"ก๊อกๆๆ...คุณตรี ตื่นได้แล้วค่ะ คุณ...สายแล้ว!!!" เสียงเคาะประตูสลับกับเสียงเรียกถี่ๆ ดังอยู่หน้าประตู แต่ไม่มีวี่แววว่าคนที่ถูกปลุกจะรู้สึกตัวตื่นขึ้น เต็มกมลยังคงนอนหลับไม่รู้เื่ เพราะฤทธิ์เหล้ายาดองที่หล่อนดื่มไปมากเมื่อคืน หล่อนรู้สึกง่วงงุน ปวดหัว หลับๆตื่นๆแต่ก็ลืมตาไม่ขึ้นสักที จนกระทั่งประตูห้องถูกไขออกมาจากข้างนอก และมีใครหลายคนกรูกันเข้ามาพร้อมกับถังที่มีน้ำเต็มเปี่ยมอยู่ในมือ มีเสียงใครคนหนึ่งออกคำสั่ง และโดยไม่ทันตั้งตัวร่างหล่อนที่กำลังนอนหลับงัวเงียไม่รู้เื่อยู่นั้นก็ต้องทะลึ่งพรวด เพราะความหนาวเหน็บจากน้ำเย็บเฉียบที่ถูกสาดเข้ามาเต็มแรง อย่างไม่ปรานีปราศรัย ร่างทั้งร่าง หัวหู ตลอดจนที่นอนเปียกปอนไปหมด และหล่อนก็รู้สึกใตื่นเต็มตาในวินาทีนั้น ภาพชายคนงานสามสี่คนยืนโดยรอบ และข้างหลังนั้นก็คือผู้ชายหน้าั์ใจร้ายคนนั้น เขากำลังมองมาที่หล่อนด้วยแววตาที่เฉยชาที่สุด เต็มกมลได้แต่กัดฟันข่มความโกรธและความหนาวเหน็บของอากาศยามเช้าบวกกับอุณภูมิของน้ำที่เย็บเฉียบไว้ มันโหดร้ายทารุณมากในความรู้สึกของหล่อน ตอนนี้เขาทำเหมือนหล่อนเป็นักโทษ ใช้วิธีที่แสนจะป่าเถื่อนกับหล่อนราวกับหล่อนเป็ผู้ร้ายฆ่าตนตายยังไงยังงั้น หล่อนเคยเห็นฉากอย่างนี้บ่อยในหนังในละคร แต่ไม่คิดว่าจะมาเจอเองกับตัว รู้สึกตกต่ำชะมัดกับสภาพที่เปียกโชกของตัวเองตอนนี้ เต็มกมลมองอีกฝ่ายราวกับจะกินเืกินเนื้อ
"ตื่นได้ซะทีนะ ผมให้เวลาคุณอีกสิบนาที รีบลุกขึ้นจัดการตัวเองให้เรียบร้อยและไปพร้อมกันที่ลานหน้าเรือนพักคนงาน ทุกคนรอคุณอยู่" พูดจบก็หันหลังเดินจากไป แต่เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้
"อ้อ! ผมจะจับเวลาั้แ่วินาทีนี้ หากสายอีกสักเสี้ยววินาทีเดียว โทษของคุณก็จะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เข้าใจตามนี้นะ"
แล้วเขาก็เดินจากไปพร้อมกับเหล่าคนงานคนอื่น เต็มกมลอยากจะกรีดร้องดังๆให้หายแค้นแต่ก็ต้องข่มอารมณ์โกรธไว้ เขาทำเกินไปแล้วนะ เขาอาจจะเป็เหมือนเ้าชีวิตของทุกคนที่นี่ แต่ไม่ใช่กับหล่อน!! คอยดูเถอะ ถ้าหล่อนรอดไปได้ และมีโอกาสได้เอาคืนเขาล่ะก็ หล่อนจะจัดการกับเขาให้มากกว่าที่เขาทำกับหล่อนเป็สิบเท่าเลย โทษฐานที่บังอาจมาข่มเหงรังแกกันขนาดนี้
แต่ตอนนี้หล่อนไม่มีทางเลือก จำใจต้องทำตามคำสั่งของอีกฝ่ายไปก่อน แล้วหล่อนก็จัดการตัวเองแบบด่วนจี๋ และรีบวิ่งกระหืดกระหอบออกไปย้งลานกว้างบริเวณหน้าเรือนพัก ทุกคนรออยู่ที่นั่น รถบรรทุกคนงานเข้าไร่ก็พร้อมแล้ว คนงานทุกคนตั้งแถวรออยู่อย่างเป็ระเบียบ เต็มกมลวิ่งมาหอบจนตัวโยนอยู่ด้านหลังแถว
