ตอนที่ 18
หลวงจีนทุศีล
เมื่อทั้งสามสนทนากันได้สักพักใหญ่ ไปชิงจึงเอ่ยถามจ่านจือเกี่ยวกับเื่ที่เขากำลังจะเดินทางไปหมู่บ้านเย้ยอรุณจ่านจือบอกกล่าวไปตามจริงว่า เขา้าแวะไปกราบหลุมฝังศพมารดา หลังจากนั้นค่อยนัดพบกับเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนที่โรงเตี้ยมต้าเหอชุน
ดังนั้นสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นจึงตัดสินใจร่วมเดินทางไปกับจ่านจือสักระยะหนึ่งพอถึงทางแยกค่อยแยกย้ายเพื่อไปทำธุระ อีกทั้งยังบอกต่อจ่านจือว่าค่อยนัดเจอกันที่เส้าหลิน ในงานชุมนุมชาวยุทธ์ที่กำลังจะมาถึง
เฟินไป่ชิง นางเองจับจ้องมองจ่านจือนางเห็นว่าเขาในตอนนี้ดูไม่คล้ายกับจ่านจือเมื่อกาลก่อนครั้งพบเจอที่หมู่บ้านเย้ยอรุณในคราวแรกในเวลานี้ดูเขาองอาจสง่างามฉายแววของจอมยุทธ์ผู้กล้าอยู่หลายส่วนใบหน้ายิ่งดูคมคายหล่อเหลาแทบไม่เหลือเค้าหน้าเดิมให้จดจำหากให้เขาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ ที่ไม่เก่าขาดหม่นหมองเหมือนในตอนนี้คิดว่าคงเห็นเขาเป็กงจื้อ(คุณชาย) อันสง่างามอีกทั้งยังหล่อเหลาเอาการผู้หนึ่งเลยทีเดียว
จ่านจือเองลอบสังเกตเช่นกันเขาเห็นว่าไป่ชิงเป็ผู้ใหญ่ขึ้นมากกว่าครั้งก่อนอยู่บ้าง ครั้งนี้นางแต่งกายคล้ายเป็สตรีมากกว่าครั้งก่อนตอนที่พบกันครั้งแรก บัดนี้นางอยู่ในชุดนักบู๊สีน้ำทะเลเกล้าผมสูงเป็มวยกลางไว้ศีรษะ พร้อมกับเสียบปิ่นปักผมสีทองด้ามหนึ่งผิวพรรณของนางยิ่งดูขาวเนียนผุดผ่อง ขับเน้นเสริมความงดงามอันเฉิดฉันไป่ชิงเมื่อเห็นว่าจ่านจือจ้องมองมา อดประหม่าขวยเขินเอียงอายขึ้นมากระทั่งหน้าแดงเปล่งปลั่งดั่งลูกตำลึงสุก มู่เหอผู้เป็พี่ชายเห็นน้องสาวของตนหน้าแดง จึงเอ่ยถามขึ้นว่า
"ไป่ชิง เ้าเป็อะไรหรือไม่ อากาศไม่อบอ้าวสักเท่าใดพี่ชายเห็นเ้าหน้าแดงปานนี้ รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่?"
ไป่ชิง รีบกล่าววาจาแก้ตัวโต้ตอบไปว่า
"ข้าพเ้ารู้สึกอบอ้าวนิดหน่อยพี่ชายอย่าได้ห่วง ข้าพเ้ามิได้เป็กระไรเสียหน่อยคงเพราะอากาศที่นี่กับบนผาของเราไม่คล้ายกันบนผาอากาศหนาวเย็นปกคลุมไปด้วยหมอกน้ำค้าง แถมยังมีสายลมพัดผ่านอยู่ตลอดเวลาพอลงจากผามาข้าพเ้าจึงรู้สึกว่า ร้อนอบอ้าวขึ้นมากะทันหันอาจเป็เพราะปรับตัวไม่ทันนั่นเอง ว่าแต่พี่ชายไม่รู้สึกอบอ้าวบ้างหรืออย่างไร?"
มู่เหอครุ่นคิดในใจว่า
“น้องสาวของเราผู้นี้ช่างพิลึกนักอากาศในยามนี้กำลังเย็นสบาย กลับบอกออกมาว่าร้อนอบอ้าว”
แต่กระนั้นมู่เหอไม่อยากโต้แย้งกระไรกับน้องสาวผู้นี้เพราะส่วนใหญ่แล้วเขาจะตามใจไป่ชิงอยู่มาก ไม่เคยจะขัดใจนางสักครั้งนางว่าเช่นไรเขาก็ว่าเช่นนั้น
คนทั้งสามเห็นเ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวมู่ชิวป้าพร้อมกับศิษย์ทั้งสองกำลังมุ่งตรงมา จึงพากันหยุดการสนทนาเอาไว้ก่อนเ้าหุบเขามู่ชิวป้า กล่าววาจากับทั้งหมดว่า
“เราจะหลบซ่อนตัวสักระยะหนึ่งพร้อมกันนั้นจะส่งข่าวถึงเ้าสำนักเมฆฟ้าพิรุณ กับหัวหน้าพรรคไผ่หลิวเกี่ยวกับเื่ราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”
เ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวมู่ชิวป้า นัดหมายกับทุกคนว่า
“พวกเราทั้งหมดค่อยพบเจอกันอีกครั้งในงานชุมนุมชาวยุทธ์ที่วัดเส้าหลิน สถานที่นั่นในวันงานชุมนุมล้วนเต็มไปด้วยเหล่าชาวยุทธ์ฝ่ายธัมมะ คิดว่าคนของหมู่ตึกกระเรียนฟ้าคงไม่กล้าลงมือโดยพละการ อีกอย่างในวันนั้นเราเองคงจะมีโอกาสได้แก้ตัวอยู่บ้างเพื่อให้ชาวยุทธ์ทั้งหลายได้ช่วยตัดสินเื่ราวโดยยุติธรรม”
เ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวมู่ชิวป้าหยุดกล่าววาจาเล็กน้อยแล้วส่งเสียงกล่าวต่อว่า
“ในเวลานี้นอกจากหลบซ่อนแล้วเื่ราวที่เราสามารถกระทำได้ นั่นคือคอยสืบข่าวคราวการเคลื่อนไหวของหมู่ตึกกระเรียนฟ้าอย่างลับ ๆ ว่าผู้ใดกันแน่?ที่อยู่เื้ัในการกระทำต่ำทรามครั้งนี้”
เ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวมู่ชิวป้าจึงกล่าวกับจ่านจือว่า
“เราอนุญาตให้ศิษย์ทั้งสองของเราร่วมเดินทางไปกับเ้า หากให้นางทั้งสองเดินทางไปกับเราด้วย เกรงว่าจะไม่ปลอดภัยอีกทั้งไม่สะดวกในการเคลื่อนไหวหลบซ่อนตัว”
