“ธ...เธอพูดภาษาเดียวกับฉันแล้ว!” เซนใเป็อย่างมาก ที่จู่ๆก็เข้าใจภาษาชาวเผ่าขึ้นมา เขาไม่นึกว่ารางวัลที่จะได้รับจากภารกิจเสริมจะชัดเจนแจ่มแจ้งขนาดนี้
“เห๋? เธอต่างหากที่กำลังพูดภาษาของฉัน ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ” ชาวเผ่าคนพี่สาวพูดตามความที่เห็น พลางชี้มาที่หน้าเซน
“ใช่ๆ นายพูดภาษาเราอยู่” เด็กน้อยคูก้าพูดเสริม
--ระบบมันอัพเดทซะปุบปับเลยแฮะ สงสัยเข้าไปถึงสมองชั้นในของฉันแล้วล่ะมั้ง
“โอ๊ะโอ๋...แบบนี้ต้องไปตามคุณลุงกับพี่ไทก้ามาดูซะแย้ว” คูก้าวิ่งออกไปจากโรงนาทันควัน ทำเอาเซนเริ่มใจคอไม่ดีอีกแล้ว เพราะทั้งสองคนนั้นเริ่มต้นได้ไม่ดีกับเขาเอาซะเลย
“เธอเป็มิตรใช่มั้ยพ่อหนุ่ม?” ป้าเอ่ยถามเซนด้วยใบหน้าแสนซื่อและหวังดี
“ครับคุณป้า ผมมาจากแอลเอน่ะ” เซนยิ้มกริ่มเล็กๆที่อย่างน้อยก็เริ่มต้นกับป้าได้ค่อนข้างดี
“แอลเอ?” ป้ากับชาวเผ่าคนพี่สาวมองหน้ากันแบบงงๆ “มันคืออะไร? ชื่อเผ่าไหนไม่เคยได้ยิน?” หญิงสาวเอียงคอ
“อ่า จะว่าไงดีล่ะ” เซนคิดไม่ออกว่าจะอธิบายอย่างไร เพราะไม่ได้เตรียมใจว่าคนเหล่านี้จะไม่รู้จักรัฐชื่อดังสหรัฐอเมริกาเลย “เอาเป็ว่า...ผมมาจากในเมืองน่ะ” เขาตอบกว้างๆเพื่อความเข้าใจเบื้องต้นไว้ก่อน ว่าเขาไม่ใช่คนประเทศนี้เลย
“ในเมืองไหน? ก็นี่แหละในเมือง” หญิงสาวอธิบายตามความเข้าใจของเธอ
“หา? ในเมืองอะไรของเธอกัน?”
“ก็เมืองเฮเลนาไง นอกจากเมืองหลวงแล้ว ที่นี่ออกจะมีชื่อเสียงไม่รู้จักได้ไง? โง่นะเนี่ย” หญิงสาวยิ้มแสยะเยาะเย้ย
--จ้า จ้า แม่คนฉลาด ที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งแอลเอ
เซนทำหน้าเหยเกกับคำอธิบาย
“แล้วคนในเมืองเขาไม่ใส่เสื้อผ้ากันเหรอ?”
“ใส่สิ แต่ฉันก็ไม่รู้ว่ามาโผล่ที่นี่ในสภาพนี้ได้ยังไงเหมือนกัน”
“นั่นสินะ ั้แ่ฉันเกิดมา 18 ปี ก็เพิ่งเคยเห็นคนแก้ผ้าโทงๆออกไปเพ่นพ่านในป่าแบบนั้นเป็ครั้งแรกแหละนะ”
“อื้อ ป้าก็เหมือนกันล่ะ” ป้าพูดเสริมให้เซนอับอายกับประเด็นนี้เข้าไปอีก
เซนพอเข้าใจมานิดหน่อยว่าเขาน่าจะมาโผล่โลกอื่นเข้าให้แล้วกระมัง พอรวบรวมข้อมูลจากทั้งสัตว์ และผลไม้ของโลกนี้ รวมถึงแวดล้อมของมนุษย์ที่นี่ช่างต่างกับโลกที่เขาเคยอยู่อย่างสิ้นเชิง แล้วยิ่งข้องใจขึ้นมาอีกครั้งว่าใครส่งเขามาลำบากที่นี่กันหนอ อยากจะเห็นหน้ามันจริงๆเชียว
“ฉันชื่อเวลม่า แล้วนี่ป้าพอร์ช่า” หล่อนชี้ไปที่ป้าเพื่อแนะนำชื่อ “แล้วเธอชื่ออะไรเหรอ?”
