แม้ว่าซุนเถียนจะเป็นอันธพาลที่เป็นที่รู้จักในหลายหมู่บ้านละแวกนี้แต่กลับขึ้นชื่อเรื่องความกตัญญูอย่างยิ่งทว่าความกตัญญูก็เป็นสิ่งเดียวที่เขาเหลืออยู่แล้ว
เพื่อยื้อชีวิตของบิดาชราเขาได้ติดต่อกับแม่สื่อให้ช่วยจับคู่แต่งงานให้บิดาของตนเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไปหลงเชื่อหมอดูหลอกลวงจากที่ใดถึงต้องหาแม่นางที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่นให้จงได้
เจ้าบ่าวใกล้จะลงหลุมอยู่รอมร่อเรื่องเสื่อมเสียไร้มโนธรรมเช่นนี้ยังทำออกมาได้นี่ไม่ใช่การทำลายทั้งชีวิตของแม่นางน้อยคนหนึ่งพอดีหรือ
ต่อมาได้ยินว่ามีคนยอมตกลงที่จะแต่งงานส่วนบ้านเจ้าสาวก็คือครอบครัวสกุลหมิง
ตอนนั้นนางยังไม่รู้จักกับหมิงเป่าจูประกอบกับข่าวลือของอีกฝ่ายในเวลานั้นก็ย่ำแย่มากจริงๆจึงคิดว่าไม่มีใครจะเหมาะสมไปกว่าพวกเขาสองคนอีกแล้ว
กลับมาบ้านมารดาครานี้ก็ไม่คิดจะเอ่ยถึงเรื่องนี้เลยสำหรับนางแล้วนี่ก็เป็นเพียงเรื่องตลกขบขันอย่างหนึ่งซึ่งนางเองก็ไม่ใช่คนที่ชอบเรื่องครึกครื้นทำนองนี้อยู่แล้ว
แต่พอได้ยินมารดาเล่าถึงนิสัยใจคอของหมิงเป่าจูและได้สัมผัสกันจริงๆ ถึงรู้ว่าข่าวลือเหล่านั้นล้วนเชื่อถือไม่ได้ย่อมจะไม่ปิดบังอีกต่อไป
หมิงเป่าจูได้ฟังเช่นนั้นก็แค่นเสียงเยาะในใจ
อันธพาล?
ผู้ใดจะอันธพาลไปกว่าหมิงเถี่ยจู้กับหวังซื่อสองคนนั้น
พวกเขาแค่ซ่อนเร้นตัวตนอย่างดีมาหลายปีไม่เคยมีข่าวลือแพร่งพรายออกไปเท่านั้นเอง
“เอาล่ะข้าจะจดจำไว้ ต่อไปจะระวังตัวมากขึ้น” ถึงอย่างไรผู้อื่นก็หวังดีถ้าปฏิเสธอาจกลายเป็นคนไม่รู้จักดีชั่ว
หมิงเป่าจูคิดว่าเรื่องจะจบแค่นี้แต่กู้ชิงชิงผู้มีจิตกระตือรือร้นกลับไม่คิดจะปล่อยไปเช่นนี้
“หมู่บ้านของพวกเราไม่มีใครที่อายุเหมาะสมสักคนถ้าหากว่ามี ก็พอจะวางแผนได้อยู่บ้าง ตราบใดที่เจ้าออกเรือนแล้วพวกเขาก็จะสร้างปัญหาไม่ได้อีก”
ด้วยความสัตย์จริงกู้ชิงชิงรู้สึกว่าไม่มีความคิดใดจะสมบูรณ์แบบไปกว่าความคิดของตนเองอีกแล้วนั่นคือให้หมิงเป่าจูแต่งงาน!
ต่อให้ไม่สามารถเร่งแต่งงานในเวลานี้ได้ขอเพียงมีการหมั้นหมายและแลกเทียบวันเกิด [1] ไว้ก่อนมีหลักฐานและพยานบุคคลครบถ้วนหมิงเถี่ยจู้ก็จะบีบบังคับให้หมิงเป่าจูล้มเลิกการแต่งงานไม่ได้
“หา?” หมิงเป่าจูอึ้งงันไม่คิดว่ากู้ชิงชิงจะคิดก้าวกระโดดไปไกลถึงเพียงนี้
แม้ว่าจะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาแต่ตนเองก็ยังไม่ได้วางแผนใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย
อย่าว่าแต่อายุยังไม่ถึงวัยปักปิ่นต่อให้ถึงแล้ว หมิงเป่าจูก็ยังมีความคิดเฉกเช่นคนในยุคปัจจุบันอยากหาคนที่ชอบด้วยตนเองและใช้ชีวิตกับคนที่ตนเองรัก
แต่เรื่องแบบนี้คุยง่ายเสียที่ใด
พักเรื่องเหล่านี้เอาไว้ก่อนสิ่งที่หมิงเป่าจูให้ความสำคัญเวลานี้ก็คือเรื่องงาน นางต้องเปิดโรงหมอต้องการเป็นหมอรักษาคนป่วยไข้ ต้องการหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวส่งเสียให้น้องชายได้เรียนหนังสือ...