เมื่อทั้งหมดนัดหมายกันเป็ที่เรียบร้อยแล้วต่างแยกย้ายออกเดินทางทันที เ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวมู่ชิวป้าท่านปลีกตัวไปตามลำพังมุ่งหน้าสู่นอกเมืองทางทิศเหนือ มู่เหอกับไป่ชิงร่วมเดินทางไปกับจ่านจือพร้อมทั้งซื่อเหมี่ยน และเอวี้ยอี้เซินเมื่อถึงทางแยกข้างหน้าอีกราวครึ่งลี้ สองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นจะขอปลีกตัวแยกเดินทางไปอีกเส้นหนึ่ง
ยามนี้ คนทั้งหมดเดินทางมาถึงทางแยกสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นจึงขอแยกตัว เดินทางไปตามเส้นทางซ้ายมือ ก่อนแยกย้ายจากกันไป่ชิงกล่าววาจากับจ่านจืออีกหลายประโยค นางกล่าวกับเขาว่า
“ข้าพเ้าขอให้ท่านรักษาตัวให้ดีอีกทั้งระมัดระวังตัวให้มาก เมื่อเสร็จธุระที่หมู่บ้านเย้ยอรุณแล้วพวกท่านรีบเดินทางไปพบกันที่วัดเส้าหลิน ที่นั่นข้าพเ้าจะแนะนำอาจารย์พร้อมกับศิษย์พี่ใหญ่ของเราสองคน ให้ท่านและพี่สาวทั้งสองได้รู้จัก”
สำหรับกับมู่เหอนั้นดูเขาเป็ห่วงเป็ใยต่อศิษย์ทั้งสองของหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวอยู่บ้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งเอวี้ยอี้เซิน ศิษย์ผู้น้องของ ซื่อเหมี่ยน ในขณะเดินทางมาด้วยกันมู่เหอลอบชำเลืองมองนางอยู่หลายหน กระทั่งซื่อเหมี่ยนศิษย์ผู้พี่นางยังสังเกตเห็นว่า ศิษย์น้องของตนเอง คล้ายให้ความสนใจต่อมู่เหออยู่ไม่น้อยเมื่อเจรจาร่ำลากันแล้วทั้งหมดจึงพากันแยกย้ายออกเดินทางสู่จุดหมายในทันที
หลังจากเดินทางมาได้สักพักใหญ่เส้นทางต้องตัดผ่านตัวเมืองแห่งหนึ่ง ซื่อเหมี่ยนศิษย์ผู้พี่จึงกระซิบกระซาบกับอี้เซินศิษย์ผู้น้อง โดยที่นางทั้งสองมิให้จ่านจือรู้ตัวแม้กระทั่งได้ยินเื่ราวที่พวกนางกำลังพูดคุยกัน พอเดินผ่านสถานที่นั่นซึ่งเต็มไปด้วยร้านรวงมากหลาย ล้วนแล้วแต่วางขายสินค้าสารพัดชนิดนางทั้งสองจึงหันมากล่าวกับจ่านจือ เอวี้ยอี้เซินส่งเสียงกล่าวว่า
"เซียวจือเ้ารอคอยพี่สาวทั้งสองอยู่บริเวณนี้สักครู่เถิด ข้ากับพี่ใหญ่เราจะไปซื้อหาสิ่งของบางอย่างหลังจากนั้นจะรีบกลับมา เ้าอย่าได้ซุกชนเพ่นพ่านเป็อันขาดอีกทั้งอย่าได้วิ่งไปไหนไกลจากตรงนี้ ที่พี่สาวกล่าวเ้าเข้าใจหรือไม่?"
จ่านจือพยักหน้ารับทราบพร้อมกับกล่าวกับดรุณีพี่สาวทั้งสองว่า
"ข้าพเ้าเข้าใจแล้วพี่สาวทั้งสองไปเถิด ข้าพเ้าจะจดจำคำของพี่สาวทั้งสองจะมิวิ่งเพ่นพ่านซุกซนเป็อันขาด อีกทั้งขณะที่รอคอยพี่สาวอยู่เพียงลำพังจะมิสร้างความยุ่งยากให้วุ่นวายแน่นอน"
ซื่อเหมี่ยนกับเอวี้ยอี้เซินนางทั้งสองพยักหน้าแล้วรีบก้าวเท้าไปจากที่นั่นทันทีนางทั้งสองหายเข้าไปยังร้านรวงแถบหนึ่ง เมื่อนางทั้งสองคล้อยหลังไปแล้วจ่านจือสังเกตเห็นเงาหลังของคนผู้หนึ่ง คนผู้นี้คล้ายคุ้นหูคุ้นตาเขาอยู่บ้างแต่เมื่อพยายามนึกทบทวนเท่าไหร่ เขากลับรู้สึกว่านึกไม่ออก
จ่านจือขมวดคิ้วยกมือเกาศีรษะทำท่านึกคิดคิดว่าเคยพบพานคนผู้นี้ที่ไหนมาก่อนหรือไม่? เห็นเงาหลังคนผู้นี้เพียงวูบเดียวไม่ชัดเจนนักคนผู้นี้อยู่ในชุดนักบู๊สีขาวสะอาดตา ท่าทางทะมัดทะแมงแต่งกายรัดกุมดูจากด้านหลังคล้ายเป็บุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งรูปร่างค่อนข้างอ้อนแอ้นบอบบางอยู่บ้างทั้งยังสังเกตเห็นบนศีรษะเกล้าผมตึง สวมรัดเกล้าสีเงินแวววาวอยู่เหนือศีรษะ จึงอดครุ่นคิดขึ้นว่า
“คนผู้นี้ไฉนคุ้นตาเรานักคล้ายกับเคยพบเห็นที่ใดมาก่อน แต่งกายภูมิฐานสำอางดั่งบุรุษแต่ทว่ารูปร่างกลับอ้อนแอ้นบอบบางดั่งสตรี”
จากนั้น จ่านจือส่งเสียงกล่าวพึมพำกับตัวเองว่า
“ดู ๆ ไปคล้ายกงจือสูงศักดิ์หรืออาจเป็คุณชายทายาทของผู้มีฐานะมีหน้ามีตาในเมืองนี้ก็อาจเป็ได้ไฉนเราต้องให้ความสนใจต่อคนผู้นี้มากมายปานนี้ด้วย”
จ่านจือเป็คนช่างสังเกตไม่ปล่อยรายละเอียดให้เล็ดรอดสายตาไป เมื่อเขามองต่ำลงมาพบว่าในมือซ้ายของคนผู้นี้ ถือกระชับไว้ด้วยกระบี่งดงามเล่มหนึ่งด้ามกระบี่ห้อยพู่สีแดงแกว่งไกวอยู่ไปมาฝักกระบี่ล้วนแกะสลักเป็ลวดลายอันวิจิตรสะดุดตา เขาจึงพยามนึกทบทวนอีกครั้งสุดท้ายก็นึกไม่ออกอยู่ดี ว่าเขาเคยพบพานเห็นคนผู้นี้ที่ไหนมาก่อน
ดังนั้นจ่านจือจึงครุ่นคิดสรุปกับตนเองขึ้นว่า
“หรือว่าเราจดจำคนผิดไป เราหลังจากออกจากหมู่บ้านเย้ยอรุณไปก็มิได้พบหน้าผู้คนมากมายนัก จากนั้นก็อยู่แต่ในหุบเขาสายรุ้งจะไปรู้จักคุณชายฐานะดีได้เช่นไร?”