"สายไปสามนาที" เสียงเข้มดังขึ้นด้านหลังหล่อน
"นี่คุณ เวลาแค่สิบนาทีใครมันจะไปทำทุกอย่างได้ทัน แค่วิ่งมาจากเรือนพักคนงานด้านหลังมาถึงนี่ก็ปาเข้าไปจะห้านาทีอยู่แล้วไหนฉันจะต้องอาบน้ำแต่งตัวอีก นี่ก็รีบสุดๆแล้ว เห็นใจกันหน่อยไม่ได้รึยังไง หา!!?" เต็มกมลหมดความอดทนเถียงอีกฝ่ายกลับอย่างลืมตัว ลืมหายใจด้วย และที่สำคัญต่อหน้าคนงานนับสิบที่ยืนอึ้งมองหล่อนเป็ตาเดียว ต่างคนต่างเสียวสันหลังแทนหล่อน เกรงว่าจะเกิดเื่ราวใหญ่โต เพราะดูจากสีหน้านายหัวใหญ่ที่บึ้งตึงขึ้นจนเห็นได้ชัดว่า อีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า พายุใหญ่น่าจะซัดกระหน่ำลงมาอย่างไม่ต้องสงสัย รอดูแค่ว่าความเสียหายที่จะตามมามันจะมากหรือน้อยเท่านั้น เต็มกมลไม่ทันได้สังเกตุด้วยว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าเป็ยังไง? ก็หล่อนรีบสุดๆแล้วจริงๆ แถมยังรู้สึกปวดหัวตุ้บๆเหมือนยังมีอาการเมาค้าง ที่รีบวิ่งมานี่ก็เกือบเสียหลักสะดุดหกล้มไปก็หลายหน ยิ่งมาหัวเสียกับความเข้มงวด เ็าของผู้ชายร้ายกาจคนนี้อีก
จอมทัพให้สัญญาณให้รถทุกคันออกตัวไปก่อน ก่อนจะหันหลังกลับมาเล่นงานตัวเ้าปัญหาตรงหน้า
“ทำไมผมจะต้องเห็นใจคนอย่างคุณ? แค่ปล่อยให้ส่งเสียงหนวกหูน่ารำคาญได้พูดจนจบนี่ ก็ถือว่าผมใจดีมากเกินไปด้วยซ้ำ คุณไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะมาต่อรองอะไรทั้งสิ้น แค่ก้มหน้าก้มตาทำงานชดใช้ความผิด ที่ทั้งชีวิตนี้ของคุณก็คงชดใช้ไม่หมดไปอย่างเงียบๆ และพยายามอย่าสร้างปัญหาก็พอ” แล้วเขาก็ออกคำสั่งให้ขึ้นรถที่จอดอยู่ใกล้ๆนั่น แต่เพราะหญิงสาวไม่ยอมให้ความร่วมมือจึงต้องมีการใช้กำลัง เต็มกมลเผลอส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บจากการถูกอีกฝ่ายฉุดกระชาก และเหวี่ยงเข้าไปในรถคันที่จอดรออยู่นั้นอย่างไร้ความปรานี ผู้ชายคนนี้เกิดหลงยุคหรือไงกัน? เขาน่าจะไปเกิดในยุคหิน ยุคที่ต้องใช้กำลังห้ำหั่นกัน ไม่ใช่มาเกิดในโลกศิวิไลซ์ที่เต็มไปด้วยความเจริญทางวัตถุอย่างนี้ แล้วไอ้เื่ราวความแค้นนี่ก็เหมือนกัน มันจะอะไรกันนักหนาถึงต้องมาทำงานชดใช้กันถึงขนาดที่ว่าทั้งชาติก็ชดใช้ไม่หมด หล่อนไม่เข้าใจเลยจริงๆ
