บทที่ 9 การทดสอบของท่านแม่
อย่างไรก็ตาม มีสุภาษิตโบราณกล่าวไว้ว่า ‘อาหารเลิศรสย่อมมิอาจเทียบรสชาติของเกี๊ยว ความสนุกสนานย่อมไม่เท่า…*[1]’
‘เมื่อท่านแม่กล่าวเช่นนี้ หากข้าปฏิเสธไป ไม่เท่ากับข้าไม่เห็นถึงความหวังดีของท่านหรอกหรือ’
จูซู่ครุ่นคิดชั่วครู่แล้วกล่าวว่า “เช่นนั้น ข้าย่อมน้อมรับพระบัญชา”
“เ้าเด็กแสบ!” ฮองเฮาหม่าตบศีรษะบุตรชายอย่างเอ็นดูพลางเอ่ยว่า “ต่อหน้าแม่เช่นนี้ ไยต้องทำเช่นนี้อีกเล่า อีกไม่กี่วัน แม่จะเรียกซูเมี่ยวอวิ๋นมา พวกเ้าจะได้พบกัน หากทุกอย่างราบรื่น ก็จะได้จัดการเื่มงคลสมรสเสียที”
“ตอนนี้แม่ยังพอมีแรง จัดการเื่นี้ให้เรียบร้อยเสีย จะได้อุ้มลูกของเ้า แม่ไม่อยากจากไปโดยที่ยังไม่ได้เห็นหน้าหลาน”
“ท่านแม่ พูดอะไรเช่นนี้ ท่านต้องอยู่เป็ร่มโพธิ์ร่มไทรของข้านานแสนนาน” จูซู่กล่าว
“นานแสนนาน? ฮ่า ๆ ๆ เสี่ยวอู่ เ้าอย่าได้ปลอบใจข้าเลย นับแต่โบราณกาล มีผู้ใดบ้างเล่าที่อายุยืนถึงร้อยปี แม่นั้น เพียงเห็นพวกเ้าได้ครองเรือน มีบุตรสืบสกุล ก็ไร้สิ่งใดที่น่าเสียดายแล้ว เ้าเข้าใจหรือไม่” ฮองเฮาหม่ากล่าว
ฮองเฮาหม่ารู้สึกสังหรณ์ใจว่า ชีวิตของนางคงใกล้ถึงวาระสุดท้ายแล้ว
ตลอดสองปีมานี้ ร่างกายของนางทรุดโทรมลงมาก ยิ่งยามต้องลมหนาว มือเท้าก็เย็นเยียบ ประทังความอบอุ่นเท่าใดก็ไม่อาจทุเลา นางเก็บเื่นี้ไว้ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยกับผู้ใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งฮ่องเต้จู หากล่วงรู้เื่นี้เข้า คงจะร้อนใจจนทำอะไรไม่ถูก หากบรรดาหมอหลวงไม่อาจรักษาพระนางให้หายได้ ครานั้น พวกเขาคงต้องพบจุดจบเป็แน่
“ท่านแม่!” จูซู่จับมือมารดาของเขาอย่างนอบน้อม ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ท่านแม่โปรดวางพระทัยเถิด! คนดีเช่นท่าน ย่อมมีอายุยืนยาว นับประสาอะไรกับหลาน ข้าจะมอบทั้งเหลนให้ท่านอุ้มชื่นชมด้วย ดีหรือไม่”
“ดีสิ!”
ฮองเฮาหม่ายิ้ม “เช่นนั้น แม่ก็รออุ้มหลานของเ้าแล้วกัน”
“ตกลงตามนั้น!”
ฮองเฮาหม่าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงเอ่ยว่า “หลายวันมานี้ พี่ใหญ่ของเ้ามักมาบ่นกับแม่ว่า งานการมากมายเหลือเกิน จัดสรรอย่างไรก็ไม่หมด แต่ก็ไม่วางใจให้ผู้อื่น จึงอยากให้พวกเ้าพี่น้องช่วยงาน ทว่าเ้ารองกับเ้าสามก็ไปปกครองเมืองของตนเองแล้ว”
“เหลือเพียงเ้ากับเ้าสี่ที่ยังอยู่ที่เมืองอิ้งเทียน ไม่เช่นนั้น เ้าไปช่วยงานท่านลุงใหญ่หน่อยเป็ไร”
“หา!”