ในขณะที่จ่านจือ คิดจะกระทำเช่นไรต่อไปดีไม่ไกลเท่าใดนักซื่อเหมี่ยนกับเอวี้ยอี้เซินนางทั้งสองกำลังก้าวย่างกลับมาพอดีในมือของอี้เซินเพิ่มห่อผ้ามาด้วยห่อหนึ่งแต่เขาไม่ทราบว่าภายในห่อผ้านั้นเป็สิ่งของใด
จ่านจือเอง เขาไม่กล้าเสียมารยาทเอ่ยถามเช่นกันนางทั้งสองสังเกตเห็นว่า เขาใช้สายตาเพ่งมองสิ่งใดอยู่ดังนั้นนางทั้งสองจึงใช้สายตามองตามไปในจังหวะนั้นคุณชายผู้ซึ่งจ่านจือจับจ้องมองอยู่ก้าวเท้าลับหายไปกับมุมตึกร้านขายของร้านหนึ่งพอดี นางทั้งสองจึงมองไม่เห็นสิ่งใด หลังจากนั้นคนทั้งสามจึงเร่งรุดออกเดินทางสู่หมู่บ้านเย้ยอรุณซึ่งตั้งอยู่กลางหุบเขาทางทิศตะวันตกของเทือกเขาซงซาน ในอำเภอเติงเฟิงเมืองเจิ้งโจวในทันที
ย้อนเหตุการณ์กลับมาทางด้านต๊กม้อเต็กลามะกับเสิ่นซื่อสูอวี้และเล่อต้าเต๋อ พอะเิควันเบาบางจางหาย พวกมันทั้งสามกลับพบว่าทุกคนในที่นั่นพลันอันตรธานหายไปหมดสิ้นดังนั้นมันทั้งสามต่างส่งเสียงคำรามด้วยความโกรธแค้น คาดคิดไม่ถึงว่าสุกรกำลังจะหาม กลับมีคนเอาคานเข้ามาสอด กระทั่งไม่ทราบว่าเป็ผู้ใดที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือคนไป
ในขณะที่พวกมันทั้งสาม กำลังงุนงงราวไก่ตาแตกไม่ทราบว่าจะกระทำเช่นไรต่อไป เป็เวลาเดียวกันกับหลิวซุ่นกงกง พร้อมด้วยอันสุ่ยอีกทั้งฉีฝ่านกับต้าถง คนทั้งหมดติดตามมาทันพอดี
หลิวซุ่นกงกง เมื่อทอดสายตามองเห็นร่องรอยของคราบฝุ่นควันอีกทั้งยอดฝีมือทั้งสามต่างยืนตะลึงพรึงเพริดเมื่อสำรวจจนทั่วบริเวณไม่พบเ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวมู่ชิวป้าดังนั้นจึงพอคาดเดาเหตุการณ์ได้ทันทีว่า เ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวคงหนีรอดไปได้สามยอดฝีมือแห่งหมู่ตึกกระเรียนฟ้า เมื่อเห็นเช่นนั้นต่างรีบพากันประสานมือต่อเ้าหมู่ตึกกระเรียนฟ้า ต๊กม้อเต็กลามะเป็ผู้กล่าวรายงานต่อหลิวซุ่นกงกงว่า
"เรียนท่านหลิวซุ่นกงกงเ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวมันหนีรอดไปได้ อีกทั้งยังไม่แน่ใจเท่าใดนักว่ามันหลบหนีไปยังทิศทางใด? พวกเราเกือบจะลงมือจัดการมันได้แล้วนึกไม่ถึงศิษย์สตรีของมันสองคนมาทันเวลาพอดี”
จากนั้นเสิ่นซื่อสูอวี้รีบกล่าววาจาบอกเล่าเหตุการณ์ต่อทันทีว่า
“มิเพียงแต่ศิษย์สตรีทั้งสองของมันในเวลานั้นยังเพิ่มเด็กทารกผู้หนึ่งอีกด้วยทารกผู้นี้แต่งกายคล้ายขอทานอยู่เจ็ดส่วน สารรูปโดยทั่วไปของทารกผู้นี้มิมีสิ่งใดให้น่าสนใจเพียงแต่...”
