บทที่ 3 (1/2)
หาข้อดีในเวลาที่รู้สึกแย่(1)
เมิ่งเจียวซินนั่งทำใจสักพักก่อนจะเดินไปเปิดบานหน้าต่างเพื่อสำรวจสิ่งต่าง ๆ รอบเรือน พอเห็นบรรยากาศโดยรอบ ตอนนี้น่าจะเข้าสู่ต้นยามโหย่วแล้ว(ยามโหย่ว เวลา 17:00 – 18:59 น.)
หลังจากนั้นเมิ่งเจียวซินจึงนึกไปถึงสิ่งที่คุณยายใบบัวเคยสอนเธอเอาไว้ว่า‘ให้หาข้อดีในเวลาที่รู้สึกแย่ที่สุด’ ก่อนที่เธอจะหลับตาของตัวเองลงแล้วคิดในใจว่า...
‘ดี! ที่นิยายเื่นี้ของอาหวงเป็แนวจีนโบราณ’
‘ดี! ที่เราชอบอ่านนิยายแนวนี้อยู่แล้ว’
‘และโชคดี!ที่ชีวิตในโลกใบเดิมของเรามักจะได้ออกเดินทางไปตามสถานที่ต่าง ๆ พร้อมกับหน่วยแพทย์อาสาอยู่บ่อยครั้งเพราะมันได้ช่วยฝึกให้เราต้องคอยตั้งรับ ปรับตัว และยังต้องคอยเตรียมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านเข้ามาในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่อยู่เสมอ
ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเราเวลานี้เราก็แค่ต้องคอยรับมือ เตรียมทำทุกอย่าง และหาวิธีก้าวผ่านมันไปให้ได้ก็เท่านั้นเอง’
เมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งเจียวซินจึงนึกไปถึงข้อมูลคร่าวๆ ของโลกใบนี้ รวมไปถึงข้อมูลเบื้องต้นของพระเอกที่อาหวงได้บรรยายเอาไว้ใน่แรกของนิยาย...
โลกใบนี้ได้ถูกแบ่งเขตแดนและเขตการปกครองออกเป็สองส่วนโดยส่วนแรกคือส่วนของพวกมารและพวกปีศาจ ซึ่งถูกปกครองโดยคนเผ่ามารอีกส่วนคือส่วนของพวกมนุษย์ ซึ่งถูกปกครองโดยเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่เป็มนุษย์
หลี่อวิ้นกุย พระเอกของนิยายเื่นี้เป็คนเผ่ามารที่มีเืของมนุษย์ไหลเวียนอยู่ในตัวครึ่งหนึ่งเนื่องจากในอดีตหลี่อวิ้นเซียนาาปีศาจคนปัจจุบันเคยหนีมาใช้ชีวิตในฝั่งของพวกมนุษย์อยู่่หนึ่ง ซึ่งใน่นั้นหลี่อวิ้นเซียนได้ลักลอบเข้าไปมีความสัมพันธ์กับเซียวชิงฮวาดรุณีน้อยผู้มีรูปโฉมงดงามที่สุดในหมู่บ้านโดยใน่เวลานั้นหลี่อวิ้นเซียนก็หาได้มีความสัมพันธ์กับเซียวชิงฮวาเพียงนางเดียว
จนเวลาผ่านล่วงเลยไปถึงวันที่หลี่อวิ้นเซียนต้องเดินทางกลับไปรับตำแหน่งาาปีศาจ หลังจากวันนั้นเ้าตัวก็ไม่ได้กลับมายังฝั่งของมนุษย์อีกเลยจึงไม่รู้ว่าในยามนั้นเซียวชิงฮวาได้เริ่มตั้งครรภ์บุตรของตัวเองขึ้นมาแล้ว