มีงานอีกมากมายรอให้นางไปทำไม่มีเวลาใคร่ครวญถึงอย่างอื่น ยิ่งเรื่องแต่งงานด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง
“พี่ชิงเรื่องนี้... อย่าว่าแต่ยังไม่มีวี่แววใดๆ เลยต่อให้พวกเขาบุกมาถึงบ้านก็ยังมีหนทางอื่นรับมือได้อย่างแน่นอน เรื่องแต่งงานเอาไว้ค่อยคุยกันวันหลังเถอะ”
หมิงเป่าจูยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนนางไม่อยากจัดการอนาคตของตนเองอย่างสุกเอาเผากินเพียงเพราะเรื่องเฮงซวยเล็กน้อยแค่นี้
“น้องสาว...”เห็นได้ชัดว่ากู้ชิงชิงไม่ใช่คนที่ยอมแพ้ง่ายๆ นางคิดจะเกลี้ยกล่อมหมิงเป่าจูอีกครั้ง
หมิงเป่าจูเห็นนางกำลังจะเอ่ยปากอีกหนระฆังเตือนในใจก็ดังขึ้นในสมองของนาง
“ชิงชิงเป่าจู อาหารเสร็จแล้ว พวกเจ้าสองคนมาเอาถ้วยกับตะเกียบออกไป”
“เจ้าค่ะมาแล้วเจ้าค่ะท่านป้า”
ขณะที่หมิงเป่าจูกำลังลำบากใจเพราะคำแนะนำของกู้ชิงชิงเสียงของท่านป้าจงที่ดังออกมาจากห้องครัวก็ช่วยชีวิตนางในยามคับขันได้พอดี
นางพรูลมหายใจยาวออกมาแล้ววิ่งเข้าไปในครัว หยิบถ้วยและตะเกียบที่สะอาดออกไปวางบนโต๊ะในห้องหลัก
ตอนกลับมาไม่เห็นกู้ชิงชิงก็เดาว่านางคงไปหาหนิวหนิวแล้ว
“เจ้าดูสิขาของท่านลุงเจ้าเดินช้าแค่ไหน จนป่านนี้ยังตามเด็กสองคนมาไม่ได้เสียทีเดี๋ยวกับข้าวก็เย็นชืดหมด ถ้าอุ่นใหม่ก็ไม่อร่อยแล้ว”ท่านป้าจงยกกับข้าวสองจานเข้ามา ปากก็บ่นไปด้วย
“น่าจะใกล้ถึงแล้วล่ะเจ้าค่ะ”หมิงเป่าจูยิ้มให้ท่านป้าที่ยังบ่นพึมพำ
ยังไม่ทันขาดคำก็ได้ยินเสียงมาจากประตู
“มาแล้วขอรับท่านป้า”
เสียงที่ได้ยินคือหลี่ไหวฺอวี้แต่คนที่เข้ามาก่อนกลับเป็นท่านลุง แล้วถึงจะเป็นเขากับหมิงเป่าอวี้ตามาด้านหลัง
พอเข้ามาถึงหลี่ไหวฺอวี้มองหมิงเป่าจูก่อน หลังจากนั้นถึงเงยหน้ามาคุยกับท่านป้าต่อ
“ระหว่างทางท่านลุงเดินเร็วราวกับเหาะเหินใจร้อนอยากกลับบ้านดั่งลูกศรพุ่งจากคันธนูก็ไม่ปานท่านป้าจะปรักปรำผู้อื่นมิได้นะขอรับ”
“เจ้าลูกลิงนี่พูดให้ท้ายลุงของเจ้าจนเคยตัว”
ท่านป้าจงทั้งฉุนทั้งขันถูกหลี่ไหวฺอวี้สอพลอจนเบิกบานใจ หมิงเป่าจูเลื่อมใสในความสามารถของเขาอย่างยิ่ง
“แหมก็พูดความจริงทั้งนั้น” ท่านลุงกู้เห็นมีคนช่วย ก็ทำท่าแข็งขันพูดติดตลกขึ้นมาบ้าง
“ข้าพูดผิดที่ไหนท่านป้ารักพี่ไหวฺอวี้ที่สุด ทุกครั้งที่เห็นเขาล้วนมีสีหน้าชื่นบาน”น้ำเสียงของหมิงเป่าอวี้เจือแววริษยา แต่กลับมีรอยยิ้มกลาดเกลื่อนบนใบหน้า
“โถๆๆดูเป่าอวี้น้อยของพวกเราสิ ป้าก็รักพวกเจ้าทั้งสามคนนั่นแหละ รักหมดทุกคน”
ท่านป้าจงกุมมือของหมิงเป่าอวี้แล้วโอบกอดเขาพลางหัวเราะตบบ่าเบาๆ ด้วยเกรงว่าเขาจะน้อยใจจริงๆ
“หมู่บ้านของพวกเรามีหนุ่มหล่อเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกันมาจากครอบครัวไหนเล่า เอ๊ะ น้องเป่าจู ข้าว่าเขาไม่เลวเลยนะไยเจ้าไม่แต่งงานกับเขาเสียเลยล่ะ”