เสิ่นซื่อสูอวี้ มันยังมิทันได้กล่าววาจาใดต่อเ้าหมู่ตึกกระเรียนฟ้าหลิวซุ่นกงกง ส่งเสียงกล่าวถามกลางคันก่อนว่า
“เพียงแต่อันใด? มิมีสิ่งใดให้สนใจแต่ทำไมสีหน้าพวกเ้า คล้ายกับพบพานเื่ราวพิสดารอันใดมา”
เล่อต้าเต๋อ หันสบสายตากับต๊กม้อเต็กลามะแล้วหันมามองหน้าเสิ่นซื่อสูอวี้ จากนั้นหันมาทางด้านหลิวซุ่นกงกงส่งเสียงกล่าววาจาตอบว่า
“ทารกน้อยผู้นั้นภายนอกมิมีสิ่งใดน่าสนใจแต่ทว่าทารกสารรูปดั่งยาจกขอทานผู้นั้นมันกลับใช้กระบวนท่าวิชาแปลกประหลาดพิสดารพวกเรามิเคยพบพานวิชาฝ่ามือนี้มาก่อนทำให้พวกเราสองคนไม่กล้าจะลงมือโดยวู่วาม ใน่จังหวะนั้นกลับมีเพิ่มมาอีกสองคนเป็หนุ่มสาวคู่หนึ่ง พอปรากฏตัวก็ซัดขว้างะเิควันเข้าใส่ในกลุ่มต่อสู้พอฝุ่นควันจางหายพวกมันทั้งหมด พากันหลบหนีไม่มีผู้ใดเหลือแม้แต่ผู้เดียว"
เสิ่นซื่อสูอวี้ รีบกล่าววาจาต่อจากเล่อต้าเต๋อทันทีว่า
"ใช่แล้วท่านหลิวซุ่นกงกงทารกน้อยขอทานผู้นั้น มันใช้วิชาท่าร่างที่พวกเราไม่เคยพบเห็นมาก่อนดูจากกระบวนท่าวิชาฝ่ามือ วรยุทธ์ของทารกน้อยผู้นี้มิธรรมดาคาดว่ามีฝีมือเก่งกล้าพอตัว ถือว่าเป็ทารกน้อยอันน่ากลัวผู้หนึ่งก็ว่าได้”
เล่อต้าเต๋อ รีบกล่าวต่ออีกว่า
“ดูจากกระบวนท่าและสภาวะท่าร่างที่ทารกน้อยใช้ซัดทำลายอาวุธของพวกเราทั้งสองลมปราณที่ใช้ไม่เคยเห็นช่างน่าแปลกพิสดารนัก ในความเกรี้ยวกราดดุดันกลับแฝงความอ่อนหยุ่นพลิ้วไหว ทำให้พวกเราทั้งสองตระหนกใไปบ้างดังนั้นจึงมิกล้าด่วนลงมือโต้ตอบ่หนึ่ง ท่านหลิวซุ่นกงกงโปรดอภัยให้กับพวกเราที่ปล่อยให้เ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวมู่ชิวป้าอีกทั้งทารกน้อยเ่าั้หนีรอดไปได้"
หลิวซุ่นกงกง เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของสามยอดฝีมือคล้ายกับท่านจะมีอาการตื่นตระหนกใเล็กน้อย แต่ทว่ารีบเก็บซ่อนอาการเอาไว้ มิให้ผู้ใดทันสังเกตเห็นต่อจากนั้นเ้าหมู่ตึกกระเรียนฟ้าส่งเสียงกล่าวตอบออกมาว่า
"มีเื่ราวเช่นนี้จริง ๆ?เอาเถิดเราไม่อาจกล่าวโทษโกรธพวกท่านทั้งหลายได้ เ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวมู่ชิวป้าในเมื่อมันมีความสามารถ เอาตัวรอดหนีพ้นเงื้อมมือของพวกท่านไปได้ในวันหน้ามันต้องระมัดระวังตัว เมื่อมันหนีไปได้ในครั้งนี้คงยากที่เราจะเล่นงานมันได้อีก”
เ้าหมู่ตึกกระเรียนฟ้าแสดงสีหน้าเคร่งเครียดพร้อมกับยกมือขึ้นลูบเครากล่าววาจาต่อว่า
“ต่อให้เ้าหุบเขามู่ชิวป้า หนีไปสุดหล้าฟ้าเขียวเรายังไม่อาจนิ่งนอนใจ ปล่อยมันไปโดยไร้เื่ราวได้ก่อนที่มันจะนำเื่ราวที่เกิดขึ้นไปบอกเล่าให้แก่สหายชาวยุทธ์ทราบเราจะต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลม ไม่ใช่แต่มันที่เราคิดปิดปากศิษย์ของมันรวมถึงทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ไม่ละเว้น”
ต๊กม้อเต็กลามะ พร้อมด้วยสองยอดฝีมือแห่งหมู่ตึกกระเรียนฟ้าต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วย ต๊กม้อเต็กลามะแสดงท่าทางกระตือรือร้นส่งเสียงกล่าวถามว่า
“มิทราบว่าท่านหลิวซุ่นกงกง้าให้พวกเราจัดการเช่นไรกับพวกมัน?”
หลิวซุ่นกงกง ส่งเสียงกล่าวตอบว่า
“พวกท่านทั้งสาม รีบจัดกำลังคนออกติดตาม ใช้ทุกวิถีทางเล่นงานมันพวกท่านลองทบทวนนึกดูให้ดี เ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวมู่ชิวป้า รวมทั้งศิษย์สตรีของมันอีกทั้งทารกแปลกหน้าที่พวกท่านกล่าวถึง พวกมันทั้งหมดจะไปที่ใดได้บ้าง?”
