ตอนที่ 5 ลมปราณดินปลูก
แม้หน้าตาคมคาย จนสายตาอาจจะมองไปถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ จากนรลัษณ์อันต้องตามตำราว่าเสาะหาได้ยากยิ่งก็ตามที แต่ภายในร่างกายของเขานั้นไม่สมบูรณ์ตั้งแต่เป็นทารก กอปรกับชีวิตที่ทุกข์ยากอดอยากมาตลอด จึงส่งผลให้ระบบหายใจ ระบบย่อยอาหาร หรือระบบหมุนเวียนโลหิต ล้วนทำงานได้อย่างไร้ประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง จึงทำให้ไม่สามารถรองรับได้ แม้กระทั่งวรยุทธ์พื้นฐาน ที่ไม่มีซับซ้อนอันใดเลย“สิ้นหวังแล้วล่ะ..”เวลา 1 ชั่วยามที่เสียไป ก็เปล่าประโยชน์โดยสิ้นเชิง แล้วบัดนี้ก็ล่วงเลยมาจนถึงยามเซิน (申 15:00 – 17:00 น.) ซึ่งจะเป็นแสงแดดสุดท้ายของวัน เด็กหนุ่มจึงค่อย ๆ พลิกหน้าหนังสือทีละเล่มทีละเล่ม จนพบเข้ากับ ‘คัมภีร์ลมปราณดินปลูก’ ที่สุดแสนจะพิสดารเล่มนั้น เพราะนอกจากตำราเล่มนี้เป็นเพียงฉบับร่างหนังสือที่ยังเขียนไม่จบแล้ว ก็ยังมีคำเตือนว่า ‘บุตรหลานในตระกูลหยางห้ามฝึกฝน’ ด้วยอักษรขนาดใหญ่เด่นชัดด้วยสีแดงเข้ม ! แต่โชคร้ายชายที่มีรู้หนังสือผู้นี้ กลับไม่เข้าใจความหมายของคำเตือนนั่นเลยแม้แต่น้อย คำไหนอ่านได้ก็อ่าน คำไหนอ่านไม่ออกก็เดาส่ง ๆ กันไป จนสุดท้าย ชายผู้ไม่มีอะไรจะเสียคนนี้จึงเลือกที่จะเสี่ยง เพราะตนเองก็ไม่ต้องมีสิ่งใดมาวางเดิมพันด้วยเลยแม้แต่ประการเดียว มันคือวิชาลมปราณระดับ 1 ที่ราบเรียบไร้รอยต่อประดุจพื้นดินดี ๆ นี่เอง และมีทักษะอย่างเดียวคือทักษะ #พื้นที่ดินปลูก โดยมีชื่อละม้ายคล้ายกันกับลมปราณของมันยังไงยังงั้น -------------------------------ทักษะแพสซีฟ #พื้นที่ดินปลูก LV.1พื้นดินที่ใช้ในการเพาะปลูกความกว้าง ระดับ 1ความยาว ระดับ 1ความสูง ระดับ 1ความอุดมสมบูรณ์ ระดับ 1------------------------------------------- พลังลมปราณชุดนี้ถูกคิดค้นขึ้นจากอัจฉริยะด้านยาและสมุนไพรเมื่อหลายร้อยปีก่อน โดยมีจุดประสงค์เพื่อเพาะปลูกพืชพรรณอันมีสรรพคุณทางยา แต่เมื่อปรมาจารย์ผู้บัญญัติได้ให้ลูกศิษย์ผู้หนึ่งนำไปฝึกฝน กลับต้องพบเจอกับความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง !!แม้เคล็ดวิชาชุดนี้จะสามารถนำเอาเมล็ดพันธุ์เข้าไปปลูกได้ในลมปราณได้สำเร็จอย่างงดงาม แต่ถึงอย่างไรก็ตามพืชนั้นย่อมต้องใช้แสงในการสังเคราะห์อาหารเวรกรรมจึงตกอยู่กับผู้ฝึกวิชาที่ต้องออกไปรับแสงแดดทุก ๆ วัน และวันละหลายชั่วยามอย่างเหน็ดเหนื่อยและเสียเวลาอย่างที่สุดแล้ว และที่สำคัญคือ ‘ปุ๋ย’ ที่ต้องใช้ยาบ่มเพาะในการบำรุงดิน และหากต้องใช้สิ่งของมีคุณค่าและราคาเพื่อบำรุงดินปลูกเช่นนี้ เพื่อผลิตสมุนไพรอันเป็นสารตั้งต้นของมันเอง แล้วกระบวนเหล่านี้จะยังมีคุณค่าทางเศรษฐศาสตร์อันใดอีก ? ยังไม่นับเรื่องระดับพลังลมปราณที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แม้คุณสมบัติพื้นฐานของผู้ฝึกจะถูกยกระดับจากสามัญชนสู่เส้นทางของผู้บ่มเพาะ แต่มันก็ต่ำต้อยเกินไปจนไม่อาจสร้างความแตกต่างใด ๆ ได้เลยสักนิดเดียว ด้วยข้อเสียที่มากมายมหาศาลเหล่านี้ ‘จึงห้ามมิให้ผู้ใดฝึกฝน’ แต่ถ้าสักวันหนึ่งแผ่นดินเกิดสภาวะการขาดแคลนอาหารและแหล่งเพาะปลูกเข้าขั้นวิกฤต มันก็อาจจะเป็นทางออกเพียงทางออกเดียวก็เป็นได้ ? จึงทำให้คัมภีร์เล่มนี้ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ในตระกูลอย่างที่เห็น…. ผ่านมานานกว่า 