“ฉันเซน ดัลลาส”
“ชื่อยาวจัง ตั้งสามพยางค์แน่ะ”
“เรียกเซนก็พอแล้วล่ะ” เซนเดาว่าคนที่นี่คงไม่ได้มีอารยธรรมในการตั้งนามสกุล ซึ่งก็คงไม่ใช่สลักสำคัญอะไร
‘ตึง ตึง ตึง ตึง’ เสียงอึกทึกของฝีเท้าอันหนักหน่วงตามทางเดินหน้าโรงหน้าเริ่มใกล้เข้ามาหา
เด็กน้อยคูก้าวิ่งนำขบวนเข้ามาอย่างร่าเริงราวกับกำลังจะได้เห็นอะไรสนุกๆ ตามด้วยอีกสองคนคือชายาุโกับเ้าล่ำเ้าเก่า โดยทั้งคู่มาในสภาพที่หน้าเหยเกยิ่งกว่าเดิมที่ต้องอดนอนมาเพื่อเื่นี้ สร้างบรรยากาศที่แย่มากอีกครั้งให้กับเซน
“พวกเ้าก็ใจดีกับมันไม่เข้าท่า มันอาจจะเป็ศัตรูของเผ่าของเราก็ได้นะ” ชายาุโตำหนิหว่านไปที่ทั้งสองคนป้าและหลาน หลังจากที่เห็นการช่วยเหลือเื่เสื้อผ้าและอาหาร
“ลุงก็ยังไม่มีหลักฐานซะหน่อยนี่ ว่าเขาเป็ศัตรู” หล่อนหน้าหงิก
“หน็อย เพราะเ้านั่นแหละ ที่ทำให้ต้องมาลำบากกันหมด” ลุงพูดเสียงแข็งใส่เวลม่า
“อื้อ ข้าเห็นด้วยกับคุณลุงโจชัวร์นะเวลม่า อย่าอวดดีนักเลย” เ้าล่ำเอ่ยปากขึ้นเป็ครั้งแรกก็เข้าข้างชายาุโอย่างเต็มที่
“ขอบใจนะไทก้า นายน่ะหุบปากไปเลย!” เวลม่ายิ้มหวานแบบประชดใส่เ้าล่ำอย่างไม่ใยดี “ไอ้พี่บ้ากล้ามปูเอ้ย…” เธอแอบบ่นเล็กๆ
“นี่ ให้ผมอธิบายหน่อยจะได้มั้ยครับ” เซนโพล่งขึ้นตัดบทสนทนา “ไหนๆเราก็คุยภาษาเดียวกันแล้ว ผมก็คิดว่าเราน่าจะทำความเข้าใจกันได้”
“หืมมม” ทุกคนส่งเสียงในลำคอขู่ และหันหน้ามองเซนทันควัน
“หึ ในที่สุดเ้าก็ยอมพูดออกมาแล้วสินะ ข้าจะได้ไม่ต้องจับเ้าไปจับขึงพืดเพื่อเค้นข้อมูล” โจชัวร์พูดเสียงแข็ง เพราะเข้าใจว่าเซนแกล้งทำเป็พูดภาษาเขาไม่ได้เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง
“อะ...เอ่อ คือผมไม่ใช่คนแถวนี้ คุณก็น่าจะรู้กันแล้ว” เซนเริ่มเกริ่นอย่างง่ายๆ “ผมถูกส่งมาที่นี่โดยใครบางคน โดยผมมีหลักฐานเดียวก็แค่ไอ้เ้าดาวหกแฉกนี่” เซนชูสัญลักษณ์ที่มีระบบโซลูนาร์คอยส่งภารกิจให้ ตามด้วยกดปุ่มขึ้นมาฉายแสงโฮโลแกรมเป็ภาษาปกติที่เซนสามารถอ่านออกอยู่เพียงผู้เดียว
“แล้วมันคืออะไร ฉันดูไม่เห็นรู้เื่เลย” เวลม่าเห็นข้อความที่ฉายออกมาในระยะที่ใกล้กว่าคนอื่น แต่อ่านไม่ออกสักตัวอักษรเดียว
“ฉันเข้าใจว่ามันคือตัวช่วยนำทางภารกิจอะไรซักอย่างน่ะ อย่างเช่นตอนที่ฉันบังเอิญทำพวกเธอหัวเราะ นั่นก็ผ่านภารกิจแล้ว”
“ติงต๊องชะมัด ทำให้หัวเราะเนี่ยนะภารกิจของนาย” เวลม่าหน้าหงิกเหมือนคนที่เชื่อไม่ลงอย่างแรง
