บนยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ ปรากฏร่างที่เต็มไปด้วยาแทว่ายังคงสง่างามและดูน่าเกรงขามเรือนผมสีฟ้าครามพริ้วไปกับสายลมดวงตาสีฟ้ากระจ่างจับจ้องไปยังท้องฟ้าไกลด้วยรอยยิ้มเหยียดหยามคล้าย้าจะดูแคลนโลกทั้งใบ
“ในที่สุดแม้ว่าข้าจะมาถึงระดับนี้ได้แต่ข้าก็ยังพ่ายแพ้ให้กับพวกมัน ช่างน่าสมเพชนัก” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึก
“ข้า เซี่ยหยางผู้นี้ขอสาบานต่อ์แม้จะต้องตายและสูญเสียร่างกายนี้ไป แต่ด้วยจิติญญาของข้าที่หลอมรวมเข้ากับิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์ข้าจะยังคงรักษาจิติญญาของข้าเอาไว้เพื่อให้ยังคงหลงเหลือความหวังในการทำตามเป้าหมายของข้าข้าจะไม่ยอมตายไปอย่างสูญเปล่าเช่นนี้อย่างแน่นอน”
เขาทิ้งตัวลงจากูเามิใช่้าปลิดชีพตัวเองทว่าเป็เพราะพิษร้ายที่แฝงอยู่ในร่างนั้นกลืนกินร่างกายของเขาไปจนหมดสิ้นแล้วแม้เรี่ยวแรงที่จะขยับก็ยังไม่มีหากทิ้งไว้อีกสักสิบลมหายใจเขาคงไม่สามารถแม้แต่จะหายใจได้ ดังนั้นร่างของเขาจึงร่วงหล่นลงสู่พื้นดินเบื้องล่างโดยไม่อาจควบคุมได้
ก่อนที่ร่างของเขาจะตกถึงพื้นและตายลงจิติญญาของเซี่ยหยางได้หลุดออกจากร่างแล้วพุ่งทะยานผ่านอากาศทะลุห้วงมิติจำนวนมากเพื่อที่จะสรรหาร่างที่เหมาะสมที่จะกลายเป็ที่สถิตของิญญาของเขาเซี่ยหยางรู้ดีว่าการเลือกร่างในมิติเดิมจะทำให้ศัตรูของเขารู้ถึงตัวตนของเขาได้ดังนั้นจึงยอมเดินทางไปยังมิติที่ต่ำกว่าและเลือกร่างที่อ่อนแอกว่ามาตรฐาน
อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญคือร่างนั้นจะต้องมีความเข้ากันได้กับิญญาของเขาซึ่งถือว่าเป็เื่ที่ยากมาก ในคนหนึ่งพันล้านคนจะมีเพียงคนเดียวที่มีรูปแบบิญญาเข้ากันได้กับเขา
หลังจากค้นหาอย่างยาวนาน ในที่สุดเซี่ยหยางจึงค้นพบสิ่งที่เขาค้นหาในที่สุด
ในทวีปห้าสมุทร พื้นที่ถูกแบ่งออกเป็ห้าเขตใหญ่และหนึ่งในนั้นคือเขตแคว้นสิบนภา เมืองบัว์ตั้งอยู่ในแคว้นนี้และเป็หนึ่งในเมืองใหญ่ที่มีคนอาศัยอยู่มากกว่าห้าหมื่นคนภายในเมืองยังถูกปกครองด้วยสามตระกูลใหญ่อันได้แก่ตระกูลฟงที่เป็ตระกูลเ้าเมืองตระกูลซ่ง และตระกูลเทียน
ในบรรดาสามตระกูลตระกูลที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุดกลับเป็ตระกูลซ่งเพราะพวกเขามีคนรุ่นใหม่ที่มีฝีมือจำนวนมากบรรดาผู้เยาว์ที่อายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณสิบห้าปี ตระกูลอื่นๆจะมีระดับพลังเฉลี่ยอยู่ที่ขั้นก่อกำเนิดพลังขั้นที่ห้าแต่ผู้เยาว์ของตระกูลซ่งมากกว่าห้าคนที่มีพลังขั้นก่อกำเนิดขั้นเจ็ดและยังมีคนหนึ่งที่มีพลังขั้นเที่ยงแท้ นับได้ว่าเป็อัจฉริยะที่โดดเด่นอย่างมาก
