ลายพิมพ์บนผ้าแพร
หญิงสาวค่อย ๆ ลืมตาอย่างสะลึมสะลือ มองไปรอบ ๆ ห้องด้วยความมึนงง เพราะฤทธิ์ยานอนหลับที่ยังไม่หมดฤทธิ์ดี เธอค่อย ๆ รวบรวมสติให้มั่น แล้วมองไปทั่วห้องแต่แล้ว ก็ต้องหยุดสายตาตรงที่หน้าต่างที่อยู่ปลายเตียงบานหนึ่ง เธอเห็นผู้ชายคนหนึ่งใส่เสื้อคลุมสีขาวยืนหันหลังให้เธอ ถึงแม้นจะเป็แค่ด้านหลัง เธอก็จำเขาได้ดีว่าชายคนนี้คือใคร ความรู้สึกเ็ปแล่นแปลบขึ้นมาจับที่ขั้วหัวใจทันที หญิงสาวตัวชาวาบ หันกลับมาสำรวจตัวเองทันที พบว่าตนเองอยู่ในสภาพที่ไร้การพันธกาลของเสื้อผ้าอาภรณ์ใด ๆ จะมีก็แต่เพียงผ้าห่มผืนเดียวเท่านั้น ที่คลุมร่างอันเปลือยเปล่าของเธอไว้ แพรพิมพ์ลุกขึ้นนั่งทันที ไม่ต้องมีใครมาอธิบายให้ฟังก็ได้ว่า เกิดอะไรขึ้นระหว่างที่เธอไม่ได้สติ เมื่อคิดมาถึงตรงนี้น้ำตาทะลักล้นเอ่อ ไหลพรั่งพรูราวกับน้ำป่าไหลหลาก
“ตื่นแล้วหรือ”
หญิงสาวหันขวับไปมอง ด้วยความโกรธสุดขีด
“ทำไมถึงต้องทำกับฉันแบบนี้” หญิงสาวตวาดเสียงสั่น ด้วยความโกรธสุดขีด
ชายหนุ่มเดินเข้าไปหา แล้วนั่งลงข้าง ๆ ตัวเธอ แพรพิมพ์ขยับตัวหนีออกห่าง แต่ถูกชายหนุ่มคว้าตัวมากอดไว้เสียก่อน
“ฟังผมอธิบายก่อน”
หญิงสาวดิ้นรนสุดแรงเกิดจนหลุดพ้นอ้อมกอดของเขา ลุกพรวดทันทีโดยคว้าผ้าห่มคลุมกายเอาไว้ แล้วรีบคว้าเสี้อผ้าวิ่งหายเข้าไปในห้องน้ำทันทีเสียงสะอื้นของหญิงสาวดังลอดออกมา จนชายหนุ่มได้ยินชัดเจน เขาจึงเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องน้ำ เริ่มกังวลกับการกระทำของเขามากขึ้น เขาพยายามจะอธิบายให้หญิงสาวฟัง แต่กลับได้ยินเสียงสะอื้นอย่างหนัก เสียงร้องไห้ยังคงดังอยู่ไม่ขาดระยะ จนตัวเขาเองใจเริ่มเสีย
“แพร แพร ผมอธิบายให้คุณเข้าใจได้น่ะ” ชายหนุ่มบอกเสียงวิตกกังวล
ชายหนุ่มยังคงได้ยินเสียงสะอื้นอยู่ สักพักใหญ่ ๆ หญิงสาวเดินออกมาจากห้องน้ำ เห็นศิลานั้นแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มมองหน้าหญิงสาว เขารู้สึกอิ่มสุขและอิ่มทุกข์ไปพร้อม ๆ กัน จึงเดินไปที่กระจก ซึ่งแพรพิมพ์ยังคงนั่งสะอื้นน้อย ๆ ด้วยความเสียใจ จึงเอื้อมมือไปเพื่อที่จะจับไหล่ เธอหลบไหล่ แล้วลุกขึ้นเดินหนี
“ฉันจะกลับบ้าน” ประโยคแรกที่เธอกล่าวออกมาด้วยเสียงสะอื้น
เธอจึงเดินตรงไปที่ประตูห้องทันที เปิดประตูออกเดินอย่างรีบร้อน จนชายหนุ่มต้องวิ่งตามมาคว้าแขนเอาไว้
“แพรจะไปไหน” เขาถามด้วยความเป็ห่วง