หลี่อวิ้นเซียนที่รับรู้มาตลอดว่าการตั้งครรภ์และการให้กำเนิดทารกเผ่ามารในแต่ละครั้งมีความเสี่ยงถึงชีวิตแล้วหาใช่เื่ง่ายเลยสำหรับสตรีโดยเฉพาะสตรีที่เป็มนุษย์ ดังนั้นทุกครั้งหลังจากเสร็จกิจเขาจึงมักจะบอกกับสตรีที่ตนเองไปมีความสัมพันธ์ด้วยเสมอว่าให้รีบดื่มยาห้ามครรภ์ แต่ก็มักจะมีสตรีบางคนที่ดื้อรั้น และ้าจะสานสัมพันธ์กับเขาต่อจึงตั้งใจละเลยในสิ่งที่เขาบอก ซึ่งตัวหลี่อวิ้นเซียนเองก็หาได้สนใจไม่
เนื่องจากสตรีที่ตั้งครรภ์บุตรของคนเผ่ามารจะต้องสูญเสียพลังชีวิตเพื่อหล่อเลี้ยงบุตรในครรภ์จนกว่าจะถึงวันที่ให้กำเนิดแล้วยิ่งหากสตรีนางใดตั้งครรภ์บุตรของมารผู้สืบสายเืมารเข้มข้นแบบเขา หรือหากบุตรในครรภ์ของสตรีนางนั้นเป็บุรุษพลังชีวิตที่สตรีนางนั้นจะต้องใช้ในการหล่อเลี้ยงบุตรในครรภ์ก็จะยิ่งต้องใช้มากกว่าบุตรที่เป็สตรีหรือบุตรที่เกิดจากสามีที่เป็มารสายเือื่นเป็เท่าตัว แม้แต่กับสตรีเผ่ามารหรือสตรีเผ่าปีศาจเองก็ยังยากที่จะประคองครรภ์ไปจนถึงขั้นให้กำเนิดทารกออกมาได้
ดังนั้นการที่จะมีสตรีมนุษย์ตั้งครรภ์บุตรของเขาจนสามารถให้กำเนิดทารกออกมาได้นั้น ในความคิดของหลี่อวิ้นเซียนมันจึงถือเป็เื่ที่เป็ไปได้ยาก
เซียวชิงฮวาที่ตกอยู่ในห้วงของความรักจึงคิดไปเองว่าที่ผ่านมาหลี่อวิ้นเซียนรักนางด้วยความจริงใจ นางเลยคิดจะสร้างครอบครัวกับอีกฝ่ายจึงตั้งใจไม่กินยาห้ามครรภ์ ซึ่งตัวหลี่อวิ้นเซียนเองแม้จะบอกเื่ที่เ้าตัวเป็คนเผ่ามารแต่ก็ไม่ได้เล่าเื่รายละเอียดเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ และการให้กำเนิดทารกเผ่ามารกับนางดังนั้นเมื่อเซียวชิงฮวารู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ นางจึงรู้สึกดีใจเป็อย่างมากจากนั้นนางก็พยายามปกปิดแล้วเฝ้ารอการกลับมาของหลี่อวิ้นเซียน
จนเข้าสู่เดือนที่สามอาการแพ้ท้องรวมไปถึงสภาพร่างกายของเซียวชิงฮวาก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงและแสดงออกมาให้คนในครอบครัวเห็น บิดามารดาของนางจึงทำการคาดคั้นเอาความจริงจากปากนางจนนางต้องบอกเล่าเื่การตั้งครรภ์กับคนทั้งสอง แล้วถึงแม้ว่าผู้เป็บิดามารดาจะรู้สึกเสียใจกับการกระทำชิงสุกก่อนห่ามของนางมากแค่ไหนแต่ด้วยความที่เซียวชิงฮวาเป็บุตรสาวคนโต และยังเป็บุตรที่คนทั้งคู่ให้ความรักมากที่สุดบิดามารดาของนางจึงไม่อาจตัดใจขับไล่เซียวชิงฮวาออกจากตระกูล จึงทำได้เพียงส่งตัวนางแยกไปอยู่ที่เรือนพักหลังเก่าพร้อมกับมอบบ่าวรับใช้ให้ไปคอยดูแลนางเพียงแค่สามคนแล้วยังออกปากสั่งนางและบุตรที่กำลังจะถือกำเนิดห้ามก้าวเท้าออกจากเรือนหลังนั้นเลยแม้แต่ก้าวเดียว