การที่มีรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งอยู่ในตระกูลเป็จำนวนมากเป็การแสดงให้เห็นว่าในอนาคตอำนาจของตระกูลซ่งจะต้องยิ่งใหญ่กว่าอีกสองตระกูลที่เหลือแม้พวกเขาจะมีอำนาจน้อยกว่าตระกูลฟงแต่นั่นก็เป็เพียง่ปัจจุบันเท่านั้นหากให้เวลาอีกสักยี่สิบปีตระกูลซ่งจะต้องเหนือกว่าตระกูลฟงทุกด้านอย่างแน่นอน
ทว่าสิ่งที่น่าเศร้าก็คือในตระกูลซ่งนั้นไม่ได้มีแต่อัจฉริยะที่โดดเด่นเท่านั้นยังมีเด็กบางคนที่อ่อนแอกว่ามาตรฐานและถูกทอดทิ้งจากคนในตระกูล ซ่งไป่หลางเป็หนึ่งในนั้นหลังจากที่เขาได้รับการประเมินว่าเป็เพียงขยะเพราะมีพลังแค่ขั้นสามก่อกำเนิดพลังแม้ว่าจะอายุครบสิบห้าปีแล้วจึงทำให้ตระกูลทอดทิ้งเขาโดยสิ้นเชิง แม้แต่บิดามารดาของเขาก็ยังไม่ใส่ใจเขาทั้งยังไม่สนใจที่จะให้เงินค่าเลี้ยงดูต่อเขาเลยแม้แต่น้อย
เพื่อเอาชีวิตรอดซ่งไป่หลางเดินทางออกจากตระกูลและมุ่งหน้าไปยังนิกายบัว์หวังที่จะสมัครเข้าเป็ศิษย์สำนักเพื่อที่จะใช้ชีวิตภายในสำนักนั้นในตอนแรกเขาได้รับการต้อนรับเพราะเป็คนตระกูลซ่งแต่หลังจากสำนักเห็นว่าเขาไม่มีประโยชน์ทั้งยังไม่ได้รับความสนใจจากตระกูลสำนักจึงเขี่ยเขาทิ้งจากฐานะศิษย์เป็เพียงข้ารับใช้
ซ่งไป่หลางต้องใช้ชีวิตอย่างน่าอดสูแต่เขายังคงฝืนกล้ำกลืนทุกอย่างโดยไม่ตัดพ้อต่อชีวิต เขาเชื่อมั่นว่าขอเพียงยังมีชีวิตอยู่ในวันข้างหน้าเขาจะต้องมีชีวิตที่ดีได้สักวันหนึ่ง
ด้วยความเชื่อมั่นและดื้อรั้นที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นซ่งไป่หลางถึงกับยอมทำงานหนักสำหรับข้ารับใช้เป็เวลาห้าเดือนจนกระทั่งเขาสามารถเข้ามาทำความสะอาดหอตำราของนิกายบัว์ได้เมื่อได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่นี้เขาแอบขโมยศึกษาคัมภีร์ต่างๆของสำนักเพื่อฝึกฝนและพัฒนาพลังบ่มเพาะของตัวเองโดยหวังว่าสักวันเขาจะสามารถเลื่อนตำแหน่งตัวเองเป็ศิษย์ของนิกายได้สำเร็จ
ทว่าวันหนึ่งเขากลับทำพลาดเพราะถูกจับได้โดยศิษย์ของนิกายกลุ่มหนึ่งที่เลวร้ายก็คือหนึ่งในศิษย์เ่าั้เป็คนตระกูลซ่งที่รู้จักเขาดี เป็ญาติผู้พี่ที่ชอบรังแกเขาั้แ่ยังเล็กจนถึงตอนนี้ก็ยังรังแกเขาอย่างรุนแรงทุกครั้งที่มีโอกาสคนผู้นี้ก็คือซ่งชางหยาง
ซ่งชางหยางและพรรคพวกจับได้ว่าเขาแอบขโมยวิชาของสำนักและลักลอบฝึกโดยไม่ได้รับอนุญาตแต่แทนที่จะนำไปฟ้องผู้าุโกลับลงโทษเขาด้วยตนเองด้วยฝีมือของคนที่สำเร็จการฝึกตนขั้นห้าก่อกำเนิดพลังจึงทำให้ซ่งไป่หลางไม่สามารถตอบโต้พวกเขาได้เลยแม้แต่น้อยในที่สุดเขาถูกซ้อมจนปางตายและถูกโยนลงแม่น้ำด้านหลังนิกายอย่างโหดร้าย
