“นั่นมันตัวอะไรกัน ?” ริคกล่าวและหันไปมองหน้าจิม
“ไม่รู้เหมือนกัน…” จิมตอบ
ฉึกๆ…ฉึก……….ฉึก
เ้าตัวประหลาดนั่นดึงเอากระดูกของมันออกไปจากร่างกายของทหารผู้โชคร้ายคนนั้น ก่อนที่มันจะส่งเสียงร้องออกมา กร๊าสสสๆ….. เมื่อได้กลิ่นเืของมนุษย์ มันจึงแทงกระดูกที่คมโตของมันเข้าที่ตู้ขบวนรถไฟอีกหลายที พวกเขาต่างใและเบิกตาโต กับสิ่งที่เห็น
เมื่อมองลอดช่องหน้าต่างของรถไฟออกไปปรากฏเป็สิ่งมีชีวิตที่พิลึกพิลั่น หน้าตาพิกลพิการ ตาข้างหนึ่งของมันปูดโปนออกมาจากเบ้าตาของมัน ตาอีกข้างเล็กเหมือนตาของแมลงแต่ทว่าดวงตาทั้งสองของมันกลับส่องแสงสีแดงวาวโรจน์ มองมาทางพวกเขา
ใบหน้าของมันเบี้ยวไม่เป็รูป ปากและจมูกเอียงไปคนละข้าง ลำตัวของมันเป็ปุ่มเป็ปมทั้งตัว และมีน้ำเหนียวๆ เกาะอยู่ตามลำตัว และกลิ่นเหม็นเน่าที่เป็เอกลักษณ์ของมัน พาให้พวกเขาอยากจะอาเจียนออกมา ขาของมันเล็กลีบ แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องหวาดกลัว คือแขนของมันทั้งสองข้างที่ดูเหมือนจะเป็กระดูก ที่ยื่นยาวออกมามันเหมือนใบมีดที่แหลมคม พร้อมที่จะขย้ำพวกเขาทันที สิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดนี้กำลังพยายามจะทำลายตู้ขบวนรถไฟที่พวกเขาอยู่
“เราจะทำยังไงกันดี” แอนนาถามออกไป
“เราต้องหาทางออกไปจากตรงนี้ก่อน แล้วค่อยหาทางกันอีกทีว่าจะเอายังไงต่อไปดี” เคทีกล่าวพลางหันไปมองหน้าเพื่อนของเธอทีละคน
“ดูนั่นซิ! ” ริค พูด พลางชี้มือของเขาออกไปยังทิศทางหนึ่ง และหันไปถามพวกเขาว่า เราควรจะวิ่งเขาไปหลบยังสถานที่แห่งนั้นกันก่อนดีไหม
เมื่อพวกเขามองไปยังทางที่ริคชี้ไปนั้นก็เห็นเป็โบสถ์ขนาดไม่ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไป อยู่ห่างออกไปทางซ้ายมือของพวกเขาเพียง 500 เมตรเท่านั้น ระยะทางไม่ไกลจนเกินไป ซึ่งน่าจะทำให้พวกเขาไปถึงจุดหมายได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่ว่าเ้าตัวประหลาดที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่นั้นมีความว่องไวแค่ไหน
“มันเป็ทางเลือกที่ดี ” โทมัส กล่าวเสริมออกมา
“ถ้ารออยู่ในนี้ก็มีแต่รอความตาย ” ทหารคนหนึ่งกล่าว
“ตกลงเราจะออกไปจากที่นี่กัน” จิม
หลังจากที่พวกเขาตกลงว่าจะออกไปจากตู้รถไฟมรณะนี้ จิมจึงรับหน้าที่เปิดประตู้ท้ายขบวนรถไฟ หลังจากที่เขาให้สัญญาณ บานประตูก็เปิดออก ทุกคนต่างวิ่งกรูกันออกมาจากขบวนรถ และมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่มีโบสถ์ตั้งอยู่อย่างรวดเร็ว
