แย่แล้วงานเข้าแล้ว ทำไมทุกครั้งต้องเป็ฉัน งานเข้าแล้วเข้าเลยไม่เคยออกไปหาคนอื่นขอบคุณจริงจากใจรวมไปถึงส้นเท้าให้นายคนเดียวเลยราฟาเอลเพื่อนรักรู้จักกันยังไม่ถึงหนึ่งวันเต็ม ก็แทบจะมอบตำแหน่งนี้ให้ทันที ไม่ต้องไปพูดถึงยัยตัวดีเพื่อนรักตลอดกาลอย่างจีเซลที่เห็นด้วยกับเพื่อนใหม่ระยะเวลามิตรภาพไม่ยาวกว่าขนาดอิฐปูพื้นโรงเรียน
แซมหันไปจ้องตาถลึงใส่ราฟาเอลที่มองกลับมาด้วยสายตาประมาณว่าก็มันช่วยไม่ได้ ไปเถอะนะ แล้วยัยตัวดีทางซ้ายมือก็ทำท่าไม่รู้ไม่เห็นนั่งทำหน้าสวยแบบไม่รู้ร้อนหนาวจากสายตาพิฆาตของเธอ ในห้องนี้คงจะมีแต่องค์หญิงจิลเลียนคนนี้คนเดิมที่ไม่มองเธอส่วนคนอื่น ๆ ไม่ต้องพูดถึง ถ้าตัวของแซมเป็หุ่นฟางสายตาคนพวกนั้นเป็ไม้ตัวเธอคงพรุนจนไม่เหลือชิ้นดีแล้ว
“แหมขอบคุณสำหรับการให้แสงเปิดตัวนะ”
แซมลุกขึ้นยืนแล้วชักแขนกลับจากมือของราฟาเอล มองลงไปยังพื้นที่โล่งด้านหน้าแล้วสูดลมหายใจเข้าแรงๆ ให้เต็มปอด
“ถ้าทำใจได้แล้วก็เชิญลงมาได้เลยนะ”
เสียงเรียกจากอาจารย์แดเนียลปนหยอกแซวทำเอาเหล่าเยาวชนหัวใสในห้องหลุดเสียงหัวเราะออกมาเปลี่ยนบรรยากาศให้มีสีสันมากขึ้นส่วนสาวน้อยที่โดนแซวได้แต่เดินลงมาพร้อมทำตาขวางอย่างปิดไม่อยู่ใส่ใครก็ตามที่หันมาสบตาเธอ
แซมเดินลงมายืนอยู่ข้างเด็กหนุ่มที่อาสาลงมาเป็คู่ดวลของเธอเพราะพึ่งจะอยู่ใกล้กันขนาดนี้ เธอเลยพึ่งสังเกตคนข้าง ๆ เขาเป็ชาวตะวันออกที่อยู่ในแถวเมื่อเช้ากับยัยสาวปากดีนาโอมิ ตัวเขาสูงกว่าเธอไม่มากนัก คิดว่าคงจะไม่เกิน 175 เิเเขามีผมสีน้ำตาลอ่อนจนซีด ใบหน้าเล็กเรียวหวานอย่างกับผู้หญิง ริมฝีปากบนหยักจนดูเผินๆ เหมือนรูปหัวใจ แต่สิ่งที่สะดุดตานั้นคงจะเป็สีผิวที่ซีดมากจนแทบจะไม่หลงเหลือความมีสีสันเืเนื้อของชีวิต ไอ้หมอนี่คงไม่ได้ยืนเกร็งจนจะเป็ลมใช่ไหมเนี่ยแซมคิดพลางชำเลืองมองคนข้าง ๆ คงเพราะมองเขาจนเ้าตัวรู้สึกได้ อีกฝ่ายเลยหันมาสองสายตาสบประสานตาระหว่างั์ตาสีฟ้าสดใสส่อแววสู้คนกับั์ตาสีน้ำตาลอ่อนประกายความสงสัยออกมาเพียงไม่กี่วินาทีที่สบตากัน ั์ตาสีน้ำตาลก็เปลี่ยนจากความสงสัยใคร่รู้เป็ความใแล้วรีบหันกลับคืน
ทำไมกัน....ทำไมหมอนั่นถึงส่งสายตาเหมือน กังวล? ประหม่า? กลัว? กลัวฉันงั้นหรอ
แซมได้แต่เก็บงำความสงสัยของเธอเอาไว้แล้วหันไปสนใจที่อาจารย์แดเนียลกำลังพูดแนะนำนานาอาวุธบนโต๊ะตัวใหญ่ เขายกดาบพร้อมฝักขึ้นมาแล้วหันมาทางพวกเรา
“ไม่ทราบว่าคุณ....”
“ฮิโรกิครับฮิโรกิ คัตสึนาริ”
อิตาอาจารย์นี่ไม่คิดจะถามชื่อเด็กสักนิดแต่มาใช้วิธีพูดงี้ ให้เขาแนะนำตัวเองแบบนี้รึไง นี่เขาเป็ครูจริงไหมเนี่ย แซมคิด
“เยี่ยมเลยคุณคัตสึนาริ ไม่ทราบว่าคุณคุ้นเคยกับอาวุธชิ้นนี้มาก่อนหรือเปล่า”
“เอ่อ..ดาบคาตานะครับเป็ดาบที่มาจากประเทศลูมิน” ฮิโรกิรับดาบต่อจากมือของอาจารย์แดเนียลมาถือไว้
“ถูกต้องนั่นคือเหตุผลที่ผมเลือกดาบ ผมได้มันมาจากประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของคุณ คิดว่าคุณน่าจะรู้จักมันดีลองชักออกมาดูสิ”
เสียงฮือฮาดังขึ้นเมื่อฮิโรกิชักดาบคาตานะออกมาจากฝักใบดาบสีเงินยวงยาวมีร่องรอยจากการปะดาบบ้างประปราย ใบดาบเป็ดาบคมเดียวความยาวของดาบเหมาะสมต่อการต่อสู้บนพื้นดินแบบตัวต่อตัว เน้นความคล่องแคล่วของผู้ถือดาบเป็หลักแซมมองตามด้วยความสนใจ ตัวเธอนั้นไม่ค่อยได้มีโอกาสถือดาบต่างชาตินี้บ่อยนักแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่รู้จักเสียทีเดียว
“ถ้าในชั้นเรียนวิชาหลักพวกเธอจะได้รู้จักดาบเล่มนี้ อย่างน้อยก็ปีสองได้เลยมั้งเว้นเสียแต่ว่าพวกเธอเป็ชาวลูมิน และแน่นอน ถ้ามาเป็หนึ่งในชมรมของเรา ผมและอาจารย์เอเลียสโรเบิร์ตจะช่วยสั่งสมประสบการณ์จนพวกเธอตราตรึงไปเลย”
ฮิโรกิเก็บดาบเข้าฝักแล้วยื่นคืนให้อาจารย์เอเลียสรับไปวางไว้ที่โต๊ะแสดงดังเดิม แน่นอนว่านักแสดงด้านหน้านอกจากฮิโรกิแล้วยังเหลือแซมอีกคนแดเนียลเดินไปยังโต๊ะแสดงนิทรรศการขนาดย่อมนั่นเขายืนลังเลอยู่สักพักว่าอาวุธใดจะเหมาะสมกับบุตรีตระกูลริคาร์โด้ตระกูลเก่าแก่ที่น่าเกรงขามนอกจากแววตาที่ส่งทอดมาตามสายเืก็คงจะเป็ฝีมือที่ฉกาจหาใครเทียบได้ยากแดเนียลหยุดยืนที่ดาบเรียวยาวด้ามหนึ่ง เขาหยิบยกขึ้นมา พร้อมมอบให้แซมเป็คนถือแซมรับดาบยาวมาโดยไม่สนใจมองสบตากับอาจารย์
แซมรับดาบมาจับตรงด้ามที่มีกระบังมือมือขวายกขึ้นในแนวตั้งตรงกับหน้าของตนเอง มือซ้ายไพล่หลังในท่าเตรียมพร้อม รูปร่างเพรียวบางของเธอเมื่ออยู่คู่กับดาบยาวแล้ว ทำให้สาวน้อยดูตัวเล็กลงไปถนัดตา แต่ก็ไม่ได้ลดทอนความรู้สึกของผู้ชมที่ว่าดาบเป็ของคู่กันกับตระกูลริคาร์โด้ ความมีพลังอำนาจ ความแข็งแกร่ง ความน่าเกรงขามนี่สินะบุคคลที่คู่ควรกับอาวุธ แม้เพียงแค่ถือไว้ในมือ ก็ทำให้ผู้อื่นรู้สึกได้ว่าสาวน้อยคนนี้สามารถใช้ดาบได้อย่างมีประสิทธิภาพและน่ากลัวเพียงใด ออร่าเย็นะเืของความเป็นักรบส่งออกมาจนเล่นเอาคนในห้องแทบจะไม่กล้าหายใจออก
“เอ่อ...”
