มุมปากของหวงตานกุ้ยกระตุกขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าดำคล้ำเดิมทีเธออยากจะส่ายหน้า แต่เมื่อเห็นซูฮ่าวกำลังล้วงมือไปหยิบโทรศัพท์ใบหน้าของเธอก็ซีดขาวในทันที
“ใช่แล้ว ตอนนี้ฉันรู้สึกอิจฉาเหวินหลิงมากขึ้นเรื่อยๆ เลยเพราะเธอมีว่าที่สามีที่หล่อและสง่างามอย่างซูฮ่าวน้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาก็เซ็กซี่มาก กิริยามารยาทดูดีมีระดับทั้งยังเป็นคนมีอารมณ์ขันและเป็นที่รักของคนอื่นๆ ด้วย ไม่เหมือนกับลุงของเธอโง่เหมือนกับหนอนที่อยู่ในสวนแตง”
ไป๋เหวินหลิงชะงักไป
หางตาของหยวนเผิงกระตุกอย่างรุนแรง สีหน้าก็ย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิม
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?
ทำไมหวงตานกุ้ยถึงชื่นชมซูฮ่าวอย่างหน้าไม่อายเช่นนี้?
เธอเกลียดซูฮ่าวลูกเศรษฐีรุ่นสองที่วันๆ ไม่ทำอะไรเลยไม่ใช่หรือ?
ซูฮ่าวเงยหน้าขึ้น แล้วถอนหายใจพลางพูดว่า “คุณป้าผมรู้ว่าผมหล่อมาก แต่ถ้าคุณพูดแบบนี้ ผมก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นหล่อเกินห้ามใจแล้วขอโทษนะ ความจริงแล้วผมเป็นแค่คนธรรมดาแต่บังเอิญว่ามันไปตรงกับรสนิยมทางความงามของคนในยุคสมัยนี้พอดีโชคชะตาช่างเล่นตลก”
ทั้งสามคน “ ... ”
ริมฝีปากบนแตะท้องฟ้า ริมฝีปากล่างแตะพื้นดิน ไร้ยางอายมาก!
“เหวินหลิง หลังจากนี้เธอจะต้องดูแลซูฮ่าวให้ดีนะฉันขอพูดตามตรงที่พวกเราพูดคุยกันเมื่อครู่นี้ฉันเพิ่งจะรู้ว่าซูฮ่าวยอดเยี่ยมขนาดนี้ นี่คือคนที่เหมาะสมแล้ว ขอให้เธอแต่งงานกับซูฮ่าวเร็วๆนะ” หนังศีรษะของหวงตานกุ้ยชาหนึบแต่ก็ยังต้องอดทนเอาไว้เธอกล่าวชื่นชมซูฮ่าวอย่างไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี
สีหน้าของไป๋เหวินหลิงมึนงงสับสน
สิบนาทีก่อนหน้านี้น้ำเสียงของหวงตานกุ้ยที่พูดถึงซูฮ่าวยังแฝงด้วยความรังเกียจและดูถูกไม่มีคำชื่นชมหรือยกยอออกมาสักประโยคเดียว
แต่สิบนาทีต่อมา หลังจากที่หวงตานกุ้ยและซูฮ่าวลงมาจากด้านบนคาดไม่ถึงว่าความคิดเห็นและคำพูดคำจาจะเปลี่ยนแปลงไปราวกับพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ
นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?
หัวใจของหยวนเผิงที่ยืนอยู่ด้านข้างกระตุกไปหลายครั้งความไม่สบายใจพวยพุ่งขึ้นมาทันที
ก่อนหน้านี้ เขาและหวงตานกุ้ยได้คุยกับไป๋เหวินหลิงเป็นระยะเวลานานหลังจากที่เขาคิดว่าตัวเองจะสามารถแต่งงานกับไป๋เหวินหลิงและได้รับทรัพยากรจากบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัว เขาก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
แต่สถานการณ์ตอนนี้มันเป็นอย่างไรกันแน่?
หวงตานกุ้ยไม่ช่วยเป็นแม่สื่อให้เขากับไป๋เหวินหลิงก็ช่างเถอะแต่คาดไม่ถึงว่าเธอจะอวยพรให้ทั้งสองคนแต่งงานกันเร็วๆ ?
เขาจ้องหน้าหวงตานกุ้ยตาเขม็ง ในแววตามีประกายกรุ่นโกรธและไม่เข้าใจ
หวงตานกุ้ยหลบสายตา และก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิด เธอไม่กล้าสบตากับอีกฝ่ายแล้ว
หากเป็นก่อนหน้านี้เธอไม่มีทางพูดอย่างนี้เด็ดขาดแต่ตอนนี้เธอเป็นเหมือนลูกไก่ในกำมือของซูฮ่าวและอีกฝ่ายยังอัดคลิปเสียงของเธอเอาไว้ด้วย หากเธอไม่ให้ความร่วมมือกับซูฮ่าวจุดจบของเธอคงไม่สวยแน่
ซูฮ่าวเดินไปยืนที่ด้านข้างของไป๋เหวินหลิงแล้วพูดพร้อมรอยยิ้มว่า “ขอบคุณคุณป้าที่อวยพร พวกเราจะไม่ทำให้คุณป้าผิดหวังเด็ดขาด เหวินหลิงเธอคิดว่าอย่างไร?”