“วิ่งเร็วเขา…แล้วอย่าหันกลับไปมองด้านหลัง” โทมัสะโบอกพวกเขาและทหาร ตอนนี้กลุ่มของเขามีสมาชิกเหลืออยู่ไม่ถึง 15 คนแล้ว หลายคนได้ล้มตายไปในภารกิจช่วยเหลือในครั้งนี้ เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนต่างก็เร่งฝีเท้าของตัวเองอย่างเต็มที่โดยไม่หันกลับไปมองที่ด้านหลังของพวกเขาอีกเลย
กร๊าสสสสสๆ………
เสียงเ้าสัตว์ร้ายคำรามออกมาดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ มันกำลังเคลื่อนที่ตามพวกเขามาอย่างช้าๆ โชคดีของพวกเขาที่เ้าสัตว์ตัวนี้เคลื่อนที่ได้ช้า ทำให้พวกเขาวิ่งเข้าใกล้โบสถ์มากขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างทางที่วิ่งมาก็มีผีดิบบ้างปะปลายแต่ผีดิบพวกนี้ถือว่าธรรมดามากเมื่อเทียบกับสิ่งที่พวกเขาได้พบเจอ ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงจุดหมาย
“เคลียร์พื้นที่และยิงคุ้มกัน” โทมัสสั่งทหารของเขา พวกเขาช่วยกันดันประตูโบสถ์ให้เปิดออก โบสถ์หลังนี้ยังคงสภาพดีอยู่ และไม่ทรุดโทรมจนเกินไป ทันทีที่โทมัสเปิดประตูได้ ทหารของเขาก็วิ่งนำหน้าเข้าไปก่อน และกราดยิงพวกผีดิบที่อยู่ในโบสถ์หลังนี้ทันที โชคดีที่พวกมันไม่ได้มีจำนวนมากจนเกินไป ปั่งๆ ปั่งๆ เสียงะุปีนยิงออกไป
“รีบเข้าไปข้างใน!” โทมัสะโบอก ริค จิม แอนนา เอ็มม่า เคทีและทหารที่เหลืออีกสองสามนายให้รีบเข้ามาข้างใน เมื่อทุกคนเข้ามาด้านในแล้ว โทมัส กับ ริคจึงช่วยกันพลักประตูให้ปิดลงและเอาไม้ขัดกับประตูไว้ได้ทันเวลา
กร๊าสสสสสส…. ปั้ง ปั้ง ๆ
เสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหว เ้าสัตว์ร้ายร้องคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว ก่อนที่เสียงทุบประตูจะค่อยๆ หายไปและเงียบสงบลง เมื่อเงี่ยหูฟังแล้วไม่ได้ยินเสียงของสรรพสิ่งที่อยู่ด้านนอก พวกเขาต่างก็โล่งใจ และถอนหายใจออกมาแทบจะพร้อมๆ กัน
“มันน่าจะไปแล้วนะ” เคทีกล่าว
“เราจะทำยังไงกันต่อ” แอนนาถามพวกของเขา
“เราคงต้องรอให้ถึงพรุ่งนี้เช้ากัน และค่อยออกเดินทางกันตอนที่ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว น่าจะปลอดภัยกว่า” ริค กล่าว พร้อมกับขอความเห็นคนอื่นๆ เมื่อไม่มีใครออกความคิดเห็นจึงเป็อันตกลงว่าพวกเขาจะรอให้สว่างก่อนจึงค่อยออกเดินทางกันต่อไป
“นอนพักเอาแรงกันก่อนแล้วพรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางกันต่อ” จิม กล่าว