จูซู่หน้าเหวอ ส่ายหัวน้อย ๆ แล้วตอบว่า “ท่านแม่ ท่านอย่าให้ข้าไปติดกับท่านพี่ใหญ่เลย งานของท่านพี่ล้วนเป็ราชกิจทั้งนั้น ข้าเป็แค่องค์ชาย ไปช่วยราชกิจเช่นนั้น หากท่านพ่อทรงทราบ คงจะโบยข้าตายเป็แน่”
ต่อให้ท่านพ่อไม่โบยข้า หากพวกขุนนางในราชสำนักล่วงรู้เข้า พวกมันคงไม่ละเว้นที่จะถวายฎีกาฟ้องร้องข้าเป็แน่!
ยิ่งไปกว่านั้น ข้าเป็เพียงแค่องค์ชายผู้เสเพลไปวัน ๆ จะไปรู้เื่การปกครองบ้านเมืองได้อย่างไร!”
“อู่อ๋อง!” ทันใดนั้น ฮองเฮาหม่าก็กล่าวถามขึ้น “วันนี้ที่นี่ มีเพียงเ้ากับแม่เพียงสองคน บอกความจริงกับแม่มาเถิด เ้ามีความคิดเห็นอย่างไรกับตำแหน่งรัชทายาทบ้าง?”
วางใจเถิด ไม่ว่าเ้าจะพูดสิ่งใดกับแม่ แม่จะไม่นำความไปทูลท่านพ่อของเ้าเป็อันขาด
เื่นี้ แม่เคยถามพี่รองและพี่สามของเ้าแล้ว พวกเขาก็ซื่อตรงต่อแม่ดี บอกความจริงแม่มาหมด พวกเขาต่างก็มีเื่ไม่ยินยอมใจนัก น้อยใจว่าเหตุใดตนเองถึงมิใช่บุตรคนโต แม่อยากรู้ ว่าเ้าคิดเช่นนั้นบ้างหรือไม่”
“มิเคย!”
จูซู่เอ่ยอย่างไม่ลังเล “ข้าจะบอกความจริงกับท่านแม่! ข้ามิเคยคิดเช่นนั้น ท่านแม่ดูท่านพี่ใหญ่สิ วัน ๆ ยุ่งจนเป็เช่นไร ตื่นเช้ากว่าไก่ นอนดึกกว่าสุนัข ครึ่งปีมานี้ เห็นท่านพี่หน้าดำคร่ำเครียดทุกวัน ไม่เคยเห็นท่านพี่มีความสุขเลย
นี่แค่เป็องค์รัชทายาทนะ หากขึ้นครองราชย์เป็ฮ่องเต้ มิทำงานหนักจนตายรึ งานบ้านเมืองน้อยเสียเมื่อไร รอให้พระองค์สะสาง หากสะสางได้ดี ก็ว่าไปอย่าง หากสะสางไม่ได้ดี เชื่อเถอะ เหล่าขุนนางทั้งหลายจะรีบออกมาวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานา ว่าพระองค์เป็ทรราชบ้างล่ะ เป็กษัตริย์โฉดเขลาบ้างล่ะ
ข้าว่า มีแต่คนโง่เท่านั้น ที่อยากเป็ฮ่องเต้ เป็องค์ชายผู้สุขสบาย ไร้เื่ขุ่นข้องมิดีกว่ารึ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็องค์ชายแห่งต้าิของพวกเรานี่ ยิ่งดีใหญ่”
ฮองเฮาหม่าจ้องมองจูซู่ เอ่ยถามว่า “อู่อ๋อง เ้ามิได้คิดเช่นนั้นจริงหรือ”
‘ช่างเ้าเถิด จูหยวนจาง! ถึงกับต้องให้ท่านแม่มาทดสอบข้าเชียวหรือ’
‘เชื่อหรือไม่ ข้าจะก่อฏเสียจริง ๆ !’
“โอ้ย!” จูซู่ทำสีหน้าสิ้นหวัง กล่าวว่า “ท่านแม่ ท่านก็รู้ว่าความฝันอันสูงสุดของข้าคือสิ่งใดมิใช่หรือ? ก็แค่เป็อ๋องที่กินนอนไปวัน ๆ ไม่ต้องทำสิ่งใด มีเงินใช้ กินอร่อยอยู่สบาย สำคัญที่สุดเห็นจะเป็ เื่ที่ข้างกายยังมีภรรยาแสนสวยและนางสนมอีกมากมายล้อมรอบ ชีวิตแบบนั้น ช่างงดงามยิ่งนัก!