รถวิ่งตามทางลาดชันขึ้นเรื่อยๆ เต็มกมลพอจะจำเส้นทางนี้ได้ เมื่อวานพอรถแล่นมาถึงต้นไม้ดอกต้นใหญ่ที่ออกดอกชมพูบานสะพรั่งไปทั่วบริเวณ แล้วก็ต้องเลี้ยวขวาและขี่ไปตามเส้นทางถนนดินกว้างที่รถสองคันสามารถสวนกันได้อย่างสะดวก สองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าปกคลุมสูงไปทั่วบริเวณ แต่เอ๊ะ! มันเหมือนจะไม่ใช่เส้นทางเดิม พอมาถึงต้นไม้ดอกใหญ่ต้นนั้นเขากลับเลี้ยวซ้ายไปอีกทาง ซึ่งเป็เพียงทางกรวดลูกรังแคบๆ แถมดูราวกับเขาจะเป็คนแรกที่กำลังจะเป็คนบุกเบิกเส้นทางนี้ เต็มกมลนั่งเงียบไปตลอดทางอย่างอดทน หล่อนไม่อยากตั้งคำถามใดๆให้อีกฝ่ายหงุดหงิดอารมณ์เสียมากขี้นไปอีก เพราะดูแล้วตอนนี้เขาดูดุและน่ากลัวมาก เขาคงโกรธและเกลียดผู้หญิงอีกคนที่หน้าตาคงเหมือนหล่อนเอามากๆ ในหัวของหล่อนมีคำถามอีกมากมายแต่ไม่รู้จะหาคำตอบอย่างไรดี ไม่อยากจะเชื่อว่าเื่แบบนี้จะเกิดกับตัวเอง โดนจับตัวมา หลังจากนี้หล่อนจะต้องเจอกับอะไร? ถูกทรมานสารพัดเหรอ? หรือถ้าโชคร้ายกว่านั้น หล่อนอาจไม่มีโอกาสรอดออกไปจากไร่นรกนี่ได้อีก นี่มันพล็อตในนิยายน้ำเน่าที่หล่อนเคยอ่านชัดๆ เต็มกมลหัวเราะเยาะให้กับโชคชะตาของตัวเอง คิดอะไรไปเรื่อย มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่หัวเกือบจะพุ่งไปกระแทกกับคอนโทรลหน้ารถด้วยความแรงจากการเบรคตัวของรถอย่างกระทันหัน หญิงสาวหันกลับไปมองคนขับอย่างเอาเื่ หล่อนรู้ว่าอีกฝ่ายจงใจ เขามองกลับมาตีหน้าเฉยทำเหมือนไม่รับรู้อะไร ก่อนจะเปิดประตูรถลงไปก่อน ไม่ลืมที่จะดับเครื่องและดึงกุญแจออก
“ลงมา!!” ร่างสูงค้อมตัวลงมาออกคำสั่งเฉียบขาด ทั้งๆที่ท่อนแขนข้างหนึ่งยังคงค้ำหลังคารถอยู่ ประตูรถอีกด้านก็กำลังเปิดค้างอยู่ ก่อนจะปิดประตูตามเสียงดังโครม! ทำเอาคนที่นั่งอยู่อีกด้านถึงกับสะดุ้ง แต่เพราะมัวแต่กำลังลังเล ว่าจะเอายังไงดี? ประตูรถอีกด้านก็ถูกกระชากออกกว้าง หญิงสาวถอยกรูดเพราะความใโดยอัตโนมัติ แต่ก็ช้าเกินไปสำหรับอีกฝ่ายที่เอื้อมมืออันทรงพลังมากระชากแขนของคนตัวเล็กกว่า ออกแรงเพียงนิดเดียวร่างทั้งร่างของหญิงสาวก็ทรุดลงมากองอยู่แทบเท้าตรงหน้าเขา
เต็มกมลบอกตัวเองว่า การกระทำนี้มันแย่มากและแสนจะป่าเถื่อนสุดๆ ผู้ชายคนนี้หน้าตาท่าทางก็ดูดีมากอยู่หรอก ถ้าไม่ได้มาอยู่ในป่ากันแบบนี้ เขาก็คงเหมาะจะไปเดินอยู่บนแคทวอร์คได้สบาย แต่สิ่งที่เขากำลังทำนี่สิ กลบคุณสมบัติเพอร์เฟคที่มีให้หายวับไปกับตาเลย
“ลุกขึ้น! แล้วเดินไป! เดี๋ยวนี้!!” เต็มกมลมองอีกฝ่ายอย่างเคียดแค้นชิงชัง หล่อนไปทำอะไรให้? อีกฝ่ายยืนกอดอกนิ่งมองหล่อนเฉยอยู่อย่างนั้น ไม่มีแม้น้ำใจสักเล็กน้อยที่จะฉุดดึงผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างหล่อนขึ้นไป เหมือนพระเอกในหนังที่หล่อนเห็นตอนแสดงความมีน้ำใจกับนางเอก แต่ถึงแม้ว่าเขาจะส่งมือมาให้จริง หล่อนเองก็จะปัดไป ให้พ้นทางแบบไม่ไยดีเลยเหมือนกัน เชอะ!