“แซม...ซาแมนธาริคาร์โด้ ค่ะ”
ไม่ต้องรอให้อาจารย์ว่ากล่าวสิ่งใดแซมพูดแถลงแนะนำตนเองออกมา ลดดาบในมือลงพร้อม ๆ กับการคลายความกังวลใจของคนใกล้ตัวว่าถ้าหากเธอนึกสนุกกวัดแกว่งดาบยาวในมือขึ้นมาจะเป็อย่างไร
“รู้สึกว่าจะชื่อเรเปียร์นะดาบนี่น่ะ แต่ควรจะเรียกให้ถูกว่า กระบี่ ซะมากกว่า ใบดาบมันเล็ก แล้วก็ยาวมากเหมาะสำหรับการแทงตรง จิ้ม คู่ต่อสู้ ไม่ค่อยนำมาใช้งานจริงมากไปกว่าเอามาโชว์แสดงความสวยงามของกระบังดาบ”แซมอธิบายฉะฉานชัดเจน พร้อมชี้ตำแหน่งกระบังดาบที่มือตำแหน่งนี้มีไว้เพื่อป้องกันมือของผู้ถือดาบก็จริง แต่ก็ยังมีลวดลายงดงามอีกด้วย “หนูไม่รู้หรอกค่ะว่ามันมาจากที่ไหน รู้แค่วิธีใช้มากกว่า”
สิ้นเสียงใสของสาวน้อยตระกูลดังคนอื่น ๆ ในห้องก็หันไปซุบซิบถึงคำกล่าวอ้างของเธอ
“ของจริงมาเอง”
“อวดเก่งชะมัดเลย”
“ฝีมือดีเหมือนปากก็คงจะดี”
“พวกตระกูลดังหากินกับโชว์ดาบล่ะมั้ง”
เธอส่งดาบคืนให้อาจารย์เอเลียสที่อยู่ด้านหลังโดยที่ไม่ได้สนใจคำพูดของคนอื่นเื่พวกนี้ตัวเธอเองนั้นรู้ดีกว่าใครเป็ที่สุด พวกตระกูลเชื้อพระวงศ์คนใหญ่คนโต คนมีเงิน คนมีเกียรติ มักจะหาโอกาสดูถูกตระกูลของเธอเสมอนั่นเพียงเพราะพวกเขาเ่าั้ไม่สามารถชนะพวกเธอด้วยวิธีอื่นอีกแล้วเธอเชื่อแบบนั้นมาเสมอ แต่ถึงแบบนั้นตัวเธอเองหวังว่าสักวันจะหาโอกาสตอกหน้าไอ้พวกนี้แบบให้หงายหลังจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาหืออือใส่เธออีก
“ไอ้พวกเก่งแต่ปาก” แซมพึมพำออกมา
“ขอบคุณข้อมูลสาระดีๆ น่าประทับใจจริง จากคุณริคาร์โด้ ดาบเรเปียร์นี่เราจะพบส่วนใหญ่ใน...เอ่อ...ถ้าให้ผมเรียกนะพบในบ้านผู้ดีมีอันจะกิน ถึงได้สามารถสะสมของพวกนี้ไว้ได้ ดังนั้นได้โปรดอย่าถามว่าผมนำดาบนี่มาจากไหนผมอาจจะไปเก็บมาจากหลังบ้านของเศรษฐี จากร้านขายของเก่า หรือแอบลักลอบเอามาจากพระราชวังที่ไหนก็ได้”
แดเนียลพูดยิ้มๆ เปลี่ยนบรรยากาศภายในห้องให้มีเสียงหัวเราะกลบเสียงพวกเด็กปากอยู่ไม่สุขไปเมื่อครู่นี้
“เอาล่ะเราแนะนำอาวุธคร่าว ๆ พอให้หอมปากหอมคอกันไปแล้วเดี๋ยวพวกเธอจะลืมสาเหตุที่คุณคัตสึนาริกับริคาร์โด้มายืนอยู่ตรงนี้เราเริ่มกันเลยแล้วกัน” แดเนียลหันมายิ้มให้กับเด็กสาวหนุ่มสองคนเื้ัของเขาแล้วพยักหน้าเป็สัญญาณเชิง ทำใจซะ พวกเธอไม่ได้มาเป็แค่พรีเซนเตอร์ถือดาบบอกสรรพคุณอย่างเดียวหรอกนะ“ทั้งสองเลือกอาวุธขึ้นมาคนละหนึ่งอย่างสิแล้วเราจะได้ประลองกัน”
ฮิโรกิเดินตรงไปที่โต๊ะยาวแล้วเลือกหยิบคาตานะอันเดิมอย่างไม่ลังเล สำหรับแซมแล้วถือว่าเขาเลือกได้ดีเลือกดาบที่ตนเองน่าจะถนัด ความยาวกำลังคล่องตัวพอดีความโค้งเล็กน้อยที่่ปลายจะช่วยให้ผู้ถือดาบควบคุมทิศทางของมันได้ง่ายจะใช้รุกเข้าหรือตั้งรับก็ได้เหมือนกัน เสียแค่อย่างเดียวมันคมแค่ด้านเดียวคงสร้างาแได้ไม่สาแก่ใจของเธอนัก อ้าว นี่มันแค่การประลองเยาวชนเล็ก ๆ น้อย ๆสำหรับความบันเทิงเท่านั้น ทำไมเธอถึงได้คิดไปไกลเกินล่ะเนี่ย
แซมสะบัดหัวไล่ความคิดไม่เข้าทีออกจากหัวแล้วเดินไปยังโต๊ะยาวบ้างแซมลังเลไม่น้อยในการเลือกสรรอาวุธ ไม่ใช่เพราะไม่มีอาวุธที่เข้ามือพอได้มาเห็นใกล้ขนาดนี้ถึงได้รู้สึกละลานตาไปหมด เธอไม่ใช่พวกคลั่งอาวุธยุโธปกรณ์แบบพี่ชายรายนั้นเคยเห็นอะไรพวกนี้ยังนะ คงน้ำลายสอเลยล่ะสิ แต่ยังรู้สึกสนอกสนใจขึ้นบ้างอาจารย์สองคนนี้ต้องใช้เวลาและเงินทองขนาดไหนในการสะสมของเล่นพวกนี้กันนะแถบจะเปิดเป็พิพิธภัณฑ์ได้แล้วล่ะมั้ง ส่วนฉันในตอนนี้ขอเลือกดาบเล่มนี้ก็แล้วกันไม่ค่อยได้มีโอกาสใช้ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วลองดูหน่อยก็แล้วกันจะได้ไม่เป็การใจร้ายกันไอ้ตี๋หน้าซีดนั่นด้วย
“ดูเหมือนทั้งสองคนจะใจตรงกันในการเลือกอาวุธเลยนะคงจะพร้อมกันแล้วสินะ เอาหละเรามีกฎกติกาเล็กน้อยสำหรับการประลองในวิชาเรียน....”
