"ตื่นได้แล้วครับ... แฟนพี่"
ประโยคสั้นๆ พร้อมกับััอุ่นๆ ที่ประทับลงบนหน้าผาก เป็สิ่งแรกที่ปลุกผมให้ตื่นขึ้นจากห้วงนิทราอันแสนหวานในเช้าวันเสาร์
ผมปรือตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าหล่อเหลาของพี่คิรินที่กำลังส่งยิ้มบางๆ มาให้ รอยยิ้มที่เมื่อก่อนผมแทบจะไม่เคยได้เห็น แต่มันกลับกลายเป็ภาพชินตาไปแล้วั้แ่เราสองคนตกลงปลงใจเลื่อนสถานะกันเมื่อไม่กี่วันก่อน
คำว่า 'แฟน' ที่หลุดออกจากปากเขา ทำเอาใบหน้าของผมเห่อร้อนขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ แม้จะผ่านการสารภาพรักและบทรักที่แสนจะลึกซึ้งมาแล้ว แต่ผมก็ยังไม่ชินกับสถานะใหม่นี้อยู่ดี ความรู้สึกเขินอายมันยังคงโจมตีผมทุกครั้งที่เขามองมาด้วยสายตาหวานเชื่อมแบบนั้น
"งื้อออ... ขออีกห้านาทีนะพี่..."
ผมบ่นอุบอิบ ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงเพื่อซ่อนใบหน้าที่กำลังแดงก่ำเป็ลูกตำลึงสุก พยายามหลบเลี่ยงสายตาคลั่งรักของเขา
"ไม่ได้ครับ สายแล้ว เดี๋ยวปวดหัวนะ วันนี้พี่ทำออมเล็ตชีสของโปรดหนูไว้ด้วย ถ้าลุกช้าพี่จะกินให้หมดเลยนะ" พี่คิรินไม่ยอมแพ้ เขาจัดการดึงผ้าห่มออกจากตัวผมอย่างง่ายดาย ก่อนจะสอดแขนแกร่งเข้ามาใต้ข้อพับเข่าและแผ่นหลังของผม แล้วช้อนตัวผมอุ้มขึ้นในท่าเ้าสาวอีกครั้งราวกับผมเป็ปุยนุ่น
"เฮ้ย! พี่คิริน ปล่อยผมลงนะ ผมเดินเองได้"
ผมร้องโวยวาย ดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนของเขา สองมือต้องรีบคว้าคอเสื้อยืดของเขาไว้แน่นเพราะกลัวตก หัวใจเต้นตึกตักไม่เป็จังหวะ
"เดินเองอะไรล่ะ เมื่อคืนหนูร้องครางจนแทบจะหมดแรงเดินอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ขาหนูยังสั่นอยู่เลย พี่อุ้มแหละดีแล้ว"
เขาตอบหน้าตาย แววตาแฝงไปด้วยความเ้าเล่ห์และล้อเลียนอย่างเห็นได้ชัด
คำพูดสองแง่สามง่ามที่พาดพิงถึงกิจกรรมเมื่อคืน ทำเอาผมหน้าร้อนฉ่าจนแทบจะะเิ
"ไอ้พี่บ้า! ไอ้คนหื่น เลิกพูดเื่เมื่อคืนเลยนะ ไม่งั้นคืนนี้ผมจะไล่พี่ไปนอนโซฟา"
พี่คิรินหัวเราะร่วนในลำคออย่างอารมณ์ดี เขาไม่ได้สะทกสะท้านกับคำขู่ของผมเลยสักนิด เขาอุ้มผมเดินตรงไปยังห้องน้ำ วางผมลงยืนหน้าอ่างล้างหน้าอย่างระมัดระวัง แต่แทนที่เขาจะปล่อยให้ผมจัดการตัวเอง เขากลับหยิบแปรงสีฟันของผมมาบีบยาสีฟันใส่ให้เสร็จสรรพ แล้วยื่นมาจ่อที่ปากผม
"อ้าปากสิ เดี๋ยวพี่แปรงให้" เขาพูดเสียงนุ่ม
"บ้าเหรอพี่ ผมมีมือนะ ผมแปรงเองได้ ไม่ใช่เด็กอนุบาลนะเว้ย"