“ปล่อย ฉันจะกลับบ้าน” หญิงสาวดิ้นขัดขืน
“ผมจะไปส่ง”
“ไม่ต้อง” แพรพิมพ์ตวาด พร้อมกับพยายามดิ้นรน เพื่อให้หลุดจากการจับคุมของเขา
“แพรเป็ของผมแล้วน่ะ” เขาโพล่งออกไปแบบไม่ตั้งใจ
หญิงสาวหยุดดิ้นรนขัดขืนทันที แล้วมองจ้องหน้าศิลา สายตาที่มองมาอัดแน่นไปด้วยความโกรธ ความเกลียด แล้วสะบัดหน้าหนี น้ำตาเริ่มเอ่อไหลรินนองหน้าอีกครั้ง เธอสะอื้นจนตัวโยนกับคำพูดของชายหนุ่ม
“คุณคงพอใจมากซิน่ะ ที่หลอกฉันมาทำลายได้ คุณจงภูมิใจไปให้ตลอดรอดฝั่งเถอะ สักวันหนึ่งกรรมเวรที่คุณทำไว้ มันจะสนองตอบคุณอย่างแสนสาหัส และคนที่จะตอบสนองคุณกลับก็คือฉัน คุณจำเอาไว้เลยว่าถ้าฉันมีโอกาสฉันจะทำลายคุณเอง ถ้าฉันมีโอกาสฉันจะทำลายคุณ ยิ่งกว่าที่คุณทำลายฉัน” หญิงสาวอาฆาตแค้นด้วยอารมณ์โกรธสุดขีด
ศิลายืนฟังอย่างสำนึกผิด แต่เขาทำลงไปไม่ใช่เพราะ เขา้าแก้แค้นภูผา แต่มีอีกเหตุผลหนึ่งที่เขาเอง ก็ไม่กล้าบอกกับเธอ กลัวว่าเธอจะไม่เชื่อ ในคำพูดของเขา
ศิลาจูงมือหญิงสาว ให้เดินตามตัวเองมาที่รถ แล้วเปิดประตูให้เธอขึ้นไปนั่ง ล็อกเข็มขัดนิรภัยจนเรียบร้อย แพรพิมพ์นั่งในรถอย่างคนไม่มีหัวใจ รถแล่นออกจากคอนโดมาได้สักพัก ศิลาเหลือบมองหญิงสาว ซึ่งในตอนนี้ไม่มีน้ำตาแม้นแต่หยดเดียว เธอนั่งนิ่งเงียบด้วยใบหน้าเศร้าหมองและขมขื่น จนชายหนุ่มรู้สึกผิดอย่างมหันต์ เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งที่เขาทำนั้นผิดหรือถูก
ศิลาเอื้อมมือไปจับไหล่หญิงสาว เมื่อรถจอดติดไฟแดง แพรพิมพ์ปัดมือเขาอย่างแรง หันหน้ามาจ้องเขาตาเขม็ง แววตาเต็มไปด้วยความเกลียดชังและอาตฆาต
“คนใจชั่ว คุณมันคนชั่ว คนสารเลว ฉันขอสาปแช่ง ขออย่าให้ชีวิตคุณได้พบเจอกับความสุขเลย สิ่งใดที่ทำไว้กับฉัน ขอให้สิ่งนั้นมันสนองกลับด้วยความทุกข์แสนสาหัส เป็ร้อยเท่าพันทวีให้สมกับที่ทำกับฉันไว้ ฉันเกลียดคุณ จำไว้ว่าฉันเกลียดคุณ และไม่มีวันที่ฉันจะอภัย ให้กับคนที่มีหัวใจสารเลวอย่างคุณง่าย ๆ ”
หญิงสาวพูดเสียงก้าว ใส่หน้าชายหนุ่ม ด้วยความเกลียดชังอย่างเต็มหัวใจ หล่อนปลดเข็มขัดนิรภัย เปิดประตูก้าวพรวดลงจากรถไปทันที แล้ววิ่งไปขึ้นรถแท๊กซี่คันหน้าที่จอดรอไฟเขียวอยู่ โดยที่ไม่ให้อีกฝ่ายทันตั้งตัวตั้งสติ
