ตอนที่ 10: ฝนตกในต่างจังหวัด
เวลาสองทุ่มห้าสิบห้านาที ลมพายุที่เคยก่อตัวเป็เพียงเค้าลางเมื่อตอนเย็นบัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็พายุฝนฟ้าคะนองอย่างสมบูรณ์แบบ ท้องฟ้าที่เคยมืดมิดถูกฉีกขาดด้วยแสงสายฟ้าฟาดเป็ระยะ เสียงเม็ดฝนเม็ดใหญ่สาดกระทบหลังคาและหน้าต่างกระจกของวิลล่าแต่ละหลังดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้ารั่ว ผมกระชับร่มคันใหญ่สีดำในมือแน่น พยายามก้าวเดินฝ่าลมกระโชกแรงที่แทบจะพัดเอาร่างของผมปลิวไปตามแรงลม จุดหมายปลายทางคือวิลล่าส่วนตัวของคุณรส เ้านายสาวผู้ทรงอำนาจที่นัดหมาย 'ลงโทษ' ผมในเวลาสามทุ่มตรง
ทุกย่างก้าวที่ย่ำลงบนแอ่งน้ำขังบนทางเดินหินแกรนิตเต็มไปด้วยความหนักอึ้งและความหวาดหวั่นผสมปนเปกับความคาดหวัง หัวใจของผมเต้นระรัวและสูบฉีดเืไปทั่วเรือนร่างจนรู้สึกร้อนผ่าว ทั้งที่อุณหภูมิรอบกายเย็นเฉียบจากละอองฝนที่สาดกระเซ็นเข้ามาโดนเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงสแลกสีเข้มของผมจนเปียกชื้นไปหมด กลิ่นไอดินและกลิ่นคาวฝนลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ แต่ในโสตประสาทของผมกลับได้ยินเพียงเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นดังแข่งกับเสียงฟ้าร้อง
ความทรงจำในห้องประชุมเมื่อตอนกลางวันยังคงฉายชัดในหัว ภาพที่ผมกล้าท้าทายอำนาจของเธอด้วยสายตาโลมเลีย มันช่างอวดดีและบ้าบิ่นสิ้นดี ผมไม่รู้ว่าผีสางตนไหนมาดลใจให้เด็กหนุ่มขี้ขลาดอย่างผมกล้าทำเื่แบบนั้นต่อหน้าผู้บริหารระดับสูงคนอื่นๆ แต่เมื่อนึกถึงแววตาที่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงของคุณรส และริ้วสีแดงระเรื่อที่พาดผ่านพวงแก้มของเธอ มันกลับทำให้ผมรู้สึกถึงชัยชนะเล็กๆ ที่แสนหอมหวาน ทว่าชัยชนะนั้นแลกมาด้วยคำขู่คาดโทษที่ทำให้ผมต้องมายืนตากฝนอยู่ตรงนี้
ผมหยุดยืนอยู่หน้าประตูวิลล่าหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่แยกออกมาจากโซนของพนักงานคนอื่น แสงไฟสลัวจากหน้ากริ่งประตูสะท้อนหยดน้ำที่เกาะอยู่ตามใบหน้าและเรือนผมของผม ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จนสุดปอด พยายามรวบรวมความกล้าที่แตกซ่านไปกับสายลม มือที่ชื้นเหงื่อสั่นเล็กน้อยขณะยกขึ้นไปกดปุ่มกริ่ง
*ติ๊งต่อง...*
เสียงกริ่งดังแทรกเสียงฝนที่ตกกระหน่ำ ผมยืนรอด้วยความกระวนกระวาย ขาของผมสั่นจนแทบจะยืนไม่อยู่ ไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เพราะความตื่นเต้นที่ไม่อาจควบคุมได้ วินาทีที่บานประตูไม้สักบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออก หัวใจของผมก็แทบจะหยุดเต้น ภาพที่ปรากฏตรงหน้าไม่ใช่ผู้จัดการสาวสุดเนี้ยบในชุดสูทรัดรูปเหมือนตอนกลางวัน แต่เป็คุณรสในชุดคลุมอาบน้ำผ้าซาตินสีแดงเบอร์กันดีที่ทิ้งตัวแนบไปกับสัดส่วนเว้าโค้งอย่างเป็ธรรมชาติ เนื้อผ้าลื่นมันวาวสะท้อนแสงไฟสีส้มอ่อนๆ ภายในห้อง เผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนที่โผล่พ้นชายกระโปรงและเนินอกอิ่มที่ดันคอเสื้อรูปตัววีลึกอย่างิ่เหม่
