“เฮือก!”
จู่ๆ ราวกับว่าเทียนเหยาที่สองถูกกระชากให้หลุดพ้นจากฝันร้ายที่แสนยาวนาน มันหอบหายใจอย่างหนักด้วยเหงื่อเย็นๆที่ไหลโชก ดวงตาสีเทาสั่นไหวอย่างรุนแรงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด!
[มะ-เมื่อครู่นี้คืออะไร?]
[มันเป็นลางบอกเหตุบางอย่างหรือไม่?]
เมื่อเห็นว่าเทียนเหยาที่สองกำลังเหม่อลอยราวกับวิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง หยางเซี่ยก็ก้มลงมองใบหน้าของมันอย่างสงสัย ก่อนจะพบว่าสีหน้าของเทียนเหยาที่สองซีดขาวราวกับซากศพ!
“ทะ-ท่านเทียนเหยาที่สอง ท่านเป็นอะไรไป?” หยางเซี่ยตะโกนเรียกเสียงดัง
ทันใดนั้นดวงตาที่เหม่อลอยของเทียนเหยาที่สองก็กลอกมองขึ้นมาอย่างมีสติ
หยางเซี่ยที่เห็นดังนั้นก็ถามอย่างฉงน “ท่านเทียนเหยาที่สอง ท่านไม่สบายหรือไม่?”
“ขะ-ข้า…” เทียนเหยาที่สองพยายามจะเอ่ยบางอย่างออกมา แต่ริมฝีปากของมันกลับซีดจางและสั่นเครือ แม้แต่ลำคอของมันก็แห้งผากและพูดอะไรไม่ออก
ครั้นเห็นว่าเทียนเหยาที่สองเหมือนจะตกใจกับบางสิ่งบางอย่าง หยางเซี่ยก็อดไม่ได้ที่จะเอนคออย่างสงสัย “ท่านเทียนเหยาที่สอง ในเมื่อท่านไม่ตอบก็เอาเป็นว่าตกลงตามนี้”
“ตกลง?” เทียนเหยาที่สองรีบดึงสติกลับมา “ตกลงอะไร?”
หยางเซี่ยถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนที่มันจะพูดซ้ำในสิ่งที่มันได้พูดไปในช่วงเวลาที่เทียนเหยาที่สองตกอยู่ในภวังค์ “ข้าจะไม่ไปที่ตระกูลจางกับท่าน แต่ข้าจะติดตามการเคลื่อนไหวของจางหลินไป เผื่อว่ามีโอกาสที่ข้าจะสามารถทำอะไรกับมันได้บ้าง!”
“หลังจากที่ท่านทำภารกิจเสร็จสิ้นและได้รับกำไลหยกสีเลือดมา พวกเราจะมานัดเจอกันอีกครั้งที่นี่ เพื่อที่จะยืนยันข้อตกลงของเรา... ท่านเห็นด้วยหรือไม่?” เมื่อกล่าวจบหยางเซี่ยก็ยิ้มอย่างจริงใจ
แม้ว่าใจหนึ่งมันอยากจะไปค้นหาสิ่งประดิษฐ์ระดับ 7 ด้วยตนเอง แต่มันมองว่าหากมันทำเช่นนั้น ก็อาจจะจุดชนวนความสงสัยให้แก่เทียนเหยาที่สองได้ เพราะหากสิ่งที่หยางเซี่ยต้องการเป็นเพียงสิ่งประดิษฐ์ธรรมดา มันคงจะไม่กะตือรือร้นถึงขนาดนี้
ฉะนั้นแล้วหยางเซี่ยคิดว่าวิธีการเช่นนี้เป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่จะมันจะได้คลายความสงสัยของเทียนเหยาที่สองไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกตงิดใจ
และอีกอย่างมันเองก็อยากจะรู้เช่นกันว่าจางหลินเดินทางไปยังทิศใต้ของเมืองหยางโจวเพื่ออะไร
คิ้วที่เรียงรายดุจกระบี่ของเทียนเหยาที่สองขมวดเข้าหากัน ก่อนที่มันจะพยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้ “แม้จะยุ่งยากเล็กน้อย แต่หากเจ้าตอบแทนด้วยเม็ดยาระดับ 6 ก็คุ้มค่า”
หยางเซี่ยยกยิ้มมุมปาก “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ค่ำคืนนี้พวกเราจะกลับมาเจอกันอีกครั้งที่นี่ เมื่อนั้นข้าจะมอบเหรียญคำสั่งกลับคืนให้แก่ท่าน”
เทียนเหยาที่สองพยักหน้าเบาๆ จากนั้นหยางเซี่ยก็ออกจากโรงเตี๊ยมและเช่ารถม้าออกเดินทางไปยังทิศใต้ของเมืองหยางโจวโดยไม่จำเป็นต้องคิด
เทียนเหยาที่สองลุกขึ้นมองไปยังอาคารสูงตระหง่านของตระกูลจางครู่หนึ่งก่อนจะจากไป...
.
.
.
