วันต่อมาเมื่อเห็นว่าเหตุการณ์ทุกอย่างยังปกติ จึงรีบเร่งเดินทางไปที่แคว้นจินชาง โดยให้หลี่เฉียงคอยอยู่ดูเหตุการณ์และให้รอเราอยู่ที่ตำหนักดอกบัว พวกเราจะรีบไปรีบกลับ แต่ถ้ามีเหตุด่วนก็ให้นกเหยี่ยวบินไปตามจะรีบกลับมาทันที
จากนั้นฉันก็ขึ้นกระบี่บินของเสวียฉี บินออกไปด้วยความเร็วพร้อมกับพี่ชายอีกสามคน เพียงไม่นานเราก็บินมาถึงเรือนของหมอจงที่แคว้นจินชาง แต่สภาพด้านในกลับเงียบเชียบเหมือนไม่มีใครอยู่ จึงตะโกนเรียกหาเหวินหลางเพราะคิดว่าเขาน่าจะอยู่ในเรือน
เพียงครู่เดียวเหวินหลางก็เดินออกมาแต่สีหน้าดูอิดโรยไม่ดีเอาเสียเลย เมื่อเหวินหลางเห็นพวกเราก็รีบเดินเข้ามาหา พูดกับฉันว่าให้ช่วยเหม่ยอิงด้วย ตอนนี้นางป่วยแต่ไม่ยอมกินยากินอาหาร เอาแต่นอนร้องไห้จนเขาไม่รู้จะทำยังไงดีทุกข์ใจเหลือเกิน
เหวินหลางพาเราไปดูเหม่ยอิงที่ห้องพัก เห็นนางกำลังนอนหันหลังในสภาพผมเผ้ารุงรังไร้การหวีจัดแต่งทรง รวมถึงเสื้อผ้าที่ใส่ย่นยับคงไม่ได้สนใจดูแลตัวเองมาซักระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งดูจากสภาพแล้วเหม่ยอิงป่วยใจมากกว่า ทำให้ไม่ยอมกินอาหารปล่อยให้ร่างกายป่วยทรุดโทรม
เหวินหลางจึงพาเราออกไปพูดคุยที่ด้านนอกเล่าให้เราฟังว่า เขาพบเหม่ยอิงกำลังพยายามจะผูกคอฆ่าตัวตายในห้องพักของราชครูเฉิง เขาจึงพาตัวเหม่ยอิงมาพักที่เรือนหลังนี้ เพราะกลัวเหม่ยอิงพยายามฆ่าตัวตายอีก แต่อาการของเหม่ยอิงก็ไม่ดีขึ้น
เหวินหลางยังพูดด้วยสีหน้าเป็นทุกข์มีน้ำตาคลอในดวงตา เขารู้ว่าเหม่ยอิงเกลียดชังเขามาก แต่เขานั้นไม่เคยเกลียดเหม่ยอิงเลยสักนิด เขารู้ตัวเองว่าผิดที่ทรยศราชครูเฉิงจนไม่อาจให้อภัยได้ ซึ่งเขาเองยอมทุกอย่างยอมให้เหม่ยอิงทำโทษ แต่ขอเพียงอย่างเดียวขอให้เหมยอิงหายป่วย อย่าคิดทำคิดทำร้ายตัวเองอีก
จึงบอกเขาว่าโรคทางกายนั้นรักษาให้หายเร็วได้ แต่รักษาโรคทางใจต้องใช้เวลา จะหายเร็วหรือช้านั้นขึ้นอยู่กับกำลังใจดีแค่ไหน ส่วนเรื่องที่จะไม่ให้เหม่ยอิงคิดฆ่าตัวตายอีกคงต้องหาคนมาเฝ้า ฉันคงอยู่เฝ้าให้ไม่ได้เพราะยังมีธุระสำคัญต้องไปทำอีก
จากนั้นฉันก็ขอเข้าไปพูดคุยกับเหม่ยอิงตามลำพังแต่เสวียฉีจะตามไปด้วย จึงบอกพี่ชายอีกสามคนให้ไปนั่งดื่มเหล้ารอที่ห้องรับรองแขก ซี่งในขณะที่เรากำลังยืนมองสภาพร่างกายอันซูบผอมของเหม่ยอิง ก็ได้ยินเสียงพูดอ่อนแรงของเหม่ยอิงในขณะกำลังนอนตะแคงหันหลังว่า “ออกไป!”