“ซ่งชางหยาง เ้าแน่ใจหรือว่ามันจะตายและไม่สร้างปัญหาให้พวกเราในอนาคต”ชายที่ร่วมมือเอ่ยถาม
ซ่งชางหยางพ่นลมหายใจและคลี่ยิ้มอย่างชั่วร้าย“แน่นอน แม่น้ำสายนี้ไหลไปหาเทือกเขาต้องห้ามด้วยสถานที่นั้นต่อให้มันไม่ตายจากการถูกซ้อมแต่มันก็ไม่สามารถหนีไปได้ หากไม่ถูกสัตว์อสูรในเทือกเขาฆ่าก็ต้องตายเพราะหิวและทนพิษาแไม่ไหว”
“เราไม่จำเป็ต้องไปกังวลกับคนที่มีระดับแค่ขั้นสามก่อกำเนิดพลังต่อให้เขาไม่ตายก็แล้วยังไงล่ะ สุดท้ายก็ไม่มีใครคิดจะให้ความสนใจกับเขาอยู่ดี” ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนั้น
แต่พวกเขาจะต้องสำนึกเสียใจในภายหลังที่ไม่ยอมฆ่าซ่งไป่หลางให้ตายด้วยมือตนเองตอนที่ยังมีโอกาส
“ไม่เลวเลยเ้ายังไม่ยอมแพ้และไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวความคิดที่จะยอมตายแม้ว่าร่างกายของเ้าจะถึงขีดจำกัดแล้วแต่จิตใจของเ้ากลับยังมีพลังที่ล้นเหลือ”
ท่ามกลางกระแสน้ำที่เชี่ยวกราดซ่งไป่หลางได้ยินเสียงของชายผู้หนึ่งกระซิบอยู่ข้างหูของเขา แม้จะฟังดูแ่เบาแต่กลับได้ยินอย่างชัดเจน
“เ้าหนู ข้า้าให้เ้าช่วยข้าและข้าก็เชื่อว่าเ้ายังไม่อยากตาย ข้าสามารถช่วยเ้าได้เราสองคนแลกเปลี่ยนกันอย่างยุติธรรมข้าจะช่วยเ้าและมอบพลังที่แข็งแกร่งรวมถึงอนาคตที่ยิ่งใหญ่ให้กับเ้าส่วนเ้าจะต้องช่วยเหลือข้าหลังจากนั้น เ้าตกลงหรือไม่”
“…” ซ่งไป่หลางไม่สามารถโต้ตอบได้เขาลอยไปในน้ำด้วยสติที่เลือนลางยิ่งนัก
“ไม่จำเป็ต้องเอ่ยอะไร เพียงคิดในใจเท่านั้นเ้าตกลงหรือไม่”
ก่อนที่เขาจะทันได้ตอบเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกรอบ “ยอดเยี่ยมเ้าไม่จำเป็ต้องกังวล แม้ตอนนี้เ้าจะอ่อนแอยิ่งนัก แต่เมื่อข้าอยู่กับเ้าข้ากล้าสาบานได้เลยว่าจะไม่มีใครกล้าดูถูกเ้าโดยที่ไม่ได้รับผลตอบแทนอีกต่อไป”
สติของซ่งไปหลางดับลงโดยไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนเด็กหนุ่มรู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งกลับพบว่าตนเองนอนอยู่บนพื้นหญ้าที่ราบริมฝั่งแม่น้ำร่างกายที่เคยเต็มไปด้วยาแและความบอบช้ำกลับอยู่ในสภาพแข็งแรงสมบูรณ์ราวกับาแนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“มันเกิดอะไรขึ้นกันข้าจำได้ว่าข้าถูกซ้อมจนปางตาย จากนั้นก็ถูกโยนลงแม่น้ำ แต่กลับไม่มีแม้แต่าแหรือความรู้สึกเ็ปแม้แต่น้อย” ซ่งไป่หลางเอ่ยด้วยความงุนงง