เสิ่นซื่อสูอวี้รีบกล่าวตอบออกไปว่า
“หากว่าพวกมันทั้งหมดเดินทางไปด้วยกันทั้งหมดคิดว่าพวกเราคงสืบสาวหาร่องรอยได้ไม่ยาก แต่หากพวกมันแยกกันหลบหนีวิธีนี้น่าจะเป็หนทางที่พวกมันเลือกใช้ เนื่องด้วยหนทางรอดมีความเป็ไปได้สูง”
หลิวซุ่นกงกงพยักหน้าคล้ายเห็นด้วยต่อคำพูดของเสิ่นซื่อสูอวี้ แล้วส่งเสียงกล่าวว่า
“พวกท่านทั้งสามอย่าได้ชักช้า รีบจัดกำลังคนออกติดตาไล่ล่าพวกมันอย่าปล่อยให้พวกมันมีชีวิตรอดไปได้ หากพวกมันเพียงผู้หนึ่งมีชีวิตรอดถึงวันชุมนุมชาวยุทธ์ที่วัดเส้าหลิน ผู้ที่ตกอยู่ในความยุ่งยากลำบากคล้ายจะกลายเป็ฝ่ายเราแล้ว"
ยามนี้ มิเพียงแต่เหล่ายอดฝีมือทั้งสามแต่รวมถึงหัวหน้าตึกทั้งสาม ต่างส่งเสียงรับคำอย่างขันแข็งว่าพวกมันจะจัดคนออกไล่ล่า ควานหาตัวเ้าหุบเขามู่ชิวป้ากับศิษย์ทั้งสองรวมทั้งทารกแปลกหน้าเ่าั้ พร้อมกับสังหารเป็การฆ่าคนปิดปากก่อนที่เื่ราวทั้งหมดจะถูกแพร่งพรายพวกมันทั้งหมดต้องตายก่อนวันงานชุมนุมชาวยุทธ์ที่เส้าหลินแน่นอน
หลิวซุ่นกงกง คล้ายนึกเื่ราวใดขึ้นมาได้แสดงท่าทางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งเสียงเอ่ยกล่าวถามว่า
"เรามีเื่ราวหนึ่งทียังคงคาใจเื่ราวของทารกน้อยขอทานผู้นั้น ฟังจากที่พวกท่านเล่ามา ทารกน้อยผู้นี้น่าสนใจอยู่ไม่น้อยถ่ายทอดคำสั่งของเราออกไป หากพบตัวทารกน้อยผู้นี้ที่ใด? อย่าได้ฆ่ามันเด็ดขาดเรา้าตัวมันเป็ ๆ ยังมีลมหายใจ ให้นำตัวทารกนั่นกลับมายังหมู่ตึกกระเรียนฟ้าเรามีเื่ราวที่ยังข้องใจขบคิดมิออก เรา้าสอบถามหาคำตอบจากปากมันหากเราได้คำตอบที่้าแล้ว เราค่อยส่งมันไปปรโลกด้วยตัวเราเอง"
เหล่ายอดฝีมือของหมู่ตึกกระเรียนฟ้าส่งเสียงพร้อมเพรียงรับคำดังว่า
"พวกเรารับทราบแล้วน้อมรับคำสั่งของท่านหลิวซุ่นกงกง พวกเราจะรีบปรึกษาหารือ วางแผนการอันรัดกุมแยกย้ายกันทำงานตามคำสั่งท่าน ในครั้งนี้จะมิให้เกิดความผิดพลาดได้อีกจะมิมีเื่ราวเกิดขึ้นดั่งเช่นครั้งนี้อีกเป็อันขาด"
บัดนี้ เ้าหมู่ตึกกระเรียนฟ้าหลิวซุ่นกงกงรวมทั้งเหล่ายอดฝีมือทั้งหมด ต่างเดินทางกลับมาถึงหมู่ตึกกระเรียนฟ้า ภายในห้องโถงเทวทูตซ้ายขวาเจียฮุยกับเจียจิ้ง มันทั้งสองกำลังใช้กำลังภายในรักษาอาการาเ็อยู่ดูจากอาการคาดว่าสาหัสอยู่ไม่น้อย คิดว่าอาจต้องใช้เวลารักษาอาการาเ็น้อยราวครึ่งเดือนหากนานกว่านั้นอาจเป็เดือน
สองเทวทูตซ้ายขวาเจียฮุยกับเจียจิ้งเมื่อทราบว่าคนทั้งหมดกลับมาถึงแล้ว ต่างพากันลืมตาขึ้นขยับริมฝีปากคิดกล่าววาจาแต่ยังมิทันได้ส่งเสียง หลิวซุ่นกงกงรีบยกมือห้ามขึ้นก่อนพร้อมกับส่งเสียงกล่าวกับมันทั้งสองว่า
"เอาเถิด พวกเ้าทั้งสองมิต้องกล่าววาจาประเดี๋ยวจะกระทบกระเทือนอาการาเ็ นับจากวันนี้พวกเ้าทั้งสองพักผ่อนให้มากตั้งใจรักษาอาการาเ็ ส่วนหมอที่เชี่ยวชาญการรักษาเราจะให้คนไปจัดการรับตัวมา คิดว่าคงหายทันวันชุมนุมชาวยุทธ์ที่วัดเส้าหลิน”
หลิวซุ่นกงกงก้าวเดินขึ้นไปแล้วทรุดลงนั่งยังเก้าอี้ พลางทอดสายตาสำรวจทุกคนเที่ยวหนึ่งส่งเสียงกล่าวว่า
“เราเองต้องวางแผนการสำคัญอีกหลายอย่างงานนี้คิดว่าไม่ง่ายดายนัก หากเราคิดจะควบคุมชาวยุทธ์เอาไว้จากการที่เราได้หารือกับเ้าอาวาสวัดเส้าหลินมา ท่านหลุดปากออกมาว่าการคัดเลือกผู้นำชาวยุทธ์ในครั้งนี้ มีความจำเป็และยุ่งยากอีกทั้งยังมีลำบากใจอยู่หลายประการ”
เ้าหมู่ตึกกระเรียนฟ้าหลิวซุ่นกงกงยกถ้วยน้ำชาบนโต๊ะขวามือขึ้นดื่มอึกหนึ่ง เมื่อวางถ้วยน้ำชาลงบนจานรองแล้วส่งเสียงกล่าววาจาต่อว่า
“ท่านเ้าอาวาสวัดเส้าหลินกล่าวว่าเหล่าชาวยุทธ์ส่วนใหญ่ไม่้าให้ราชสำนักเข้าไปเกี่ยวข้องอีกทั้งไม่้าให้สอดมือเข้าไปมีส่วนยุ่งเกี่ยว กับเื่ราวชาวยุทธจักรบู๊ลิ้มดังนั้นเราได้แต่เพียงเข้าร่วมชุมนุมเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ในการตัดสินใจหรือส่งผู้ใดเข้าชิงตำแหน่งผู้นำชาวยุทธ์ในครั้งนี้เด็ดขาด"
ต๊กม้อเต็กไต้ซือได้ยินเช่นนั้นจึงส่งเสียงกล่าวถามขึ้นว่า
"หากเป็เช่นนั้นจริง ๆท่านหลิวซุ่นกงกง คิดจะกระทำเช่นไรต่อไป? หลายปีมานี้ท่านเองรวมทั้งพวกเราทั้งหมดต่างตระเตรียมความพร้อมลอบวางแผนการอันรัดกุมอีกทั้งยังจัดวางกำลังคนเอาไว้ในที่ต่าง ๆพร้อมกันนั้นยังสร้างเครือข่ายคลี่กางแหฟ้าตาข่ายดินรวมถึงสร้างความสัมพันธ์กับชาวยุทธ์มากมายมิใช่สุดท้ายต้องมาคว้าน้ำเหลวเอาตอนสุดท้าย”
เล่อต้าเต๋อแสดงท่าทีเห็นด้วยส่งเสียงกล่าวสนับสนุนดังว่า
“หากจะให้วิจารณ์ตามความจริงแล้วตำแหน่งเสนาบดีของท่านหลิวซุ่นกงกง สมควรยกย่องให้เกียรติแก่ท่านให้มากอีกทั้งยังต้องเกรงอกเกรงใจไม่อาจลบหลู่ ด้วยยศศักดิ์ฐานะของท่านแล้วยิ่งมีความเหมาะสมในทุกด้าน ชาวยุทธ์จักรเสนอความคิดนี้ต่อเ้าอาวาสวัดเส้าหลินถือว่าไม่ถูกต้องสักเท่าใด?”