แซมที่จงใจเลือกเอาดาบคาตานะที่ไม่ต่างจากของฮิโรกิทำเอาใครหลาย ๆ คนเป็อันจับตามองการประลองของทั้งสอง บ้างก็ว่ายุติธรรมดีแล้ว บ้างก็ว่าหยามหน้ากันชัดๆ บ้างก็ว่าริคาร์โด้คนนี้คงอยากจะท้าทายอีกฝ่ายด้วยการใช้อาวุธแบบเดียวกัน แต่ถึงอย่างนั้นตัวฮิโรกิเองก็ไม่ได้แสดงอากัปกริยาใดตอบสนองกลับมามากไปกว่าชำเลืองมองสาวน้อยข้างตัว
“ทั้งสองคนเตรียมพร้อม...ขอให้พวกเธอหันหลังให้กันและกันจากนั้นเดินหน้าออกไป 3 ก้าว...หนึ่ง...สอง...สาม...เฮ้! ยัยหนู3 ก้าวเธอมันจะไกลอะไรขนาดนั้น ถอยมาอีก!”
ดูเหมือนก่อนความตื่นเต้นที่ทุกคนจับตาจะมาถึงก็สามารถเกิดอะไรขึ้นได้ฮิโรกิที่กำลังรวบรวมสติก็เกือบหลุดขำออกมา ถึงแม้อีกฝ่ายจะดูไม่จริงจังก็ตาม แต่เขาพยายามตั้งสมาธิไว้ที่มือถือดาบให้มากที่สุดยิ่งรู้ว่าอีกฝ่ายมีชื่อเสียงเื่ดาบมากพอสมควร ก็ยิ่งรู้สึกซาบซ่าไปทั้งร่างกายมากกว่าเดิมนี่ยังไม่รวมถึงั์ตาที่แฝงความมุ่งร้ายในแวว เขารู้สึกได้ถึงความไม่ปรกติจากตัวเธอคนนั้นฮิโรกิเก็บงำความสงสัยนั้นไว้ในใจไม่ให้มันมาสั่นคลอนความกล้าในตอนนี้เพราะมีหลายสายตากำลังจับจ้องที่เขาอยู่ รวมถึงคนพวกนั้นที่ยังคงคอยหาจังหวะดูถูกเขาอยู่เสมอ
แซมและฮิโรกิจับดาบที่ฝักเตรียมสัญญาณจากอาจารย์เพื่อรอจังหวะชักดาบออกมาทันทีที่แดเนียลส่งสัญญาณ แซมถอนหายใจพร้อมชักดาบออกจากฝักปลายเท้าหมุนกลับหันหลังหมายมั่นจะฟาดดาบไปคนเื้ัแต่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อฮิโรกิไวกว่าที่เธอคิด หมอนั่นขายาวกว่าเธอไม่มากแต่กลับดีดส่งตัวเข้ามาใกล้เธอในระยะดาบมากกว่าที่คิดฮิโรกิแทงดาบเข้ามาในตอนที่แซมไม่ทันตั้งตัว แต่ถึงอย่างนั้นด้วยสัญชาตญาณดิบแซมพลิกมือยกด้ามดาบฝั่งไม่คมขึ้นตั้งรับอย่างทันควันฮิโรกิมีแรงมากกว่าแซม เขาข่มดาบลง แต่แล้วไง แซมแสยะยิ้มออกมาแล้วดันดาบของฮิโรกิออกไปฮิโรกิรีบถอยออกมา เพราะจากทิศทางดาบของแซมเป็ต่อมากกว่าแต่เขาก็ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้เป็ฝ่ายรุก เขาไม่อยากจะเสี่ยงทุกครั้งที่ฮิโรกิแทงดาบออกไปแซมจะใช้ด้ามดาบที่ไม่คมตั้งรับแล้วสะบัดออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอเป็ฝ่ายตั้งรับจากเขา ทำไมกัน ฮิโรกิเกิดข้อข้องในใจเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา เธอสะบัดปลายของเขาแล้วแทงสวนออกมาฮิโรกิสะดุ้งเฮือกพลางรีบถอยหลบ กว่าเขาจะรู้ตัวก็มาถึงตอนที่ตัวเองถอยเขาเริ่มเหนื่อย แซมใช้ประโยชน์จากการรุกของเขาให้ลดทอนกำลังของตัวเขาเอง จนตอนนี้เธอก็ยังไม่ยอมรุกเข้ามาทำไมกัน นี่จงใจจะออมมือให้กันหรอ หรือกำลังประเมินคู่ต่อสู้อย่างตัวเขาอยู่กันแน่
เหงื่อที่เปียกชุ่มไหลไปยังมือจนแซมต้องกระชับดาบให้แน่นดาบนี่ไม่ชินกับมือเธอเอาเสียเลย การที่มันมีด้านคมเพียงด้านเดียวทำให้เธอต้องคอยสังเกตว่าควรจะเอาด้านไหนตั้งรับถึงจะช่วยทุ่นแรงตัวเองหรือจะทำให้เกิดความรู้สึกเสียวฟันในตอนที่คมดาบปะทะครูดกัน เธอเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าคิดถูกหรือไม่ที่เลือกดาบเล่มนี้ดูเหมือนมันจะเก่ากว่าที่เธอคิด เพราะเชือกพันด้ามจับนี้จะหลุดไม่หลุดแหล่สงสัยโดนไอ้อาจารย์นั่นวางยาซะแล้ว ส่วนฮิโรกิตอนนี้ถอยหลังไปตั้งหลักสงสัยจะเป็เพราะเหนื่อย ก็แหงล่ะ หมอนั่นเล่นสไลด์ตัวเข้ามาแทงเอาแทงเอาไม่กะผ่อนแรงไว้เลยถึงฝั่งนี้จะเอาแต่ตั้งรับก็ได้เปรียบเพราะความเร็วไม่ได้ลดลงเลย ผิดจากตัวเขา ดูท่าคงจะไม่ถนัดทางดาบสินะแต่ถ้าจับมาขัดเกลาอีกนิด หมอนี่ก็คงใช้ได้เลยแหละ แล้วตอนนี้เธอควรจะทำอะไรต่อดีดูเหมือนเธอจะยื้อเวลามากไปหรือเปล่าก็เคยฟังจากพี่ชายและพ่อมาว่าผู้ชมมักจะเชียร์มวยรองมากกว่า แล้วเธอก็ไม่ได้อยากทรมานฮิโรกิด้วยการรุกใส่รัวๆ อย่างไรซะเธอก็ชนะอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็ฝ่ายตั้งรับหรือรุก การได้หยอกไอ้หมอนี่คงจะน่าสนุกกว่าชนะได้อย่างรวดเร็ว
แซมเผลอยิ้มเยาะออกมาจากความคิดจะเล่นสนุกกับคู่ต่อสู้ฮิโรกิเห็นแบบนั้นถึงกับคิ้วขมวด ยัยคนนี้จะทำอะไรกับเขากันแน่
“เอาเลยสิริคาร์โด้จะรออะไร”
“ปิดงานได้แล้ว”
“ถอยทำไมเล่าเข้าไปสิวะ”
“พวกนายมีมารยาทหน่อยสิ!”