กู้ชิงชิงไปอุ้มหนิวหนิวกลับมาจากเล้าไก่ที่สวนด้านหลังพอเข้ามาในห้องเห็นคนอีกกลุ่มหนึ่ง นางกลับสะดุดตาหลี่ไหวฺอวี้ก่อนผู้อื่นจึงฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้
“หา? พี่หญิงแต่งงานอะไร ท่านจะแต่งงานแล้วหรือ แต่งกับพี่ไหวฺอวี้หรือขอรับ”
หมิงเป่าอวี้นึกว่าตนเองฟังผิดถามหมิงเป่าจูรวดเดียวออกมาเป็นชุด พี่สาวกำลังจะแต่งงานไฉนเรื่องใหญ่เช่นนี้ตนเองกลับไม่รู้เรื่องเลยเล่า
ท่านลุงกู้กับท่านป้าจงต่างก็มองกู้ชิงชิงกับหมิงเป่าจูด้วยความประหลาดใจ“ชิงชิง เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
ยากยิ่งนักที่หลี่ไหวฺอวี้จะไม่หาตรงไหนสักที่มายืนพิงแต่มองหมิงเป่าจูอย่างล้อเลียน โดยมีรอยยิ้มเล็กน้อยประดับมุมปาก
“เปล่านะเมื่อครู่พี่ชิงถามข้าว่าต่อไปข้าคิดจะหาสามีเช่นไร ข้าจะล่วงรู้อนาคตได้อย่างไรกันก็เลยตอบส่งเดชไปว่าขอคนหล่อเหลา แต่ก็แค่ล้อเล่นเท่านั้น อ๊ะ ถ้วยกับตะเกียบขาดไปชุดหนึ่งข้าจะไปหยิบนะเจ้าคะ”
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ปฏิกิริยาตอบสนองของหมิงเป่าจูกลับรวดเร็ว สีหน้าดูเป็นธรรมชาติเท้าที่ก้าวออกจากห้องก็มิได้รีบร้อน มีแต่ตัวนางเท่านั้นที่รู้ว่ายามหลี่ไหวฺอวี้มองมาหัวใจของตนเองเต้นเร็วเพียงใด
นางลูบอกนี่ตนเองเป็นอะไรไป?
คงมิได้คิดอะไรกับหลี่ไหวฺอวี้จริงๆกระมัง
ไม่ได้ไม่ได้
หลี่ไหวฺอวี้เป็นคนรอบรู้มีที่มาไม่แจ้งชัด สถานะแท้จริงเป็นเช่นไรก็หารู้ไม่ ตอนที่ทั้งสองพบกันครั้งแรกเขาก็อยู่ในสภาพบาดแผลเต็มตัวนอนจมกองเลือดบุคคลอันตรายเช่นนี้ไม่ควรเอาหัวใจไปผูกพันด้วย
“ข้าหล่อไม่พอรึ”
เสียงทุ้มต่ำของบุรุษที่ดูเหมือนไม่แยแสดังขึ้นข้างหูหมิงเป่าจูสะดุ้งโหยง ถึงตระหนักได้ว่าตนเองยืนใจลอยอยู่หน้าตู้ในห้องครัวนานมากแล้ว
“หืม?” หมิงเป่าจูเปิดตู้หาชามยังไม่เข้าใจความหมายที่ได้ยิน
ไม่มีเสียงใดๆมาจากด้านหลัง แต่หมิงเป่าจูกลับสัมผัสถึงสายตาร้อนแรงและความรู้สึกกดดันจากด้านหลังได้ชัดเจน
เจอแล้ว!
มีชามเหลือใบสุดท้ายพอดีหลังจากนั้นก็หยิบตะเกียบออกมา หมิงเป่าจูลุกขึ้นหันหลังกลับ
“ดูสิโชคดียังมีเหลืออยู่ มิเช่นนั้นวันนี้ใครบางคนคงต้องกินข้าวด้วยมือเปล่าแล้วล่ะ”หมิงเป่าจูมองหลี่ไหวฺอวี้พลางเอ่ยกลั้วยิ้ม
หลี่ไหวฺอวี้ไม่เอ่ยคำใดมุมปากโค้งขึ้น แต่ก้นบึ้งดวงตากลับไม่มีรอยยิ้มแม้แต่ส่วนเสี้ยว
“ไปกันเถอะทุกคนรออยู่นะ”
หมิงเป่าจูยิ้มกว้างขึ้นพูดจบก็คิดจะทาน้ำมันใต้ฝ่าเท้า ออกมาจากห้องครัวด้วยความเร็วแสง
โดยไม่นำพาว่าหลี่ไหวฺอวี้ที่อยู่ด้านหลังจะมีสีหน้าหรือความคิดอย่างไรชั่วขณะนั้นบรรยากาศในห้องก็ดูประหลาดชอบกล
เชิงอรรถ
[1] เทียบวันเกิด คือใบเขียนชื่อวันเกิดแปดอักษร ภูมิลำนา เป็นต้นตอนหมั้นหมายฝ่ายชายและฝ่ายหญิงจะแลกเทียบวันเกิดกัน