กลิ่นน้ำหอมแนวฟลอรัลหรูหราที่ผมคุ้นเคยลอยมาปะทะจมูกทันที ผสมผสานกับกลิ่นครีมอาบน้ำอ่อนๆ ที่บอกให้รู้ว่าเธอเพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ ผมเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายตาไม่อาจละไปจากทรวดทรงเย้ายวนนั้นได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว เส้นผมสีเข้มของเธอยังคงเปียกชื้นเล็กน้อยจากการสระผม ล้อมกรอบใบหน้าสวยคมที่บัดนี้ปราศจากเครื่องสำอางใดๆ เผยให้เห็นผิวพรรณที่เนียนละเอียดและดูอ่อนเยาว์กว่าปกติ
"เข้ามาสิ จะยืนตากฝนให้เป็หวัดตายหรือไง" น้ำเสียงของเธอเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยอำนาจสั่งการ ั์ตาคมกริบกวาดตามองสภาพเปียกปอนของผมั้แ่หัวจรดเท้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา
"ครับ... คุณรส" ผมรับคำเสียงสั่น รีบหุบร่มและวางไว้ที่ที่เสียบร่มหน้าประตู ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในอาณาเขตของเธออย่างประหม่า แอร์ภายในห้องเย็นฉ่ำจนผมเผลอห่อไหล่เล็กน้อย คุณรสปิดประตูลงกลอน เสียง *คลิก* ของล็อกประตูฟังดูเหมือนเสียงปิดตายกรงขังที่ผมไม่มีวันหนีรอดไปได้อีกในค่ำคืนนี้
ผมเดินตามแผ่นหลังบางที่ตั้งตรงอย่างสง่างามเข้าไปในโซนห้องทำงานส่วนตัวที่ถูกจัดสรรไว้อย่างเป็สัดส่วนภายในวิลล่า บนโต๊ะไม้ตัวใหญ่มีกองเอกสารและแล็ปท็อปที่เปิดค้างไว้ แสงสว่างจากโคมไฟระย้ากลางห้องส่องให้เห็นบรรยากาศที่ดูหรูหราและเงียบสงบ ขัดแย้งกับพายุบ้าคลั่งด้านนอกอย่างสิ้นเชิง กลิ่นอโรมาอ่อนๆ ภายในห้องช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่ความกดดันจากการอยู่ตามลำพังกับเธอกลับทำให้ผมหายใจไม่ทั่วท้อง
คุณรสเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังบุนวมหลังโต๊ะทำงาน เธอไขว้ห้างอย่างเชื่องช้า ปล่อยให้ชายชุดซาตินเลิกขึ้นสูงจนเห็นต้นขาขาวผ่อง ผมยืนประสานมืออยู่หน้าโต๊ะราวกับนักเรียนที่รอรับการอบรมจากครูฝ่ายปกครอง แต่สายตากลับลอบมองความขาวเนียนนั้นอย่างห้ามใจไม่อยู่ ความคิดอกุศลเริ่มแล่นเข้ามาในหัวอย่างบ้าคลั่ง
"ที่ฉันเรียกเธอมาวันนี้... คิดว่าเพราะอะไร ตง?" เธอเริ่มบทสนทนาด้วยน้ำเสียงเ็า นิ้วเรียวยาวที่เคลือบด้วยเล็บสีแดงสดเคาะลงบนโต๊ะเป็จังหวะเชื่องช้า แต่มันกลับทำให้หัวใจผมเต้นแรงราวกับจังหวะกลองรบ
"เพราะ... เื่ที่ผมมองคุณรสในห้องประชุมวันนี้ครับ" ผมตอบเสียงแ่ พยายามไม่สบตากับดวงตาคู่สวยที่จ้องจับผิดผมอยู่ ก้มหน้ามองเพียงปลายรองเท้าของตัวเอง
"รู้ตัวก็ดี" เธอแค่นยิ้มมุมปาก น้ำเสียงของเธอเหยียดหยันเล็กน้อย "ความอวดดีของเธอวันนี้มันเกินขอบเขตไปมาก ตง เธอคิดว่าตัวเองเป็ใครถึงกล้าส่งสายตาแบบนั้นใส่ฉันต่อหน้าคนอื่น? คิดว่าบทลงโทษที่ผ่านมามันทำให้เธอได้ใจจนกล้าปีนเกลียวฉันอย่างนั้นเหรอ? เด็กเมื่อวานซืนอย่างเธอ คิดจะท้าทายฉันมันยังเร็วไปร้อยปี"
ผมััได้ถึงรังสีความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเธอ ความพยศที่เคยมีในตอนกลางวันเริ่มมลายหายไป เหลือเพียงความหวาดหวั่นและแรงกระสันที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ผมเพิ่งจะอ้าปากเตรียมจะกล่าวคำขอโทษ แต่ทว่า...