ศิลาหัวใจชาวาบ เมื่อเห็นแววตาของหญิงสาวที่มองมา เขาทำอะไรไม่ถูก กว่าจะตั้งสติได้ก็เมื่อได้ยินเสียงบีบแตรเร่งของรถคันหลัง เขาพยายามขับรถมองหา อยู่พักใหญ่แต่ไม่พบ ในสมองเขาตอนนี้เริ่มสับสน จับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเขาจะเริ่มต้นอย่างไรดี มีอะไรบางอย่างคอยบอกเขาว่า เขาทำอย่างนี้ไม่ถูกต้อง แต่ในความรู้สึกลึก ๆ ของเขาแล้ว เขาพร้อม และเต็มใจที่จะรับผิดชอบ กับการกระทำที่ทำลงไปทั้งหมด
“กลับมาแล้วหรือตาใหญ่ ป๋ามีเื่ของตาเล็กจะปรึกษาด้วย” บิดาทักด้วยความแปลกใจ ที่เห็นศิลากลับเข้าบ้านเร็วกว่าปกติ
“ไว้วันหลังได้ไหมป๋า วันนี้ผมรู้สึกปวดหัวมาก อยากจะพักสักหน่อย” ศิลาบอกด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอกเหนื่อยใจ แล้วเดินเลยบิดาไปด้วยความคิดที่สับสน
ทนงเกียรติมองดูลูกชาย ที่มีท่าทางแปลกไปกว่าทุกครั้ง ถ้าพูดถึงสองแม่ลูกนี้แล้ว จะต้องมีการต่อปากต่อคำกันเสมอ แต่ครั้งนี้กลับไม่เป็เช่นนั้น
“มีอะไรหรือคะคุณ” ดวงมณีถามเมื่อเห็นสามีทำหน้าประหลาดใจ
“ตาใหญ่น่ะซี ท่าทางแปลก ๆ กลับบ้านเร็วกว่าปกติ แถมไม่มีอาการมึนเมากลับมา และที่สำคัญไม่ต่อปากต่อคำกับผมเสียด้วย” สามีอธิบายให้ฟัง
“ก็ดีแล้วนี่ค่ะ คุณไม่ชอบหรือไง ที่ลูกกลับบ้านเร็วไม่เมากลับมา และไม่ทะเลาะกับคุณด้วย ไม่เอาละคุณอย่าคิดมากเลย” ดวงมณีบอกสามี แต่ในใจลึก ๆ ก็รู้สึกประหลาดใจอยู่เหมือนกัน
“จ้อย จ้อย เดี๋ยวเอายาแก้ปวดหัว ไปให้คุณใหญ่บนห้องทีน่ะ” ทนงเกียรติบอกกับสาวใช้ที่เดินผ่านมาพอดี
“เอาของว่างไปให้ทานสักหน่อยดีไหมคะ” ดวงมณีเสนอ
“ก็ดีเหมือนกัน”
“ฉันจะไปเตรียมของว่างให้เดี๋ยวนี้เลย จ้อยตามฉันไปที่ครัวแล้วกัน” ดวงมณีบอกกับสามีแล้วหันมาสั่งสาวใช้
ชายหนุ่มเมื่อปลีกตัวมาจากบิดา เขาเข้าห้องล็อกประตูทันที เดินตรงไปยืนที่หน้าต่างห้อง เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของแพรพิมพ์ ยังดังก้องในสามัญสำนึกของเขาอยู่ตลอดเวลา น้ำเสียงแววตาของเธอเขาจำได้ดี เสียงคำสาปแช่งของเธอก็ยังดังก้องอยู่ในหัวตลอดเวลา
“แพร ผมขอโทษที่ผมต้องทำเช่นนี้ มันไม่มีทางอื่นอีกแล้ว ผมไม่รู้จะอธิบายให้คุณเข้าใจได้อย่างไร ผมขอโทษ ผมขอโทษจริง ๆ ผมจะทำอย่างไรดีคุณถึงจะเข้าใจ เลิกเกลียดชังผม ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันเกิดจากการตั้งใจของผมเองทั้งหมด แต่ผมไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้แล้ว อภัยให้ผมด้วย”
