หลังจากอยู่หุบเขาแห่งความตาย 7 วันเทียนก็เดินออกมาเพียงคนเดียว ทุกคนที่รออยู่ข้างหน้าได้แต่ตั้งหน้าเฝ้ารอคอย ด้วยใจจดจ่อ จนกระทั่งเห็น เทียนต่างก็วิ่งกรูกันเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลัง พร้อมตั้งคำถาม มากมายจนเทียนไม่รู้จะตอบใครก่อน
“เจอสมบัติไหมเทียน”
“คนที่เข้าไปข้างในหายไปไหน”
“แล้วเทียนเจอผีดิบไหม”
“ทำไมอยู่นานจัง “
“นายาเ็บ้างไหม”
เทียนยกมือบอกให้ทุกคนหยุดแล้วบอกว่า
" ทุกอย่างจบแล้วต่อไปนี้เป็ต้นหุบเขาแห่งความตายนี้จะถูกปิดไปตลอดกาล จะไม่มีการเปิดทุก 50 ปีอีกต่อไป จะไม่มีใครต้องมาตายอีกแล้ว" เทียนกล่าวจบก็เดินกลับไปที่เผ่าแม้วทันที ส่วนคนอื่นๆ รวมทั้งกองกำลังทั้ง 3 เห็นเทียนออกมาตัวเปล่าก็คิดว่าคงไม่ได้สมบัติอะไรมาจึงไม่ได้ติดใจอะไร
" ลุงหานครับขอเวลา ผมอีก 1 วันขอจัดการเื่การเลี้ยงหนอนไหมฟ้ากับหัวเผ่าแล้วเราจะเดินทางกลับทันที" เทียนเอ่ยกับลุงหาน
" ได้ตามที่เธอ้า" ลุงหานยังมีคำถามมากมาย แต่ยังไม่อยากถามตอนนี้
เทียนใช้เวลากับการสร้างห้องทดลอง และชี้แนะแนวทาง วางแผนเพาะเชื้อจนแน่ใจว่าไม่พลาด โดยเฉพาะคนที่ลุงใหญ่ส่งมานั้น ต่างเป็มืออาชีพ เทียนเลยใช้เวลาไม่นานก็เสร็จเื่ จึงไปกล่าวลาท่านผู้นำเผ่า แล้วเดินทางกลับโดยเครื่องบินบรรทุกของกองทัพหน่วยพิเศษ ไม่ต้องนั่งรถบัสลับ ระหว่างทางลุงหานเรียกเทียนมาคุยด้วย
"อาเทียน ลุงรู้ว่าเธอมีความลับที่ แต่ลุงจะบอกให้รู้ไว้ ตอนนี้เธอและครอบครัวกำลังตกอยู่อันตรายอย่างยิ่ง เธอสามารถเข้าและออกมาอย่างปลอดภัยในหุบเขาแห่งความตายได้ เป็เพียงคนเดียวในรอบหลายร้อยปี ความลับนี้หลายกลุ่ม หลายแก็ง หลายตระกูล หลายประเทศ ต่างเฝ้าจับตา คนที่มีอำนาจเหนือกว่าท่านปู่รองของเธอนั้นยังมีอีกมาก ไม่มีทางเลยที่จะป้องกัน คนที่อยู่ในที่ลับได้ทั้งหมด พวกนี้อันตรายมาก ไม่เพียงแค่เธอเท่านั้น รวมทั้งครอบครัวของเธอทั้งหมด จะถูกโยงมายุ่งเกี่ยวด้วย" ลุงหานกล่าวด้วยความห่วงใย เทียนใอย่างยิ่ง คิดไม่ถึงเื่มันจะโยงไปถึงคนในครอบครัวด้วย
“แล้วอะไรที่ทำให้พวกเขามั่นใจ ว่าข้างในนั้นมีสมบัติมากมาย” เทียนสงสัย