เสิ่นซู่สูอวี้ส่งเสียงกล่าวเสริมเติมต่อว่า
“ในความคิดเห็นของข้าพเ้าเหล่าชาวยุทธ์ที่เสนอความคิดนี้อาจมีเพียงส่วนหนึ่งแต่มิใช่เสียงส่วนใหญ่ของชาวบู๊ลิ้ม เมื่อถึงวันชุมนุมชาวยุทธ์ในวันนั้นเสียงของผู้ที่สนับสนุนท่านอาจมีมากกว่าก็ได้ บางทีท่านหลิวซุ่นกงกงแห่งหมู่ตึกกระเรียนฟ้าอาจจะถูกเสนอชื่อเข้าชิงผู้นำชาวยุทธ์เป็ลำดับต้น ๆ ก็เป็ได้"
หลิวซุ่นกงกง แสดงท่าทางใช้ความคิดยกชาขึ้นดื่มอีกอึกหนึ่ง ส่งเสียงกล่าวว่า
"ในตอนแรก หมากที่เราหมายตาเอาไว้ผู้ที่คิดว่าจะสนับสนุนเรานั้น มีเ้าอาวาสวัดเส้าหลิน หัวหน้าพรรคไผ่หลิวเ้าสำนักเมฆฟ้าพิรุณ และสุดท้ายเป็หุบเขาผาพยัคฆ์ขาว”
หลิวซุ่นกงกงแสดงสีหน้าท่าทางเสียดายส่งเสียงกล่าวต่อทันทีว่า
“ความจริงแล้ว เพียงอาศัยสี่สำนักใหญ่ฝ่ายธัมมะ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วหากสามสำนักใหญ่ฝ่ายธัมมะ กับวัดเส้าหลินสนับสนุนหมู่ตึกระเรียนฟ้าค่ายพรรคสำนักไร้ชื่ออื่น ๆ คงมิกล้าคัดค้านแน่นอนแต่ทว่าตอนนี้ความผิดพลาดเกิดขึ้นจนได้ เ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวมู่ชิวป้ามันไม่น่าจะมาสร้างปัญหาความยุ่งยากให้กับเรา”
ยามนั้น หัวหน้าตึกหกหุนอันสุ่ยซึ่งยืนรับฟังเื่ราวอยู่เนิ่นนานแล้ว ส่งเสียงแสดงความคิดเห็นออกมาว่า
“การเสียชีวิตของหัวหน้าตึกคชสีห์เกาฉวนล้วนมีเงื่อนงำอำพราง เป็ที่น่าเคลือบแคลงอยู่บ้าง ก่อนหน้านี้หมู่ตึกกระเรียนฟ้ากับหุบเขาผาพยัคฆ์ขาว ล้วนเป็มิตรสหายที่ดีต่อกันไม่เคยมีเื่ราวบาดหมางผิดใจกันมาก่อนเหตุการณ์ในครั้งนี้ใช่มีความนัยอันใดแอบแฝงหรือไม่?”
หลิวซุ่นกงกง พยักหน้าช้า ๆ ท่าทางใช้ความคิดจากนั้นส่งเสียงกล่าวตอบว่า
“เราเองก็ขบคิดไม่เข้าใจไม่ทราบว่าเ้าหุบเขามู่ชิวป้า มีเหตุผลอันใด? จึงกล้าเข้ามาเข่นฆ่าคนของเราในหมู่ตึกกระเรียนฟ้าการกระทำของมันคล้ายกับเหยียบหน้าเราดังนั้นเราจึงมิอาจปลดปล่อยให้มันหนีรอดไปได้”
หัวหน้าตึกเมฆาฉีฝ่าน แสดงความคิดเห็นบางว่า
“ข้าพเ้าล้วนเห็นด้วยกับหัวหน้าตึกหกหุนอันสุ่ยการตายของหัวหน้าตึกคชสีห์เกาฉวนคล้ายไม่ปกติไปบ้างเหมือนยังคลุมเครือดั่งเมฆหมอกปกคลุมอยู่ชั้นหนึ่งท่านหลิวซุ่นกงกงได้สังเกตท่าทีของเ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวหรือไม่ราวกับมันมิได้ลงมือแต่ตกบันไดพลอยโจน ด้วยสถานการณ์บังคับจึงได้ลงมือตอบโต้หาทางหลบหนี”
หลิวซุ่นกงกง แสดงท่าทางใช้ความคิดพยักหน้าคล้ายเห็นด้วยอยู่ส่วนหนึ่ง ส่งเสียงกล่าวตอบออกมาว่า
“เราเองก็ยังสงสัยในตัวมันเช่นกันดูจากปฏิกิริยาของมัน คล้ายกับว่ามันมิใช่ผู้ลงมือกระนั้น หากทว่าเป็มันจริง ๆที่เป็ผู้ลงมือ มิฉะนั้นแล้วมันคงใช้ฝ่ามืออำมหิต ดั่งเช่นใช้จัดการกับหัวหน้าตึกคชสีห์เกาฉวนเล่นงานพวกท่านแล้วก็ได้”
หลิวซุ่นกงกงหยุดครุ่นคิดเล็กน้อยส่งเสียงกล่าวต่อว่า
“ในตอนนั้นเราเองใจร้อนไม่ทันใคร่ครวญพวกเราด่วนรีบลงมือต่อมันโดยมิได้สวบสวนเื่นี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องไม่ส่งผลดีต่อเราอย่างแน่นอน ดังนั้นหากปล่อยให้มันมีชีวิตรอดกระทั่งไปปรากฏตัวในงานชุมนุมชาวยุทธ์ที่วัดเส้าหลินได้เห็นทีเราคงต้องใช้วิธีการอื่นรับมือแทน"
หัวหน้าตึกอินทรีต้าถงได้ยินหลิวซุ่นกงกงกล่าววาจาออกมาคล้ายกับมีแผนการอื่นไว้รองรับอยู่ในใจดังนั้นจึงรีบกล่าววาจา ส่งเสียงกล่าวถามออกไปทันทีว่า
"ข้าพเ้าฟังจากคำพูดของท่านหลิวซุ่นกงกงเมื่อครู่คล้ายกับท่านมีแผนการอื่นรองรับอยู่กระนั้น? มิทราบว่าแผนการที่ท่านเตรียมเอาไว้สามารถบอกกล่าวออกมาให้กับพวกเราในที่นี่ให้รับทราบถึงแผนการดังกล่าวได้บ้างหรือไม่?”