บรรยากาศดุเดือดจากการปะดาบหายไปผู้ชมเลย้าทวงคืนเริ่มส่งเสียงเรียกร้องอย่างอดใจรอบทสรุปไม่ไหว
“ก็ใจเย็นหน่อยไม่ได้หรือไง!!”คำพูดเป็ของคนปากไวที่ตอบโต้ออกไปทั้งที่ตัวเองกำลังอยู่ในลานประลองอย่างไม่สนร้อนหนาวทั้งที่มีคู่ต่อสู้ยืนหันปลายดาบใส่
เธอกำลังประมาทเขาอยู่! ฮิโรกิรับรู้ถึงจุดอ่อนข้อนี้ของแซม ไม่รอช้าฮิโรกิพุ่งตัวเข้าหมายจะใช้ดาบของตนตวัดดาบของแซมขึ้นแล้วสะบัดให้หลุดมือเธอ
ผิดคาดไปซะแล้วแซมจงใจทำตัวประมาทเพื่อให้ฮิโรกิเลือกที่จะไม่ปล่อยช่องว่างนี้แล้วพุ่งเข้ามาหาเธอเขาพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วและน้ำหนักตัว แซมกำดาบด้วยสองมือทันที จังหวะที่ฮิโรกิตวัดดาบนั้นแซมหมุนตัวเบี่ยงออกด้านข้าง ทำให้เขาเสียการทรงตัวจากการทุ่มน้ำหนักลงมาแซมอาศัยช่องว่างนี้ใช้เท้าเตะขาขวาจนฮิโรกิเสียหลัก จากนั้นสองมือที่กำดาบแน่นก็กระทุ้งแรงลงที่ข้อมือของฮิโรกิจนดาบต้องหลุดจากมือ
เคร้ง!
ดาบคาตานะหล่นลงไปพร้อมกับเ้าของดาบเมื่อครู่ฮิโรกิพลิกตัวกลับมาหมายจะหยิบดาบที่ตก แต่กลับโดนสาวน้อยเหยียบไว้แล้ว แซมไม่รีรอปิดเกมด้วยการจ่อปลายดาบไปที่คอของฮิโรกิ
สองสายตาสบประสานกันอีกครั้งั์ตาสีฟ้าใสนั้นตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ความกดดันทางความรู้สึกส่งทอดออกมาทำให้เขารู้สึกขนลุกเย็นวาบไปถึงหลัง นี่สินะสายตาพิฆาตคู่ต่อสู้ที่สะท้อนเข้ามายังั์ตาสีน้ำตาลของฮิโรกิเขาฉายแววความสั่นกลัวออกมาเล็กน้อย แต่ก็ยังใจแข็งทำใจกล้าสู้เสือไว้แซมที่รู้สึกตัวแล้วว่าตัวเองคงจะจริงจังการแสดงมากเกินไป
“จบเกมแล้ว”
แซมชักดาบกลับคืนแล้วยื่นมืออีกข้างให้ฮิโรกิจับฮิโรกิจ้องมือมือเรียวเล็กจากแซมก่อนจะยันตัวลุกขึ้นด้วยตัวเอง
“…ไอ้...” แซมเม้มปาก
“เธอใช้เท้า”
“ก็บอกแค่ว่าประลองแล้วให้เลือกดาบ ไม่ได้บอกว่าห้ามใช้อย่างอื่นนี่”
ฮิโรกิจิ๊ปากอย่างอดไม่ได้เขาลุกยืนขึ้นแล้วเก็บดาบเข้าฝัก ั้แ่เขาล้มจนถึงตอนนี้ทุกชีวิตนอกจากเขาและเธอยังคงเงียบกริบราวกับลืมชีวิตหายใจเข้าออกไปเรียบร้อยแล้วจนเขาและเธอหันมามองหน้ากันอย่างไม่ได้นัดหมาย แซมยักไหล่แล้วถอนหายใจก่อนจะหันไปหาอาจารย์แดเนียลที่ตอนนี้กำลังยืนยิ้มเหมือนพอใจกับผลงานตรงหน้าแล้วก็เริ่มรู้สึกตัวเสียที
“เอ่อ...เอ้า รออะไรล่ะทุกคน ปรบมือสิครับ”
ราวกลับมีใครมาสั่นกระดิ่งทุกคนหุบปากที่อ้าค้างแล้วเริ่มปรบมือรัวทั่วทั้งห้องชมรม
“ผมขอให้ทุกคนจำไว้นะว่าวันนี้แค่การจำลองการประลองเท่านั้นเราไม่ได้ตัดสินแพ้หรือชนะ”
แพ้ยับแล้วล่ะเสียงในใจของแซมดังสวนขึ้น
การพูดคุยแนะนำเกี่ยวกับชมรมศิลปะการต่อสู้และการป้องกันตัวได้จบลงไปทั้งนักเรียนหน้าใหม่และเก่าทยอยเดินกันออกจากห้อง กลุ่มของเรียว แซมเดินลงมาโดยที่มีกลุ่มของฮิโรกิกำลังเดินตามลงมาไม่ห่างมากนัก เพราะทั้งสองกลุ่มนั่งถัดกันไปคนละชั้นบนอัฒจรรย์
“แซมเก่งจังเลยนะคะ ท่าตวัดดาบคืนตอนท้ายนั่นเรียนมาจากที่บ้านหรอคะ”ลินดาถามด้วยท่าทางประทับใจกับท้วงท่าของแซม
“ก็อะไรประมาณนั้นแหละ แฮะ ๆ ”
“เห็นมั้ยละ ถือเป็ความดีของฉันที่ส่งเธอลงไปนะ” ราฟาเอลเอามือประสานกันไว้หลังท้ายทอยแล้วเดินนำออกแซมไปด้วยท่าทางสบายใจจนแซมรู้สึกอยากจะถีบตัวต้นเื่ให้หัวคะมำ ไอ้ท่าทางสบายใจหลังจากคนอื่นเหนื่อยเหงื่อซกนี่มันน่าโดนจริงๆ
ยังไม่ทันทีแซมจะได้ยกฝ่าาาขึ้นหางตาก็เหลือบไปเห็นกลุ่มคนถัดไปจากพวกของเธอ พวกฮิโรกิ นาโอมิมีใครบางคนกำลังเดินเข้ามาหาพวกเขา แซมคิดพลางชำเลืองมองเป็ระยะ ผู้ชายในชุดนักเรียนยูนิฟอร์มดูเหมือนจะเป็คนที่ยกมืออาสาลงไปหลังจากที่ฮิโรกิลงไปนี่นา รู้สึกเหมือนจะชื่อ...