1 ก้านธูป (30 นาที) หยางไคได้ฝึกลมหายใจตามเคล็ดวิชาจนคล่องแคล่วและลื่นไหลเป็นอย่างธรรมชาติครั้งแรกในชีวิตก็ดีใจ จนเขามั่นใจว่าสามารถก่อร่างโครงสร้างพื้นฐานแห่งพลังวัตรของเขาได้อย่างแน่นอนแล้ว จึงเริ่มกำหนดสมาธิเพื่อตามติดกระแสลมหายใจที่ผ่านเข้าไปทุกอณูเนื้อ ไล่ตั้งแต่ส่วนปลายนาสิก โพรงจมูกลงมาที่ปอด ฟอกโลหิตเพื่อผ่านไปยังหัวใจ แล้วสูบฉีดไปอวัยวะต่าง ๆของร่างกาย จนสุดท้ายลมหายใจเหล่านั้นก็ย้อนกลับมายังจุดตานเถียนล่าง จักระที่ ๒ ตำแหน่งท้องน้อย แล้วทะยานขึ้นมายัง จุดตานเถียนกลาง จักระที่ ๔ ตำแหน่งหัวใจ เพื่อส่งออกมายังจุดตานเถียนบน จักระที่ ๖ ตำแหน่งตาที่สาม !! อันเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ที่กินเวลายาวนานถึงกึ่งชั่วยาม(1 ชั่วโมง) เพราะจำเป็นจะต้องปรับปรุงสภาพร่างกายของผู้ฝึกต้น ได้แก่ ระบบหายใจ (Respiratory System) ระบบหมุนเวียนโลหิต (Circulatory System) ระบบย่อยอาหาร (Digestive System) ระบบโครงกระดูก (Skeletal system) ระบบกล้ามเนื้อ (Muscular system) และ ระบบประสาท (Nervous system) ด้วยจิตวิญญาณของตนเองตามเคล็ดวิชาลมปราณดินปลูกอย่างเคร่งครัด แต่ขณะจะใช้จิตของตนปรับแต่งโครงสร้างอันราบเรียบอยู่นั่นเอง กลับมีจิตวิญญาณอื่่นสอดแทรกเข้ามาโดยไม่คาดฝัน !!เพราะตำแหน่งที่เขานั่งสมาธิอยู่ในตอนนี้ คือตำแหน่งที่อสูรตัวนั้นตกตายลงไป จึงทำให้จิตวิญญาณของพญางูขาวยังหน่วงและรอคอยอยู่ตรงนี้จนครบ 12 ชั่วยาม (24 ชั่วโมง / 1 วัน) นับตั้งแต่เมื่อคืนแม้เสี่ยวไคจะมิได้เป็นคนลงมือฆ่าด้วยตนเอง แต่ก่อนตายอสูรตนนี้ได้ดื่มโลหิตจากเด็กหนุ่มเข้าไป จนเกิดความเชื่อมโยงกันระหว่างจิตวิญญาณทั้งสองอย่างที่คาดไม่ถึง พลังวิญญาณพญางูซึ่งมีอายุหลายร้อยปีย่อมจะมีทั้งปริมาณและคุณภาพที่สูงส่งกว่าเด็กหนุ่มซึ่งมีความบกพร่องร่างกายมาตั้งแต่เกิดอยู่หลายร้อยเท่า จนความสำเร็จที่รออยู่ตรงหน้านั้น มันหยางไคก็อดคิดขึ้นมาไม่ได้ว่า ‘หากเราถอยกลับไปก่อร่างพลังวัตรใหม่ ด้วยเคล็ดวิชาลมปราณกิเลน ความก้าวหน้าย่อมสูงล้ำกว่านี้ขึ้นไปอีก ?’ โลภโกรธหลง ย่อมฝังลึกอยู่ในสันดานของปุถุชน อันเป็นธาตุร้อนซึ่งจะเผาผลาญมนุษย์จากภายใน จนใบหน้าของหยางไคนั้นค่อย ๆ ร้อนผ่าวขึ้น อันเป็นสัญลักษณ์เริ่มต้นของอาการธาตุไฟแตก !! เด็กหนุ่มพยายามข่มกิเลสลง แล้วมองตรงไปยังที่โครงสร้างพื้นฐานซึ่งกำลังก่อสร้างขึ้น ตามเคล็ดวิชาปราณดินปลูกที่แสนจะราบเรียบเป็นเนื้อเดียวกัน แต่พื้นที่กึ่งหนึ่งกลับถูกยกสูงชะลูดขึ้นอย่างน่าตกใจ จากความโลภที่เกิดขึ้นนั้น จนทำให้ความสมดุลของพลังจวนจะถึงการวิบัติ แล้วพังทลายลงมาอย่างแน่นอนหากยังเขายังปล่อยไว้ในลักษณะนี้ต่อไป เมื่อตั้งสติดีแล้ว เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจจะลดระดับความสูงของมันโดยเร็วที่สุด จึงใช้พลังวิญญาณพญางูอีกก้อนเพื่อกดทับมันลงไปจนราบเรียบเสมอกันได้ในที่สุดแม้พื้นที่ทั้งสองจะอยู่ในระนาบเดียวกัน แต่คุณสมบัตินั้นแตกต่างกันอย่างไม่อาจคะเน เพราะพื้นที่ฝั่งขวาที่ถูกบีบอัดลงมานั้นหนักแน่นจนไม่เหลือช่องว่างใด ๆ ประหนึ่งหินผา แต่สำหรับฝั่งซ้ายนั้นอ่อนนุ่มประหนึ่งดังดินร่วนซุยอันเป็นลักษณะเฉพาะของปราณดินปลูกตามตำราอย่างไรก็อย่างนั้น…