ตอนที่24 ทักษะจิตรกรเอสเปอร์
หลิวเย่มีความสังหรณ์ใจบางอย่างว่าเื่นี้อาจเกี่ยวข้องกับสาวน้อยของตนเอง
เนื่องจากเขานั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในร้านตามใจและเห็นภาพบางอย่างที่น่าสนใจจากกล้องวงจรปิด
“สาวน้อยทักษะเธอไม่ธรรมดาจริงๆ”
หลิวเย่ยิ้มกว้างด้วยความพอใจ
..........
ทางด้านซ่งเย่ที่จัดการกล้องวงจรปิดเรียบร้อยแล้ว
เธอเดินกลับไปหาลุงโจวที่รออยู่ลานจอดรถยนต์ของโรงพยาบาล
“พวกเรากลับบ้านได้แล้วค่ะ”
“ครับคุณหนู”
ลุงโจวพาซ่งเย่กลับวิลล่าที่ในเวลานี้พ่อกับแม่ตกลงตั้งชื่อวิลล่าร่วมกัน
นั่นคือ“วิลล่าซิงฝู” ที่แปลว่าวิลล่าแห่งความสุข
เมื่อซ่งเย่มองเห็นคุณยายของเธอที่กำลังปลูกดอกไม้อยู่สวนหย่อมด้านหนึ่งของวิลล่า
เธอเดินตรงเข้าไปหาทันที
“คุณยายค่ะหนูช่วยทำ” ซ่งเย่อาสาช่วยยายอย่างมีน้ำใจ
“ไม่ต๊องไม่ต้องหลานรัก เสร็จแล้วเห็นไหมจ๊ะ?”
ม่อฮวาปัดมือสองเข้าด้วยกันเพื่อเอาดินเปื้อนมือออกและลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
“หลานมีอะไรกับยายหรือเปล่าจ๊ะ?เย่เอ๋อร์” ม่อฮวาถามด้วยความสงสัย
เวลานี้คุณยายพ่อและแม่ได้ทำความเข้าใจกับพฤติกรรมของซ่งเย่กันทุกคนแล้ว
ครอบครัวเข้าใจโดยธรรมชาติว่าหากซ่งเย่เป็ฝ่ายริเริ่มพูดคุยก่อน
นั่นแสดงว่าเธอ้าความช่วยเหลือหรือความร่วมมือใดๆจากครอบครัว
ซ่งเย่พูดสิ่งที่คิดออกมาโดยตรงกับยายว่า“มีเพื่อนอยากได้บัตรชมงานนิทรรศการภาพวาดค่ะ”
ม่อฮวาแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดีและตอบกลับหลานสาวอย่างสบายใจ“ได้สิเย่เอ๋อร์ ้ากี่ใบล่ะจ๊ะ?”
ซ่งเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะเธอไม่แน่ใจว่าเพื่อนชายจะชอบเข้าร่วมกิจกรรมแบบนี้ด้วยหรือไม่?
สุดท้ายซ่งเย่ตอบยายเมื่อตัดสินใจได้แล้ว“ใบเดียวก็พอค่ะ”
“ไม่มีปัญหาจ้ะ”ม่อฮวาพยักหน้าตอบรับอย่างมั่นใจ
ทันใดนั้นเธอนึกอะไรบางอย่างออกจึงเอ่ยขอร้องหลานสาวว่า
“เย่เอ๋อร์วาดรูปสักภาพให้ยายหน่อยสิ”เธอวางแผนที่จะนำภาพวาดของหลานสาวไปจัดแสดงในนิทรรศการด้วย
ซ่งเย่ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าตอบตกลงอย่างผ่อนคลาย“ได้ค่ะคุณยาย”
หลังจากทานอาหารเย็นอิ่มทุกคนแล้ว
ม่อฮวาพ่อกับแม่และซ่งเย่ย้ายไปห้องวาดภาพ
“ยายวาดให้หนูดูก่อนได้ไหมคะ?”ซ่งเย่ถามอย่างคาดหวัง
เนื่องจากการสืบค้นประวัติคร่าวๆของตาและยายตนเอง
เธอพบว่าทั้งตาและยายเป็จิตรกรคนสำคัญของกองทัพ
และ้าเห็นทักษะของยายม่อฮวาที่สามารถวาดภาพเพื่อส่งสัญลักษณ์ลับระหว่างองค์กร
นั่นเป็เอสเปอร์อีกรูปแบบหนึ่ง!