ฉันจึงบอกนางว่าคือฉันเองที่มาเยี่ยม เหม่ยอิงจึงพลิกตัวหันกลับมามองจ้องตาแข็งกร้าวแล้วพูดว่า นางเคยคิดว่าฉันเป็นเพื่อนแต่ตอนนี้ไม่ใช่อีกแล้ว ทุกคนล้วนเสแสร้งแกล้งเป็นเพื่อนเพื่อจะเข้าใกล้พ่อของนางจากนั้นก็พากันทรยศ โดยเฉพาะเหวินหลางที่นางกับราชครูเฉิงเคยไว้ใจ แต่กลับทรยศทำให้พ่อของนางต้องถูกประหารชีวิต นางอยากจะฆ่าเหวินหลางให้ตายตกไปตามกันเพื่อแก้แค้นให้กับพ่อ
ในขณะที่ฉันกำลังนึกคำพูดดีๆเพื่อจะเกลี้ยกล่อมให้เหม่ยอิงใจเย็นๆ เพราะอยากให้นางเข้าใจในตัวของเหวินหลางว่าเขามิได้ต้องการทรยศราชครูเฉิง แต่เหวินหลางเลือกเดินทางที่ถูกต้องไม่คิดคดทรยศต่อชาติบ้านเมือง จึงอยากให้นางแยกแยะและอยากให้รู้ว่าเหวินหลางเป็นห่วงและคิดกับนางด้วยใจจริง
แต่เสวียฉีกลับชิงพูดขึ้นก่อนว่า ถ้าอยากแก้แค้นก็ลุกขึ้นมาหยิบมีดไปแทงเหวินหลางเลยสิ เอาแต่นอนสำออยหมดแรงแบบนี้เมื่อไหร่จะได้แก้แค้น หรือแท้จริงแล้วทำเป็นป่วยออเซาะเพื่อให้ผู้ชายเอาอกเอาใจกันแน่ แต่ก็ได้ผลอยู่นะเพราะฝ่ายชายดูจะทุกข์ร้อนใจน่าดู ฉันตีแขนเสวียฉีดุเขาทันทีว่า พูดอะไรแบบนั้นแทนที่จะพูดให้ดีขึ้นกลับทำให้แย่ลง!
คำพูดของเสวียฉีทำให้เหม่ยอิงโมโหยิ่งขึ้นไปอีก นางค่อยๆพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งโต้เถียงกับเสวียฉีว่าไม่ได้แกล้งป่วยเพื่อเรียกร้องความสนใจจากใครทั้งนั้น แต่ที่นางคิดจะตายเพราะนางไม่เหลือใครไม่เหลืออะไรอีกแล้ว อีกทั้งไม่อยากเห็นหน้าเหวินหลางคนทรยศ
พอฉันจะอ้าปากพูดเสวียฉีก็แย่งพูดเบะปากใส่เหม่ยอิงว่า ก็แค่ผู้หญิงที่คิดอะไรไม่เป็น ยืนหยัดสู้ด้วยตัวเองก็ยังไม่ได้ เก่งแต่ปากพูดว่าอยากแก้แค้นแต่แท้จริงแล้วไม่กล้าปอดแหก คนอ่อนแอเช่นนางควรตายไปซะ!