“โชตะ อะคิมะยะนายมีอะไร” นาโอมิตอบออกไปแบบไม่แยแสถึงแม้อีกฝ่ายจะอายุมากกว่าผิดกับท่าทางของฮิโรกิที่ดูเป็ประหม่ามากกว่าตอนดวลดาบกับแซมเมื่อครู่เสียอีก
“ดูเหมือนเราสนิทกันขนาดนั้นแล้วหรอนากาฟูชิ ฉันไม่ยักจำได้” โชตะชำเลืองตามองนาโอมิด้วยหางตา ท่าทางผู้ดีเก่าเย่อหยิ่งของโชตะทำให้ภาพสาวน้อยเชิดคอปากดีของนาโอมิเทียบไม่ติดเลยโชตะเป็เด็กหนุ่มชาวตะวันออกรูปร่างสูงโปร่งหน้าตาดี ใบหน้าเรียวยาวเข้ากับผมสั้นสีน้ำตาลเข้มที่ถูกจัดแต่งเป็อย่างดีเขาแต่งตัวด้วยชุดยูนิฟอร์มที่เรียกได้ว่า เนี้ยบ ชนิดที่ว่าถ้าแมลงวันสักตัวบินผ่านไหล่ของเขาคงโดนคมผ้าที่ถูกรีดอย่างดีตัดปีกเอาได้
“นึกว่ามาเป็รุ่นพี่นำชมโรงเรียนให้น้องใหม่จะน่าเบื่อ แต่ใครจะไปคิดล่ะ….” โชตะโน้มตัวที่สูงกว่าฮิโรกิเล็กน้อยลงมาพูดข้าง ๆ “ว่านายจะมาแสดงความบันเทิงให้ดูถึงที่”
“…”ฮิโรกิไม่ตอบโต้ หนำซ้ำไม่มองหน้าโชตะแม้เพียงเสียวเขาได้แต่ข่มใจกลืนน้ำลายหนืดลงคออย่างใจเย็น
“แถมยังสู้เขาไม่ได้อีก ทั้งที่ฝ่ายนั้นเป็แค่ผู้หญิง แล้วยังเสนอหน้าทำเท่ห์เดินลงไป”
“อะคิมะยะฉันขอล่ะที่นี่ไม่ใช่ลูมินนะ นายจะมายุ่งกับฮิโรกิทำไม”นาโอมิพยายามดึงแขนของโชตะให้กลับมาสนใจที่ตนเองแทนที่ฮิโรกิ โชตะหันมามองนาโอมิด้วยสายตาไม่พอใจเขาแสยะยิ้มออกมาอย่างดูถูกคนอายุน้อยราวกับว่าตัวเธอนั้นด้อยกว่าเขาเพียงใดโชตะเอื้อมมือมาจับผมสีน้ำตาลเข้มของเธอขึ้นทัดที่หูซ้ายอย่างมือเบาแต่แค่นั้นก็ทำให้เห็นแล้วว่า คน ๆนี้มีอำนาจข่มเธอได้โดยที่เธอไม่อาจกล้าปัดมือเขาออก
“นากาฟูชิ เธออย่ามายุ่งให้มาก นี่มันการพูดคุยของคนในบ้านสำเหนียกฐานะตัวเองไว้เถอะ ถึงที่นี่จะเป็โรงเรียนนวอร์พิกซิสแต่ฉันมีอำนาจเสมอถ้าผู้บัญชาการนากาฟูชิรู้ว่าเธอทำตัวแบบนี้ คงน่าสนุกไม่น้อยเลยสินะ”
นาโอมิเม้มริมฝีปากแน่นแล้วก้มหน้าหนี ฮิโรกิสั่งเกตเห็นท่าทางของเพื่อนแล้วตัดสินใจหันมามองโชตะตรงๆ
“ผมดีใจที่เป็ความบันเทิงให้พี่นะ แต่ตอนนี้เราต้องขอตัวไปก่อน”
“เหอะ เอาสิ อยู่ที่นี่เรายังมีเวลาเจอกันอีกไม่น้อย และหวังว่าที่นี่คงจะช่วยสอนไอ้พวกขี้แพ้อย่างนายได้นะ”โชตะตบไหล่ของฮิโรกิก่อนจะเดินแทรกพวกของแซมออกไปทางประตู ฮิโรกิถอนหายใจยาวออกมาอย่างหนักหน่วงราวกับว่าได้ผ่าน่เวลาน่าอึดอัดไปอีกครั้ง...
ครั้งแล้วครั้งเล่า...