“อืม ฉันก็คิดงั้นเหมือนกันแหละนะ...” เซนไม่ปฏิเสธว่าภารกิจบางอย่างก็ดูไม่เข้าท่าจริงๆ “แต่ก็เพราะภารกิจติงต๊องนั่นแหละ ฉันถึงได้รางวัลในการสื่อสารภาษาของพวกเธอได้ มีประโยชน์ใช่มั้ยล่ะ”
“ก็..พอไหวล่ะมั้ง”
เขาลองกดปุ่มดาวหกแฉกดูอีกครั้งเพื่อดูว่ามีภารกิจใหม่เพิ่มเข้ามาหรือไม่
“วูมมมม ตรวจสอบภารกิจที่ตกค้าง” โซลูนาร์ส่งเสียงภาษาปกติที่ไม่มีใครเข้าใจนอกจากเซนเช่นเดิม
ภารกิจหลัก: มนุษย์อย่าขาดมิตร
รายละเอียด: หาเพื่อน
รางวัล: แหล่งพักพิงขั้นที่ 1
“อ๊ะ ภารกิจนี้ยังไม่ได้ทำนี่นา เป็ภารกิจหลักที่ท่าจะยากตอนนี้ซะด้วยแฮะ” แล้วเขาก็ตัดสินใจไม่อ่านรายละเอียดภารกิจนี้ให้ฟัง เพราะสำหรับเซนนั้น การสร้างความเชื่อใจไม่จำเป็ต้องบอกกล่าว แต่ต้องทำให้ประจักษ์ชัดเองน่าจะดีกว่า
--หวังว่าจะไอ้รางวัลแหล่งพักพิงขั้นที่ 1 มันจะดีกว่าที่เป็อยู่นี้นะ
“เธอมีอะไรที่ฉันพอจะช่วยได้มั้ยล่ะ เดี๋ยวฉันจะช่วย ขอให้ฉันได้พิสูจน์เถอะว่าฉันมาดี”
“อ่า คิดว่าไม่มีนะ อย่างเช่นถ้าเป็เื่การใช้แรงงาน ไทก้าหลานร้ากกกกกกกของลุงโจชัวร์เขาแข็งแกร่งอยู่แล้วน่ะ เก่งทุกอย่างที่ไม่ต้องใช้สมองน่ะนะ” เวลม่าตั้งใจจะแซวแรงๆแกมประชดเ้าล่ำที่ช่างน่าหมั่นไส้ในสายตาของเธอไปพร้อมๆกับการโชว์ศักยภาพในด้านพละกำลังของพรรคพวก
“หน็อย ยัยเวลม่า” เ้าล่ำแอบเจ็บใจที่อยู่เฉยๆก็โดนแซะ “แต่มันมีอย่างนึงที่ฉันทำไม่ได้ และสมองที่คิดว่าชาญฉลาดดดดดของเวลม่าก็ไม่น่าจะมีปัญญาทำด้วย” เขาแอบเอาคืนเล็กน้อย
“ไม่มีหรอกย่ะ อะไรที่นายทำไม่ได้ ฉันทำได้หมดนั่นแหละ”
“งั้นไหนล่ะ ดอกกุหลาบสนน่ะ ข้าไม่เห็นเ้าเคยได้มาทำยาสมุนไพรซักครั้ง”
“กะ...ก็มันไม่จำเป็นี่ ไหนมันจะอยู่ในที่ที่น่ารำคาญขนาดนั้น ไม่คุ้มค่าหรอกที่จะไป” เวลม่าแสดงออกถึงท่าทางเสียความมั่นใจอย่างชัดเจน
“เฮอะ ไม่จำเป็กะผีสิ มันเป็ยาเร่งที่คนผสมยาสมุนไพรระดับกลางอย่างเ้าต้องมีได้แล้ว... อ้างไปเรื่อย!” ไทก้าทำสีหน้าข่มและจี้ปมเธอเข้าให้
โจชัวร์พิจารณาอยู่ในท่าเอามือจับคางพลางก้มหน้าเล็กน้อย
“อื้อ ไม่เลวนะข้าว่า” ชายาุโเงยหน้าขึ้นมามองไปที่เซน “ถ้าเ้าเอาดอกกุหลาบสนมาได้มากพอล่ะก็ ข้าจะลองทบทวนเื่ความน่าไว้ใจของเ้าดูอีกที”
--อ่ะ...แล้วไอ้กุหลาบสนที่ว่านี่มันหน้าตาเป็ยังไงกันล่ะเฟ้ย ไม่เคยได้ยินส้กครั้ง หวังว่ามันคงมีหน้าตาเป็กุหลาบอย่างที่เรารู้จักนะ