“หา?” ไป๋เหวินหลิงหน้าแดงก่ำเธอก้มหน้าลงและตอบรับเสียงเบาว่า “อืม… ”
ภาพเหตุการณ์นี้ตกอยู่ในสายตาของหวงตานกุ้ยตลอดต่อให้เธอจะรู้ว่าไป๋เหวินหลิงมีความรู้สึกดีๆ ต่อซูฮ่าวแต่ตอนนี้เธอรู้สึกหมดแรงแล้ว จึงรีบหาข้ออ้างและพูดขึ้นว่า “คือว่า… ฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีธุระต้องไปจัดการถ้าอย่างนั้นขอตัวลาก่อน พวกเธอก็อยู่กันดีๆ นะ มีอะไรก็ให้อภัยกัน”
เมื่อพูดจบ เธอก็ลอบส่งสายตาให้กับหยวนเผิง จากนั้นเธอก็หยิบกระเป๋าและเดินออกจากคฤหาสน์ไปราวกับทำความผิด
หยวนเผิงเห็นดังนั้นก็พยายามระงับโทสะที่อยู่ภายในใจก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วพูดกับไป๋เหวินหลิงและซูฮ่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นฉันก็ขอตัวก่อนรบกวนทั้งสองคนมานานแล้ว หวังว่าพวกคุณจะไม่ถือสา”
ทันทีที่สิ้นเสียง ฝีเท้าของเขาก็ก้าวเดินตามหวงตานกุ้ยออกไปเขาอยากรู้ว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้หวงตานกุ้ยมีท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปขนาดนี้
เมื่อเห็นหวงตานกุ้ยจากไปด้วยท่าทีรู้สึกผิดไป๋เหวินหลิงก็คิดมาโดยตลอดว่าหลังจากที่อีกฝ่ายและซูฮ่าวขึ้นไปด้านบนนั้นจะต้องเกิดเรื่องอะไรบางอย่างแน่นอน
เธอหันไปมองทางซูฮ่าวแล้วถามขึ้นอย่างสงสัยว่า “ซูฮ่าว เมื่อกี้นี้นายได้ทำอะไรคุณป้าหรือเปล่า?”
“จะเป็นแบบนั้นได้อย่างไร ฉันแค่ใช้ความจริงใจโน้มน้าวคุณป้าเท่านั้น” ซูฮ่าวมีใบหน้าจริงจังและพูดอย่างหนักแน่น
“ถ้าเชื่อนายสิแปลก!” ไป๋เหวินหลิงกลอกตามองบนก่อนจะลูบท้องตัวเองแล้วพูดว่า “ซูฮ่าว ฉันหิวแล้วยังไม่ได้กินข้าวกลางวันเลย นายไปต้มบะหมี่ให้ฉันหน่อยสิ”
ซูฮ่าวเดินไปเปิดตู้เย็น
“เหมือนว่าในบ้านจะไม่มีเส้นแล้วนะ”
ไป๋เหวินหลิงเร่งเร้า “แบบนั้นนายก็ไปซื้อสิเร็วๆ หน่อยนะ ฉันหิวจะตายอยู่แล้ว”
“ว้าว นี่ดูเหมือนไม่ใช่ท่าทางที่จะขอร้องคนอื่นเลยนะ!” ซูฮ่าวหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ได้แต่จนปัญญา
“ถ้าอย่างนั้นก็รอก่อน เดี๋ยวฉันออกไปซื้อให้”
เมื่อพูดจบเขาก็เดินออกจากคฤหาสน์ไปยังร้านค้าบริเวณใกล้เคียง
ไป๋เหวินหลิงมองตามแผ่นหลังของซูฮ่าว แล้วเผยรอยยิ้มอารมณ์ดีออกมา
………………..