เซียวชิงเถาน้องสาวของเซียวชิงฮวาด้วยความสงสารส่วนหนึ่ง แล้วด้วยเพราะนางเคยเห็นบุรุษที่มีความสัมพันธ์กับผู้เป็พี่สาวนางเลยคิดจะหาประโยชน์จากความร่ำรวยของอีกฝ่าย นางจึงออกปากรับอาสาคอยส่งของกินของใช้และจะคอยแวะเวียนเข้าไปดูแลเซียวชิงฮวาแทนผู้เป็บิดามารดา เนื่องจากตระกูลเซียวมีอาชีพค้าขายผ้าบิดาของพวกนางจึงต้องออกเดินทางไปรับซื้อผ้าตามหัวเมืองต่าง ๆ กลับมาขายเลยไม่ค่อยมีเวลาได้อยู่เรือนมากนักส่วนมารดาของพวกนางหลังจากส่งตัวเซียวชิงฮวาไปอยู่ที่เรือนหลังเก่า นางจึงต้องกลับเฝ้าดูแลหน้าร้านขายผ้าด้วยตัวเองอีกครั้งนางจึงไม่มีเวลาเข้าไปดูแลบุตรสาวคนโตใน่เวลานั้น
เมื่อการตั้งครรภ์เข้าสู่เดือนที่สี่เซียวชิงฮวาก็เริ่มมีอาการแพ้ท้องหนักขึ้นกว่าเดิมแล้วที่สำคัญร่างกายของนางก็เริ่มทรุดโทรมลงไปเรื่อย ๆ
ส่วนเซียวชิงเถาหลังจากคอยเฝ้าดูแลเซียวชิงฮวามาได้สักพักจากความสงสารนางก็เริ่มรู้สึกว่าอีกฝ่าย คือ ตัวภาระของนาง ในยามนั้นนางคิดว่าตนเองคงจะหาประโยชน์จากผู้เป็พี่สาวไม่ได้แล้วเป็แน่นางจึงเริ่มละเลยไม่เข้าไปดูแล แล้วยังให้บ่าวในเรือนหลักเป็คนไปส่งของกินของใช้ให้กับผู้เป็พี่สาวแทนนางซึ่งเซียวชิงเถาได้ทำเช่นนั้นไปจนถึงวันที่ครรภ์ของเซียวชิงฮวาเข้าสู่เดือนที่เจ็ด
หลังจากที่เซียวชิงเถาไม่ได้เข้าไปดูแลผู้เป็พี่สาวมาเกือบสามเดือนนางจึงตั้งใจจะแวะเข้าไปดูแลอีกฝ่ายด้วยตัวเองสักครั้ง แล้วเมื่อนางได้เข้าไปเห็นสภาพของเซียวชิงฮวาซึ่งไม่ต่างอะไรเลยกับคนที่ใกล้จะตายนางจึงรีบกลับมาบอกผู้เป็บิดามารดาของพวกนาง
บิดามารดาของเซียวชิงฮวาแม้จะโกรธเคืองที่เซียวชิงเถาละทิ้งพี่สาวของเ้าตัวมากแค่ไหนแต่ก็ด้วยเพราะคนทั้งสองก็ละเลยบุตรสาวไม่ต่างไปจากนาง คนทั้งคู่จึงได้แต่ตามหมอให้เข้ามาช่วยยื้อชีวิตของเซียวชิงฮวาและบุตรในครรภ์ของนางเอาไว้แต่ไม่ว่าคนทั้งคู่จะตามหมอท่านใดมารักษา หมอทุกท่านก็ได้แต่บอกกับคนทั้งคู่ว่าให้เตรียมทำใจเพราะอาจจะยื้อได้เพียงแค่หนึ่งชีวิต หรือไม่ก็อาจจะต้องสูญเสียทั้งสองชีวิตไปพร้อมกัน
เซียวชิงฮวาเมื่อได้รับรู้ถึงสภาพร่างกายของตัวเองและเื่ที่นางกับบุตรในครรภ์กำลังเผชิญอยู่ นางจึงเอ่ยปากขอร้องกับท่านหมอคนสุดท้ายที่ผู้เป็บิดามารดาพามาตรวจดูอาการของนางโดยให้อีกฝ่ายเลือกช่วยเพียงชีวิตของบุตรในครรภ์เท่านั้นไม่ต้องสนใจสภาพร่างกายของนาง
ซึ่งเซียวชิงฮวาก็สามารถประคองลมหายใจสุดท้ายของตัวเองเพื่อให้กำเนิดบุตรในครรภ์ออกมาจนได้โดยก่อนที่นางจะจากไป เซียวชิงฮวาก็ได้ตั้งนามบุตรชายของนางเอาไว้ว่า...หลี่อวิ้นกุย