“ขอโทษนะนาโอมิ”
ฮิโรกิหลุบตาลงต่ำอย่างรู้สึกผิดที่ทำให้นาโอมิได้เจอเื่นี้ นาโอมิบอกไม่เป็ไรอย่าไปใส่ใจเื่ไร้สาระเลย โชตะ อะคิมะยะนั่นแหละที่เป็เื่ไร้สาระ
แซมที่ได้แต่เฝ้าดูเหตุการณ์ตรงหน้าราวกับมันเป็เื่ธรรมดาที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ เธอเข้าใจได้ทันที ไอ้หมอนั่นคงจะเป็พวกชีวิตดีจนต้องหาเื่ไปเป็ปมปัญหาให้ชีวิตคนอื่นสินะงั้นตอนที่ทำท่ายกมืออาสาลงไปตอนนั้น คงตั้งใจจะลงไปสร้างซีนกระทืบตี๋หน้าซีดนั่นให้ได้สินะดูท่าคงจะมีเบื้องลึกเื้ักันพอตัวเลย อยู่ให้ห่างคนพวกนี้ให้มากที่สุดดีกว่าไม่อยากไปยุ่งด้วยแล้วล่ะ จะว่าไปอะคิมะยะนั่นพูดว่า เป็คนในบ้านงั้นหรอแบบนั้นยังเรียกว่าบ้านเดียวกันได้ด้วยหรอ
แซมคิดเพลินเื่ราวของคนกลุ่มนั้นในระหว่างเดินตามแผ่นหลังของจีเซลเธอเลยนึกขึ้นได้ ตัวเธอเอง ฟินน์ รวมถึงจีเซล ก็เรียกได้ว่าเป็คนในบ้านเหมือนกันสินะแต่ดีนะที่บ้านของพวกเธอไม่ได้ใกล้เคียงกับบ้านของฮิโรกิดูเหมือนสาวน้อยหัวทองจะรู้ตัวว่าถูกจับจ้องจากคนด้านหลังเลยหันไปมองั์ตาสีฟ้าใสคู่นั้นเป็เชิงคำถาม แต่อีกฝ่ายที่โดนมองคืนถึงกับสะดุ้งโหย่งยังกับหมาที่โดนจับได้ว่าแอบกินเนื้อ
“อะไรกันเล่าแซม ใฉันทำไมเนี่ยฉันสิต้องใที่แกเอาแต่จ้องฉันจากข้างหลัง หัวทะลุยังเนี่ย”
“ก็รู้ตัวว่าโดนมอง แล้วจะบอกว่าใทำไมล่ะ” แซมก้าวเท้าขึ้นมาให้เดินเสมอช้างกับจีเซลยัยตัวดีนี่รู้เห็นทุกอย่างอยู่แล้ว คำถามคือ เธอจะพูดออกมาเมื่อไหร่เท่านั้นแหละ
“เป็ไง แล้วทางนั้นเขาผูกมิตรเครือญาติกันหรอ เห็นหน้าตาคล้าย ๆ กัน”
“ผูกมิตรกับผีสิ นึกว่ากำลังเปิดศึกกันแล้วด้วยซ้ำ เรารีบไปกันเถอะปัญหาเครือญาติ ฉันไม่อยากไปยุ่ง” แซมยกสองมือขึ้นทำท่าถอยแพ้
“บอกตัวเองก่อนเถอะ ลืมไปแล้วหรอ เธอเองก็เคยเปิดกับพวกนั้นแล้วนี่” ราฟาเอลที่เดินนำหน้าทั้งสองอยู่ในท่ามือประสานท้ายทอยแบบสบายใจเอ่ยขึ้นเขาเองก็ชอบแอบฟังที่แซมพูดคุยกับจีเซลเหมือนกัน
“แหม หูดีจังเลยนะ แล้วใครกันละที่จับฉันใส่พานโยนลงไปเมื่อกี้ถ้าถามว่าฉันอยากเปิดหน้าใครเป็คนแรก ยังไงก็คงให้สิทธิ์นั้นแก่นายคนแรกแน่นอน”
ราฟาเอลเอียงคอมามองแซมเล็กน้อยก่อนจะยักไหล่ทำท่าไม่รู้ไม่ชี้เดินต่อไป แซมถึงกับขมวดคิ้วนี่วาจากวนสติของเธอใช้ไม่ได้ผลกับราฟาเอลแล้วหรอจีเซลขำกับเพื่อนสองคนที่กัดกันไปมา การพบเพื่อนใหม่ในรั้วโรงเรียนใหม่คงเป็เื่ที่น่าสนุกไม่น้อย
ตะวันเคลื่อนคล้อยคล้ายจะอยู่กลางท้องฟ้าสีครามบอกเวลาจวบจะเที่ยง เด็กหนุ่มสาวบรรดาเยาวชนมากหน้าหลายตาต่างเชื้อชาติต่างที่มาแต่มีจุดร่วมเดียวกันนวอร์พิกซิส วันสุดท้ายของการรับสมัครนักเรียนแต่กระนั้นผู้คนก็ไม่ได้ลดน้อยลงจากที่ครูอาจารย์คณะต้อนรับหลายคนคาดการณ์ไว้ ในเวลานี้ผู้คนได้เริ่มทยอยลงมาจากตัวปราสาทอาคารใหม่การเยี่ยมชมโรงเรียนที่เปิดอ้าแขนต้อนรับในภาคเช้าด้วยกิจกรรมบนอาคารเรียนรวมผ่านไปแล้วผู้เยี่ยมชมมุ่งตรงไปยังตัวปราสาทเก่าอันที่ชั้นล่างนั้นเป็สถานที่ที่สำคัญที่สุดอีกแห่งของโรงเรียนนวอร์พิกซิสโรงอาหาร
ปราสาทเก่านั้นมีสีขาวซีดและถูกคลุมด้วยเถาวัลย์ไอวีบางส่วนเถาไม้สวยงามเลื่อยประดับทำให้บรรยากาศที่ดูเก่าแก่กลับมีความสดชื่นและชีวิตชีวาขึ้นถนัดตาตัวปราสาทด้านล่างที่ยาวต่อมาจากปราสาทใหม่ถูกทำเป็โรงอาหารขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ใช้สอยสำหรับนักเรียนด้านหลังถูกซอยแบ่งเป็ห้องครัวและห้องเก็บของซึ่งอยู่ติดกับบันไดวนทางขึ้นไปยังชั้นถัดไปของปราสาทบนสุดปราสาทคือยอดหอคอยที่ประดับธงสีขาวดำพร้อมตราเข็มทิศประจำโรงเรียนเหมือนกับธงอื่นๆ เพียงแต่บนตราเข็มทิศนั้นมีตัว S บ่งบอกว่านี่คือหอคอยทิศใต้และรอยขาดพร้อมคาบสีดำราวกลับถูกกลืนจริงจากอะไรบางอย่าง ไม่ต่างจากตัวหอคอยด้านนอกที่มีรอยของเขม่าควันสีดำเป็คราบเขรอะเกาะกรึงอยู่