“ได้สิเย่เอ๋อร์ดูให้ดีนะจ๊ะหลานรัก”ม่อฮวายิ้มอย่างพอใจที่เธอได้มีโอกาสแสดงทักษะถนัดของตนเองให้หลานดู
ม่อฮวาเดินตรงไปยังผืนผ้าใบที่ขึงบนขาโต๊ะและวางอยู่มุมหนึ่งพร้อมกับหยิบสีและแปรงเตรียมลงมือวาดภาพ
ซ่งเย่เฝ้าสังเกตท่าทางของยายด้วยความสนใจ
ม่อฮวาหยิบแปรงขึ้นมาวางจรดกับผืนผ้าใบนิ่งครู่หนึ่ง
ก่อนที่จะนำแปรงไปจุ่มสีและลงมือวาดภาพในอึดใจเดียวด้วยความรวดเร็วที่เหนือกว่าสายตามนุษย์จะมองตามทัน
ทุกคนมองเห็นการเคลื่อนไหวมือของม่อฮวาเหมือนสายน้ำไหลไปมาอย่างรวดเร็ว
แต่การกระทำของม่อฮวากลับชัดเจนและเชื่องช้าในสายตาของซ่งเย่
เธอมองเห็นพลังงานบางอย่างเมื่อยายนำแปรงไปจรดนิ่งกับผืนผ้าใบราวกับการรวบรวมพลังให้ถึงขีดสุดก่อนที่จะเริ่มต้นวาดภาพด้วย
การนำแปรงไปจุ่มสีและนำมาวาดภาพบนผืนผ้าใบ
ทักษะการวาดและขยับข้อมือเพื่อวาดภาพนั้นเหมือนกับการร่ายรำของทักษะการต่อสู้บางประเภทที่ซ่งเย่รู้จัก
ซ่งเย่หรี่ตามองท่าทางของยายอย่างตั้งใจ
เธอพบว่าตนเองสามารถปรับพลังซาเซินในตัวเองให้ขับเคลื่อนทักษะขั้นสูงของการวาดภาพออกมาได้
ทันใดนั้นซ่งเย่พลันตาโตอย่างตื่นตะลึง
เมื่อพบว่ามีจังหวะหนึ่งที่ยายตวัดมือเป็รูปทรงเรขาคณิตซับซ้อนขณะกำลังวาดภาพนั้น
“นี่คือการใส่สัญลักษณ์สื่อสารที่เป็ทักษะความสามารถของยายใช่ไหม?”
ซ่งเย่ยกยิ้มมุมปากอย่างสนใจ
แปรงถูกวางลงบนถาดสีเป็การส่งสัญญาณจากยายว่าวาดภาพเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“คุณแม่คะ ยังวาดสวยเหมือนเดิมเลยค่ะทักษะไม่ถดถอยลงแม้แต่น้อย”
เส้าม่านเอ๋ออุทานอย่างตื่นเต้นยินดีเมื่อมองเห็นภาพวิวทิวทัศน์ของผลงานแม่ตนเอง
“คุณแม่ครับภาพสวยงามมากจริงๆครับ” ซ่งซ่านจิงพยักหน้าพลางชื่นชมอย่างจริงใจ
“......” ม่อฮวายิ้มเล็กน้อยอย่างพอใจและสังเกตพฤติกรรมของหลานสาวตนเองอย่างตั้งใจ
เธอพบว่าซ่งเย่มีท่าทางแปลกๆคล้ายกับสามารถจับสังเกตทักษะของตนเองได้ไม่มากก็น้อย
ทำให้ม่อฮวาลุ้นในใจว่าหลานสาวตนเองจะมีพร์สืบทอดทักษะด้านนี้จากตนเองและสามีหรือไม่?!