“เธอไม่รู้หรอกว่าสมัย400 ปีก่อนนั้น มีสมบัติประจำตระกูล สมบัติประจำประเทศมากมายได้ลงบันทึกของตระกูล บันทึกประเทศ ซึ่งพวกเขามีการบันทึกก่อนและหลังาเอาไว้อยู่แล้ว ดังนั้น ถ้ามันหายสาบสูญไปสมัยบุเรงนอง เมื่อสี่ร้อยปีก่อน และไม่ปรากฏที่ใดเลย เธอลองคิดดูซิ ว่ามันจะไปอยู่ที่ใด ลุงรู้แล้วพวกเขาได้ประชุมกันแล้วและมีเชี่ยวชาญทางด้านจิตวิญญาน มาระดมความคิดกันมากมาย
โดยในเวลาอีกไม่นานกองกำลังติดอาวุธ 10 ประเทศได้ขอความช่วยเหลือจากฝั่งอเมริกา และยุโรป ที่มีอาวุธทันสมัยที่สุดมาถล่มหุบเขาแห่งความตายแห่งนี้ เธอเพียงคนเดียวที่จะเป็กุญแจ ที่จะไขความลับในหุบเขาแห่งความตายนี้"ลุงหานพูดด้วยความห่วงใย
“ส่วนตัวผมเองนั้นไม่ห่วง แต่ผมห่วงแม่และน้อง ยังไงก็ฝากลุงช่วยดูแลด้วยนะครับ ส่วนเื่ความลับในหุบเขาแห่งความตายนั้น ผมไม่ค่อยห่วง ต่อให้เขาเอานิวเคลียร์มาถล่มหุบเขา ก็ไม่มีทางเข้าไปได้ และข้างในนั้นก็ไม่มีมนุษย์คนใดอยู่ข้างในสักคน" เทียนมั่นใจว่าพวกที่คิดจะถล่มนั้นต้องล้มเหลวแน่นอนเพราะดูจากเทคโนโลยี ในหุบเขาแห่งความตายนั้น ไม่ได้สร้างจากมนุษย์ แล้วมนุษย์ธรรมดาจะทำลายได้อย่างไร
ลุงหานตะลึง ในคำพูดของเทียน
"ไม่มีมนุษย์อยู่จริง ๆ หรือ นี่ และใครเป็คนควบคุมค่ายกลเ่าั้"
" มันเป็ค่ายกลอัตโนมัติน่ะลุง" เทียนตอบไปเรื่อย
" เื่นี้ ลุงจะไปปรึกษากับปู่รองก่อน อาจจะต้องให้เธอไปพบปู่รองโดยเร็ว" เทียนได้แต่พยักหน้ารับอย่างเดียว
พอสนามบินมาถึงเมืองซันชาย มีครอบครัวนักศึกษามารอรับกันมากมาย
รวมทั้ง แม่และน้องของเทียนก็มาด้วย ลุงใหญ่ และซูจ้าง ก็มาพร้อมกับอาจง
ฝ่ายรัฐมนตรีก็มา โดยเฉพาะอธิบดีกรมตำรวจก็มากับบุรุษวัย 50 กว่ากลับมองมาที่เทียนด้วยสายตาไม่กระพริบ ทำให้เทียนคันหัวใจตะหงิดรู้สึกแปลกแปลก และยิ่งริษา พาพ่อและชายคนนั้นเข้ามาใกล้ๆ แล้วทักทายทันที
" สวัสดีค่ะ แม่นภาใช่ไหมค่ะ หนูริษา นะคะ เป็เพื่อนเทียน ค่ะ นี่พ่อหนูค่ะ"
แม่มองเทียนด้วยสายตาแปลกแปลกแต่ก็ยิ้มให้ริษาอย่างโอนโยน
" นี่เทียนคุณลุงขจร ของฉันอยากคุยกับนายหน่อย " ริษาพูด ขณะที่ลุงใหญ่ คุยกับ ท่านอธิบดี แม่ละน้อง คุยกันถูกคอกับริษา ลุงขจรเดินมาหาเทียน แล้วบอกว่า
“ เธอคือ อาเทียน ฉันได้เห็นคลิป ฉันเลยรีบบินมาทันที แต่ไม่พบเธอ แต่ก็ดีแล้ว ที่ได้เจอฉันอยากจะประลองกับดาบของเธอซักหน่อยเธอจะว่าไง ฉันอยากลองดูว่าดาบอาทมาฐของเธอกับของฉันใครจะเป็หนึ่ง" เทียนฟังแล้วก็บอกไปว่า
"เพลงดาบอาทมาฐ คืออะไร แล้วใครบอกว่าเพลงดาบที่ผมใช้เป็เพลงดาบอาทมาฐ “ เทียนย้อนถาม