เหม่ยอิงกัดฟันกรอดกำมือแน่นด้วยความโมโห แต่นางกลับพูดเสียงแข็งว่าให้เอายามาให้นางดื่ม เมื่อนางหายจะไปแก้แค้นทุกคนที่กล้าทรยศพ่อของนาง เสวียฉีก็พูดอีกว่ามันควรต้องเป็นอย่างนั้น เลือดต้องล้างด้วยเลือดแค้นต้องชำระ รีบรักษาตัวให้หายกินอาหารให้อิ่มจะได้มีแรงไปชำระแค้นคนที่บังอาจทรยศ
จากนั้นเสวียฉีก็จับแขนฉันพาเดินออกไปจากห้องเพื่อไปปรุงยาบำรุง ฉันจึงต่อว่าเสวียฉีทำไมพูดให้เหม่ยอิงเกิดความแค้นกับเหวินหลาง แทนที่คนทั้งสองจะได้ปรับความเข้าใจกัน กลับกลายเป็นเอาน้ำมันไปราดให้ไฟแค้นโหมแรงขึ้นไปอีก เสวียฉีก็กระซิบพูดเบาๆว่า เขาจะทำให้ไฟแค้นโหมกระหน่ำแรงขึ้นมากกว่านี้
ฉันเริ่มโมโหที่เสวียฉีเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสนุก แต่ฉันไม่สนุกด้วยเลยสักนิด แต่เสวียฉีบอกว่าไม่ต้องห่วงเรื่องที่เหม่ยอิงจะฆ่าเหวินหลาง เพราะเหวินหลางมีวิชายุทธหลบหลีกอาวุธเก่งอยู่แล้ว ดีเสียอีกให้สองคนวิ่งไล่ฆ่ากันความสัมพันธ์จะยิ่งแนบแน่น ฉันฟังแล้วยิ่งไม่เข้าใจ เหม่ยอิงขู่อาฆาตซะขนาดนี้จะเอาอะไรไปแนบแน่น
เสวียฉีล้วงมือเข้ามาในเข็มขัดเวทย์คาดเอวของฉัน ควานมือหยิบเอาดอกไม้หญิงสาวเริงระบำออกมา พร้อมกับรอยยิ้มทะลึ่งที่รู้กันสองคนว่าเป็นดอกไม้เพิ่มกำหนัดเพิ่มความต้องการทางเพศ เสวียฉียักคิ้วทำสายตาเจ้าเล่ห์กระซิบบอกว่า ให้ฉันปรุงยาให้เหม่ยอิงฟื้นตัวเร็วๆ เมื่อถึงเวลากลางคืนก็ให้เหวินหลางต้มยาบำรุงไปให้เหม่ยอิงดื่มก่อนนอน
ส่วนดอกไม้ก็ให้ปักไว้ในแจกันในห้องของเหม่ยอิง แต่เหวินหลางต้องนั่งเฝ้าเหม่ยอิงในห้องจนกว่านางจะหลับ แต่!แน่นอนว่าเหม่ยอิงไม่มีทางหลับ ส่วนเหวินหลางก็จะไม่ได้ออกไปจากห้องจนกว่าจะเช้า ซึ่งเราสองคนรู้กันดีว่าหมายถึงอะไร แค่นี้ปัญหาก็จบอย่างรวดเร็วแค่ใช้ดอกไม้ดอกเดียว
จากนั้นเขาก็หัวเราะชอบใจกับแผนการอันชั่วช้าลามกของตน ที่ฟังแล้วฉันถึงกับเม้มปากทำเสียงอื้อหือในลำคอ มันช่างเป็นความคิดชั่วร้ายคิดอะไรง่ายๆเกินไปจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็เอาด้วยกับแผนการนี้ เพราะอยากให้ปัญหานี้มันจบไปโดยไว