การเป็องค์รัชทายาท โดยเฉพาะการเป็จักรพรรดิ มันช่างน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก
ไม่เกินจริงเลยสักนิด หากแม้แต่ท่านพ่อจะทรงสละราชบัลลังก์ให้ข้า ข้าคงจะโยนมันทิ้งแล้วจากไป ไม่ได้การล่ะ หากเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ข้าจะเป็อยู่สักสองปี แล้วค่อยมาดูกันในหมู่พวกเราพี่น้อง ว่าผู้ใดเหมาะสมจะเป็ฮ่องเต้ หรือไม่ก็ในหมู่หลาน ๆ ของข้า ว่าผู้ใดเหมาะสมจะเป็จักรพรรดิ แล้วค่อยสละราชบัลลังก์ให้”
“เอ่อ…” เมื่อฟังคำกล่าวของจูซู่แล้ว ฮองเฮาก็เงียบอยู่นาน ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “แม่มิได้คาดคิดเลย ในสายตาของเ้า องค์ฮ่องเต้กลับเป็เช่นนี้ เ้ามิอาจมีศักดิ์ศรีสักหน่อย มีความทะเยอทะยานบ้างหรือไม่?”
“เฮ้อ!” จูซู่ถอนหายใจยาว “แต่ก่อนน่ะ ข้ายังมีอยู่บ้าง เพราะท้ายที่สุดทั้งแผ่นดินเป็ของฮ่องเต้ คำพูดเพียงคำเดียวก็สามารถกำหนดชีวิตและความตายได้ ไม่มีผู้ใดอาจขัดขืนความคิดของข้า ความรู้สึกนี้มันก็ดีอยู่”
แต่แล้วเมื่อได้เห็นท่านพ่อและท่านพี่เปี่ยวเป็เช่นนี้ ข้าก็ไม่อยากคิดแล้ว การได้เป็อ๋องก็สุขสบายดีไม่ใช่หรือ”
“ตกลง!”
ฮองเฮาหม่าส่ายหัวอย่างจนใจ ภายในใจกลับโล่งใจยิ่งนัก ดูเหมือนอู่อ๋องไม่ได้สนใจในราชบัลลังก์นั้น นางััได้ว่าทุกถ้อยคำที่จูซู่เอ่ยออกมานั้นล้วนจริงใจ
“อย่างไรก็ตาม… อย่าได้เอ่ยวาจาเช่นนี้ให้ท่านพ่อได้ยินเชียว มิเช่นนั้นพระองค์อาจทรงโบยเ้าได้ พระองค์ทรงเกลียดนักที่เห็นโอรสใช้ชีวิตสำราญเช่นนี้” ฮองเฮาหม่ากล่าว
“จริงสิท่านแม่ ตามอายุข้าตอนนี้ สมควรออกไปครองแคว้นได้แล้ว”
“ข้าว่าเช่นนี้ดีไหม รอให้พบกับคุณหนูสวีเมี่ยวอวิ๋น แล้วจัดการเื่นี้เสร็จสิ้น ข้าจะพานางไปยังแคว้นของข้าด้วย ท่านแม่เห็นเป็อย่างไร?” จูซู่เอ่ยถาม “หากข้ายังไม่ยอมไปครองแคว้น ขุนนางในราชสำนักคงได้นินทาว่าร้ายอีก”
“เฮ้อ!” ฮองเฮาหม่าทอดถอนใจอย่างช่วยไม่ได้ น้ำเสียงแฝงความเศร้าสร้อย “ชั่วพริบตาเดียว เสี่ยวอู่ของพวกเราก็โตจนป่านนี้แล้ว อีกไม่นานก็ต้องไปครองแคว้นแล้ว ว่าแต่เสี่ยวอู่ เ้าคิดว่านโยบายของท่านพ่อที่ให้การสนับสนุนเชื้อพระวงศ์นั้นเป็เช่นไรบ้าง”
[1] ‘好吃不过饺子,好玩不过 เป็สำนวนจีนที่แปลได้ว่า ‘อร่อยไม่เท่าเกี๊ยว สนุกไม่เท่า…’ ส่วนท้ายของสำนวนนี้มักจะตามด้วยคำหรือประโยคที่บ่งบอกถึงสิ่งที่สนุกหรือน่าสนใจ เช่น ดูละคร สำนวนนี้มักใช้เพื่อแสดงความชอบส่วนตัวหรือแสดงถึงความสนุกสนาน