“หลานจะลองดูไหมจ๊ะ?”ม่อฮวากระตุ้นเมื่อมองเห็นซ่งเย่พยักหน้าตนเองเบาๆ คล้ายเข้าใจในทักษะของยาย
“ค่ะคุณยาย”ซ่งเย่ตอบรับอย่างผ่อนคลาย
จากนั้นซ่งเย่นำขาตั้งผืนผ้าใบอีกอันหนึ่งมาวางตรงหน้าตนเองและจัดวางตำแหน่งของแปรงและจานหลุมสีไว้
นั่นเป็เพราะว่าเธอได้บทสรุปทักษะการวาดภาพของยายเป็ผังโครงสร้างในใจอย่างชัดเจน
และ้าทดลองวาดภาพตามแบบผังโครงสร้างที่เธอประยุกต์เป็ของตนเองนั้น
ซ่งเย่ตัดสินใจเลือกผังโครงสร้างการพัฒนาสมรรถนะความแข็งแกร่งของร่างกายมนุษย์
เธอ้าดูว่าจะมีใครสามารถถอดรหัสของเธอได้บ้าง?
แววตาของซ่งเย่เป็ประกายด้วยความสนุกสนาน
เธอหลับตารวบรวมพลังและจัดเตรียมขั้นตอนการวาดภาพไว้ในใจ
“พรึ่บ”ฉับพลันซ่งเย่ลืมตาขึ้นมาและหยิบแปรงจุ่มสี
เธอลงมือวาดอย่างรวดเร็วโดยที่มีความเร็วไม่ด้อยไปกว่ายายของตนเอง
“ไม่เลว”ม่อฮวาเบิกตากว้างอย่างตื่นเต้นและพึมพำเบาๆ
สามสิบนาทีต่อมา
ปรากฏภาพห้วงอวกาศหนึ่งขึ้นต่อหน้าของทุกคน
“ซ่งเย่วางแปรงลงเมื่อวาดจุดสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว
“แปะ ๆๆๆ”ซ่งซ่านจิงปรบมือชื่นชมลูกสาวตนเองเมื่อมองเห็นภาพอันสวยงามของห้วงอวกาศนั้น
“เย่เอ๋อร์เก่งมาก เยี่ยมยอดจ้ะ” เส้าม่านเอ๋อตาประกายและส่งเสียงชื่นชมลูกสาวตนเองอย่างตื่นเต้น
เนื่องจากเส้าม่านเอ๋อไม่ได้พร์ทักษะด้านวาดภาพจากพ่อกับแม่เลยแม้แต่น้อย
แต่ในเวลานี้ลูกสาวของตนเองสามารถวาดภาพที่มีทักษะเหมือนกับพ่อและแม่
นี่แสดงว่าเป็พร์ทางสายเืใช่ไหม?!
ทักษะอันน่าตื่นตะลึง!
ภาพวาดที่สวยงามดึงดูด!
ภาพที่ลึกลับน่าค้นหา!
น่าทึ่ง!
“ดี ดี ดี”ม่อฮวาพยักหน้ายิ้มกว้างอย่างพอใจ
เธอมองเห็นสัญลักษณ์หลายตัวที่แอบซ่อนอยู่ในภาพซึ่งเธอสามารถทำความเข้าใจได้แค่บางตัวเท่านั้น
นี่แสดงว่าทักษะหลานสาวตนเองซับซ้อนกว่าใช่ไหม?
ทักษะขั้นสูง!
จะเป็ทักษะในตำนานได้ไหม?!
ม่อฮวาตื่นเต้นยินดีมากกว่าเดิม“เย่เอ๋อร์ หลานจะไม่ลงชื่อผู้สร้างสรรค์ผลงานนี้ไว้หรือจ๊ะ?”