เซนคิดตามและพลางหันซ้ายหันขวาไล่เรียงไปตามเ้าของบทสนทนาที่เหมือนไม่มีเขาร่วมในภารกิจด้วย
“เย้ คุณลุงใจดีจางเลยยย” คูก้าโพล่งขึ้นมา
“แต่! ระหว่างที่ไปที่นั่น ข้าขอให้ไทก้าตามไปด้วย เกิดเ้าชีเปลือยนี่แอบหนีขึ้นมาล่ะก็ อาจจะแย่เอาได้” โจชัวร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า
“ผมจะสับคอมันเองครับคุณลุง เหอ เหอ เหอ” เ้าล่ำยิ้มแสยะไปที่เซน
--แล้วฉันเลือกอะไรได้ไหม เลือกที่จะไม่ไปได้หรือเปล่า จู่ๆก็เอาภาระมาลงที่ตูโครมๆเลยเชียวนะ
เซนเหงื่อตกเล็กน้อยที่ต้องรับเงื่อนไขที่เขาปฏิเสธไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะต้องไปไหนมันคงไม่แย่เท่านอนดมกลิ่นอึที่นี่แล้วล่ะ
“ได้ งั้นฉันไปด้วย”
“เ้าไปจะเกะกะไทก้าเขาเปล่าๆน่า ผสมยาอยู่ที่นี่แหละ”
“ข้าผสมยาหมดแล้ว ก็เป็อย่างที่เ้ากล้ามปูว่านั่นแหละ ข้ายังขาดกุหลาบสนจริงๆ แต่ถึงยังงั้นข้าก็ยังอยากพยายามด้วยตัวเองให้มากที่สุด”
“งั้นผมไปด้วย”
“หยุดเลยนะคูก้า!” เวลม่ารีบเอามือกั้นความหน้าสลอนของน้องชาย
“อะไรกันเล่า! ผมก็เป็ลูกผู้ชายเหมือนพี่ไทก้านา~”
--ดะ...เด็กผู้ชายหรอกเหรอ
เซนคิดมาตลอดั้แ่แรกเห็นว่าเ้าเด็กนี่มันเด็กผู้หญิงชัดๆ ตัดสินกันที่ความหน้าหวานไม่ได้จริงๆสินะคนเรา
“ได้ งั้นพรุ่งนี้เช้าพวกเ้าเตรียมออกเดินทางกัน” โจชัวร์ยื่นคำขาดอย่างเย็นใจ
“แล้วผมต้องเตรียมการยังไงครับ?” เซนทำหน้างงกับภารกิจที่แลดูเหมือนเขาจะไม่มีส่วนร่วมสักนิด
“ก็นอนนี่แหละย่ะ ไม่ต้องยุ่งเดี๋ยวฉันเตรียมเอง” เวลม่ารีบตัดบท “คืนนี้ฉันง่วงจะแย่แล้ว เจอกันพรุ่งนี้ ราตรีสวัสดิ์ย่ะ”
“อื้อ ก็ตามนั้น” ไทก้าไม่ขัดข้องใดๆถ้าเป็คำสั่งของลุงโจชัวร์ “อย่าตุกติกล่ะ ไม่งั้นตาย” เขาทิ้งท้ายด้วยการทำท่านิ้วปาดคอไปที่เซน
ทุกๆคนยกเว้นเซนได้แยกย้ายออกจากโรงนา มีเพียงป้าที่เหลียวมามองเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆปิดประตูอันหนักอึ้งเป็การส่งท้าย
เซนทำได้แค่กระพริบตาปริบๆ กอดอกแล้วโน้มตัวลงนอน พลางจินตนาการหน้าตาของกุหลาบสน ที่คนบ้านนี้อยากได้นักหนาแต่ทำไมต้องเลือกตูให้ไปเอา
เขาเหนื่อยล้ามาก จึงคิดจะข่มตานอนเอาแรงในตอนที่ยังมีโอกาส แต่จมูกของเขาก็ยังทำหน้าที่ได้ดี มันจึงรับกลิ่นความเป็จริงของโรงนาเข้าไปเต็มๆ
--นอนเหม็นสาบอึอีกแล้วเหรออออ