ร่างบางพยุงตัวลุกขึ้นเองอย่างทุลักทุเล เศษดินเศษใบไม้แห้งเกาะติดอยู่ตามเสื้อผ้าเนื้อตัว หล่อนปัดออกไปแบบลวกๆ ก่อนจะเดินผ่านหน้าอีกฝ่ายไปตามเส้นทางเล็กๆ ขรุขระและรกร้างขึ้นเรื่อยๆ ทางเดินที่เริ่มลาดชันขึ้นเรื่อยๆ จนหล่อนต้องจับเอากิ่งไม้ที่ยื่นมาเพื่อพยุงตัวเองพาขึ้นไป นี่เขากะจะพาหล่อนมาไต่เขาเล่นหรือยังไง? กับอากาศที่เริ่มร้อนขึ้น เมื่อแสงอาทิตย์เริ่มแรงกล้าขึ้นเรื่อยๆ เหงื่อเม็ดเล็กๆเริ่มผุดขึ้นตามขมับ จนหล่อนต้องปาดมันทิ้งหลายครั้ง เสื้อเชิ้ตแขนยาวปล่อยชายยาวหลุดลุ่ยตอนนี้เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อที่ไหลลงมาราวเพิ่งอาบน้ำมาใหม่ๆ ตอนนี้หล่อนคอแห้งและกระหายน้ำมาก แข้งขาอ่อนแรงแทบจะเดินต่อไปไม่ไหวแล้ว
และหล่อนก็ทรุดลงตรงโคนไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ร่างสูงที่เดินตามมาห่างๆ คอยออกคำสั่งบอกเส้นทาง ตอนนี้มาหยุดอยู่ใกล้ๆ มองหล่อนอย่างสมเพทก่อนจะเดินผ่านหล่อนไปแบบไม่สนใจไยดี พูดออกมาให้ได้ยินทั้งๆที่ยังเดินหันหลังให้อยู่อย่างนั้น จนทำเอาหล่อนหันซ้ายหันขวาและรีบลุกขึ้นทันทีแบบหายเหนื่อยเป็ปลิดทิ้ง
“ถ้าจะนั่งพักที่นี่ก็ได้นะ ตามสบาย แต่ระวังไว้หน่อยก็ดี แถวนี้ไอ้ตัวไม่มีขาเยอะ ระวังมันอาจจะเลื้อยมาพันแข้งพันขาเอา” และด้วยความรีบร้อนเพราะมัวหวาดระแวงกับสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังพูดถึง ทำให้หล่อนไม่ทันระวัง ถลาไปชนเข้ากับคนที่เดินนำอยู่ข้างหน้า ส่งผลให้กระแทกอีกฝ่ายเข้าไปโดยแรงและเป็หล่อนเองที่เสียหลักหงายหลังคว้าง หญิงสาวส่งเสียงกรีดร้องก้องด้วยความใ ข้างล่างนั่นมีทั้งหินใหญ่น้อยที่วางไว้สลับซับซ้อนโดยฝีมือธรรมชาติ อีกทั้งต้นไม้ยืนต้นหนาแน่นที่ปกคลุมโดยรอบ ถ้าตกลงไปข้างล่างนั่น แทบไม่ต้องคิดเลยว่าสภาพจะเป็อย่างไร ถ้าไม่ตายเพราะกระดูกซี่โครงหักก็คงสมองเสื่อมเพราะหัวไปกระแทกเข้ากับหินที่ขึ้นระเกะระกะตลอดเส้นทาง
แต่ด้วยสัณชาตญาณการเอาตัวรอด มือทั้งสองข้างของหล่อนก็ไขว่คว้าหาหลักยึด และสิ่งเดียวที่หล่อนััได้ในเสี้ยววินาทีนั้นก็คือ เสื้อคลุมตัวนอกของผู้ชายคนนั้น ส่งผลให้อีกฝ่ายที่ไม่ทันระวังเสียหลักกลิ้งตกลงมาด้วยกัน เป็ระยะทางไกลราวสองร้อยเมตร ร่างของทั้งคู่มาหยุดอยู่ตรงบริเวณพื้นราบโคนต้นไม้ใหญ่ขนาดสองคนโอบ ในลักษณะกอดกันกลมอยู่อย่างนั้น ััได้ถึงลมหายใจอุ่นๆของกันและกันที่เป่ารดอยู่ชิดใบหน้า เป็หล่อนที่ได้สติก่อนรีบผละถอยห่างจากสถานการณ์ชวนอึดอัดนั่น หญิงสาวหันหลังให้ อย่างไม่รู้จะทำอย่างไร อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่งตาม หล่อนรู้สึกถึงความเงียบที่เข้าปกคลุม ทั้งๆที่เสียงนกร้อง กิ่งไม้กระทบเสียดสียามโยกไปตามแรงลม แต่หล่อนกลับไม่ได้ยินเสียงใดๆ นอกจากความเงียบ หูทั้งสองข้างมันอื้ออึงไปชั่วขณะ เป็เพราะเหตุการณ์สุดวิสัยเสี่ยงอันตรายที่เพิ่งเกิดขึ้น หรือเพราะเหตุการณ์ที่ชวนกระอักกระอ่วนใจตอนนี้กันแน่?