ซ่งเย่ขมวดคิ้วครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจหยิบแปรงอันเล็กจุ่มสีม่วงมาเขียนสัญลักษณ์บนมุมล่างขวาของภาพ
นั่นคือสัญลักษณ์SSS มันเป็สัญลักษณ์ประจำตัวของซ่งเย่ที่หมายถึงTriple S
“พรุ่งนี้จะมีคนเอาบัตรเชิญมาเพิ่มให้นะจ้ะ”
ม่อฮวาพลันพูดขึ้นมาหลังจากเห็นซ่งเย่เขียนนามของตนเองที่เป็จิตรกรสร้างสรรค์ผลงานแล้ว
“ขอบคุณค่ะคุณยาย”ซ่งเย่หันมาตอบรับยายตนเองด้วยเสียงอ่อนลง
ทุกวันนี้ซ่งเย่พยายามปรับตัวเองอย่างมากไม่ว่าจะเป็ท่าทาง คำพูดจา การแสดงออก
เธอพยายามชดเชยกับสิ่งที่ขาดหายไปจากชีวิตก่อน
แต่พฤติกรรมหลายอย่างไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันที
แต่เธอตั้งใจว่าจะพยายามให้มากขึ้นเพื่อปฏิสัมพันธ์ที่ดีของครอบครัว
“ดึกมากแล้วแยกย้ายกันไปพักผ่อนดีกว่าครับ”ซ่งซ่านจิงเอ่ยเตือนทุกคนด้วยความห่วงใย
โดยเฉพาะลูกสาวตนเองที่เขาอยากเห็นเธอแข็งแรงและตัวสูงมากกว่านี้
แต่ทว่าเขาไม่รู้เลยว่ารูปร่างผอมเพรียวบางอย่างซ่งเย่จะสามารถโค่นล้มชายร่างกำยำหลายคนได้อย่างง่ายดาย
..........
รุ่งเช้าเวลา04.00 น.
ซ่งเย่วิ่งออกมาหน้าวิลล่าซิงฝูพลันเหลือบมองเห็นหลิวเย่ที่หายหน้าไปหลายวัน
“อรุณสวัสดิ์ครับสาวน้อย”หลิวเย่ยิ้มกว้างเมื่อมองเห็นสาวน้อยของตนเอง
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ”ซ่งเย่รู้สึกคุ้นเคยกับการพบปะและออกกำลังกายร่วมกับหลิวเย่จึงทักทายอย่างเป็ธรรมชาติ
ทั้งคู่วิ่งเหยาะๆไปด้วยกันจนถึงสวนสาธารณะและวิ่งอบอุ่นร่างกายอีก10 รอบสนาม
จากนั้นทั้งสองคนไปมุมสงบที่เดิมเพื่อฝึกฝนทักษะต่อสู้ที่ซ่งเย่ชอบฝึกเป็ประจำ
หลิวเย่พลันถามสาวน้อยขึ้นมาอย่างมีความสุขว่า“ผลสอบออกมาแล้ว ยินดีด้วยนะครับ”
เขาตรวจสอบผลการสอบแข่งขันของเธอจากเว็บไซต์ของกระทรวงศึกษาธิการ
และพบชื่อของซ่งเย่เป็ตัวแทนอันดับหนึ่งในห้านักเรียนของจังหวัด
และที่สำคัญที่สุดคือซ่งเย่เป็นักเรียนคนเดียวที่เข้าร่วมสอบแข่งขันวิชาการทั้งสี่วิชา
ได้คะแนนเต็มทั้ง4 วิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา
นี่มันเกิดความคาดหมายของหลิวเย่!
เขาไม่คิดว่าสาวน้อยของตนเองจะเก่งกาจและเฉลียวฉลาดเช่นนี้
หลิวเย่รู้สึกมีความสุขและภาคภูมิใจเป็อย่างยิ่ง
“ขอบคุณค่ะ”ซ่งเย่กล่าวขอบคุณหลิวเย่โดยตรง
จากนั้นซ่งเย่ชวนหลิวเย่ฝึกทักษะต่อสู้กันอย่างจริงจัง“มาต่อสู้กันค่ะ”
หลิวเย่ส่ายหัวและยิ้มเล็กน้อยกับความมุ่งมั่นของเธอ
ก่อนที่เขาจะตั้งท่าและพุ่งเข้าต่อสู้กับเธออย่างเต็มพละกำลัง
“ผัวะ ผัวะ ปั้ง”
“ผัวะ ผัวะ ปั้ง”
เมื่อใกล้ถึงเวลา06.00 น. หลิวเย่ส่งสัญญาณให้ซ่งเย่หยุดพักเนื่องจากวันนี้เธอต้องไปโรงเรียน
“แค่นี้ก่อน หมดเวลาแล้วครับ”หลิวเย่ส่งเสียงเตือนสาวน้อยของตนเองที่พบว่าวันนี้เธอแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
สาวน้อยแข็งแกร่งมากจนสามารถสังหารนักฆ่าจากองค์กรKA ได้!