เนื่องจากอาการาเ็ใน่เวลานั้นทำให้สติของเขาค่อนข้างสับสนอย่างไรก็ตามซ่งไป่หลางพอจะจดจำได้อย่างเลือนลางเกี่ยวกับเสียงที่ดังขึ้นในหัวของเขาใน่เวลาก่อนที่เขาจะหมดสติไปมันเป็ดั่งแสงแห่งความหวังที่สาดเข้ามาในยามที่เขาจมอยู่ในความมืดมิดที่น่าหวาดกลัวและทำให้เขารู้สึกปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป
“ในที่สุดเ้าก็ฟื้นเสียทีแม้ข้าจะใช้พลังของจิติญญาวารีศักดิ์สิทธิ์เพื่อช่วยเยียวยาเ้า แต่เพราะร่างกายของเ้าอ่อนแอเกินไปจึงทำให้ต้องใช้เวลาปรับสภาพดังนั้นเ้าจึงหมดสติไปนานถึงสามวัน”เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นในหัวของซ่งไป่หลางอีกครั้ง
“เสียงของผู้ใดกัน” ซ่งไป่หลางเอ่ยถาม แม้ใจหนึ่งจะสับสนและหวาดกลัวแต่ลึกๆแล้วซ่งไป่หลางรู้สึกว่าเ้าของเสียงนี้ไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดีทั้งยังเป็ไปได้ว่าจะเป็ผู้ที่ช่วยชีวิตตนเอาไว้ ทั้งยังรักษาาแให้อีกด้วย
“เ้าหนู ข้ามีนามว่าเซี่ยหยาง และบัดนี้ข้าก็มีสถานะเป็เพียงิญญาที่แฝงอยู่ในร่างของเ้าเท่านั้นอย่างไรก็ตามด้วยความรู้และความสามารถของข้า แน่นอนว่าเ้าจะได้รับประโยชน์จากข้าอย่างแน่นอน”น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ
“ด้วยความสามารถของข้าเ้าจะกลายเป็ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งที่สุดและจะไม่มีใครสามารถทำร้ายหรือดูถูกเ้าได้อย่างง่ายดายโดยที่ไม่ต้องรับผลตอบแทนจากการกระทำของมัน”
ซ่งไป่หลางขมวดคิ้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า “าุโเซี่ยการช่วยเหลือที่ท่านมอบให้แน่นอนว่าข้านั้นซาบซึ้งเป็อย่างยิ่ง แต่ด้วยความสามารถอันต่ำต้อยของข้าแม้ข้าจะเชื่อว่าตนเองมีความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อแต่ก็ยากนักที่จะทำตามความคาดหวังของท่านได้”
เซี่ยหยางนิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะหัวเราะออกมา“อย่าได้กังวลไปด้วยการช่วยเหลือของข้าต่อให้เ้าอ่อนแอยิ่งกว่านี้ทว่าด้วยระดับพลังของทวีปนี้ข้าย่อมสามารถช่วยให้เ้าอยู่เหนือผู้อื่นได้เพียงแค่อาจจะต้องใช้เวลาอยู่บ้างก่อนอื่นข้าคงต้องขอตรวจสอบพร์ของเ้าเสียก่อน”
ซ่งไป่หลางถอนหายใจเขาย่อมรู้ดีว่าตนเองนั้นมีพร์ที่น้อยนิดจนน่าสมเพชด้วยวัยสิบห้าปีกลับมีพลังเพียงขั้นสามก่อกำเนิดพลังในขณะที่ผู้อื่นมีระดับเฉลี่ยที่ขั้นห้า ทำให้นิกายบัว์ไม่ต้อนรับเขาทั้งยังไม่ได้รับความสนใจจากครอบครัว
เซี่ยหยางเงียบหายไปเพราะกำลังใช้สมาธิสำรวจร่างกายและจิติญญาของซ่งไป่หลางภายในโลกของจิติญญา เซี่ยหยางขมวดคิ้วด้วยสีหน้าเคร่งขรึมก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา
‘เด็กคนนี้ไม่ธรรมดายิ่งนักแม้ตอนนี้จะดูอ่อนแออย่างมากแต่นั่นก็เป็เพราะเขาไม่ได้รับการสั่งสอนถึงวิธีการบ่มเพาะที่เหมาะสม หากว่ากันด้วยเื่ของพร์กวาดตามองทั้งทวีปนี้คงมีไม่ถึงห้าคนที่มีคุณค่าเทียบเท่ากับมัน’
จากการสำรวจของเซี่ยหยางเขาค้นพบความลับที่ไม่ธรรมดาในร่างของซ่งไป่หลาง อย่างไรก็ตามเซี่ยหยางตัดสินใจที่จะเก็บเื่นี้เป็ความลับก่อนเพราะเกรงว่าการบอกกล่าวจะทำให้ซ่งไป่หลางได้ใจเกินไปเพื่อที่จะทำให้เป้าหมายเป็จริงเซี่ยหยางจำเป็ต้องฝึกซ่งไป่หลางทั้งด้านความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตใจ หากซ่งไป่หลางสามารถก้าวผ่าน่เวลาที่ยากลำบากไปได้ด้วยจิตใจของตนเองย่อมเป็ผลดีต่ออนาคตของเขาอย่างมหาศาล
“เ้าหนูพร์ของเ้าอาจจะไม่ได้โดดเด่นนักแต่ก็มิได้จัดว่าย่ำแย่จนเกินไปสำหรับการพัฒนาของเ้า ข้าสามารถแนะนำเ้าได้สองวิธีแต่ละวิธีจะให้ผลลัพธ์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จงเลือกอย่างชาญฉลาด”
“ผู้าุโโปรดชี้แนะ” ซ่งไป่หลางสอบถามอย่างกระตือรือล้น
“วิธีแรก เ้าจะสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็วไม่เกินสามเดือนพลังฝึกตนของเ้าจะพัฒนาจนถึงขั้นเจ็ดก่อกำเนิดพลังและยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่เกินหนึ่งปีย่อมบรรลุถึงขั้นเที่ยงแท้ วิธีนี้มีข้อดีคือพัฒนาการจะรวดเร็วจนไม่มีอัจฉริยะคนใดเทียบเท่า”
ดวงตาของซ่งไป่หลางเบิกกว้างอย่างตื่นตะลึงหากสามารถกระทำได้เช่นนั้นจริงตัวตนของเขาย่อมได้รับการยอมรับจากครอบครัวทั้งยังเป็ไปได้ที่นิกายบัว์จะต้อนรับเขาในฐานะศิษย์อัจฉริยะ
ทว่าหลังจากครุ่นคิดดวงตาของเขาก็เต็มไปด้วยความสงบเยือกเย็นเอ่ยต่อไปว่า “ผู้าุโโปรดชี้แนะวิธีที่สอง”
เซี่ยหยางลอบยิ้มอยู่ในใจเขาจงใจเสนอผลประโยชน์อันน่าอัศจรรย์ให้อีกฝ่ายหากซ่งไป่หลางเป็เพียงคนโลภดั่งเช่นคนทั่วไปคงยากจะอดใจกับข้อเสนอนี้แต่เขายังเยือกเย็นและรับฟังอีกข้อเสนอหนึ่ง ทำให้เซี่ยหยางรู้สึกยินดียิ่งนัก
“วิธีที่สองนั้นเ้าจะพัฒนาด้วยความเร็วที่ช้ากว่าวิธีแรกอย่างมากทั้งยังมีการฝึกที่ยากเย็นและต้องทนทรมาน อย่างไรก็ตาม ด้วยวิธีนี้จะเป็การสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้ทั้งร่างกายและจิติญญาของเ้าหลังจากฝึกแล้วด้วยระดับพลังขั้นห้าก่อกำเนิดยังสามารถเอาชนะผู้ที่อยู่ขั้นเจ็ดก่อกำเนิดได้อย่างง่ายดาย”
