บทที่ 49 ฟู่อวิ่นซางกำลังโกรธ
“ฉันเป็นโรคหัวใจ ตอนที่กำลังจะตาย ฟู่อวิ่นซางก็ปรากฏตัวขึ้น คุณรู้ไหม? ในสภาวะที่รอดจากความตายมาได้ ถ้ามีใครพูดจาอ่อนโยนมาก ๆ กับคุณ ในตอนนั้นคุณจะสามารถตกหลุมรักเขาได้ในทันทีเลยละ” เยี่ยเจียพูดแล้วหัวเราะเบา ๆ เอาผมที่ปรกหน้ามาเกี่ยวไว้ที่หลังหู “ถึงสิ่งที่เขาให้ความสำคัญอาจจะไม่ใช่ฉัน แต่เป็นหัวใจของฉัน ก็ไม่เป็นไรหรอก ฉันจะรอจนกว่าเขาจะค้นพบข้อดีของฉันให้ได้”
โง่จริง ๆ
เป็นครั้งแรกที่เลี่ยวเฉินอี้เจอผู้หญิงโง่ขนาดนี้
ในวงการบันเทิง เขาเห็นคนมามากมาย เห็นผู้หญิงที่เสแสร้งแกล้งเล่นละครจนชินแล้ว แล้วก็ยังมีกลุ่มคนที่เหยียบหัวคนอื่นเพื่อไต่อันดับขึ้นไปโดยไม่เลือกวิธีการ
เมื่อเจอคนที่โง่ได้ขนาดนี้ แค่เพราะอีกฝ่ายอ่อนโยนเพียงชั่วครั้งคราวก็มอบหัวใจให้เสียแล้ว เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าควรพูดว่าอย่างไรดี
“ช่างเถอะ ผมขี้เกียจพูดกับคุณแล้ว” เลี่ยวเฉินอี้ดึงเธอเข้ามากอดแน่น ๆ หนึ่งที “แต่ผมอยากให้คุณรู้เอาไว้อย่าง ตราบใดที่คุณมีผมอยู่… จะไม่มีใครมารังแกคุณได้อีก ถ้ามีละก็… ผมจะหาคนไปถลกกางเกงในมันออกมาเลย!”
'ถลกกางเกงใน?'
เยี่ยเจียหัวเราะเพราะคำพูดของอีกฝ่าย จากนั้นก็ผลักเขาออกเบา ๆ แล้วจ้องมองดาราหนุ่มอย่างจริงจัง “เลี่ยวเฉินอี้ ขอบคุณนะคะ”
เขาเลิกคิ้วขึ้น คว้าแขนเธอไว้แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไปกันเถอะ ไปถ่ายโฆษณากัน”
ในรถหรูจอดอยู่ไกล ๆ
ฟู่อวิ่นซางสูบบุหรี่มองสองคนนั้นเดินจากไป
เขาอัดควันเข้าปอดหนึ่งครั้ง ก่อนจะพ่นออกมาเบา ๆ ม่านควันพร่ามัวบดบังสายตาของเขา เมื่อควันจางหายไป สองคนนั้นก็หายลับไปด้วย
เสียงเครื่องยนต์คำรามเมื่อเหยียบคันเร่ง
ชั่วพริบตารถก็หายวับไปจากหน้าบริษัท
เยี่ยเจียคอยดูแลเลี่ยวเฉินอี้ในการถ่ายโฆษณา จนถึงห้าโมงครึ่งจึงกลับมาตอกบัตรที่ตึกบริษัท เมื่อเจอเว่ยกวางอวี๋และต้านหนี่ที่มาตอกบัตรเช่นกัน เธอก็ยิ้มทักทายตามปกติ จากนั้นก็ไปที่ป้ายรถเมล์
เธอจำได้ว่า ฟู่อวิ่นซางบอกว่าต่อไปให้เธอรอเขาที่ป้ายรถเมล์ แล้วกลับบ้านด้วยกัน
ดังนั้นเธอจึงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาโทรหาเขา
หลังจากต่อสายแล้ว อีกฝ่ายกลับไม่ยอมพูดอะไรออกมา เธอคิดว่านี่เป็นสัญญาณไม่ดี จึงลองเรียกเขาดูอีกครั้ง “คุณคะ?”