เมื่อได้ฟังดังนั้นสาวสาวทั้งสามจึงแยกเดินออกไปอีกทางหนึ่ง ด้านในโบสถ์ เคที แอนนา และเอ็มม่า ต่างก็จับจองบริเวณด้านหน้าโบสถ์ ที่เป็ลานกว้างอยู่ด้านหน้า และนั่งลงตรงกำแพงด้านหนึ่ง เคที นั่งลงพิงกำแพงและเหยียดขาออกไปข้างหน้าไม่ต่างอะไรจากพวกเพื่อนของเธอ พวกเธอทั้งสามเหนื่อยล้ามาก สำหรับ่เวลาหลายวันที่ผ่านมา และการเดินทางที่ยาวนาน พวกเขาแทบจะไม่ได้นอนหลับพักผ่อนกันอย่างเต็มที่เลย เพียงเวลาไม่นาน พวกเธอก็เข้าสู่ห่วงนิทราแล้วหลับไป…
ทางด้านของริค จิม และโทมัส ต่างก็มองตามพวกของเคที ที่เดินออกไปและนั่งลงกันอยู่มุมกำแพงด้านหนึ่งของโบสถ์ พวกเขาต่างหันมามองหน้ากันและถอนหายใจออกมา พร้อมกัน แต่สาเหตุของแต่ละคนช่างไม่เหมือนกันเลย
ริค…ระหว่างทางที่เดินทางกันมา เขาเป็ห่วงคนตัวเล็กมาก เมื่อมองดูสภาพที่เหนื่อยล้าของเธอแล้วเขาก็เกิดอาการสงสารจับใจ อยากจะเข้าไปหาเธอและกอดคนตัวเล็กผิวคล่ำคนนี้ไว้ข้างกายเขา แต่ว่าริคไม่สามารถที่จะทำแบบนั้นได้ เพราะรู้ว่าเธอคงไม่มีหัวใจและความรู้สึกเหมือนเขา เธอเป็เพียงอาวุธ ที่ ด็อกเตอร์ เอวริส สร้างขึ้น ร่วมถึงเพื่อนๆ ของพวกเธอก็เช่นกัน
แต่ว่าหัวใจของเขากลับไม่ฟังคำสั่งเขา จึงทำให้ริครู้สึกเ็ป และทรมานกับความรู้สึกที่เขามีให้กับเธอ แต่อีกใจก็กำลังคิดเข้าข้างตัวเอง ทำไมจะไม่ได้ละ เธอก็เหมือนมนุษย์ทั่วไปนั่นแหละ ท้องได้เหมือนกันนะ และที่สำคัญพวกเธอแค่เก่งกันคนละแบบแค่นั้นเอง ใครจะรู้ว่าเธอมีหัวใจมีความรู้สึกไหม ก็คงต้องรอดูกันต่อไป เมื่อคิดได้ดังนั้น ใบหน้าหล่อเหลาจึงคลียิ้มออกมาบางๆ นั่นสินะแล้วเขาจะต้องกลัวอะไรในเมื่อ ที่เป็อยู่ตอนนี้มันก็มีแต่เื่ที่เหนือความคลาดหมายของเขาทั้งนั้น เขาจะลองพยายามดูสักตั้งก็แล้วกัน….
ในขนะที่โทมัสก็เป็กังวลในเื่ของความปลอดภัยของพวกพ้องของตัวเอง และยังคิดหาวิธีการที่จะส่งข่าวกลับไปยังแอเรียที่ 7 เพื่อบอกข่าวคราวของพวกเขาให้ ด็อกเตอร์ ได้รับทราบ ในอีกมุมหนึ่งก็อดกังวนไม่ได้ว่า เ้าตัวประหลาดพี่พวกเขาได้พบเจอนั้น เกิดจากสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นหรือเกิดจากการที่พวกมันวิวัฒนาการขึ้นมาเอง เมื่อคิดถึงตรงนี้โทมัส ก็ขมวดคิ้วมุ่นทันที แล้วถ้าสิ่งที่เขาคิดมันเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ละ จะทำอย่างไร? แล้วใครกันเป็ผู้อยู่เื้ัของการสร้างสิ่งที่ผิดธรรมชาตินี้ขึ้นมากัน? จุดประสงค์เพื่ออะไร?