ซ่งไป่หลางนิ่งคิดอย่างเงียบงันเขานึกย้อนไปถึงเื่ต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต ตอนยังเยาว์พลังของเขานั้นนับว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้เยาว์คนอื่นในตระกูลตอนนั้นบิดามารดารวมถึงหลายๆคนในตระกูลยังคงรักและเอ็นดูเขาจนกระทั่งถึงจุดที่คนในตระกูลพบว่าเขามีพร์ที่ด้อยค่าจนกลายเป็ความเสื่อมเสียเขาก็ถูกทิ้งขว้างทันทีราวกับไม่เคยมีความสำคัญแม้แต่น้อย
หลังจากมาอยู่ที่นิกายบัว์เขาก็ไม่ได้รับความสำคัญใดๆ ทั้งยังถูกกลั่นแกล้งอย่างอยุติธรรมเป็ประจำ แม้ว่าใจหนึ่งซ่งไป่หลางจะรู้สึกว่า้าได้รับความยอมรับจากผู้คนแต่อีกใจหนึ่งซ่งไป่หลางกลับรู้สึกเหยียดหยามตัวเองที่มีความคิดอ่อนแอเช่นนั้น
“ในยามที่ข้าอ่อนแอที่สุดผู้คนรอบตัวข้ามีแต่ดูถูกและเหยียดหยาม ไม่มีผู้ใดให้ความสำคัญกับข้าเลยสักคนหากข้าเปลี่ยนแปลงไป ต่อให้ได้รับความสนใจและเอาใจใส่จากคนเ่าั้มันก็เป็เพียงความเอาใจใส่จอมปลอมเท่านั้น” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม
“ผู้าุโเซี่ย ข้าตัดสินใจแล้วข้าขอเลือกหนทางที่สอง ข้าไม่้าการยอมรับจากผู้ใดแต่ข้า้าที่จะแข็งแกร่งเหนือผู้ใดข้าจะยืนหยัดอยู่บนโลกใบนี้ด้วยกำลังของตนเองและจะไม่ให้ความสำคัญกับผู้ที่ทอดทิ้งข้า”
“บุญคุณที่บิดามารดาให้กำเนิดและชุบเลี้ยงนั้นแน่นอนว่าต้องตอบแทนสักวันข้าจะตอบแทนพวกเขาในแบบของข้าเองอย่างไรก็ตามเป็เพราะพวกเขาทอดทิ้งข้าอย่างยาวนาน ดังนั้นหลังจากชดใช้ต่อพวกเขาข้าจะขอตัดขาดจากตระกูลซ่งเช่นกันหลังจากทำลายพันธะนี้แล้วข้าจะทุ่มเทเวลาทั้งหมดกับการฝึกฝนเท่านั้น”
“ดีมาก เ้าตัดสินใจได้เด็ดขาดดี หากมีจิตใจไม่มั่นคงแม้ว่าจะมีร่างกายแข็งแกร่งก็ไร้ค่าหากเ้ารักษาความแน่วแน่นี้เอาไว้ได้ในอนาคตเ้าย่อมเป็ผู้ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าใคร” เซี่ยหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงยินดี
“าุโเซี่ยในเมื่อท่านตั้งใจจะชี้แนะและช่วยเหลือข้า ข้าจะขอยึดถือท่านเป็อาจารย์ของข้าจะได้หรือไม่”
“แน่นอน ข้าย่อมยินดีให้เ้าเป็ศิษย์ของข้า” เซี่ยหยางตอบกลับ
ซ่งไปหลางพยักหน้าถามต่อว่า “เช่นนั้นศิษย์ขอเสียมารยาทถามอาจารย์ เหตุใดท่านถึงอยู่ในสภาพิญญาและเหตุใดท่านถึงได้เลือกศิษย์ผู้นี้เป็ร่างสิงสถิต”
“รอบคอบดีนักเหตุที่ข้ามาอยู่ในสภาพิญญาเพราะร่างกายของข้าาเ็สาหัสจนไม่อาจฟื้นฟู และเพราะถูกไล่ล่าจากศัตรูที่แข็งแกร่งข้าจึงต้องส่งิญญาของตัวเองเดินทางข้ามมิติหลายมิติจนกระทั่งมาพบสถานที่แห่งนี้และได้พบกับเ้าที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด นี่จึงเป็สาเหตุที่ข้าเลือกเ้า”