ชายหนุ่มรำพึงรำพันความรู้สึกของตัวเอง ออกมาอย่างคนสำนึกผิด และเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
รถแท๊กซี่ที่แพรพิมพ์ขึ้น แล่นมาจอดที่ปากซอยบ้านของเธอ เมื่อจ่ายค่ารถเรียบร้อยแล้ว จึงลงมาจากรถยืนเก้ ๆ กัง ๆ ด้วยความสับสนอยู่สักครู่ จึงเดินเข้าซอยบ้านอย่างคนหมดหวัง สูญสิ้นทุกอย่างในชีวิต เธออยากเดินใช้ความคิด แทนที่จะให้แท็กซี่ไปส่งถึงหน้าบ้าน หญิงสาวเดินไปเรื่อย ๆ ด้วยความรู้สึกอ้างว้างและโดดเดี่ยว สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาเรื่อย ๆ แต่เธอก็ไม่อินังขังขอบ ยังคงเดินไปเรื่อย ๆ โดยไม่สนใจสายฝนที่เริ่มหนาเม็ดขึ้นทุกที ๆ เสียงฟ้าร้องดังครืน ๆ แพรพิมพ์รู้สึกว่าเสียงฟ้าร้อง เหมือนเสียงของศิลา ที่กำลังหัวเราะเยาะเธอ ที่เสียท่าให้กับเขา เมื่อเธอคิดมาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ถึงกับเข่าอ่อนทำให้หมดแรงเดิน ทรุดฮวบลงบนพื้น น้ำตาไหลรินแข่งกับสายฝน ที่ยังคงตกหนาเม็ดอย่างไม่ขาดสาย แพรพิมพ์รวบรวมแรงกายแรงใจแล้วค่อย ๆ พยุงตัวเองขึ้นมา ฝืนเดินจนถึงบ้าน เปิดประตูรั้วเดินไปนั่งที่เก้าอี้ม้าหิน ที่ตั้งอยู่ใต้ต้นมะม่วงหน้าบ้าน เธออยากให้สายฝนที่กำลังตกกระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตา เป็ตัวช่วยชำระล้างรอยราคีที่ศิลาเป็ผู้ก่อไว้กับเธอให้หมดสิ้นไป แต่มันก็เป็ไปไม่ได้ เมื่อนึกถึงคำมั่นสัญญาของภูผาก่อนจากกัน ยิ่งทำให้น้ำตาทะลักล้นเอ่อออกมา ปานประหนึ่งว่าเธอก็ไม่ยอมแพ้ต่อสายฝนที่เทกระหน่ำมาเช่นกัน ต่อแต่นี้ไปเธอจะทำอย่างไรดี สิ่งที่เธอภูมิใจสำหรับลูกผู้หญิงก็สูญสิ้นไปแล้ว เธอไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ความสาวที่เธอเหลือไว้ภูมิใจและตั้งใจจะมอบให้กับชายคนรัก ก็ถูกชายใจชั่วเลวทรามทำลายลงอย่างไม่เหลือชิ้นดี แล้วเธอจะทำอย่างไรดีกับชีวิตที่ยังเหลืออยู่
ศิลาลองแสร้งเดินผ่านไปที่โต๊ะทำงานของแพรพิมพ์ แอบชำเลืองมองเห็นโต๊ะว่างเปล่า ไม่มีแม้นเงาของเ้าของโต๊ะ สีหน้าเขาสลดลงทันทีด้วยความผิดหวัง แล้วเดินไปยังห้องทำงานของตัวเองด้วยความปวดร้าว
“พันรุจี วันนี้ผมไม่รับโทรศัพท์ ช่วยเลื่อนนัดทั้งหมดของวันนี้ให้ด้วย” ศิลาบอกเลขาหน้าห้อง
“ค่ะนาย” เลขาสาวตอบรับ
วันเวลาที่ผ่านไปมันช่างทรมานใจ ชายหนุ่มเสียเหลือเกิน เขาเฝ้าแต่คิดถึงหญิงสาวอยู่ตลอดเวลา กระวนกระวายใจ ไม่เป็อันทำงานทำการ สามวันเข้ามาแล้วหญิงสาวก็ยังไม่มาทำงานเลย