ภายในรถม้าของพ่อค้า จางหลินหยิบหน้ากากสีขาวขึ้นมาสวมใส่ทำให้รัศมีและกลิ่นอายของเขาเปลี่ยนไป
หากก่อนหน้านี้รัศมีของจางหลินเปรียบได้ดั่งนักวิชาการผู้รอบรู้ แต่บัดนี้รัศมีของเขาไม่ต่างจากเครื่องจักรสังหารที่พร้อมจะเข่นฆ่าทุกสิ่งอย่างที่ขวางหน้า!
แค่รัศมีเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คนอื่นๆไม่สามารถจดจำเขาได้!
ในขณะที่รถม้ากำลังเคลื่อนที่ เขาก็เปิดม่านไม้ไผ่ของรถม้าด้วยสองนิ้ว ก่อนจะเหลือบตามองไปรอบๆและพบว่าขณะนี้เขาอยู่ห่างจากป่าอสูรร่ำไห้เพียงแค่ไม่ถึงสองลี้
อาณาบริเวณโดยรอบนี้เป็นถิ่นทุรกันดารและไม่มีที่พักอาศัยของฝูงชนมากนัก มีก็เพียงแต่สถานที่ที่เป็นโรงเตี๊ยมและยังมีกลุ่มทหารรับจ้างและองค์กรหัวรุนแรงต่างๆที่ปิดล้อมสถานที่แห่งนี้ไว้เปรียบดั่งมุมมืดของเมืองหยางโจว
“หยุด!”
จู่ๆ ในระหว่างที่รถม้ากำลังเคลื่อนตัว ก็มีกลุ่มคนปรากฏตัวขึ้นปิดกั้นเส้นทางสัญจรไว้ถึงห้าคน
คนเหล่านี้สวมผ้าโพกศีรษะสีดำและสวมเสื้อกล้าม โดยมีดาบยักษ์ถูกแบกอยู่บนบ่า ซึ่งผู้ที่เป็นหัวหน้าสวมผ้าพันคอสีแดง โดยที่ร่างอันกำยำของเขามีแต่รอยบาดแผลราวกับผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน
คนขับรถม้าการค้าก็รีบกระตุกเชือกม้าอย่างแรง สีหน้าของเขาแลดูหวาดกลัวเล็กน้อยเมื่อจ้องมองไปยังกลุ่มคนที่ปิดกั้นเส้นทางไว้ “พะ-พวกเจ้าต้องการอะไร?”
ชายที่สวมผ้าพันคอสีแดงค่อยๆก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มน่าขนลุก ดาบยักษ์ถูกเหวี่ยงออกด้านข้าง ก่อนจะชี้ตรงไปที่คนขับรถม้าด้วยสีหน้าแววตาที่เย็นชา “เจ้ากำลังจะไปไหน? เจ้าไม่รู้หรือว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่รถม้าพ่อค้าจากภายนอกไม่กล้าที่จะผ่านเข้ามา? ดูเหมือนว่าเจ้าจะมีความกล้าหาญมากมายจริงๆ!”
ใบหน้าของคนขับรถม้าเปลี่ยนเป็นสีซีด แต่จู่ๆก็มีเสียงเย็นยะเยือกดังขึ้นจากด้านหลังของรถม้า “เจ้ากลับไปได้แล้ว หลังจากนี้ข้าจะเดินทางไปเอง…”
เมื่อเจ้าของเสียงนั้นกล่าวจบ ร่างในชุดคลุมสีดำก็ก้าวลงมาจากรถม้า เผยให้เห็นชายสวมหน้ากากงิ้วสีขาวที่มีกลิ่นอายที่น่าสะพรึง ร่างนั้นเดินตรงไปยังกลุ่มคนทั้งห้าอย่างไร้ความหวั่นเกรง
เมื่อเห็นรูปลักษณ์ของชายที่เพิ่งลงจากรถม้า หัวหน้ากลุ่มที่สวมพันคอสีแดงก็สะดุ้งโหยงสุดแรงราวกับเห็นผี จู่ๆสีหน้าแววตาของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวในทันที
จางหลินมาหยุดลงตรงหน้าชายผ้าพันคอสีแดง ก่อนจะกล่าวอย่างเรียบๆ “หานชิวหง นำทางข้าไปที่ป่าอสูรร่ำไห้…”
แต่ก่อนที่ชายสวมผ้าพันคอสีแดงจะได้เอ่ยตอบ ลูกสมุนร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ตะคอกเสียงดัง และชี้มีดตรงไปยังชายสวมหน้ากากงิ้วอย่างเย็นชา “เจ้าเป็นใคร!? เจ้ากล้าดียังไงมาเรียกรองหัวหน้าของข้าด้วยชื่อห้วนๆแบบนั้น!?”
ผัวะ!
ชายที่สวมผ้าพันคอสีแดงนามหานชิวหงตบหัวของลูกสมุนของมันอย่างแรงจนอีกฝ่ายปลิวไป ก่อนจะตะคอกเสียงดังอย่างโกรธจัด “ไอ้โง่! คนที่อยู่ตรงหน้าของเจ้าคืออาจารย์ของข้า! ผู้นำที่แท้จริงขององค์กรทหารรับจ้างหลานเฟิง!”
“อะไร!?” ชายอีกสามคนที่ได้ยินดังนั้นก็อุทานออกมาเสียงดัง สีหน้าแววตาของพวกเขาที่จ้องมองไปยังชายสวมหน้ากากงิ้วก็ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวอย่างกะทันหัน