นี่เป็ครั้งแรกที่หล่อนใกล้ชิดกับผู้ชายขนาดนี้ แถมมันไม่ใช่การใกล้ชิดธรรมดาซะด้วย กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันมาเลย น่าขายหน้าชะมัด! หล่อนเดาว่าอีกฝ่ายจะต้องโมโหและโกรธมากๆ หล่อนเองก็รู้สึกอับอายซะจนไม่กล้าแม้แต่จะสบตาอีกฝ่ายได้ ก็หล่อนไม่ได้ตั้งใจนี่นาแค่้าไขว่คว้าหาหลักยึด ทำไปตามสัณชาตญาณเท่านั้น แล้วหัวใจเ้ากรรมมันจะเต้นโครมครามอะไรขนาดนี้ล่ะเนี่ย!!
ร่างสูงมองสำรวจคนตรงหน้าแล้วแอบถอนหายใจโล่งออกมาได้ โชคดีที่หล่อนยังดูปกติดีไม่าเ็ตรงไหน แต่คงจะมีร่องรอยฟกช้ำบ้างจากการกระแทกเข้ากับอะไรต่อมิอะไรจากการกลิ้งหล่นลงมา ส่วนเขานั้นรู้สึกปวดแปลบและชาตรงลำแขนข้างซ้ายแถมยังมีเืไหลซิบจากความคมของหินที่กระแทกเข้าให้โดยแรงก่อนร่างจะมาหยุดตรงจุดนี้ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก หล่อนคงไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าเขาได้เอื้อมมือคว้าตัวหล่อนไว้แล้วแต่ไม่ทัน ชายหนุ่มบอกกับตัวเองว่าเขาเองก็ทำไปตามสัณชาตญาณเหมือนกัน ้าช่วยหล่อนไว้ไม่ให้ตกลงไป แค่เพราะมนุษยธรรมไม่ใช่เพราะความเป็ห่วงที่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“จะไปต่อได้รึยัง? สายมากแล้วนะ” ใบหน้าคมดูเรียบนิ่งไร้ความรู้สึก เต็มกมลลุกขึ้นและเดินตามอีกฝ่ายไปเงียบๆ อยากขอโทษก็อยากอยู่หรอกเพราะหล่อนเป็ต้นเหตุให้เขาต้องเสียหลักตกลงมาด้วยแถมยังเจ็บตัวอีก อยากขอบคุณด้วยเหมือนกันที่เขาใช้ตัวเองป้องกันหล่อนไว้ไม่ให้ร่างไปกระแทกจนได้รับอันตราย แต่ผู้ชายอย่างเขาคงไม่ยอมรับฟัง และหล่อนก็รู้สึกว่าปากมันจะหนักเกินจะพูดสองคำนี้ออกมาได้
กว่าจะเดินไต่เขาขึ้นมาได้ถึงแม้ว่าเส้นทางจะไม่ได้ชันจนเกินไปแต่ด้วยภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยป่าสลับกับหินมากมายทำให้ยากแก่การเดินทาง เล่นเอาหล่อนเสียหลักล้มไปหลายต่อหลายครั้ง ประจวบกับแดดร้อนแรง ที่แผดเผาราวกับอยู่ในเตาอบขนาดั์ เต็มกมลทรุดตัวลงอย่างหมดแรงเมื่อพาตัวเองขึ้นมายังเนินต่างระดับได้สำเร็จ หล่อนมองเห็นเหล่าคนงานชายหญิงกำลังง่วนอยู่กับการเก็บใบชาใส่ตระกร้าสานสะพายไหล่ขนาดใหญ่ และความรู้สึกทั้งหมดก็ดับวูบลงตรงนั้น