“ดาบที่ทั้งฟันทั้งเฉือนจุดอ่อน เสร็จแล้วโจมตีจุดตาทันที ถ้าไม่ใช้เพลงดาบอาทมาฐแล้วจะเรียกว่าอะไร “ ลุงขจรย้อนเสียงแข็ง
“เพลงดาบสายฟ้า” เทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงปกติ
“เฮอะ เพลงดาบสายฟ้า เกิดมาไม่เคยได้ยิน แต่ก็เอาล่ะ พุ่งนี้จะให้คนไปรับแล้วเราค่อยประลองกัน “ลุงขจรกล่าวเสร็จทั้งหมดก็แยกย้าย เทียนยังไม่ได้เอ่ยอะไรด้วยซ้ำ พอถึงบ้าน แม่เริ่ม 10 คำถามเื่ริษาทันที จนเทียนบอกแม่ใจเย็นๆเพื่อนกันทั้งนั้น สุดท้ายต้องแกล้งจะหลับแม่เลยไล่ไปนอน เทียนรีบไปเข้าห้องทันที แล้วนั่งสมาธิ แล้วรู้สึกตัวก็เช้าทันที พอลงมาจากห้อง แม่รีบบอกว่ามีคนมารอเทียน 2 คนคนหนึ่งมาจากอธิบดีกกรมตำรวจ และอีกคนคืออาจง
เทียนเดินออกมาแล้วบอกคนของอธิบดีให้นำทางไป เขาจะนั่งไปกับอาจงเอง
“อาจง ตอนนี้เื่ทางบ้านใหญ่มีเหตุการณ์อะไรเปลี่ยนแปลงบ้างหรือเปล่า”
“ยังไม่มีอะไรครับ ทางนักฆ่าที่ส่งมาครั้งนั้น หลังนายท่านใหญ่ เคลียร์เสร็จ ฝ่ายนั้น
ก็เงียบไป ซูเหลียงก็ได้หนีออกนอกประเทศไปแล้ว “อาจงกล่าวตอบได้
“แต่ฉันสังหรณ์ใจว่าจะมีเื่ใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ยังไม่รู้ว่าจะมาจากไหน เดี๋ยวฉันจะวาดแปลนเข็ม ที่ลักษณะพิเศษ เย็นนี้ให้นายเอาแบบแปลน ไปให้ลุงใหญ่ ให้ฝ่ายผลิต ช่วยทำให้ฉันซัก 1 หมื่นเล่ม พร้อมที่บรรจุเข็มด้วยนะ “ เทียนสั่งเพื่อเตรียมตัวฝึกเข็มบินสังหาร เพราะตอนนี้เขาสามารถใช้จิตควบคุมการเคลื่อนไหวสิ่งของได้ขนาดเล็กได้แล้ว แต่ไม่ได้บอกใคร ว่าจะใช้เป็เข็มฆ่าคน ทุกคนคิดว่านี่คงเป็เข็มช่วยคน แน่เลย
ถึงบ้านอธิบดีกรมตำรวจ มีท่านอธิบดี และริษา โดยเฉพาะ ลุงขจร ได้แต่งตัวรัดกุมชุดฝึกดาบโดยเฉพาะ และมีชายวัยเดียวกันกับลุงขจรอีก 3 คนพร้อมชายหนุ่มวัน 25 ปีอีก1 คน พอทักทายกันถึงได้รู้ 3 คนนั้นเป็เ้าสำนักดาบทั้งสามคนเป็สหายดาบของ คุณลุงขจร และชายหนุ่มนั้นเป็ลูกศิษย์เอกของลุงขจร นามว่า ลี ลานบ้านได้จัดให้เป็สนามประลอง
ลุงขจรก้าวเข้าไปดาบคู่ ดาบพวกนี้เป็ดาบจริง แต่ถูกทำให้ลบคม เพื่อเวลาที่ถูกฟันจริง จะได้ไม่เจ็บตัวมาก เทียนหยิบดาบ 2 คู่เหมือนกัน ทั้งคู่ยืนประจันหน้ากัน ลุงขจรตั้งท่ารับพร้อมรุกตามตำราเป๊ะ ดูแล้วไม่มีจุดอ่อนให้โจมตีได้เลย