“พันรุจี เข้ามาหาผมหน่อย”
“ค่ะนาย”
สักครู่เดียวเลขาช่างเจรจา ก็มายืนอยู่ตรงหน้าเขา
“แพรพิมพ์มาทำงานหรือยัง” เขาแสร้งถามอย่างหงุดหงิด เพื่อปกปิดอาการกระวนกระวายใจของตัวเอง
“ยังค่ะนาย ไม่สบายหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไม่เห็นโทรมาบอกเลยค่ะ ปกติแล้วคุณแพรไม่เคยเป็อย่างนี้เลย ทุกครั้งคุณแพรจะบอกเสมอ ๆ ว่าจะไปไหนมาไหนนะคะนาย นายมีธุระอะไรกับเธอหรือคะ”
“ฉันอยากจะได้เอกสารบางอย่างจากเขา ทำตัวเหลวไหลจริง ๆ เสียงานเสียการหมด” ศิลาทำเป็บ่น แต่ภายในใจนั้น เหมือนถูกไฟเผาจนมอดไหม้ ดูเหมือนความหวังจะเลือนรางลงทุกที สิ่งที่หวังไว้คงจะเป็แค่เงาในใจเขาเท่านั้น
“นาย จะเอาเอกสารอะไรล่ะคะ รุจีจัดการให้ได้นะคะ” เลขาสาวแสดงน้ำใจ อยากช่วยเหลือเ้านายของเธอด้วยความเต็มใจ
“นี่ละหนารับเด็กเส้นเข้ามาทำงาน ก็เป็แบบนี้แหละ ไม่รู้จักความรับผิดชอบหน้าที่การงาน เอาอย่างนี้ผมขอแฟ้มประวัติเธอหน่อย คุณช่วยไปเอาที่ฝ่ายบุคคลให้ที ผมจะทำเื่เสนอความประพฤติไปที่ท่านประธาน ให้รับรู้ว่าแฟนของลูกชายคนโปรดไม่สนใจงานละเลยหน้าที่ ไปเอาตอนนี้เลยน่ะรุจี”
“ค่ะนาย รุจีจะไปเอาให้เดี๋ยวนี้แหละค่ะ” เลขาสาวบอก แล้วเดินโยกสะโพกออกจากห้องไป
“แพรเป็อะไรหรือเปล่า ทำไมถึงเงียบหายไปแบบนี้ งานก็ไม่มาทำ ตอนนี้แพรกำลังทำอะไรอยู่ ไม่สบายหรือเปล่า โอ๊ยอยากจะบ้าตาย” ศิลาบ่นแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ด้วยความหงุดหงิดและเป็ห่วงแพรพิมพ์
“มาแล้วค่ะนาย” พันรุจีเดินเข้ามาในห้อง รายงานเสียงใส
“เอาวางไว้บนโต๊ะเลย” ศิลาบอกด้วยน้ำเสียงหม่นหมอง
“เดี๋ยวผมจะออกไปข้างนอก และก็จะไม่กลับเข้ามาอีก มีอะไรก็จัดการให้ผมด้วยแล้วกัน”
“แล้วบ่ายนี้มีประชุมผู้ถือหุ้น นายจะให้เลื่อนหรือเปล่าคะ”
“เลื่อนนัดให้ด้วย ไม่มีอะไรแล้วรุจีไปทำงานต่อได้แล้ว”
“ค่ะนาย”
ศิลานั่งลงบนเก้าอี้ทำงาน อย่างคนหมดเรี่ยวหมดแรง สิ่งที่เขาตั้งใจจะขอโทษและอธิบายเหตุผลให้แพรพิมพ์เข้าใจ เริ่มจะส่อเค้ารางเลื่อนเสียแล้ว
“แพรทำไมคุณถึงเงียบหายไปแบบนี้ ผมจะบ้าตายอยู่แล้ว คุณเป็อะไรหรือเปล่า ผมขอโทษ ผมขอโทษจริงๆ ” ศิลากล่าวกับตัวเองเบา ๆ สะอื้นอยู่ในอก