ภายในโรงอาหารเวลานี้ครึกครื้นไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาโรงอาหารขนาดใหญ่เดิมทีเป็ปราสาทที่ถูกดัดแปลงให้ทำหน้าที่สำคัญเป็ที่พึ่งพิงสำหรับเด็กหิวโซและเด็กที่อยากหาเพื่อนใหม่เพราะเป็ที่ที่รวมไว้ซึ่งนักเรียนทุกชั้นปีเว้นเสียแต่วันนี้มีแต่พวกหน้าใหม่และไกด์นำทางหน้าเก่าที่หาอะไรทำแก้เบื่อยามปิดเทอมราฟาเอลหันมองไปรอบโรงอาหารขนาดใหญ่เดิมทีคงจะเป็ห้องโถงกลางสำหรับรองรับงานเลี้ยงพื้นที่ตรงกลางเป็โต๊ะไม้สีน้ำตาลพร้อมเก้าอี้เข้าคู่ถูกจัดไว้สำหรับให้นักเรียนนั่งรับประทานอาหารสุดทางพื้นกระเบื้องถูกจัดยกสูงขึ้นกว่าระดับอื่นเล็กน้อยเพื่อให้แยกส่วนชัดเจนพื้นที่สำหรับทานอาหารของเหล่าอาจารย์ เฟอร์นิเจอร์ดูดีมีราคามากกว่าแต่ก็ไม่ถึงกับหรูหราเทียบเท่าของในพระราชวังผนังซ้ายขวาทั้งสองฝั่งมีโต๊ะขนาบยาวเกือบทั้งโรงอาหารเป็โต๊ะสำหรับวางอาหารถ้วยชามจานบ่วง ไว้ให้ทุกคนได้บริการตัวเอง ราฟาเอลรู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมของขนมปังกลิ่นหวานเลี่ยนจากเนยถั่ว อาหารจานแล้วจานเล่าถูกยกผ่านหน้าของเขาไปมาั้แ่เขามานั่งในนี้พร้อมกับคนอื่นๆ นอกจากนั้นยังได้กลิ่นดอกไม้ป่าจาง ๆ ลอยเข้าจมูกติดมาเพราะที่นี่มีประตูไม้บานใหญ่ั้แ่พื้นจรดเพดานอยู่สองฝั่งทั้งสองบานดูเหมือนจะเปิดต้อนรับผู้มาเยือนได้ตลอดเวลา อีกทั้งรอบด้านยังมีหน้าต่างกระจกสูงช่วยให้ใน่เวลากลางวันไม่ต้องพึ่งแสงจากสิ่งอื่นใดนอกจากแสงแดดแต่ในนี้กลับไม่ได้ร้อนเลยสักนิด ราฟาเอลสังเกตได้ว่าบริเวณผนังที่ปราศจากหน้าต่างนั้นไม่ได้ว่างแต่อย่างใดกลับมีบอร์ดกระดานไม้ที่เต็มไปด้วยหน้าหนังสือพิมพ์ ป้ายประกาศตามหาของหาย กระดาษที่ถูกเขียนขึ้นด้วยลายมือเก่าเกี่ยวกับกฎการใช้โรงอาหารร่วมกันเพราะเป็สถานที่ที่นักเรียนทุกคนต้องมาใช้ดังนั้นถ้ามีใครอยากประกาศตามหาปากกาที่หายไปก็ควรใช้ที่นี่เหมาะสมที่สุดแล้ว
“ต้องทำแบบนี้ตลอดเลยรึไง”
ราฟาเอลเอ่ยถามเมื่อมองดูแซมสำรวจแซนวิชทูน่าก่อนจะส่งคืนให้กลับจีเซลราวกลับว่าเธอกำลังหาความผิดปรกติว่าแซนวิชนี่จะทำร้ายองค์หญิงจิลเลียนได้แซมพยักหน้า
“ก็ทำบ้าง เวลาที่ไม่มีผู้ทดสอบพิษ หรือเวลาคนพลุกพร่านเข้าออกตลอดแบบนี้”
ราฟาเอลอ้าปากค้างกับคำตอบของแซม ก็พอจะรู้อยู่หรอกว่าตระกูลริคาร์โด้ของแซมมีหน้าที่เป็องครักษ์ให้กับราชวงศ์ของประเทศที่ตนภักดีแต่ก็ไม่คิดว่าต้องทดสอบพิษให้ด้วย
“แล้วแบบนี้ก่อนจิลเลียนจะกินอะไร เธอก็ต้องทำงี้ทุกทีหรอ”
พอสิ้นคำถามของราฟาเอล แซมก็ทำหน้าเหมือนกับว่าพึ่งนึกถึงสิ่งสำคัญได้ พวกเธอไม่เคยได้ออกมาใช้ชีวิตภายนอกประเทศกันเองโดยปรกติจีเซลหรือองค์หญิงจิลเลียนจะมีคณะของมาดามผู้ดูแลอยู่เสมอแต่ครั้งนี้ไม่ใช่ แซมเป็(ว่าที่)องครักษ์ของจีเซลที่ถนัดจับอาวุธและสู้มือเปล่ามากกว่าจีเซลและแซมมองหน้ากันสักพัก จีเซลถอนหายใจและคลี่ยิ้มสบายละลายหัวใจคนดูออกมา
“เอาน่าแซม แกไม่ต้องทำหน้าที่นี้ตลอดไปหรอก ใครมันจะกล้าวางยาฉันละถ้ามีของแบบนั้นจริง รัชทายาทคนสำคัญในโลกนี้คงไม่เหลือชื่อและโรงเรียนนี้คงไม่ได้มีไว้ให้เรามานั่งพูดคุยกันแบบนี้หรอก” ว่าแล้วจีเซลก็ค่อย ๆ กัดกินแซนวิชอย่างเบามือราวกับว่ากลัวมันแตกสลายถ้าหากว่าเธออ้าปากกว้างเกินไป
“ราฟาเอลก็กินอะไรบ้างสิคะ หรือรอให้แซมทดสอบพิษให้ก่อนเหมือนจิลเลียนล่ะคะ”
ลินดาที่นั่งกินอยู่เงียบ ๆเอ่ยขึ้นหลังจากที่เห็นราฟาเอลไม่แตะต้องอาหารเลย คำพูดนั้นยิ่งทำให้ราฟาเอลแทบจะสำลักน้ำลายแซมเกือบได้เอาแซนวิชที่กินเข้าไปออกทางเดิม ส่วนเรียวที่ดูอยู่เงียบก็หัวเราะดังพร้อมตบโต๊ะบ่งบอกความพอใจ
“กินเงียบ ๆ แบบไม่ต้องพูดก็ดีอยู่แล้วนะ” แซมเอ่ยพร้อมเช็ดปากตัวเองลินดายิ้มเห็นฟันกระต่ายอย่างพึงพอใจ เธอหันไปหาเรียวแล้วเอ่ยถาม
“รุ่นพี่คะ ถัดจากนี้ไปคือปราสาทเก่าที่มีหอคอย....”