“ว่าไง” น้ำเสียงเขาดูไม่ดีเลย
“อืม… วันนี้คุณจะมารับฉันไหม ฉันอยู่ที่ป้ายรถเมล์แล้ว”
“ผมกลับมาแล้ว”
ตู๊ด… ตู๊ด… ตู๊ด…
เยี่ยเจียมองหน้าจอโทรศัพท์ที่มืดสนิทแล้วกะพริบตาปริบ ๆ ตอนนี้เพิ่งเลิกงานเอง เขากลับถึงบ้านแล้วเหรอ เร็วจังเลย เธอจึงไม่รอช้า รีบขึ้นรถเมล์สายที่จะสามารถไปส่งเธอให้ถึงหน้าบ้านไวและใกล้ที่สุดได้ ถึงจะแออัดสักหน่อยก็ไม่เป็นไร ดีกว่าปล่อยให้ฟู่อวิ่นซางรอนานเกินไป
หลังจากไปเอาวัตถุดิบจากชั้นล่างแล้ว เธอก็รีบเข้าลิฟต์มา
เมื่อเปิดประตูบ้าน เธอก็เห็นฟู่อวิ่นซางนั่งอยู่บนโซฟาจึงรีบขอโทษ “ขอโทษนะคะ ฉันไม่คิดว่าคุณจะกลับมาเร็วขนาดนี้ ฉันจะไปทำอาหารเดี๋ยวนี้เลย”
เขามองเธออย่างเย็นชาก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “วางของแล้วเดินมานี่”
เวลานี้ เยี่ยเจียก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ หลังจากปิดประตูแล้ว เธอก็เข็นรถเข็นเล็ก ๆ ไปจอดที่มุมหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนรองเท้าแตะ จากนั้นก็เดินไปที่โต๊ะกลางห้อง
“ทำไมตอนนั้นถึงไปโผล่ที่ตึกสามล่ะ”
“เว่ยกวางอวี๋บอกว่าสถานที่ถ่ายทำอยู่ที่ตึกสาม ฉันเลยไปที่นั่นค่ะ”
“สถานที่ถ่ายทำอยู่ที่ตึกห้า”
เยี่ยเจียก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิด “เลี่ยวเฉินอี้บอกฉันว่า เว่ยกวางอวี๋อาจจำผิดน่ะค่ะ”
ฟู่อวิ่นซางลุกขึ้นมายืนตรงหน้าเธอ มือหนาบีบคางบังคับให้เงยหน้ามองเขา ริมฝีปากได้รูปเม้มแน่น ดวงตาที่มองใบหน้าเล็ก ๆ ของเธอเต็มไปด้วยความโกรธอย่างเห็นได้ชัด
เขาโกรธที่เธอไปตึกสามอย่างนั้นสินะ เธออยากจะอธิบายเหลือเกิน แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี บางอย่างพูดได้ บางอย่างก็พูดไม่ได้ ดังนั้นจึงได้แต่เงียบเอาไว้ รอให้เขาเป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อน
“ดูเหมือนว่าการที่ผมยังไม่ยุติสัญญากับเลี่ยวเฉินอี้ จะเป็นการกระทำที่โง่มาก สะใภ้ตระกูลฟู่ไม่ได้ตระหนักถึงสถานะของตัวเองเลยจริง ๆ” ปลายนิ้วที่บีบคางเธออยู่ออกแรงจนเกือบจะทำหญิงสาวร้องไห้ออกมา
สีหน้าของเยี่ยเจียซีดเผือด “ไม่เกี่ยวกับเลี่ยวเฉินอี้เลย คือ...”