เขาแฮ็คเข้าระบบกล้องวงจรปิดและไล่ตรวจสอบแต่ละจุดจนพบคนที่น่าสงสัยที่สุด
นั่นคือ ซ่งเย่สาวน้อยของตนเอง!
แต่เนื่องจากการกระทำของเธอถือได้ว่าเป็การช่วยงานราชการ
ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ตั้งข้อหาหรือคิดที่จะดำเนินการใดๆกับเธอในเวลานี้
“ตกลงค่ะ”ซ่งเย่พยักหน้าเข้าใจและรู้สึกพอใจกับความแข็งแกร่งในวันนี้
เมื่อสำรวจสภาพร่างกายและพลังกำลังของตนเองเธอพบว่าอีกไม่นานจะก้าวขึ้นสู่ระดับ 5
นั่นหมายความว่าถ้าเปรียบเทียบกับโลกใบนี้เธอสามารถจัดการทหารหน่วยซีลได้มากถึง 10 คนในคราวเดียว
เมื่อหยุดการต่อสู้และฝึกทักษะระหว่างกันแล้ว
หลิวเย่และซ่งเย่วิ่งเหยาะๆกลับวิลล่าไปด้วยกัน
เมื่อถึงวิลล่าซิงฝู
หลิวเย่เตรียมที่จะทำหน้าเศร้าและพูดอ้อนวอนขอทานอาหารเช้ากับสาวน้อย
ซ่งเย่พลันหันมามองหลิวเย่และเชิญชวนเขาอย่างอารมณ์ดี“ทานข้าวด้วยกันค่ะ”
“ขอบคุณครับ”หลิวเย่มีท่าทางสดชื่นขึ้นทันทีซึ่งเกินจากที่เขาคาดคิดไว้
ซ่งเย่เดินนำหลิวเย่เข้าไปในวิลล่าโดยตรง
..........
ทางด้านวิลล่าตระกูลซ่ง
มีบรรยากาศหดหู่และซึมเซาั้แ่เมื่อวานตอนเย็น
เนื่องจากทุกคนในตระกูลรู้ข่าวผลสอบแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับประเทศและโอลิมปิกของซ่งจูหว่านแล้ว
ที่เวลานี้ซ่งจูหว่านร้องไห้เป็พักๆเมื่อนึกถึงการต่อสู้แข่งขันระหว่างตนเองกับซ่งเย่
เว่ยผิงและไป๋จูซีเข้ามาปลอบใจซ่งจูหว่านในห้องนอนั้แ่เช้า
“ไม่เป็ไรนะหลานรักถึงอย่างไรย่ามั่นใจว่าหนูจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งได้อย่างแน่นอน”
เว่ยผิงพูดปลอบใจซ่งจูหว่านด้วยท่าทางไม่เต็มใจนัก
เธอผิดหวังที่หลานสาวคนโปรดไม่สามารถทำได้อย่างที่พูดคุยไว้
แต่ทว่าเธอยังไม่รู้ว่าซ่งเย่ได้เป็ตัวแทนนักเรียนของจังหวัดทั้ง4 วิชาและได้คะแนนเต็มทั้งหมด
แต่ไป๋จูซีที่รู้ข้อมูลผลการสอบแข่งขันทั้งหมดเธอไม่พอใจซ่งเย่เป็อย่างยิ่ง
“ไม่ต้องเป็ห่วงนะลูกแม่จะจัดการไม่ให้มันมีโอกาสได้ไปสอบอีกจ้ะ”
สายตาเหี้ยมโหดเจตนาร้ายของไป๋จูซีฉายชัดขึ้นพลางลูบหลังปลอบใจลูกสาวตนเอง