ซึ่งจากที่เคยสังเกตุเห็นแม้เมื่อก่อนเหม่ยอิงจะเคยพูดว่า รำคาญไม่ชอบเหวินหลางที่คอยเดินตามนางตลอด แต่เหม่ยอิงก็แค่พูดบ่นแต่ไม่เคยไล่เหวินหลางให้ไปจริงๆสักที นางยังคงยังสับสนไม่รู้ใจตัวเอง ไม่รู้ว่าจะฝากชีวิตที่เหลือไว้กับเหวินหลาง หรือจะวางเหวินหลางไว้ในฐานะศัตรูดี คงมีแต่วิธีนี้ที่ฉันพอจะคิดออกคือช่วยตัดสินใจแทนเหม่ยอิงให้เอง ว่านางควรมีชีวิตคู่อยู่กับเหวินหลาง
ฉันกับเสวียฉีเดินกลับไปที่ห้องรับรองแขก เพื่อจะบอกให้เหวินหลางไปต้มน้ำปรุงยาและปรุงอาหารให้เหม่ยอิงกิน แต่เหวินหลางรีบถามก่อนทันทีว่าเหม่ยอิงเป็นอย่างไรบ้าง ฉันตอบว่านางยอมกินยากินอาหารแล้ว ให้เขารีบไปต้มน้ำและปรุงอาหารอ่อนๆไว้ให้เหม่ยอิงกิน
แต่เหวินหลางก็ถามอีกครั้งด้วยความอยากรู้ว่า ฉันทำยังไงเหม่ยอิงจึงยอมกินยากินอาหาร ฉันก็โบ้ยให้เสวียฉีรับผิดชอบไป เพราะเป็นคนพูดยั่วยุให้เหม่ยอิงลุกขึ้นมาแก้แค้นเอาคืนกับเหวินหลาง ส่วนเขาก็แค่ระวังตัวไม่ให้เหม่ยอิงเอามีดมาเสียบพุงได้ก็พอ
แม้เหวินหลางจะไม่รู้สึกยินดีที่เหม่ยอิงอยากแก้แค้นกับตน แต่เขาก็คิดว่าเอาแบบนี้ก็ได้ ขอแค่ให้เหม่ยอิงหายป่วยร่างกายเป็นปกติ ต่อให้เหม่ยอิงอยากจะฆ่าเขาด้วยมีดหรือยาพิษก็ยอมให้ได้ทั้งนั้น ฉันจึงเร่งเหวินหลางให้รีบไปต้มน้ำในครัวเดี๋ยวฉันจะช่วยจะได้เสร็จเร็วๆ
ในระหว่างที่ช่วยเหวินหลางอยู่ในครัวนั้น ฉันก็ถามเขาว่าได้ข่าวคราวจากหมอจงบ้างหรือไม่ เหวินหลางกำลังจุดเตาไฟไปด้วยพูดให้ฟังไปด้วยว่า ตั้งแต่เขาออกจากค่ายหนิงอันพร้อมกับองค์รัชทายาทก็ไม่ได้ข่าวคราวของหมอจงเลย จึงพาเหม่ยอิงมาอาศัยอยู่ที่เรือน เพราะคิดว่ายังไงหมอจงคงจะกลับมาที่นี่ และจะขอร้องหมอจงให้เหม่ยอิงอาศัยอยู่ด้วย แต่จนถึงวันนี้หมอจงก็ยังไม่กลับมา
เหวินหลางจึงถามกลับว่ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับพี่ชายเขาหรือ ฉันตอบว่าไม่รู้เพราะไม่มีใครได้ข่าวคราวของหมอจงเลย ทั้งๆที่หมอจงเดินทางออกจากค่ายไปแล้วแต่ไม่รู้เดินทางไปที่ไหน ฉันจึงมาที่นี่เพื่อตามหาหมอจง และอยากรู้ที่อยู่ของฉิงคุนลูกศิษย์ที่เคยอยู่กับหมอจง จะได้เดินทางไปดูที่บ้านของฉิงคุนเผื่อหมอจงจะไปที่นั่น