“คุณกอดหมอนั่น แล้วมันไม่เกี่ยวยังไง?”
ว่ายังไงนะ
“ฉัน… ฉันไม่ได้...”
ท่าทางตกใจและหวาดกลัวของเธอ ถูกฟู่อวิ่นซางเห็นมันทั้งหมด
ขนาดเธอกลัวเขา แต่ยังเลือกที่จะโกหกหลอกลวงเขาอีกเหรอ
เขาโน้มตัวลงจูบปากเธออย่างดุดัน ผลักเธอเข้ากำแพงอย่างแรง กักขังเธอไว้ เรียกร้องลมหายใจของเธออย่างรุนแรง
เยี่ยเจียแทบหายใจไม่ออก เธอยกมือขึ้นจะผลักเขาออก แต่มือที่อ่อนแรงจะมีแรงที่ไหน ยิ่งเขาจูบเธอร้อนแรงขึ้นเท่าไร เธอก็ยิ่งรู้สึกหายใจไม่ออก “ที่… ที่รัก… หัว… หัวใจ...”
ฟู่อวิ่นซางราวกับตื่นจากฝัน เขาปล่อยเธอทันที
เยี่ยเจียพิงกำแพงพยายามสูดหายใจ น้ำตาเอ่อคลอ ร่างกายค่อย ๆ ทรุดลงจนในที่สุดก็ล้มลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง
สิ่งที่เขาใส่ใจจริง ๆ ก็มีแต่หัวใจของเธอสินะ
เขาไม่เคยสนใจว่าเธอจะเจ็บหรือไม่ แต่ถ้าหัวใจของเขาเจ็บ เขาจะรักษามันเป็นพิเศษ
น้ำตาไหลอย่างควบคุมไม่ได้ เธอสะอื้นเบา ๆ ดูน่าสงสารมาก เสื้อผ้ายับย่น เหมือนถูกทิ้งไว้ที่มุมกำแพง
“สำหรับสิ่งที่ผมเห็นกับตา ผมไม่เคยสงสัยเลย” ฟู่อวิ่นซาง มองเธออย่างเย็นชาจากที่สูง “ทำไมเขาถึงกอดคุณ”
เธอจะพูดยังไงดี
จะให้เธอตอบไปว่า ‘เพราะเธอสารภาพไปว่าตัวเองรักฟู่อวิ่นซาง จึงทำให้เลี่ยวเฉินอี้รู้สึกว่าเธอน่าสงสาร เลยกอดเธอ’ อย่างนั้นหรือไง
ตอนนั้นที่เธอพูด มันเป็นความในใจของเธอจริง ๆ เยี่ยเจียรักเขาจนถือว่าเขาเป็นชีวิตของเธอ แต่ถ้าพูดแบบนี้ให้ฟู่อวิ่นซางฟัง ก็กลัวว่าจะเป็นเรื่องตลกสำหรับเขา
เยี่ยเจียจึงเลือกที่จะเงียบ
ฟู่อวิ่นซางคว้ามือเธอ แล้วดึงขึ้นมาจากพื้น เธอจึงต้องสบตากับเขาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
หญิงสาวเผลอก้าวไปข้างหน้าและกอดเขาไว้แน่น “แต่ฉันไม่ได้กอดเขานะคะ”
“หืม?” เขาเม้มปาก อยากจะผลักเธอออก แต่เยี่ยเจียรั้นเหลือเกิน เอาแต่กอดเขาไว้แน่น
“วันนั้น หลังจากถูกผลัก… ฉันก็กลัวมาตลอด ฉันรู้สึกว่าคนที่อยากทำให้ฉันตกน้ำในวันนั้นอยู่ใกล้ตัวนี่เอง… เลี่ยวเฉินอี้ไม่รู้อะไร เขาเห็นคุณกับสวีเสี้ยนหย่าเดินออกมาจากข้างในก็คิดว่าที่ฉันซึมไปเพราะหึงคุณกับเธอ เลยกอดฉันเพื่อให้กำลังใจ แต่ฉันก็รีบผลักออกอย่างรวดเร็วเลยนะคะ” เยี่ยเจียรวบรัดตัดตอนพูดออกไปให้อวิ่นซางเข้าใจโดยเร็วที่สุด
“คุณบอกเขาเรื่องความสัมพันธ์ของเรา?”