“ศัตรูของท่านอาจารย์?” ซ่งไปหลางขมวดคิ้วด้วยความกังวลจากที่ได้ฟังสิ่งที่เซี่ยหลางพูดเห็นได้ชัดว่าความแข็งแกร่งของเซี่ยหยางนั้นยากจะจินตนาการ แต่คนอย่างเซี่ยหยางก็ยังมีศัตรูที่ไล่ล่าจนต้องหลบหนีในสภาพิญญาเช่นนี้
“อย่าได้กังวลมากไปนักทั้งศัตรูของข้าและระดับของข้านั้นอยู่ในขั้นที่เ้าไม่อาจจะจินตนาการได้อีกทั้งศัตรูของข้าอาศัยอยู่ในมิติที่เป็ระดับสูงกว่าที่แห่งนี้มากนัก มันย่อมไม่สามารถตามรอยหาข้าได้จุดมุ่งหมายเดียวของข้าในตอนนี้ก็คือฝึกให้เ้าแข็งแกร่งมากพอที่จะล้างแค้นแทนข้าได้แต่กว่าจะถึงเวลานั้นคงต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าร้อยปีเ้ายังไม่จำเป็ต้องสนใจมันในเวลานี้”
“สำหรับตอนนี้สิ่งเดียวที่เ้าต้องให้ความสำคัญก็คือการฝึกฝนทำให้ตัวเ้าเองแข็งแกร่งขึ้นเร็วที่สุด ก่อนอื่นเ้าจะต้องเริ่มทำการบ่มเพาะพลังของเ้าให้ขึ้นไปสู่ขั้นต่อไปด้วยระดับสามขั้นก่อเกิดพลัง ไม่สิ ด้วยระดับขั้นก่อเกิดข้าไม่สามารถถ่ายทอดหรือสอนทักษะให้เ้าได้อย่างน้อยเ้าต้องขึ้นไปสู่ขั้นเที่ยงแท้จึงจะสามารถควบคุมพลังธาตุในร่างกายรวมถึงิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์เพื่อนำพลังของมันมาใช้”
“พลังธาตุงั้นหรือท่านอาจารย์” ดวงตาของซ่งไป่หลางทอประกายด้วยความตื่นเต้น
สำหรับเขาแล้วพลังธาตุของผู้มีพลังขั้นเที่ยงแท้นั้นเป็เพียงความใฝ่ฝันเท่านั้นหลายคนในนิกายบัว์ติดอยู่ที่ขั้นก่อกำเนิดไม่อาจไปถึงขั้นเที่ยงแท้ได้ตลอดชีวิตมีเพียงศิษย์หลักที่โดดเด่นและผู้าุโไม่กี่คนที่สามารถไปถึงขั้นเที่ยงแท้ได้
“สิบขั้นก่อกำเนิด ห้าขั้นเที่ยงแท้ทั้งสองอย่างนี้เป็เพียงระดับพื้นฐานเท่านั้น เ้าไม่จำเป็ต้องตื่นเต้นมากเกินไปนัก” เซี่ยหยางถอนหายใจเขารู้ดีว่าระดับของทวีปนี้ต่ำเตี้ยแค่ไหน
“แค่ระดับพื้นฐานเท่านั้น”ซ่งไปหลางถึงกับตกตะลึงกับคำพูดของผู้เป็อาจารย์ “เช่นนั้นหรือว่าท่านอาจารย์จะกล่าวว่าข้ายังสามารถไปสู่ระดับที่เป็ดั่งตำนานเช่นแปดขั้นเหนืุ์”
“ตำนานของทวีป?” เซี่ยหยางแค่นเสียงด้วยความเหยียดหยาม “ช่างโง่เขลานักแปดขั้นเหนืุ์สำหรับทวีปเล็กๆนี้อาจจะยังนับได้ว่าพอมีดีอยู่บ้างแต่ในสายตาทวีปที่สูงขึ้นไปมันเป็เพียงระดับสามัญที่หาได้ทั่วไปเท่านั้น มิควรค่าที่จะเอ่ยว่าเป็ตำนานแต่อย่างใด”
เซี่ยหยางพ่นลมหายใจอีกครั้ง “อย่าเพิ่งรับรู้มากจะดีกว่า เ้าต้องทำเพียงแค่ฝึกฝนตัวเองให้พัฒนาเท่านั้นก่อนอื่นเ้าพอจะมีความรู้และวิชาติดตัวอยู่บ้างหรือไม่”