*เปรี้ยง! พรึบ!*
เสียงฟ้าผ่าดังกึกก้องกัมปนาทจนหน้าต่างกระจกสั่นะเื ตามมาด้วยความมืดมิดที่เข้าปกคลุมทั่วทั้งวิลล่าในชั่วพริบตา ระบบไฟฟ้าถูกตัดขาด แอร์ที่เคยเป่าลมเย็นดับลง เสียงเพลงแจ๊สเบาๆ ที่เปิดคลอไว้ก็เงียบหายไป เหลือเพียงเสียงฟ้าร้องคำรามและเสียงฝนที่สาดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง
"ว้าย!"
เสียงอุทานด้วยความใสุดขีดหลุดออกมาจากริมฝีปากของคุณรส ท่ามกลางความมืดมิด ผมได้ยินเสียงเก้าอี้หนังขยับและเสียงฝีเท้าที่ก้าวถอยหลังอย่างเสียจังหวะของเธอ
สัญชาตญาณของการเป็ผู้ชายและผู้ปกป้องตื่นตัวขึ้นทันที ผมรีบล้วงมือถือออกจากกระเป๋ากางเกงสแลกที่เปียกชื้นและเปิดไฟฉายทันที ลำแสงสีขาวสาดส่องไปที่มุมห้อง พบร่างของคุณรสยืนเกาะขอบโต๊ะทำงานอยู่ ใบหน้าที่เคยเย่อหยิ่งและเต็มไปด้วยอำนาจเมื่อครู่ บัดนี้ซีดเผือดและตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง มือเล็กๆ ของเธอกำขอบโต๊ะแน่นจนข้อขาว ริมฝีปากบางสั่นระริก
"คุณรส! เป็อะไรไหมครับ!" ผมรีบก้าวเข้าไปหาเธอโดยอัตโนมัติ ลืมความเกรงกลัวและสถานะเ้านายลูกน้องไปชั่วขณะ
"ฟะ... ไฟดับ..." เสียงของเธอสั่นพร่า ไม่หลงเหลือเค้าความดุดันเลยแม้แต่น้อย ความอ่อนแอที่หลุดรอดออกมาทำให้ผมรู้สึกใจหาย
"ใจเย็นๆ นะครับ สงสัยพายุพัดจนเสาไฟล้มหรือหม้อแปลงของโครงการะเิแน่ๆ เดี๋ยวผมจัดการดูให้เองครับ" ผมเอื้อมมือไปจับแขนของเธอเบาๆ เพื่อเรียกสติ น่าแปลกที่เธอไม่ได้สะบัดออก หรือตวาดใส่ผมเหมือนอย่างเคย เธอเพียงแค่ยืนนิ่งปล่อยให้ผมัั ความเย็นเยียบจากผิวเนื้อของเธอส่งผ่านปลายนิ้วของผม บ่งบอกว่าเธอกำลังกลัวจริงๆ
ผมใช้ไฟฉายจากมือถือกวาดมองไปรอบๆ ห้อง "ลมแรงมากเลยครับ หน้าต่างยังปิดไม่สนิท" ผมสังเกตเห็นผ้าม่านที่ปลิวไสวตามแรงลมที่ลอดเข้ามาทางช่องหน้าต่างบานเกล็ด ผมปล่อยแขนเธอแล้วรีบเดินไปจัดการล็อกหน้าต่างทุกบานให้แ่า ดึงผ้าม่านปิดทึบเพื่อกันแสงฟ้าแลบที่อาจทำให้เธอใซ้ำ ก่อนจะเดินไปตรวจเช็กประตูทางเข้าว่าล็อกเรียบร้อยดีหรือไม่
ทุกการกระทำของผมอยู่ในสายตาของคุณรส เธอทอดมองผมจัดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยความเงียบงัน ในเสี้ยววินาทีนี้ บทบาทของผู้คุมกฎและผู้ถูกลงโทษได้ถูกระงับไว้ชั่วคราว ผมกลายเป็ผู้นำที่ต้องปกป้องเธอจากสถานการณ์คับขัน ส่วนเธอก็กลายเป็เพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่้าที่พึ่งพิง