ผมแย่งแปรงสีฟันมาจากมือเขาอย่างรวดเร็ว รู้สึกทำตัวไม่ถูกกับการดูแลเอาใจใส่ที่มันมากเกินขีดจำกัดแบบนี้
"ก็พี่อยากดูแลแฟนพี่นี่นา... ผิดตรงไหน"
เขายักไหล่ ทรงตัวยืนพิงกรอบประตูห้องน้ำกอดอกมองผมแปรงฟันด้วยรอยยิ้ม
"ตอนเป็แค่รูมเมต พี่ยังดูแลหนูได้ไม่เต็มที่ แต่ตอนนี้หนูเป็แฟนพี่แล้ว พี่มีสิทธิ์ดูแลหนูทุกตารางนิ้วบนร่างกายหนูเลยนะรู้ไหม"
คำว่า 'แฟนพี่' ถูกเน้นย้ำอีกครั้งพร้อมกับสายตาที่ลากไล้ไปทั่วเรือนร่างของผม จนผมต้องรีบก้มหน้าก้มตาบ้วนปากและล้างหน้าเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน
พี่คิรินยังไม่หยุดแค่นั้น เขาหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กมาซับหยดน้ำบนใบหน้าให้ผมอย่างเบามือ ััที่อ่อนโยนและสายตาที่เต็มไปด้วยความรักของเขา มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็เ้าหญิงในนิยาย (ถึงแม้ผมจะเป็ผู้ชายตัวเบ้อเริ่มก็เถอะ)
การเอาอกเอาใจแบบคูณสิบของพี่คิรินยังไม่จบลงแค่นั้น
เมื่อเราออกมาที่โต๊ะอาหาร อาหารเช้าหน้าตาตื่นตาตื่นใจอย่างออมเล็ตชีสเยิ้มๆ ไส้กรอก เบคอนทอดกรอบ และขนมปังปิ้ง ก็วางรออยู่แล้ว กลิ่นหอมกรุ่นของมันทำเอากระเพาะผมร้องโครกครากประท้วงความหิว
ผมทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ เตรียมจะหยิบส้อมขึ้นมาจิ้มไส้กรอกเข้าปาก แต่มือหนาของคนตรงข้ามก็เอื้อมมาคว้าข้อมือผมไว้เสียก่อน
"พี่ป้อน"
พูดจบ เขาก็จัดการหั่นออมเล็ตชิ้นพอดีคำ จิ้มซอสมะเขือเทศนิดหน่อย แล้วยื่นมาจ่อที่ปากผม
"พี่คิริน... ผมกินเองได้จริงๆ นะ... ไม่ต้องป้อนหรอกน่า..."
ผมพยายามประท้วง มองซ้ายมองขวาอย่างเลิ่กลั่ก ถึงจะอยู่ในห้องกันแค่สองคนแต่มันก็เขินปะวะ!
"อ้ามมม..."
เขาลากเสียงยาว ทำปากอ้ากว้างเหมือนกำลังหลอกล่อเด็กเล็กๆ ให้กินข้าว
"ถ้าหนูไม่อ้าปาก พี่จะป้อนด้วยปากพี่แทนนะ"
คำขู่ของเขาทำเอาผมต้องรีบอ้าปากรับออมเล็ตชิ้นนั้นเข้าไปเคี้ยวตุ้ยๆ ความอร่อยของชีสและไข่มันแผ่ซ่านไปทั่วปาก แต่ที่อร่อยกว่าไข่ก็คงเป็ความรู้สึกอบอุ่นในใจนี่แหละ
"อร่อยไหม" เขาถามยิ้มๆ หยิบกระดาษทิชชู่มาเช็ดคราบซอสที่มุมปากให้ผมอย่างเบามือ
"อื้อ... อร่อย" ผมตอบเสียงอู้อี้ ก้มหน้างุดหลบสายตาคลั่งรักของเขา
ตลอดมื้ออาหารเช้า พี่คิรินแทบจะไม่ยอมให้ผมแตะช้อนส้อมเลย เขาป้อนผมสลับกับกินเองไปเรื่อยๆ คอยเช็ดปาก คอยเลื่อนแก้วน้ำให้ ทุกการกระทำของเขามันเต็มไปด้วยความใส่ใจจนผมรู้สึกว่าตัวเองแทบจะเป็ง่อยอยู่แล้ว แต่ลึกๆ แล้ว... ผมก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผมชอบการถูกดูแลแบบนี้สุดๆ มันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็คนสำคัญที่มีคนคอยทะนุถนอม