ซ่งไป่หลางรีบพยักหน้าตอบรับอย่างแข็งขัน“แน่นอนท่านอาจารย์ข้ามีวิชาเพลงหมัดตระกูลซ่งอยู่ในขั้นที่สาม และวิชาท่าเท้าแปดบัวดาราของนิกายบัว์ที่ข้าลักจำมาจากหอคัมภีร์นอกจากนี้ยังมีวิชาฝ่ามือบัว์ด้วย ทั้งสามวิชาล้วนเป็วิชาระดับกลางทั้งสิ้น”
“วิชาระดับกลางงั้นรึ” เซี่ยหยางถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายในสายตาของเขาย่อมไม่เห็นวิชาระดับกลางในสายตาแต่เพราะไม่อาจถ่ายทอดทักษะให้อีกฝ่ายได้จึงสั่งให้ซ่งไป่หลางร่ายวิชาออกมาให้เขาดูครั้งหนึ่ง
ซ่งไป่หลางมีสีหน้าอึดอัดเล็กน้อยนอกจากวิชาเพลงหมัดตระกูลซ่งที่เขาฝึกฝนมาั้แ่เด็กจนบรรลุถึงขั้นที่สามแล้ววิชาของนิกายบัว์ล้วนแต่เป็วิชาที่เขาลักขโมยฝึกมาจากนิกายแม้มันจะเป็วิชาระดับกลางแต่เขากลับแทบไม่มีความเข้าใจต่อพวกมันเลย
แต่ด้วยความคาดหวังของเซี่ยหยาง ซ่งไป่หลางได้แต่ลองใช้ไปตามความเข้าใจของตน
เซี่ยหยางไม่ได้คาดหวังเกี่ยวกับวิชาระดับกลางที่ซ่งไป่หลางมีมากนักแม้ว่ามาตรฐานในทวีปนี้วิชาระดับกลางจะถือว่าค่อนข้างดี แต่ก็ยังถือว่าต่ำมากในสายตาของเขา
วิชาเพลงหมัดตระกูลซ่งนั้นแทบจะไร้ค่าอย่างแท้จริงตัววิชาหมัดอาจจะนับได้ว่ารุนแรงอยู่บ้างเมื่อเทียบกับวิชาระดับเดียวกันแต่กลับเป็วิชาที่เถรตรงและไร้การพลิกแพลงโดยสิ้นเชิงหากใช้กับผู้ที่มีฝีมืออยู่บ้างย่อมกลายเป็วิชาไร้ค่า
ทว่าเมื่อเห็นสองวิชาของนิกายบัว์ที่ซ่งไป่หลางร่ายรำออกมาอย่างมั่วซั่วดวงตาของเซี่ยหยางกลับทอประกายราวกับได้พบเจออะไรบางอย่างที่น่ายินดี
‘นึกไม่ถึงวิชาระดับกลางสองวิชาที่เ้าหนูนี่ขโมยมาจากนิกายนั่นจะเป็ฉบับตัดทอนของวิชาขั้น์ถึงจะไม่อาจนับได้ว่าดีกว่าวิชาของเราแต่สำหรับเ้าหนูนี่ให้ฝึกวิชานี้ไปก่อนก็นับได้ว่าไม่เลวเหมือนกัน’
ระดับของวิชานั้นแบ่งออกเป็ขั้นต่ำ ขั้นกลาง ขั้นสูง ขั้นลึกลับ ขั้นมหัศจรรย์ ขั้นปฐี ขั้น์ ขั้นาขั้นจักรวาล และขั้นไร้ตัวตนสำหรับทวีปเล็กๆแห่งนี้แล้วเพียงวิชาขั้นลึกลับก็นับได้ว่าแข็งแกร่งมากแล้วแต่วิชาจากนิกายบัว์กลับเป็ถึงวิชาที่ถูกตัดทอนมาจากเสี้ยวหนึ่งของวิชาขั้น์
“เ้าหนู ลองแสดงวิชาทั้งสองของนิกายบัว์ออกมาอีกรอบหนึ่งข้าจะชี้แนะเ้าเอง” ด้วยประสบการณ์ของเซี่ยหยางแม้จะไม่ได้รู้ถึงเคล็ดวิชาที่แท้จริงของทั้งสองวิชาแต่เซี่ยหยางย่อมสามารถชี้แนะวิชานี้ได้ในระดับที่แม้แต่นิกายบัว์ก็ไม่มีทางฝันถึงต่อให้ท้ายที่สุดวิชาทั้งสองจะไม่สามารถสำแดงพลังได้ถึงระดับดั้งเดิมของมันแต่เซี่ยหยางมั่นใจว่าอย่างน้อยมันก็ต้องให้ผลไม่ด้อยกว่าวิชาระดับขั้นมหัศจรรย์หรือหากโชคดีพออาจไปถึงขั้นปฐีเลยก็เป็ได้