“ฮึกๆหนูไม่เป็ไรค่ะแม่ หนูประมาทนังเด็กกำพร้านั่นเกินไป”
ซ่งจูหว่านผวาเข้ากอดแม่ตนเองแน่นและมีดวงตาทอประกายอาฆาตแค้น
“ล้างหน้าล้างตาซะหลานรักวันนี้หลานต้องไปโรงเรียน อย่าให้มันหยิ่งผยองได้ใจเกินไป”
เว่ยผิงพูดเสียงเศร้าด้วยความเสียใจ
ด้านชายชราซ่งซ่านโจวนั่งถอนหายใจเงียบขรึมอยู่ในห้องโถงชั้นล่าง“นับวันพวกเราตกต่ำลงทุกที”
เขากังวลกับธุรกิจของตระกูลซ่งที่เวลานี้ลูกชายคนโตทำงานไม่เป็ชิ้นเป็อัน
และหนีหายไปเล่นการพนันบ่อยครั้ง
หุ้นส่วนบางคน้าถอนหุ้นั้แ่ซ่งซ่านจิงออกจากบริษัท
และเวลานี้หลานสาวที่เป็ความหวังของตระกูลพลันไม่สามารถเป็หน้าเป็ตาได้
เช้านี้เขายังไม่เห็นหน้าลูกชายคนโตซ่งซ่านเจ๋อเลย
..........
เมื่อลุงโจวขับรถไปส่งซ่งเย่ที่หน้าประตูโรงเรียน
“ลุงโจวมารับเวลาเดิมนะคะหนูจะไปโรงพยาบาลอีก”
ซ่งเย่นัดหมายกับลุงโจวอีกครั้งซึ่งเขาตอบรับอย่างสุภาพ“ครับคุณหนู”
เธอกวาดสายตามองโดยรอบและไม่พบซ่งจูหว่านที่มักจะดักรอพบเธอเพื่อพูดจาประชดเหน็บแนมบ่อยครั้ง
“สงสัยจะผิดหวังหนัก”ซ่งเย่ยกยิ้มมุกปากเล็กน้อยก่อนเดินเข้าประตูโรงเรียนไป
เมื่อถึงห้องสามที่เวลานี้พฤติกรรมของนักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
เป็เพราะว่านักเรียนเริ่มคุ้นเคยกับการเห็นซ่งเย่อ่านหนังสือเป็ประจำ
ดังนั้นนักเรียนเริ่มหยิบหนังสือมาอ่านอย่างตั้งใจ
“สวัสดีเพื่อนนักเรียนซ่งเย่”
“สวัสดีซ่งเย่”
เพื่อนนักเรียนในห้องที่มองเห็นซ่งเย่ต่างทักทายอย่างเป็มิตร
นั่นเป็เพราะว่าซ่งเย่ตอบรับที่จะสอนพิเศษให้กับทุกคนโดยจะเริ่มวันจันทร์หน้า
ทำให้พวกเรารู้สึกเหมือนกันว่าซ่งเย่ไม่ใช่คนหยิ่งหรือเข้าถึงยากเกินไป
เธอมีน้ำใจมากกว่านักเรียนเก่งๆบางคนด้วยซ้ำ
“อ่ะนี่”ซ่งเย่ยื่นบัตรเข้าชมนิทรรศการให้กับซูฉีที่กำลังก้มหน้าอ่านหนังสืออย่างตั้งอกตั้งใจ
ซูฉีเงยหน้ามองซ่งเย่งงๆแต่เมื่อมองเห็นบัตรเข้าชมงานนิทรรศการ
เธอพลันตาโตค้างอย่างดีใจและถามซ่งเย่ย้ำอย่างไม่เชื่อสายตา“บัตรเข้าชมนิทรรศการภาพศิลป์?”