ความรู้สึกตอนนี้ของชายหนุ่มกระวนกระวายใจ เ็ปและทรมานอย่างแสนสาหัส หรือว่าคำสาปแช่งของหญิงสาวกำลังเริ่มสำแดงฤทธิ์ ใจเขาอยากให้หญิงสาวมาเรียกร้องให้เขารับผิดชอบ กับการกระทำที่เกิดขึ้นทั้งหมดของเขา แต่ดูเหมือนจะไม่มีวี่แววเอาเสียแล้ว
ศิลาหยิบเอาแฟ้มประวัติมาเปิดดูสักครู่ จึงหยิบเอาแผนที่บ้านของแพรพิมพ์มาพับใสกระเป๋าเสื้อ เดินออกจากห้องตรงไปยังลานจอดรถ แล้วขับรถออกจากบริษัทไปทันที
สักพักใหญ่รถของศิลา มาจอดอยู่หน้าบ้านหลังเล็กกระทัดรัดหลังหนึ่ง หน้าบ้านมีต้นมะม่วงให้ร่มเงาต้นใหญ่ต้นหนึ่ง บ้านหลังนี้แม้นจะไม่ใหญ่โตมากนักแต่ก็น่าอยู่ ร่มรื่นไปด้วยพันธู์ไม้ดอกหลากหลายชนิด เ้าของบ้านคงจะเป็คนรักต้นไม้จึงดูแลได้ดีขนาดนี้ ศิลาลงจากรถเดินไปยืนที่ประตูรั้ว เห็นกุญแจคล้องอยู่ ชายหนุ่มเสียวแปลบขึ้นมาที่หัวใจทันที เขาจึงเดินไปที่หน้าบ้านที่อยู่ข้าง ๆ กดออดหน้าบ้าน สักครู่หญิงวัยกลางคนก็เดินออกมา
“คุณมาหาใครคะ” หญิงวัยกลางคนถามอย่างสุภาพ
“ผมจะมาพบเ้าของบ้านหลังนี้ครับ” ศิลาบอกพร้อมชี้มือไปที่บ้านหลังน้อย
“หนูแพรน่ะหรือ”
“ครับ ครับ ใช่ครับ” ศิลาบอกอย่างละล่ำละลัก
“เธอย้ายไปได้สองสามวันแล้วค่ะคุณ”
“ย้ายไปแล้ว ย้ายไปอยู่ที่ไหนครับ” ศิลาถามลำคอตีบตัน หัวใจสั่นหวิว ความสว่างที่อยู่รอบ ๆ ตัวดูเหมือนจะดับมืดลงทันที
ศิลาแทบทรุดเมื่อได้ยินคำบอกเล่าจากหญิงกลางคนผู้นี้
“หนูแพรก็ไม่ได้บอกอะไรไว้ค่ะ แต่ดูเธอรีบร้อนเหลือเกิน ไม่รู้ว่ามีอะไร เมื่อวันก่อนฉันเห็นหนูแพรนั่งตากฝน อยู่ใต้ต้นม่วงหน้าบ้าน ดูเหมือนเธอกำลังร้องไห้อยู่ด้วยน่ะ แกคงจะคิดถึงแฟนอยู่กระมัง แกนั่งร้องไห้อยู่ตั้งนานเชียวน่ะคุณถึงจะเข้าบ้าน พอวันรุ่งขึ้นก็มาบอกให้ฉันช่วยขายบ้านให้หน่อย เห็นบอกว่าจะย้ายไปทำงานต่างจังหวัด และจะไม่กลับมาอยู่ที่นี่อีกแล้ว”
“เขาบอกหรือเปล่าครับว่า จะไปอยู่ที่จังหวัดไหน”
“เปล่าค่ะ ฉันไม่กล้าถาม เห็นหน้าแกเศร้า ๆ ก็เลยไม่อยากรบกวน คุณรู้ไหมคะชีวิตหนูแพรน่าสงสารมาก พ่อแม่เสียั้แ่แกยังไม่จบมหาลัยเลย ญาติพี่น้องก็ไม่มี พยายามส่งเสียตัวเองจนเรียนจบ นิสัยก็ดี เรียบร้อยรู้จักควรไม่ควร พูดจาสุภาพน่ารัก นี่ถ้าฉันมีลูกชายละก็จะขอมาเป็สะใภ้เสียเลย” หญิงกลางคนกล่าวอย่างชื่นชม
“แล้วบ้านหลังนี้ ใครเป้นคนซื้อไปครับ” ศิลาถามด้วยความหมดหวัง ที่จะได้เจอแพรพิมพ์อีกแล้ว
“ฉันซื้อไว้เองค่ะ จะเอาไว้ให้คนเช่า”
ศิลายืนสนทนากับหญิงกลางคนอีกสักพักใหญ่ จึงลากลับด้วยหัวใจที่สิ้นหวัง