หลังจากจัดการปิดล็อกทุกอย่างจนปลอดภัย ผมเดินกลับมาหาคุณรสพร้อมกับหยิบเทียนหอมอโรมาในขวดแก้วหรูและไฟแช็กที่วางอยู่บนชั้นวางของมาจุด แสงเทียนสีเหลืองนวลสว่างวาบขึ้น ขับไล่ความมืดมิดออกไปได้บางส่วน แต่ก็สร้างเงาวูบวาบเต้นเร่าไปตามผนังห้องตามแรงสั่นะเืของฟ้าร้อง กลิ่นวานิลลาผสมไม้จันทน์หอมเริ่มลอยอวลในอากาศ ช่วยบรรเทาความตึงเครียดลงได้บ้าง
"ฝนตกหนักขนาดนี้ มองไม่เห็นทางเลยครับ คงเดินฝ่ากลับไปที่ห้องพักพนักงานไม่ได้แล้วล่ะ" ผมพูดขึ้นขณะวางเชิงเทียนลงบนโต๊ะกระจกเตี้ยๆ คั่นกลางระหว่างโซฟากับโต๊ะทำงาน "คุณรสรังเกียจไหมครับ... ถ้าผมจะขอหลบฝนอยู่ที่นี่สักพัก จนกว่าฝนจะซา หรือจนกว่าไฟจะมา"
เธอเงียบไปอึดใจหนึ่ง ั์ตาสีน้ำตาลเข้มสะท้อนแสงเทียนเป็ประกายระยับ เธอมองหน้าผมด้วยแววตาที่ซับซ้อน ก่อนจะถอนหายใจแ่เบา "ตามใจเธอสิ ขืนไล่เธอกลับไปฝ่าพายุตอนนี้ ฉันคงกลายเป็เ้านายที่ใจร้ายที่สุดในโลก แล้วถ้าเธอเป็อะไรไป พรุ่งนี้งานสัมมนาคงวุ่นวายตาย"
ถึงคำพูดจะยังดูเป็ห่วงเื่งาน แต่ผมก็ััได้ถึงความอนุโลมที่ซ่อนอยู่ เธอทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาบุกำมะหยี่ตัวยาวที่มุมห้อง ดึงเสื้อคลุมซาตินให้กระชับเข้าหากัน กอดอกแน่นเพื่อคลายหนาว ผมเดินตามไปนั่งลงที่ปลายโซฟาอีกฝั่ง เว้นระยะห่างอย่างรู้มารยาท บรรยากาศภายในห้องเงียบสงบลงอย่างประหลาด มีเพียงเสียงฝนที่ดังก้องอยู่ภายนอก และเสียงลมหายใจของเราสองคนที่ประสานจังหวะกันท่ามกลางแสงเทียนสลัว
ความอึดอัดเริ่มคืบคลานเข้ามาแทนที่ความหวาดกลัว ผมนั่งประสานมือบนตัก มองดูเปลวเทียนที่ส่ายไหวไปมา ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวแรง กลัวว่าจะทำลายความเงียบนี้ แต่แล้วผมก็ทนไม่ไหว
"กลัวเสียงฟ้าร้องเหรอครับ?" ผมตัดสินใจทำลายความเงียบ ถามคำถามที่ละลาบละล้วงที่สุดเท่าที่เคยถามเธอมา
คุณรสหันมามองผม ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเล็กน้อยราวกับกำลังชั่งใจว่าควรจะตอบดีหรือไม่ แต่ในที่สุด เธอก็ยอมเปิดปากพูด "ไม่ได้กลัว... แค่ไม่ชอบความรู้สึกตอนที่ควบคุมอะไรไม่ได้เลยต่างหาก"
น้ำเสียงของเธออ่อนลงกว่าปกติมาก ไม่มีกำแพงของความเป็ผู้จัดการ ไม่มีหน้ากากของหญิงแกร่ง มีเพียงความเปราะบางที่หลุดลอยออกมาพร้อมกับลมหายใจ "เวลาฟ้าผ่า ไฟดับ หรือเกิดเื่ไม่คาดฝัน มันเตือนให้ฉันรู้ว่า... ไม่ว่าฉันจะพยายามจัดแจงหรือควบคุมทุกอย่างในชีวิตให้เพอร์เฟกต์แค่ไหน สุดท้ายฉันก็เป็แค่มนุษย์ตัวเล็กๆ ที่ไม่อาจต้านทานธรรมชาติได้เลย"