ตกบ่าย บรรยากาศในห้องก็ยังคงอบอวลไปด้วยความหวาน
พี่คิรินกำลังยืนง่วนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ครัวเพื่อเตรียมหั่นแอปเปิลและผลไม้ต่างๆ สำหรับเป็ของว่าง ส่วนผมก็นั่งดูทีวีอยู่ที่โซฟา แต่ไม่รู้ทำไม... สายตาของผมถึงไม่ได้โฟกัสอยู่ที่หน้าจอทีวีเลยสักนิด มันเอาแต่จดจ่ออยู่ที่แผ่นหลังกว้างของผู้ชายที่กำลังยืนหั่นผลไม้อยู่ตรงนั้น
ความรู้สึกอยากอ้อน อยากเข้าใกล้ อยากัั มันตีตื้นขึ้นมาในอกอย่างประหลาด อาการแบบนี้ผมไม่เคยเป็มาก่อนเลยในชีวิต
ผมตัดสินใจลุกจากโซฟา เดินเตาะแตะเข้าไปในครัวด้วยฝีเท้าแ่เบา ก่อนจะสอดแขนทั้งสองข้างโอบรอบเอวสอบของเขาจากด้านหลัง แนบแก้มลงกับแผ่นหลังกว้างที่แสนจะอบอุ่นและคุ้นเคย ซึมซับกลิ่นกายหอมๆ ของเขา
พี่คิรินชะงักมือที่กำลังหั่นผลไม้ไปชั่วขณะ เขาก้มลงมองท่อนแขนเล็กๆ ของผมที่กอดรัดเอวเขาไว้ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
"เป็อะไร หืม? หิวแล้วเหรอลูกแมว" เขาถามเสียงนุ่ม ละมือจากมีดแล้วหมุนตัวกลับมาหาผม
ผมไม่ยอมปล่อยมือจากการกอดเอวเขา ซ้ำยังซุกหน้าลงกับแผงอกของเขามากขึ้น
"เปล่า... แค่เบื่อทีวี ไม่มีอะไรดู"
ผมตอบเสียงอู้อี้ แกล้งทำเป็บ่นไปอย่างนั้นแหละ ทั้งที่ความจริงแล้วผมแค่อยากกอดเขาเฉยๆ
พี่คิรินยกมือขึ้นลูบกลุ่มผมของผมอย่างเอ็นดู
"อ้อนแบบนี้... อยากให้พี่กินแอปเปิล หรืออยากให้พี่กินหนูดีล่ะครับ"
"ไอ้พี่บ้า!" ผมเงยหน้าขึ้นมาแยกเขี้ยวใส่เขา ตีเข้าที่อกแกร่งเบาๆ
"คิดแต่เื่ลามก หั่นแอปเปิลไปเลยนะ"
"ก็มีแฟนน่ารักขนาดนี้ จะไม่ให้คิดเื่แบบนั้นได้ไง"
เขาตอบหน้าตาย ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมากดจูบที่ปลายจมูกของผมอย่างรวดเร็วจนผมตั้งตัวไม่ทัน
"งื้อออ..." ผมครางประท้วง แต่ก็ไม่ได้ขัดขืน ซ้ำยังกระชับกอดเอวเขาแน่นขึ้นอีกนิด ปล่อยให้เขายืนลูบผมและกอดผมตอบอยู่แบบนั้นกลางห้องครัว ปล่อยให้เวลาเดินไปช้าๆ โดยมีแค่เราสองคน
เวลาล่วงเลยไปจนถึง่ค่ำ เราสองคนย้ายมานั่งจับเจ่าอยู่บนโซฟาหน้าทีวีเพื่อดูซีรีส์เกาหลีแนวโรแมนติกดราม่าเื่โปรดของผม (ซึ่งพี่คิรินโดนผมบังคับให้ดูเป็เพื่อน ทั้งที่เขาเกลียดซีรีส์แนวนี้เข้าไส้)