ตรงท้ายประโยคลินดาแ่เสียงลงคล้ายกับว่าสิ่งที่พูดเป็ความลับที่ไม่ควรมีใครได้ยินแล้วขยับตัวเองเข้ามาใกล้กับกลางโต๊ะ “หอคอยถูกไฟเผาใช่มั้ยคะ”
แซมทำท่าทีตาลุกวาวเหมือนลูกหมาเจอของเล่นชิ้นใหม่ ส่วนจีเซลแม้ยังคงง่วนกับการกินแต่ก็หันมาให้ความสนใจบ้าง
“เป็ข่าวใหญ่ดังออก จะมาทำท่าแอบเล่าความลับทำไม”
ราฟาเองที่พอได้ยินแล้วก็ทำท่าไม่ได้ดั่งใจเขานึกว่าเพื่อนใหม่ตัวเล็กจะพูดอะไรน่าสนใจแต่กลับเป็สิ่งที่เขาและคนทั่วไปรู้อยู่แล้ว
“เื่ของเื่คือมันถูกเผานี่คะ จริงใช่มั้ยคะรุ่นพี่”
“มันก็ต้องถูกเผาสิ มันจะไฟลุกได้ด้วยตัวเองได้ยังไง” แซมแย้งขึ้นมา
“ที่ลินดาหมายถึงคือ ใคร ใครต่างหากที่เผาหอคอย” จีเซลแถลงไข
“ใช่ค่ะ เื่มันใหญ่ขนาดนี้ เกิดขึ้นที่โรงเรียน ที่ปรกติแล้วไม่ได้เปิดให้คนนอกเข้าออกได้แสดงว่าเป็คนในงั้นหรอคะ” ข้อเท็จจริงที่ลินดาอ้างถึงนี้เป็ที่ประจักษ์แจ้งว่าที่เด็กปี 1 ใหม่ทั้งสี่คนหันไปทางรุ่นพี่ปี 2 คนเดียวในโต๊ะเรียวที่เหมือนรอจังหวะแสดงบทบาทอยู่แล้วยกยิ้มที่มุมปากขึ้นด้วยท่าทีเหนือกว่าทางด้านความรอบรู้และประสบการณ์
“ยิ้มอมฟันแบบนี้แสดงว่ารู้สินะ บอกมาสักทีสิ” แซมที่อดแซวไม่ได้
“ไหน ๆ รุ่นน้องที่น่ารักแบบเธอก็ขอร้องให้เล่า ฉันก็ต้องเล่นตัวนิดนึงสิ”
แซมและราฟาเอลแทบจะถอนหายใจออกกมาพร้อมกันเมื่อเห็นท่าทีอวดดีของเรียว
“เอาล่ะ เื่มันก็ผ่านมาไม่นานมากนะไม่ถึง 10 ปีเลยแต่ฉันก็ยังไม่ได้เข้าเรียนที่นี่หรอกนะ รู้สึกว่าจะเริ่มต้นเมื่อ 8 ปีก่อน...” คำเกริ่นบอกเวลาที่ย้อนไปในอดีตทำให้แซมที่กำลังตั้งใจฟังถูกดึงเข้าไปในภวังค์ของตนเอง8 ปีก่อนถ้าเป็่เวลานั้น เธอก็ได้สูญเสียคนสำคัญของชีวิตไปเหมือนกัน
แม่ตายไป8 ปีที่แล้ว พอดีกันเลยสินะ
“ว่ากันว่ามีอาจารย์สอนเวทมนตร์และคาถาพื้นฐานคนนึง จะเรียกว่าเป็ พ่อมดก็ได้ แต่สมัยนี้ไม่มีแล้วล่ะมั้ง คงมีแต่เรียก นักเวทย์ แต่อะไรก็แล้วแต่พ่อมดคนนั้นสูญเสียคนรักไป ไม่ทราบเหตุใด เขากลายเป็คนเสียสติ...” เรียวเว้นจังหวะให้ผู้ฟังตามทันพลางกวาดสายตามอง แววตาสีฟ้าใสลูกหมาซุกซนของแซมแววตาสีเขียวหม่นแมวแบบไม่สนใจแต่ใส่ใจอยู่ของราฟาเอล แววตาสีฟ้าสดใสเป็ประกายเสน่ห์ของภูติยามจ้องมองของจีเซลและแววตาสีเขียวมรกตสนใจใคร่รู้ของลินดา
“ความรักทำให้คนตาบอดยามมีความสุข และทำให้คนสิ้นหวังเมื่อยามสูญเสีย” ลินดาเอ่ยท่อนคำราวกับเป็บทกวีประกอบเื่ราว
“เป็ไปตามที่เธอว่า ไม่เพียงแค่สิ้นหวัง สติฟั่นเฟืองเพราะความเสียใจเขากลายเป็บ้า แต่ดันเป็คนบ้าที่มีพลังน่ะสิ ว่ากันว่าเขาเข้าไปหาอะไรบางอย่างในห้องสมุดหอคอยเก่านั้นเมื่อหาไม่เจอเลยจะทำลายทั้งปราสาท ด้วยการะเิให้เป็จุล”
“เล่าเกินจริงไปมั้ย สภาพมันแค่เก่ามีรอยไฟไหม้ แต่ไม่เห็นใกล้เคียงกับคำว่าเป็จุล ของพี่เลย” ราฟาเอลเอ่ยขึ้นแย้งจากที่เขามองเห็น
“ถูกเผง ก็ฉันไม่ใช่คนเห็นนี่ ฉันก็ฟังมาอีกทีเหมือนพวกนายนั่นแหละ แต่จากปากคนที่เห็นเหตุการณ์บอกว่าไฟไหม้หอคอยนั่นจริง แต่ไม่ได้ะเิอะไรทั้งนั้น”
ราฟาเอลทำท่ายักไหล่ ประมาณว่า ก็บอกไปแล้วแต่นิทาน่พักเที่ยงของเรียวยังไม่สรุปจบเพียงเท่านี้
“ที่มันถูกไฟเผา แต่ไม่ได้ถูกะเิตามคำกล่าวอ้างคงเป็เพราะเกราะม่านมายาที่คลุมทั่วทั้งโรงเรียนอยู่น่ะสิพวกเธอรู้สึกตัวกันมั้ย”
เมื่อเรียวพูดขึ้นมา แซมกับจีเซลมองหน้ากันทันที สิ่งที่จีเซลทักท้วงขึ้นหลังจากก้าวเข้ามาในเขตโรงเรียนพลังของเธอไม่สามารถถูกนำมาใช้ได้อย่างเต็มที่ มันเป็เื่จริงราฟาเอลที่เริ่มแรกขมวดคิ้วสงสัย ก่อนจะคลายความสงสัยออกเมื่อเขาจ้องมือไปที่มือของตนเองราวกับกำลังพินิจว่ามีนิ้วครบห้านิ้วหรือไม่
“เกราะม่านมายาอย่างนั้นหรอ” ราฟาเอลเอ่ยถาม
“นวอร์พิกซิสมีรูปแบบป้องกันอันตรายด้วยการร่ายมนตร์บิดเบือนพลังของทุกคนที่ก้าวเท้าเข้ามาในโรงเรียนทำให้ไม่สามารถใช้พลังเวทมนตร์ทุกแขนงได้อย่างเต็มที่ เป็การตัดกำลังของผู้ประสงค์ร้ายแม้คนที่อยู่ข้างในก็ได้รับผลนั้นด้วย แต่ฉันว่ามันก็ไม่ได้เดือดร้อนกับการเรียนนะ”
“ด้วยเหตุนี้สินะคะ พ่อมดคนนั้นเลยใช้พลังเวทย์ของตัวเองไม่ได้เต็มที่”ลินดาที่เข้าใจแล้วประติดประต่อเื่ราวต่อจากที่เรียวค้างไว้ เรียวพยักหน้ารับ
“แล้วแบบนี้ถ้าเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินอย่างก่อการร้ายในโรงเรียน จะรับมือยังไงล่ะถ้าพลังเวทมนตร์โดนลดแบบนี้” แซมถามเรียวชี้นิ้วไปยังตัวของเธอแทน
“ถึงต้องมีพวกพลังกายภาพแบบเธอ แล้วก็วิชาศิลปะป้องกันตัวยังไงล่ะว่าแล้วเธอก็อย่าลืมไปลงชมรมอาจารย์แดเนียลล่ะ ดูท่าจะรุ่งนะ”
“ให้ไปเป็เด็กล้างจานยังจะดีซะกว่า”
ครั้งนี้ไรท์เตอร์กลับมาอัพไวกว่าที่คิด ฝากติดตามด้วยนะคะ ;)))