ผมรับฟังอย่างตั้งใจ สายตาไม่ละไปจากเสี้ยวหน้าด้านข้างของเธอที่ทอดมองออกไปยังผ้าม่านที่ปิดทึบ เปลวเทียนส่องกระทบใบหน้าของเธอ ทำให้เห็นถึงความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ลึกๆ
"เธอรู้ไหม ตง..." เธอพูดต่อ น้ำเสียงเริ่มเจือปนด้วยความรันทด "ทุกคนในบริษัทมองฉันว่าเป็ผู้หญิงเก่ง เป็คนเหล็กที่ไม่เคยพลาด เป็เ้านายสุดเนี้ยบที่สั่งการได้ทุกอย่าง แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่า... การต้องยืนอยู่บนจุดนี้ มันโดดเดี่ยวแค่ไหน"
เธอค่อยๆ หันหน้ามาสบตาผม ดวงตาของเธอมีร่องรอยของความอ้างว้างที่ผมไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน "ฉันต้องแบกรับความคาดหวังของบอร์ดบริหาร ต้องกดดันลูกน้องให้ได้ตามเป้าหมาย ต้องทำตัวเข้มแข็งตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ใครมาเอาเปรียบได้... บางครั้ง ฉันก็เหนื่อย เหนื่อยที่ต้องคอยระวังตัว เหนื่อยที่ไม่มีใครสักคนที่ฉันจะสามารถอ่อนแอต่อหน้าเขาได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตัดสิน หรือถูกมองว่าไร้ความสามารถ"
คำพูดของเธอเหมือนค้อนที่ทุบลงกลางใจผมอย่างจัง ภาพของผู้จัดการสาวผู้แสนเย่อหยิ่งและร้ายกาจที่คอยลงโทษผม พังทลายลงตรงหน้า สิ่งที่เหลืออยู่คือผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่แบกโลกไว้ทั้งใบด้วยบ่าเล็กๆ สองข้าง ผู้หญิงที่้าใครสักคนมารับฟังและเข้าใจความรู้สึกของเธออย่างแท้จริง รอยยิ้มเยาะเย้ยที่เคยมีมลายหายไป เหลือเพียงริมฝีปากที่สั่นระริกด้วยความอัดอั้น
หัวใจของผมปวดหนึบด้วยความเห็นใจ ความรู้สึกขัดแย้งที่เคยมีพลันมลายหายไปจนสิ้น ผมไม่ได้มองเธอในฐานะเ้านายที่ผมต้องเกรงกลัว หรือเ้านายที่ผมอยากจะเอาชนะบนเตียงอีกต่อไป แต่ผมกำลังมองผู้หญิงคนหนึ่ง... ผู้หญิงที่ผมอยากจะปกป้อง อยากจะโอบกอด และอยากจะอยู่เคียงข้างในวันที่เธอรู้สึกอ่อนล้าที่สุด
ความเงียบโรยตัวลงมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัด มันคือความเงียบที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจและสายใยบางอย่างที่เชื่อมโยงเราสองคนเข้าด้วยกัน
โดยที่ไม่ได้คิดไตร่ตรองล่วงหน้า ผมขยับตัวเข้าใกล้เธอช้าๆ เลื่อนระยะห่างบนโซฟากำมะหยี่ให้แคบลง จนกลิ่นน้ำหอมของเธอชัดเจนขึ้นในระดับลมหายใจ ผมยกมือขวาของตัวเองไปวางทาบทับลงบนหลังมือที่เย็นเฉียบของเธอ ััของผมแ่เบาและเต็มไปด้วยความทะนุถนอมราวกับกลัวว่าเธอจะแตกสลาย
คุณรสสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อผิวเนื้อของเราัักัน เธอก้มมองมือของผมที่วางทาบอยู่บนมือของเธอ แต่เธอกลับไม่ได้ดึงมือออก หรือเอ่ยปากดุผมอย่างที่ควรจะเป็ เธอปล่อยให้ผมกอบกุมมือของเธอไว้ รับเอาไออุ่นจากฝ่ามือของผมที่ถ่ายทอดไปสู่เธออย่างเต็มใจ
"คุณรสไม่ได้อยู่คนเดียวนะครับ" ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงใจที่สุดเท่าที่เคยพูดมา ดวงตาของผมประสานเข้ากับดวงตาของเธอท่ามกลางแสงเทียนที่ไหวระริก "ต่อให้โลกภายนอกคุณรสจะต้องเข้มแข็งแค่ไหน แต่เวลาที่อยู่กับผม... คุณรสไม่ต้องเป็ผู้จัดการที่สมบูรณ์แบบก็ได้ครับ คุณรสจะอ่อนแอ จะร้องไห้ หรือจะบ่นเื่งานบ้าๆ พวกนั้นให้ผมฟัง ผมก็พร้อมจะรับฟังและอยู่ตรงนี้เสมอ"
ดวงตาของคุณรสสั่นไหวอย่างรุนแรง หยาดน้ำใสๆ คลอหน่วยอยู่ที่หางตาของเธอ เธอหลบสายตาผม ก้มหน้ามองมือของเราที่เกาะกุมกันไว้ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เหมือนพยายามสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างที่กำลังตีตื้นขึ้นมา
"เด็กโง่..." เธอพึมพำเบาๆ น้ำเสียงสั่นเครือ "เธอรู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอะไรออกมา? เธอคิดว่าคำพูดหวานๆ พวกนี้จะทำให้ฉันใจอ่อน และยกเลิกบทลงโทษของเธออย่างนั้นเหรอ?"
แม้คำพูดจะฟังดูเหมือนการต่อว่า แต่การกระทำของเธอกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง มือเล็กๆ ของเธอพลิกกลับมาสอดประสานนิ้วเข้ากับมือของผม บีบกระชับแน่นราวกับ้ายึดเหนี่ยวผมไว้ไม่ให้ไปไหน นิ้วหัวแม่มือของเธอเกลี่ยเบาๆ ลงบนหลังมือของผม ัันั้นแ่เบาแต่มันกลับทำให้หัวใจผมเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นท่ามกลางแสงเทียนสลัว และเสียงพายุที่โหมกระหน่ำด้านนอก สร้างบรรยากาศที่แสนโรแมนติกและบีบคั้นอารมณ์จนถึงขีดสุด กลิ่นน้ำหอมของเธอที่ลอยมาแตะจมูกไม่ได้กระตุ้นเพียงแค่ความปรารถนาทางกายอีกต่อไป แต่มันกระตุ้นความรู้สึกผูกพันทางใจที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า ก้อนเนื้อในอกซ้ายของผมเต้นรัวแรงด้วยความรักและความหวงแหนที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
บรรยากาศที่กำลังอบอวลไปด้วยความหวานล้ำและอบอุ่น ทว่า์กลับไม่เป็ใจให้เราได้ดื่มด่ำกับ่เวลานี้นานนัก
*เปรี้ยงงงง!!!*
เสียงฟ้าผ่าฟาดลงมาอย่างรุนแรงใกล้กับตัววิลล่าจนพื้นและผนังสั่นะเื แสงสว่างจ้าสีขาวบาดตาสาดส่องลอดช่องว่างของผ้าม่านเข้ามาเพียงเสี้ยววินาที ส่องให้เห็นเงาต้นไม้ด้านนอกที่เอนเอียงน่ากลัว ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ราวกับผืนฟ้าจะถล่มลงมา
"กรี๊ด!"