เหวินหลางจึงลุกขึ้นจากจุดเตาไฟ บอกว่าจะออกไปถามชาวบ้านที่อยู่ละแวกนี้ให้ น่าจะมีคนรู้ที่อยู่ของฉิงคุน ฉันจึงบอกให้เขาออกไปถามตอนนี้เลย ส่วนเรื่องต้มยากับอาหารฉันกับเสวียฉีจะจัดการเอง จากนั้นจึงเดินออกไปตามเสวียฉีให้มาช่วยปรุงอาหาร แม้เสวียฉีจะบ่นง๊องแง๊งว่าไม่ใช่ธุระของเขา แต่ก็ขัดคำสั่งฉันไม่ได้จึงต้องยอมทำตามแต่โดยดี
ไม่นานนักเหวินหลางก็กลับมาพร้อมกระดาษใบเล็กๆแผ่นหนึ่ง เป็นกระดาษที่ชาวบ้านเขียนแผนที่ไปบ้านของพ่อแม่ฉิงคุนมาให้ เหวินหลางบอกว่าโชคดีที่ชาวบ้านคนนั้นรู้จักคุ้นเคยกับฉิงคุน จึงรู้จักหมู่บ้านที่พ่อแม่ของฉิงคุนอยู่ แต่ไม่รู้ว่าอยู่บ้านหลังไหนให้ถามคนในหมู่บ้านนั้นเอาแล้วกัน
จากนั้นเหวินหลางก็ช่วยเราต้มยาและปรุงอาหารจนเสร็จ ฉันจึงช่วยเหวินหลางยกถาดยาถาดอาหารเข้าไปวางในห้องพักของเหม่ยอิง แต่ขอแยกตัวออกไปรอที่ห้องรับรองแขก เพื่อให้เหวินหลางดูแลป้อนยาป้อนข้าว แต่ก็แอบเห็นเหม่ยอิงปัดมือเหวินหลางไม่ยอมให้ป้อน ส่วนเหวินหลางนั้นก็นั่งอมยิ้มช่วยยกถ้วยยกน้ำนั่งมองดูเหม่ยอิงกินข้าวกินยา
เรานั่งรอดูอาการของเหม่ยอิงอยู่ที่เรือนอีกพักใหญ่ จนสีหน้าของเหม่ยอิงดีขึ้นมีเรี่ยวแรงลุกขึ้นนั่งเองได้ เหลือแค่ร่างกายที่ซูบผอมจากการไม่ยอมกินอาหารหลายวัน ต้องบำรุงให้กลับมามีเนื้อหนังสวยงามเหมือนเก่า จึงหยิบยาบำรุงส่งให้เหวินหลางอีกสองห่อ บอกเขาว่าต้มให้เหม่ยอิงกินอีกสองมื้อ เดี๋ยวก็กลับมาเดินเหินมีเรี่ยวแรงเหมือนเดิม
จึงถามเหวินหลางไปตามตรงอีกว่ารักเหม่ยอิงด้วยใจจริงหรือไม่ หรือเพราะรู้สึกผิดจึงคิดจะดูแลรับผิดชอบเหม่ยอิงแทนราชครูที่ตายไป เหวินหลางตอบว่าความรู้สึกผิดนั้นเป็นส่วนหนึ่งด้วย แต่ที่สำคัญคือเขารักเหม่ยอิงด้วยใจจริงและรักมานานแล้ว
เหวินหลางยอมรับว่าเคยมีลูกสาวขุนนางและลูกสาวเศรษฐีมาชอบพอ แต่เขากลับไม่เคยสนใจในตัวสตรีพวกนั้นเลย เพราะในใจเขามีเพียงเหม่ยอิงผู้เดียว ไม่ว่าเหม่ยอิงจะอยู่ในสภาพใดฐานะเปลี่ยนไปอย่างไร เขายังคงรักและภักดีต่อเหม่ยอิงหญิงที่เขารักเพียงคนเดียว
จึงตัดสินใจล้วงหยิบดอกไม้หญิงสาวเริงระบำออกมาจากเข็มขัดเวทย์ หยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กๆสองผืนมาห่อคลุมดอกไว้ไม่ให้ส่งกลิ่นหอมลอยคลุ้งออกมา บอกเหวินหลางว่าให้นำดอกไม้ไปแช่ในถังน้ำ เพื่อไม่ให้เหี่ยวแต่อย่าเพิ่งเอาผ้าคลุมดอกไม้ออก