“เขาจะไม่เอาไปแพร่งพรายหรอกค่ะ” เยี่ยเจียเงยหน้ามองเขา “ฉันสัญญากับคุณไว้ตรงนี้เลย”
เยี่ยเจียบอกเลี่ยวเฉินอี้ว่าเธอเป็นภรรยาของเขาด้วยตัวเอง
จะมีใครรู้เรื่องความสัมพันธ์ของเขากับเยี่ยเจียอีกหรือไม่ ฟู่อวิ่นซางไม่ได้สนใจเลยสักนิด เขาสนเพียงว่า ภรรยาของตัวเองรู้สึกอย่างไรกับดาราหนุ่มนั้นมากกว่า
เมื่อเธอแก้ตัวมาแบบนั้น สีหน้าของเขาดูดีขึ้นมาเล็กน้อย และไม่เย็นชาเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว เยี่ยเจียจึงถอนหายใจเบา ๆ แต่ยังไม่ทันได้ถอนหายใจเสร็จ ริมฝีปากของเธอก็ถูกเขาครอบครองไปเสียแล้ว จูบครั้งนี้ร้อนแรงยิ่งกว่าครั้งก่อน แต่ครั้งนี้เขาควบคุมแรงได้ดีกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
ดูเหมือนเธอจะทำให้เขาโกรธ และหายโกรธได้อย่างไม่ทราบสาเหตุ
เยี่ยเจียยื่นแขนไปโอบรอบคอของเขาไว้ บดเบียดร่างกายไปกับร่างกำยำของอีกฝ่าย เขายกขาทั้งสองข้างของเธอขึ้น และอุ้มเธอไว้ ก่อนจะก้าวยาว ๆ เดินไปยังห้องนอน
เมื่อประตูปิดลง หญิงสาวก็ตระหนักว่า คืนนี้เธออาจจะไม่ต้องทำอาหารเย็นแล้ว
เสียงดึงลิ้นชักเพื่อหาถุงยางอนามัยของเขาดังขึ้นมาอย่างเร็ว เธอเอียงคอมองมือของเขาที่มีเส้นเลือดปูดนูนอยู่ใต้ผิวหนัง กำลังฉีกถุงยางอนามัยอีกอันที่เธอเจาะรูเอาไว้
ก่อนหน้านี้ ถุงยางอนามัยไม่ได้ถูกทิ้งไว้ที่บ้านพ่อแม่ เธอแอบนำมาด้วยทั้งหมด แล้วผสมปนเปกับถุงยางอันใหม่
ผมยาว ๆ ของเธอถูกชายหนุ่มช่วยสางขึ้นให้ ก่อนจะค่อย ๆ พรมจูบที่หน้าผากและไล่ลงมาอย่างอ่อนโยน นิ้วเรียวยาวของเขาจับข้อเท้าของเธอไว้
เยี่ยเจียเขินอายเกินกว่าจะมองเขาได้ตรง ๆ จึงได้แต่แอบมองผ่านช่องว่างเล็ก ๆ จากนิ้วมือที่กำลังปกปิดใบหน้าสวย ๆ เอาไว้
ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดี ในจังหวะที่ลูกธนูอยู่บนสายธนูแล้ว เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นมาอย่างไม่ทันคาดคิด
“คุณคะ โทรศัพท์...” เธอเตือนเขาด้วยสายตาเลื่อนลอย