หลิวซุ่นกงกง แสดงสีหน้าขบคิดตัดสินใจใช้ความคิดใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวตอบว่า
"ถูกต้องความจริงเรามีหมากอีกตาหนึ่งซึ่งเตรียมไว้อาจถือว่ายังเหนือชั้นกว่าแผนการแรกเสียด้วยซ้ำในเมื่อบรรดาชาวยุทธ์มิให้เราซึ่งเป็คนของราชสำนักลงแข่งขันเพื่อเป็ผู้นำชาวยุทธ์ในครั้งนี้”
หลิวซุ่นกงกง ส่งเสียงหัวร่อในลำคอเบา ๆก่อนจะส่งเสียงราบเรียบแต่แน่นหนัก อีกทั้งยังแฝงความเฉียบขาดกล่าวต่อว่า
“เราหลิวซุ่นกงกง ผู้เป็เ้าหมู่ตึกกระเรียนฟ้าในเมื่อไม่อาจลง่ชิงตำแหน่งประมุขยุทธภพได้ เราก็จะให้ผู้อื่นซึ่งเป็ชาวยุทธ์ลงแข่งขันชิงตำแหน่งผู้นำชาวยุทธ์แทน โดยที่เราจะคอยชักใยอยู่เื้ัมิหนำซ้ำบุคคลผู้นี้ที่เราหมายตาเอาไว้ ถือได้ว่าพลังฝีมือสูงเยี่ยมมีความรอบรู้ทั้งบุ๋นบู๊ถือว่าร้ายกาจยิ่งอีกทั้งจิตใจของคนผู้นี้ยังโเี้อำมหิต เราแอบติดต่อกับคนผู้นี้สิบกว่าปีแล้วกระทั่งบัดนี้ยังลอบนัดพบกันอยู่บ่อยครั้ง"
เล่อต้าเต๋อ พอได้ยินเช่นนั้นมันเกิดความสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาทันที ครุ่นคิดขึ้นในใจว่า
“คนผู้นี้ที่หลิวซุ่นกงกงกำลังกล่าวถึงเป็ผู้ใดกันแน่? เราเคยพบปะกับคนผู้นี้มาบ้างหรือไม่?ไฉนที่ผ่านมาหลิวซุ่นกงกงจึงไม่เคยเอ่ยถึงมาก่อนเลย ในยุทธภพนอกจากสามสำนักใหญ่ฝ่ายธัมมะแล้วยังมีค่ายพรรคสำนักใด? ที่ซ่อนบุคคลชนชั้นยอดฝีมือที่มีจิตใจโเี้อำมหิตอยู่อีก”
ยามนี้ เมื่อหลิวซุ่นกงกงกล่าวถึงชนชั้นยอดฝีมือที่มีความสามารถทั้งบุ๋นบู๊โดยท่านกล่าวว่าได้ลอบติดต่อกับคนผู้นี้มานานกว่าสิบปีที่ผ่านมาหากคำพูดนี้ของหลิวซุ่นกงกงเป็จริง ย่อมหมายความว่าคนผู้นี้มีพลังฝึกปรืออันร้ายกาจลึกล้ำนับว่ายังสูงส่งกว่าพวกตนที่อาศัยอยู่ในหมู่ตึกกระเรียนฟ้าแน่นอนมิใช่เล่อต้าเต๋อผู้เดียวที่รู้สึกคันปากอยากกล่าวถาม คนอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกันทุกคน้าทราบคำตอบที่กระจ่างบัดเดี๋ยวนี้ พอดีเล่อต้าเต๋อเอ่ยกล่าวถามขึ้นก่อนว่า
"เรียนถามท่านหลิวซุ่นกงกงมิทราบว่าบุคคลที่ท่านกล่าวถึง เมื่อสักครู่ ท่านบอกว่ามีพลังฝีมือยอดเยี่ยมสูงส่งแสดงว่าคนผู้นี้ที่ท่านกำลังกล่าวถึงยังมีพลังวิชาฝ่ามือเหนือล้ำกว่าไต้ซือม้อเต็กลามะอีกใช่หรือไม่?”
เสิ่นซื่อสูอวี้ รีบส่งเสียงกล่าวถามต่อทันทีว่า
“หากเป็เช่นนั้นไฉนที่ผ่านมาพวกเราจึงไม่ระแคะระคายแม้แต่น้อยท่านหลิวซุ่นกงกงมิเคยปริปากเอ่ยถึงมาก่อน อีกทั้งท่านยังวางตัวคนผู้นี้ไว้ให้เป็ตัวแทนเข้า่ชิงตำแหน่งผู้นำชาวยุทธ์แทนหมู่ตึกกระเรียนฟ้าอีกด้วยมิทราบว่าบุคคลชนชั้นยอดฝีมือสูงส่ง ผู้ที่ท่านกำลังกล่าวถึงมันมีฉายาหรือชื่อเรียกหาว่ากระไร?"
เ้าหมู่ตึกกระเรียนฟ้าหลิวซุ่นกงกงส่งยิ้มแสดงความพึงพอใจ กระแอมไอดวงตาทั้งสองเป็ประกายส่งเสียงกล่าวภูมิอกภูมิใจว่า
"เอาเถิดในเมื่อเหตุการณ์ล่วงเลยมาถึงขั้นนี้แล้ว เราจะเกริ่นให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบสักเล็กน้อยก็แล้วกันหลังจากนั้นพวกท่านค่อยพบเจอกับบุคคลผู้นี้ในวันชุมนุมชาวยุทธ์แท้จริงแล้วท่านทั้งหลายในที่นี่น่าจะคุ้นเคยกับบุคคลท่านนี้อยู่บ้างได้ยินเช่นนี้แล้วคงทำให้พวกท่าน ยิ่งเพิ่มความสนใจใคร่รู้ เกี่ยวกับประวัติความเป็มาของคนผู้นี้มากขึ้นอีกเท่าตัวสินะ?"