เทียนถือดาบยืนนิ่งหายใจเข้าทำสมาธิเล็กน้อย แล้วก็พุ่งเข้าโจมตี ก่อนทันที เทียนใช้ดาบฟันไปที่ลุงจรอย่างต่อเนื่องและไม่ถอยเลยแม้แต่ก้าวเดียว ส่วนลุงขจรได้แต่ตั้งรับ สถานเดียว เทียนใช้พลังแค่ 30 เปอร์เซนต์ เท่านั้น ลองดูลุงจรจะรับได้สักเท่าไร แต่เพียงไม่ถึง 10 อึดใจ ดาบ 2 มือลุงขจรก็หลุดจากมือทั้งหมด
“เป็ไปได้ยังไง ฉันยังไม่ได้ทันตอบโต้เลย ทำไมถึงได้เร็วและแรงขนาดนี้”
ลุงขจรพูดอย่างขัดใจ ไม่ค่อยยอมรับ “ขออีกยก” ลุงขจรบอก
“ได้เลย” เทียนบอก ยกสอง ไม่เกิน 5 ลมหายใจ เทียนเพิ่มความเร็ว ถูกเทียนฟาดจนดาบหลุดมืออีก
“พอแล้ว ยอมแล้ว” ลุงขจร ไม่สู้อีกแล้ว
ส่วนอีก 3 คน นั้นพอเห็น วิชาดาบของ เทียนก็ยอมรับโดยปริยายว่าไม่มีปัญญารับได้เลยแม้กระบวนท่าเดียว ลุงขจร เป็ครูสอบดาบชั่วชีวิตไม่เคยเจอเหตุการณ์แพ้แบบนี้เลย
" ได้โปรดสอนฉันด้วย ฉันยอมทุกอย่าง ให้เรียกอาจารย์ก็ได้” ลุงขจระโผึงมาข้างหน้าจะคุกเข่า แต่เทียนขวางไว้ก่อน
“ใจเย็นก่อนลุงขจร อย่าเรียกผมอย่างนั้นผมจะอายุสั้นเปล่า เปล่า เอาอย่างงี้ เรามาแลกเปลี่ยนศึกษาวิชาดาบร่วมกัน ดีกว่า อย่างเรียกศิษย์ อาจารย์ เลย” เทียนเสนอไป
“ได้ ได้ อาเทียนว่ายังไงก็ว่าตามนั้น เลย"
" เอาล่ะทุกคนพวกเรามานั่งจิบชาจักรพรรดิข้างในดีกว่า"“ พ่อริษา เชิญทุกคนทันที
โดยมี อาลี ศิษย์ เอกของลุงขจรเป่าปากทันที ถ้าลุงเป็ศิษย์ของอาเทียนเขาต้องเรียกเทียนว่าอาจารย์ปู๋เลยหรือไงเนี่ย
ลุงขจรเอ่ยปากถามเทียนว่า เพลงดาบของเทียนนั้นทำไมรวดเร็วนัก แถมรุนแรงอีกต่างหาก เพลงดาบที่เขาใช้นั้นขึ้นชื่อว่าอันดับ 1 แล้วนั้นทำไมถึงต้านรับไม่ได้เลย เทียนกล่าวว่า
"เพลงดาบของลุงขจรอาจจะดูคล้ายของผมแต่ว่า การใช้นั้นต่างกัน เพลงดาบที่ผมใช้นั้น เป็เพลงดาบที่เน้นสังหารคน กองทัพสมัยโบราณจะมีหน่วยทะลวงฟันเป็กองหน้า หน่วยนี้จะมีแต่รุกเพียงอย่างเดียว ไม่ฝึกท่ารับไม่เช่นนั้น มัวแต่รับ ก็จะบุกไปข้างหน้าไม่ได้ ส่วนดาบของคุณลุง เริ่มสู้ก็เริ่มท่ารับ พร้อมโจมตีกลับ แต่ถ้าเจอคู่ต่อสู้ที่มีความเร็วมากกว่า โจมตีอย่างต่อเนื่องแบบที่ผมทำลุงขจรก็สู้ไม่ได้แล้ว" เทียนกล่าวไปตามจริง
"แต่ถ้าคู่ต่อสู้สวนกลับมาได้เราไม่มีท่าตั้งรับเราจะทำยังไง" อาลี ถามกลับ
"เพลงดาบของผมโจมตีไปข้างหน้าอย่างเดียว ท่ารับของผม ก็คือการรุกนั่นเอง" เทียนพูดด้วยความมั่นใจ