คุณรสกรีดร้องด้วยความใสุดขีด สัญชาตญาณความกลัวทำให้เธอผุดลุกขึ้นจากโซฟาอย่างรวดเร็วเพื่อหาที่หลบซ่อน และด้วยความที่มองไม่เห็นทางในความมืด เธอสะดุดเข้ากับขาโต๊ะกระจกเตี้ยๆ ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ร่างระหงทำท่าจะเสียหลักล้มลงไปกระแทกพื้น
"ระวังครับ!"
ผมพุ่งตัวเข้าไปคว้าเอวบางของเธอไว้ได้ทันท่วงที แต่แรงเหวี่ยงทำให้เราทั้งคู่ล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้นพรมหนานุ่ม โดยมีผมทำหน้าที่เป็เบาะรองรับร่างของเธอเอาไว้ ก่อนที่เราจะกลิ้งหลบเข้าไปใต้พื้นที่ว่างของโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งตัวใหญ่ เพื่อหลบซ่อนจากแสงฟ้าแลบและเสียงฟ้าร้องที่ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง
ความมืดมิดใต้โต๊ะทำงานที่คับแคบทำให้ประสาทััทุกอย่างตื่นตัวถึงขีดสุด ร่างกายของเราสองคนบดเบียดแนบชิดกันทุกสัดส่วน ผมนอนหงายอยู่บนพื้น โดยมีร่างนุ่มนิ่มของคุณรสทาบทับอยู่้า ใบหน้าของเราห่างกันเพียงแค่ลมหายใจกั้น กลิ่นหอมกรุ่นของกายสาวและกลิ่นน้ำหอมฟลอรัลตีตื้นขึ้นมาจนผมแทบจะสำลักความสุข
อกอิ่มที่กระเพื่อมขึ้นลงอย่างหนักหน่วงด้วยความตื่นตระหนก เบียดชิดเข้ากับแผงอกกว้างของผมจนััได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่รัวเร็วไม่แพ้กัน ต้นขาขาวเนียนที่โผล่พ้นชุดซาตินเสียดสีเข้ากับหน้าขาของผมผ่านเนื้อผ้ากางเกงสแลก ก่อกวนความรู้สึกบางอย่างที่สงบลงไปแล้วให้ตื่นตัวขึ้นมาอีกครั้งอย่างดุดัน ความเป็ชายของผมเริ่มแข็งขืนและพองโตขึ้นตามสัญชาตญาณ ดุนดันอยู่ภายใต้กางเกง ัักับหน้าท้องแบนราบของเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คุณรสซุกหน้าลงกับซอกคอของผม สองแขนเรียวตวัดกอดรอบคอผมแน่นราวกับเด็กน้อยที่หวาดกลัว ลมหายใจร้อนผ่าวของเธอรินรดอยู่ที่ผิวเนื้อบริเวณลำคอ ทำให้ผมขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ความตึงเครียดจากพายุฝนภายนอก ถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดทางอารมณ์และความปรารถนาที่กำลังปะทุขึ้นภายในพื้นที่แคบๆ ใต้โต๊ะทำงานนี้ ััที่แนบชิด ความมืดมิดที่พรางตา และหัวใจสองดวงที่เปิดเข้าหากัน... ทุกอย่างกำลังหลอมรวมและบีบคั้นให้ความสัมพันธ์ของเราก้าวข้ามเส้นแบ่งที่เคยขีดเอาไว้
มือของผมเลื่อนไปโอบกอดรัดรอบเอวคอดกิ่วของเธอไว้แน่น ลูบไล้แผ่นหลังบางผ่านเนื้อผ้าซาตินลื่นมืออย่างปลอบประโลม แต่ในขณะเดียวกัน มันก็แฝงไปด้วยความกระสันอยากที่ยากจะควบคุม ความนุ่มนวลของเรือนร่างเธอทำให้ผมสติแทบหลุด
"ผมอยู่นี่แล้วครับ... คุณรส" ผมกระซิบเสียงพร่าชิดริมฝีปากของเธอ รู้สึกได้ถึงความชื้นแฉะของละอองเหงื่อและอุณหภูมิร่างกายที่พุ่งสูงขึ้นรอบกาย
ในคืนพายุคลั่งที่ไฟดับสนิท บทลงโทษครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น... ในที่ที่แคบและลับตาที่สุด โดยไม่มีใครคาดคิด
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*