ในขณะเดียวกัน ถนนหยกแกะสลักฉวนโจว
ตอนนั้นผู้หญิงสองคนที่มีรูปโฉมงดงามท่าทางสูงส่งกำลังเดินเคียงข้างกันอยู่บนถนนไม่ว่าพวกเธอจะเดินไปที่ใดคนที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างชะงักฝีเท้าแล้วเหลียวมองเหมือนกับได้เห็นนางฟ้าลงมาจากสวรรค์
“เสี่ยวฉิน ฉันได้ยินมาว่าคุณปู่ของเธอหายดีแล้วหรือ?” เว่ยอวี่เหอเดินอยู่ภายในถนนหยกแกะสลักฉวนโจวที่มีผู้คนพลุกพล่าน และเอ่ยถามมู่หรงฉินที่เดินอยู่ด้านข้าง
“ใช่แล้ว” มู่หรงฉินพยักหน้าแล้วตอบด้วยรอยยิ้ม “ฉันกับคุณปู่บังเอิญได้เจอกับหมอเทวดาท่านหนึ่งเขาใช้การฝังเข็มรักษาจนคุณปู่หายดี”
“ฝังเข็ม?” เว่ยอวี่เหอตกใจแล้วพูดขึ้นมาอย่างมึนงงว่า “ก่อนหน้านี้คุณปู่ของเธอไปหาแพทย์แผนจีนมาหลายคนแล้วไม่ใช่หรือ และพวกเขาก็ใช้การฝังเข็ม แต่เหมือนว่ามันไม่ได้ผลไม่ใช่หรือ?”
“แพทย์แผนจีนเหล่านั้นมีฝีมือไม่สูงพอ เทียบกับคนที่รักษาให้ปู่ของฉันไม่ได้เลยเขาใช้เวลาฝังเข็มไม่ถึงสิบนาที อาการบาดเจ็บของคุณปู่ก็หายเป็นปลิดทิ้งวันนั้นคุณปู่ของฉันดื่มเหล้าจนเมาหนักแต่หลังจากที่สร่างเมาก็ไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย เธอก็รู้โรคของคุณปู่ฉันห้ามดื่มเหล้าเด็ดขาด นี่แสดงให้เห็นว่าฝีมือของหมอเทวดาท่านนั้นสูงส่งมากขนาดไหน”
เว่ยอวี่เหอตกใจมาก “สุดยอดมากขนาดนั้นเชียวหรือหมอเทวดาท่านนั้นเป็นใครกัน?”
“เขามีชื่อว่าซูฮ่าวเป็นคู่หมั้นของไป๋เหวินหลิงประธานบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัว”
“ซูฮ่าว?” เว่ยอวี่เหอชะงักไปเล็กน้อย หางตากระตุก “แต่ได้ยินมาว่าชื่อเสียงของเขานั้นฉาวโฉ่มาก วันๆ อยู่แต่ผับบาร์เธอแน่ใจนะว่าไม่ได้พูดผิด?”
“อวี่เหอ พวกเราโดนรูปลักษณ์ภายนอกของซูฮ่าวหลอกเสียแล้วตัวจริงของเขานั้นไม่เหมือนในข่าวลือเลยแต่ในทางตรงกันข้ามฉันกับคุณปู่กลับรู้สึกว่า เขาไม่ได้แข็งกร้าวจนเย่อหยิ่งและไม่ได้ถ่อมตนจนตกต่ำ เขาวางตัวดีมาก” มู่หรงฉินส่ายหน้าน้ำเสียงแฝงด้วยความชื่นชม “ฉันขอพูดตามตรงเลยนะเขาเป็นคนมีพรสวรรค์ที่แท้จริง และคุณปู่ของฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”
เว่ยอวี่เหอเห็นความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของมู่หรงฉิน ในตอนนั้นเธอก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก
สามารถทำให้คุณหนูตระกูลมู่หรงยอมรับและชื่นชมเช่นนี้ได้ในเมืองเป่ยไห่แห่งนี้ก็มีเพียงหยิบมือ
หรือว่าซูฮ่าวคนนี้จะเก็บซ่อนความสามารถเอาไว้จริงๆ ?
เมื่อเห็นว่าเว่ยอวี่เหอหยุดชะงักฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน และยืนอยู่ที่เดิมราวกับจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิดมู่หรงฉินก็ตบไหล่ของเธอเบาๆ “อวี่เหอ กำลังคิดอะไรอยู่หรือ?”
“ฉันคิดว่า… เสี่ยวฉินกำลังสนใจในตัวของซูฮ่าวคนนี้อยู่หรือเปล่า?”
ทันทีที่สิ้นเสียงนั้น ใบหูของมู่หรงฉินก็แดงซ่าน แม้กระทั่งใบหน้ารูปไข่และลำคอไล่ไปจนถึงข้อเท้าล้วนกลายเป็นสีแดง
เธออ้าปากกว้าง แต่ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร ใบหน้าของเธอเป็นสีแดงระเรื่อราวกับดอกไม้ที่บานช้าและไม่กล้าเผยใบหน้าออกมาจนต้องหลบอยู่ด้านหลังใบไม้สีเขียว
หลังจากผ่านไปสักพัก เพิ่งจะมีคำพูดหลุดออกมาจากปากของเธอ
“จะ… จะเป็นไปได้อย่างไร?”