หลิวซุ่นกงกง กล่าววาจากระตุ้นความสนใจแล้วหยุดคำพูดเอาเอาไว้กลางคัน หันมาจิบชาคำหนึ่ง จากนั้นลึกขึ้นจากเก้าอี้นั่งก้าวเท้าเดินไปยังม้านั่งอีกตัวหนึ่งริมหน้าต่าง คนรับใช้ยกชุดน้ำชาติดตามมาวางไว้
ม้านั่งตัวนี้ตั้งอยู่ริมหน้าต่างซึ่งยังวางโต๊ะไม้จันทน์แดงอีกตัวหนึ่ง บนโต๊ะไม้จันทน์แดงวางชุดน้ำชาพอหลิวซุ่นกงกงนั่งลงเป็ที่เรียบร้อยแล้ว บรรจงยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบอย่างช้า ๆคล้ายกับว่า้ากลั่นแกล้งผู้คนให้หงุดหงิด ทุกคนที่ก้าวเท้าติดตามมาหยุดยืนอยู่ไม่ไกลเมื่อดื่มน้ำชาจนหายคอแห้งแล้ว หลิวซุ่นกงกงกล่าววาจาต่อว่า
"บุคคลผู้นี้ท่านทั้งหลายอาจจะเคยรู้จักมาก่อน หรือไม่ก็อาจเคยได้ยินชื่อเสียงมาบ้างในอดีตนับว่าเป็บุคคลที่มีชื่อเสียงผู้หนึ่งผู้ที่ถูกยกย่องให้เป็สุดยอดฝีมือหนึ่งในห้า ของสำนักหนึ่งซึ่งล่มสลายไปเมื่อสิบกว่าปีก่อนบุคคลผู้นี้เก็บตัวซ่อนกายมาสิบห้าปี โดยที่ไม่มีชาวยุทธ์ผู้ใดเคยพบเห็นมิเคยมีผู้ใดพบเห็นเลยจริง ๆ หรืออาจจะเคยพบเห็น?”
หลิวซุ่นกงกง กล่าวทิ้งปริศนายิ่งทำให้ทุกคนเกิดความสงสัยอยากรู้ หลิวซุ่นกงกงส่งเสียงกล่าวต่อว่า
“หลายคนเข้าใจผิดคิดไปว่าบุคคลผู้นี้ได้ตายจากไปจากยุทธภพแล้วเมื่อสิบห้าปีก่อนแล้วแต่ความจริงมันยังไม่ตาย บัดนี้ได้เวลาที่มันจะหวนกลับคืนสู่ยุทธจักรอีกครั้งกลับมาพร้อมกับพลังฝีมือที่รุดหน้าจนน่ากลัวกว่าในอดีต เรากล้ารับรองได้ว่าบรรดาชาวยุทธ์ทั้งหลายจะต้องหนาวสั่นขวัญผวากันอีกคราเมื่อถึงเวลาที่คนผู้นี้ปรากฏตัว ทุกท่านคอยดูไปเถิด เราหลิวซุ่นกงกงกล่าววาจาได้เพียงเท่านี้ ฮาฮา"
เมื่อกล่าววาจาจบหลิวซุ่นกงกงแหงนหน้าหัวร่อเสียงดังกังวาน พร้อมกับยกฝ่ามือข้างหนึ่งตบลงยังโต๊ะไม้จันทน์แดงซึ่งวางชุดน้ำชา โต๊ะไม้จันทน์แดงตัวนี้ถือว่าสร้างจากไม้เนื้อแข็งชั้นดีแถมมีราคาแพง ความหนาของเนื้อไม้ราวหนึ่งคืบ
ยามนั้น พอฝ่ามือของหลิวซุ่นกงกงัักระทบโต๊ะไม้จันทน์แดงอันแข็งแรงนั่น บังเกิดเป็เสียงเปรี้ยงปร้างดั่งสนั่นดั่งแจกันเครื่องลายครามขนาดใหญ่ ถูกผู้คนจับทุ่มลงกับพื้นโดยแรง โต๊ะไม้จันทน์แดงแข็งแรงหนาราวหนึ่งคืบที่วางอยู่ในสภาพดีเมื่อครู่ บัดนี้แตกละเอียดไม่เหลือชิ้นดีเศษของชิ้นไม้กับถาดชุดถ้วยน้ำชา ปลิวว่อนกระจัดกระจายไปทั่วทั้งบริเวณ
ทุกคนในห้องโถงต่างมองดูหลิวซุ่นกงกงราวเป็สายตาเดียวกัน ในยามนี้เสื้อผ้าของท่านที่สวมใส่ พลันบวมเป่งพองโตดั่งพกลมเอาไว้ภายในเส้นผมสีขาวที่แซมด้วยสีดำจาง ๆ ดั่งดอกเลาต่างยกตัวชูชี้ชันตั้งตรงคล้ายดั่งงูที่มีชีวิตมิปานดูแล้วชวนให้รู้สึกตระหนกใยิ่งนัก
ทุกคนในที่นี่ ที่ผ่านมายังไม่เคยมีผู้ใดได้เห็นพลังฝีมือที่แท้จริงของหลิวซุ่นกงกงมาก่อน เมื่อเห็นโต๊ะไม้จันทน์แดงแข็งแรงหนาหนึ่งคืบแตกละเอียดง่ายดายภายในฝ่ามือเดียวต่างพากันขนลุกเกรียวกราวราวหนาวสั่น คาดคิดไม่ถึงว่าเ้าหมู่ตึกกระเรียนฟ้ายามลงมือจะรวดเร็วเกรี้ยวกราดดุดันถึงเพียงนี้ หลิวซุ่นกงกงในยามนี้ท่านลุกขึ้นยืนแหงนหน้ามองฟ้าออกไปทางหน้าต่าง ส่งเสียงหัวร่อกึกก้องกังวานเสียงดังยาวนานคล้ายคนคลุ้มคลั่งเสียสติพอสิ้นเสียงหัวร่อกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบเสียดกระดูดข่มขวัญผู้คนว่า
"ฮาฮา ผู้ใดคล้อยตามเราอยู่ผู้ใดขัดขวางเราจงเป็เช่นโต๊ะไม้จันทน์แดงตัวนี้"
หยกเหินลม/ชล ชโลทร