ผมนั่งอยู่ข้างๆ เขา แต่ความรู้สึกอยากอ้อนมันก็ยังไม่หายไปไหน ผมขยับตัวยุกยิกไปมา เอียงหัวไปพิงไหล่เขาบ้าง เอาขาไปเกยทับขาเขาบ้าง จนในที่สุด พี่คิรินที่ทนดูไม่ได้ ก็จัดการคว้าหมับเข้าที่เอวผม แล้วดึงตัวผมให้ขึ้นไปนั่งเกยอยู่บนตักกว้างของเขาทันที
"เฮ้ยพี่! ผมหนักนะ เดี๋ยวพี่ก็ขาชาหรอก" ผมโวยวาย พยายามจะขยับตัวลง
"อยู่เฉยๆ เถอะน่า ตัวเบาหวิวเหมือนลูกแมวแค่นี้ พี่ให้หนูนั่งทับทั้งวันยังได้เลย"
เขาดุเบาๆ ก่อนจะวาดแขนโอบกอดรอบเอวผมไว้แน่นจนแผ่นหลังของผมแนบชิดกับแผงอกของเขา คางแกร่งเกยทับลงมาบนลาดไหล่ของผมอย่างพอดิบพอดี
ผมยอมแพ้ ทิ้งน้ำหนักตัวพิงแผ่นอกกว้างอย่างผ่อนคลาย สองมือประสานทับลงบนมือใหญ่ของเขาที่กอดเอวผมไว้ สายตาจดจ่ออยู่ที่หน้าจอทีวี แต่ความสนใจทั้งหมดกลับถูกดึงดูดไปที่จังหวะการเต้นของหัวใจและลมหายใจอุ่นๆ ที่รดอยู่ตรงซอกคอ ทุกััของเขามันทำให้ผมรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก
บรรยากาศรอบตัวมันเงียบสงบ อบอุ่น และเต็มไปด้วยความสุขจนอธิบายเป็คำพูดไม่ถูก
ผมแอบยิ้มบางๆ ให้กับตัวเองในความมืดสลัวของห้องนั่งเล่น คิดย้อนกลับไปั้แ่วันแรกที่ต้องย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ด้วยความจำใจ วันที่ผมเคยมองว่าเขาเป็แค่ 'รูมเมตตัวร้าย' ที่ชอบทำตัวเผด็จการ ชอบกวนประสาทผมสารพัด และชอบฉวยโอกาสเอาเปรียบผม
ใครจะไปคิดล่ะว่า... วันนี้ผู้ชายคนนั้นจะกลายมาเป็ 'แฟน' ของผม กลายเป็คนที่ดูแลเอาใจใส่ผมทุกฝีก้าว กลายเป็คนที่ทำให้หัวใจของผมเต้นแรงเพียงแค่ถูกเขามอง เป็คนที่ทำลายกำแพงความกลัวในใจผมจนหมดสิ้น
การมีพี่คิรินเป็คนรัก... มันคือสิ่งที่เข้ามาช่วยปลอบประโลมความเหงาและความอ้างว้างในชีวิตของผมได้อย่างหมดจด เขาสอนให้ผมรู้จักคำว่าถูกรัก และสอนให้ผมรู้ว่าการรักใครสักคนอย่างสุดหัวใจมันเป็ยังไง
"ยิ้มอะไรอยู่คนเดียว หืม?" พี่คิรินกระซิบถามข้างหู เมื่อเห็นเงาสะท้อนรอยยิ้มของผมบนจอทีวีที่มืดลง
ผมส่ายหน้าเบาๆ เอนศีรษะซบกับใบหน้าของเขา
"เปล่าครับ... แค่คิดว่า... การมีพี่เป็แฟน... มันก็ดีเหมือนกันนะ"
พี่คิรินหัวเราะในลำคออย่างพอใจ กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีกนิด ก่อนจะกดจูบลงบนลาดไหล่ของผม
"มันต้องดีที่สุดอยู่แล้วครับ... เพราะพี่จะทำให้หนูเป็คนที่มีความสุขที่สุดในโลกเลย พี่จะดูแลหนูให้ดีกว่าใครในโลกนี้"
ผมหลับตาพริ้ม ซึมซับคำสัญญาที่แสนจะหนักแน่นและอบอุ่นนั้นไว้ในใจอย่างเต็มเปี่ยม
ใช่ครับ... ผมเชื่อว่าเขาจะทำได้อย่างที่พูดแน่นอน... เพราะแฟนป้ายแดงของผมคนนี้ คลั่งรักผมยิ่งกว่าใครบนโลกใบนี้เลยล่ะครับ.