเป็นคนกล่าวรายงานต่อใต้เท้า  จากนั้นใต้เท้าหลิวจึงลงจากรถม้าเพื่อไปดูสถานการณ์ด้วยตนเอง โดยมีอาหลงขอติดตามไปด้วยพร้อมหวังฮั่น  ส่วนหม่าเฉาให้อยู่คอยอารักขาคุ้มครองคุณหนู                                  “ เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือพี่ชาย?”                       อาหลงเป็นคนเอ่ยถามชาวบ้านที่ยืนมุงอยู่บริเวณนั้น  จึงได้ทราบว่ามีชายคนหนึ่งชื่อ จางหู่ เป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง แต่ถูกหุ้นส่วนโกง ทำให้เขาต้องเป็นหนี้ 300 ตำลึง และโรงเตี๊ยมกำลังจะถูกยึดเพื่อใช้หนี้ ด้วยความเครียดที่ไม่มีเงินใช้หนี้ทำให้เขาคิดฆ่าตัวตายเป็นการหนีปัญหา  แม้ภรรยาสาวจะห้ามและขอร้องอ้อนวอนก็ไม่เป็นผล  เขายังคงถือกระบี่พาดที่คอตัวเองเป็นที่น่าหวาดเสียวของผู้คน            “ อย่าเข้ามานะ  ถ้าเข้ามาข้าจะเชือดคอตัวเองเดี๋ยวนี้”           จางหู่ เถ้าแก่โรงเตี๊ยมผู้คิดสั้น ร้องตะโกนไม่ให้ผู้คนเข้ามาใกล้  ท่ามกลางเสียงร้องให้อ้อนวอนภรรยาสาวของเขาที่เกลี้ยกล่อมให้เขาวางกระบี่            “ ฮือ ๆ ท่านพี่ ท่านวางกระบี่ลงก่อน  มีอะไรค่อย ๆ คุยกัน  เรามาช่วยกันหาทางออกนะ ข้าเชื่อว่าเราต้องผ่านมันไปได้ ฮือ ๆ ท่านพี่”            “ ไม่มีประโยชน์แล้วหลานเอ๋อเมียข้า ข้าหมดสิ้นทุกสิ่งแล้ว ข้าทำให้เจ้ากับลูกต้องลำบาก  ข้าขอโทษ  ข้าขอตอบแทนให้เจ้าชาติหน้าละกัน”             พูดจบเขาก็ทำท่าจะเชือดคอตนเอง จนผู้คนต้องหวีดร้องด้วยความหวาดเสียว  ในขณะที่อาหลงเองก็ขอตัวไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ในที่สุดเขาก็เข้าไปคุยกับชายร่างใหญ่หน้าตาดุดัน ที่มีชื่อว่าเจ้าหลง ซึ่งเป็นคู่รักคู่แค้นกับจางหู่มาตั้งแต่เด็ก รวมทั้งเคยแย่งชิงแม่นางหลานเอ๋อกับจางหู่มาก่อนด้วย                   “ วางกระบี่ลงเถอะอาหู่เอ้ย  อย่าคิดสั้นเลย”                        “ เจ้าไม่ห่วงเมียกับลูกเจ้าหรือยังไง”                      “ ทุกปัญหามีทางออกนะอาหู่   อย่าเพิ่งท้อใจไป”           สารพัดคำปลอบ ที่หลาย ๆ คนพยายามเกลี้ยกล่อม แต่จางหู่กลับไม่มีท่าทีที่จะล้มเลิกความตั้งใจที่จะปลิดชีพตนเอง ตอนนี้คมกระบี่กรีดต้นคอของเขาจนมีโลหิตไหลซึมออกมาแล้ว                    “ รีบ ๆ เชือดคอไว ๆ สิ  รอช้าอยู่ใย “           จู่ ๆ ก็มีคนยุให้เขารีบเชือดคอตนเองให้จบ ๆ ไปสักที  ทำให้เขางุนงง เพราะในขณะที่ทุก ๆ คนห้ามปราม แต่คน ๆ นี้กลับทำในสิ่งตรงกันข้าม  เมื่อหันไปดูจึงรู้ว่าเจ้าของเสียงนั้นคือเจ้าหลง ซึ่งเป็นคู่รักคู่แค้นตั้งแต่วัยเด็กของเขานั่นเอง            “ เจ้า เจ้ามายุ่งเกี่ยวอะไร เจ้าหลง นี่เป็นเรื่องข้า เจ้าไม่เกี่ยว ไสหัวไปให้พ้น”           จางหู่เอ่ยปากไล่อีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจ          “ ข้าจะไปทันที  ถ้าเจ้ารีบ ๆ เชือดคอตัวเองให้มันจบๆ ไปสักที  มัวโอ้เอ้เสียเวลาอยู่ได้เอ้า  เร็ว ๆ สิอาหู่  รีบจัดการตัวเองเลย”             เจ้าหลงกล่าวยั่วยุอีกฝ่าย  ท่ามกลางความไม่พอใจของจีนมุงที่มามุงดูและลุ้นให้จางหู่ล้มเลิกความคิดฆ่าตัวตาย                  “ ข้าจะตาย ไม่ตาย แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้า”             อาหู่กล่าวถามคู่อริด้วยความข้องใจ             “ ถ้าเจ้าตาย ข้าก็จะช่วยดูแลหลานเอ๋อ เมียคนสวยของเจ้าไง รวมทั้งลูกชายเจ้าด้วย  ข้าจะรักเหมือนลูกแท้ ๆ เลยล่ะ   ไม่ต้องคุกเข่าขอบคุณข้าหรอกนะอาหู่  เพราะข้าต้องเป็นฝ่ายขอบคุณเจ้าที่ช่วยให้ข้าได้สมหวังกับหลานเอ๋อสักที ฮ่าฮ่าฮ่า”              เจ้าหลงพูดพร้อมเอื้อมมือไปโอบไหล่แม่นางหลานเอ๋อที่ขยับหนีด้วยความรังเกียจ.........................................................................................................................................คุยกันหลังฉาก...ขออภัยที่หายไปนานนะครับ เนื่องจากติดภารกิจเรื่องงาน  ตอนนี้อาหลงของเรากำลังเดินทางเข้าเมืองเทียนหยางแล้ว และเรื่องราวก็เริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ มาติดตามชมกันต่อในตอนหน้านะครับ  ขอบคุณครับ