“.....” ซ่งเย่พยักหน้าโดยไม่ได้พูดอะไร
“ว้าว! ขอบคุณมากจ้ะเพื่อนรักเธอเป็เพื่อนที่น่ารักที่สุด ฉันรักเธอ” ซูฉีจะเข้ามากอดซ่งเย่เพื่อขอบคุณ
แต่ซ่งเย่ใช้นิ้วชี้ดันหน้าผากซูฉีพลางดันตัวเธอออกไป“อย่ามากอด”
“แฮะ แฮะขอโทษทีจ้ะ ฉันลืมตัว” ซูฉีที่นึกขึ้นได้ว่าเพื่อนตนเองไม่ชอบให้ใครถูกเนื้อต้องตัวจึงยิ้มขอโทษสำนึกผิด
“เป่ยกวงได้ข่าวเกาเฉินแล้วนะจ้ะเขาไม่สบายนอนอยู่โรงพยาบาลน่ะ ไปเยี่ยมด้วยกันไหม?”
ซูฉีนึกถึงเื่ของเกาเฉินขึ้นมาได้จึงบอกซ่งเย่ทันที
“เดี๋ยวก็หายไม่ต้องไปเยี่ยมหรอกจ้ะ”
ซ่งเย่ที่เคยพบเกาเฉินมาก่อนเธอประเมินคร่าวๆว่าเขาจะหายภายใน 2-3 วัน
“โอเค ฉันจะบอกพวกเป่ยกวงให้ไปเยี่ยมเกาเฉินแค่สามคนก็พอจ้ะ”
ซูฉีพยักหน้ายอมรับความคิดเห็นของซ่งเย่โดยไม่มีเงื่อนไข
เนื่องจากเธอเชื่อมั่นและไว้ใจซ่งเย่ั้แ่เมื่อครั้งที่ช่วยเธอจากการใส่ร้ายของแม่เลี้ยงคราวก่อนนั้น
เมื่อถึงเวลาพักทานอาหารกลางวัน
เป่ยกวงไม่ได้ชวนซ่งเย่ไปเยี่ยมเกาเฉินด้วยกันเนื่องจากซูฉีบอกกับพวกเขาแล้ว
ซ่งเย่ตั้งใจที่จะไปฝังเข็มให้คุณตาอีกครั้งในตอนบ่ายวิชาอิสระ
..........
เมื่อถึงเวลานัดหมายกับลุงโจวที่จอดรถยนต์รออยู่หน้าโรงเรียน
ซ่งเย่เดินขึ้นรถและลุงโจวขับตรงไปโรงพยาบาลประชาชน
“ผมจะจอดรถรอที่เดิมนะครับคุณหนู”ลุงโจวบอกซ่งเย่เมื่อเธอก้าวลงจากรถแล้ว
“ค่ะ”ซ่งเย่พยักหน้ารับรู้
จากนั้นเธอเดินตรงไปที่ห้องวีไอพี5 ของคุณตาทันที
ขณะที่เดินผ่านห้องวีไอพี4 ที่เมื่อวานเกาเฉินนอนพักรักษาตัวอยู่
แต่ในเวลานี้ป้ายชื่อหน้าห้องเปลี่ยนเป็คนป่วยคนใหม่
“อาการน่าจะดีขึ้นแล้ว”ซ่งเย่พึมพำเบาๆกับตัวเองซึ่งเป็ไปตามที่คาดเดาไว้
“แอ๊ด”เมื่อเปิดเข้าไปซ่งเย่พลันรู้สึกถึงความแตกต่างบางอย่างภายในห้อง
ซึ่งเกิดจากพลังตรวจจับของซาเซิน!
เมื่อซ่งเย่กวาดสายตาสอดส่องหาสิ่งผิดปกติพลันพบว่ามีกล้องวงจรปิดที่แอบซ่อนไว้ข้างเตียงของคุณตา
ซ่งเย่คิดในใจอย่างนึกสนุกว่า“คงสงสัยล่ะสิว่าทำไมคุณตาอาการดีขึ้น?”
เธอเข้าใจในทันทีว่ามีใครบางคน้าหาคำตอบบางอย่าง
เนื่องจากอาการป่วยของคุณตาที่ดีขึ้นอย่างแตกต่างจากเดิมภายในเวลาแค่วันเดียว