และอย่าสูดดมกลิ่นดอกไม้จนกว่าจะถึงคืนพรุ่งนี้ ค่อยนำผ้าคลุมออกแล้วนำไปใส่ในแจกันนำไปวางไว้ในห้องของเหม่ยอิง กลิ่นหอมของดอกไม้จะช่วยให้เหม่ยอิงผ่อนคลายอารมณ์หงุดหงิดลง ส่วนเขาก็ให้นั่งเฝ้าเหม่ยอิงจนกว่านางจะหลับ
ฉันพูดไปยิ้มไปเพราะในหัวกำลังนึกถึงแผนการชั่วร้ายลามก จึงพูดชี้นำเหวินหลางว่าถ้ามีโอกาสก็ปรับความเข้าใจกับเหม่ยอิงซะในคืนพรุ่งนี้เลย หรือจะสารภาพรักกับนางไปตรงๆเลยก็ดี อย่ามัวแต่ถือตัวเป็นสุภาพบุรุษถ้าโอกาสมาก็รีบฉวยไว้ เพราะฉันอยากให้เหม่ยอิงอยู่กับเหวินหลางคนที่รักนางด้วยความจริงใจ
แต่เหวินหลางกลับทักว่าทำไมฉันยิ้มแปลกๆ มีเรื่องลับลมคมในอะไรกับเขาหรือไม่ ฉันรีบตอบว่าไม่มีและตัดบทสนทนาว่าจะต้องไปแล้ว จะรีบเดินทางไปบ้านของฉิงคุน แต่เหวินหลางยังถามอีกว่าโรงเรือนต้นไม้ที่มีผ้าคลุมไว้อย่างมิดชิดคือโรงเรือนอะไร
เพราะเมื่อหลายวันก่อนเขาเดินไปดูที่หน้าโรงเรือน ยังไม่ทันจะเปิดผ้าคลุมเข้าไปก็รู้สึกเวียนหัวมีอาการใจสั่นเกือบวูบจึงรีบเดินกลับออกมา เพราะเคยได้ยินมาว่าหมอจงชอบปลูกพืชพิษห้ามเดินสุ่มสี่สุ่มห้า ซึ่งถ้าเป็นพืชพิษเขาจะไปตัดทิ้งเพราะกลัวเหม่ยอิงเดินไปที่โรงเรือนอาจเกิดอันตรายได้
ฉันตอบว่ามันเป็นต้นเทียนมรกต ดอกมีกลิ่นพิษสูดเข้าไปถึงตายได้ ให้ใช้ผ้าโพกปิดจมูกก่อนจะตัด และให้ใช้ผ้ารองที่พื้นก่อนอย่าให้ผลตกลงดินเพราะมันจะงอกเป็นต้นอ่อนขึ้นมาใหม่ เมื่อตัดแล้วก็ปล่อยทิ้งไว้ในโรงเรือนให้กลิ่นพิษจางลงก่อนสักเจ็ดวัน
จากนั้นให้เปิดโรงเรือนตากแดดจนกว่าจะแห้งตายทั้งต้นทั้งดอกและผล แล้วค่อยขุดหลุมฝังกลบซากแห้งลงในดินก็พอ แต่ห้ามเผาไฟเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นต้นสดหรือต้นแห้ง เพราะในเปลือกไม้มียางเมื่อเผาไฟจะกลายเป็นควันพิษสูดดมถึงตายเช่นกัน
จากนั้นก็ให้ดอกนกยูงแดงรำแพนไว้ให้เหวินหลางต้มกินเป็นยาล้างพิษ เผื่อเผลอสูดดมพิษเข้าไป เมื่อพูดคุยกับเหวินหลางจนเข้าใจดีแล้ว เราจึงออกเดินทางไปหมู่บ้านที่ฉิงคุนอาศัยอยู่ตามแผนที่ในกระดาษที่ได้รับมา