ตอนที่ 14
พลังของขอบขั้นที่หนึ่ง
เสวี่ยิยกแขนเรียวงามของตัวเองขึ้นมาชมดู เขาแปลกใจเป็อย่างมาก เพราะการฝึกฝนด้านพลังกาย ส่วนใหญ่มัดกล้ามเนื้อล้วนแล้วแต่ต้องขยายใหญ่ขึ้น จึงจะสามารถเพิ่มพูนซึ่งพลัง แต่เคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเ้า หาเป็เช่นนั้น แต่มันกลับเน้นความสมบูรณ์สมส่วนของร่างกาย ยิ่งแข็งแกร่งร่างกายเืเนื้อยิ่งเพิ่มความสง่างามและสมบูรณ์แบบ
แม้จะรู้สึกถึงพลังที่อัดแน่นอยู่ในร่าง แต่เสวี่ยิก็อยากจะทดลองให้เห็นชัดกับตา เขาจงใจไม่ใช้พลังร้อนในร่างกาย สองเท้าตั้งมั่นในท่าเพลงหมัดเดี่ยวทะลวงร่างของตระกูลหย่ง ทันทีที่หมัดถูกสาวเข้าหาลำตัวก็เกิดเสียงลมหวีดหวิวดังขึ้นตาม และเมื่อเสวี่ยิออกแรงหมุนควงเพื่อส่งพลังทำลายไปยังหน้าปากถ้ำ ก็เกิดเป็ลมหมุนวนล้อมรอบไปตามหมัดแกร่ง
บรึ้ม !!!
หินผาแกร่งที่เสวี่ยิเคลื่อนมาเพื่อใช้ปิดปากถ้ำ แตกะเิออกเป็ผุยผงในพริบตา เสวี่ยิกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ ก่อนจะยกหมัดที่เพิ่งโจมตีไปขึ้นมาชมดู หมัดของเขาหาได้มีรอยขีดข่วนใด ๆ เกิดขึ้นแม้แต่น้อย
...เคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเ้า มันช่างน่าตื่นตะลึงเกินกว่าที่จะเข้าใจได้นัก เพียงแค่ข้าบรรลุถึงขอบเขตพลังขั้นที่หนึ่งเท่านั้น พลังหมัดจากเดิมที่มีเพียงแค่สองพันจิน กลับเพิ่มขึ้นไปเป็กว่าห้าพันจิน แล้วหากข้าทะลวงขึ้นไปในระดับที่สูงกว่านี้ ย่อมไม่อาจจินตนาการความแข็งแกร่งของร่างกายที่เพิ่มขึ้นได้เลย
แม้ระดับพลังของเสวี่ยิจะอยู่แค่ระดับพื้นฐานลมปราณขั้นที่สอง แต่ความแข็งแกร่งของเขานั้นก้าวไปเกินกว่าที่ผู้ฝึกตนพื้นฐานลมปราณขั้นที่สามจะต่อกรด้วยได้แล้ว แต่หากเป็ผู้ที่ฝึกถึงขั้นลมปราณพื้นฐานขั้นที่สี่นั้นล้วนแตกต่าง เพราะพวกเขาจะสามารถฝึกฝนทักษะที่อาศัยลมปราณได้ ทำให้เพียงความแข็งแกร่งด้านพลังที่มากกว่าอย่างเดียว ไม่อาจที่จะมีชัยเหนือผู้ฝึกถึงขั้นลมปราณพื้นฐานขั้นที่สี่ได้เสมอไป
แม้จะบรรลุเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเ้าขั้นที่หนึ่งแล้ว แต่เสวี่ยิก็ยังคงไม่เร่งรีบที่จะฝึกฝนในขอบขั้นที่สองต่อไปในทันที แต่เขากลับเลือกที่จะใช้ร่างกายที่แข็งแกร่งนี้ในการต่อสู้กับสัตว์ป่า แต่ยังคงหลบเลี่ยงจากการปะทะกับสัตว์อสูร เพราะรู้ตัวว่ายังไม่มีทักษะวิชาที่ดีพอ หากพลาดพลั้งขึ้นมาจะได้ไม่คุ้มเสีย รวมถึงการทดสอบการโจมตีรูปแบบต่างกับหินผา และฝึกทบทวนท่าทักษะยุทธ์ของตระกูลหย่งจนคุ้นชินก่อน
ทำให้เวลาล่วงเลยมาอีก 3 วัน จนเข้าสู่วันที่ยี่สิบแปด นับั้แ่เสวี่ยิหลบหนีออกมาจากเมืองหยกม่วง ทำให้เสวี่ยิจึงตัดสินใจเดินทางกลับไปยังเมืองหยกม่วงอีกครั้ง เพื่อให้ทันเข้าร่วมงานประมูลของหอไม้ดำ
ในตอนนี้หมัดของเสวี่ยิมีพลังทางกายภาพถึงระดับ 5100 จินแล้ว ซึ่งเทียบได้กับจุดสูงสุดระดับของผู้ฝึกตนพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 3 เลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้นหากเสวี่ยิใช้พลังความร้อนผสมผสานพลังโจมตี ยังสามารถเพิ่มความรุนแรง ให้สูงขึ้นไปถึงกว่า 7500 จิน
แต่ด้วยประสบการณ์ต่าง ๆ ในอดีต ทำให้เสวี่ยิไม่กล้าประมาทในชีวิตอีกต่อไป เพราะเขารู้ดีว่าต่อให้เก่งกาจแทบตายในวันนี้ แต่หากพลาดพลั้งล่วงหล่นลงมาในโลกฝึกตนแห่งนี้ ผู้คนทั้งหลายก็พร้อมจะกลับกลายเป็ตีตนออกห่าง รวมถึงเหยียบย่ำซ้ำเติมผู้แพ้พ่าย ดังเช่นตัวเขาเองในอดีต ด้วยเหตุนี้ทำให้เสวี่ยิตัดสินใจเก็บเื่พลังความร้อนที่ปรากฏในร่างกายเป็ความลับ แม้ว่าตอนนี้เขาจะควบคุมบังคับใช้มันได้อย่างชำนาญแล้วก็ตาม ดังนั้นเสวี่ยิจึงคิดจะเลือกใช้แค่ผลในการฟื้นฟูของมันเพียงอย่างเดียว หากไม่เข้าตาจนจริง ๆ ก็จะไม่ใช้พลังสายนี้เพื่อการโจมตีโดยเด็ดขาด
ส่วนอีกข้อเท็จจริงหนึ่ง ซึ่งแม้แต่ตัวเสวี่ยิเองก็ยังคงไม่รับรู้ นั่นคือนับั้แ่ที่เสวี่ยิได้รับโลหิตแท้ของฟินิกซ์โลหิตของเขาก็รองรับลมปราณได้มากกว่าผู้คนทั่วไป ซึ่งทำให้การฝึกฝน และทะลวงผ่านขีดขั้นพื้นฐานลมปราณ ซึ่งเป็ขั้นของการดูดซับลมปราณจากภายนอกเข้ามาประจุในเืเนื้อ(3 ขั้นแรก) กระดูก อวัยวะ(ขั้นที่ 4) และสุดท้ายคือการผสานเข้ากับจุดชีพจร ซึ่งเป็ด่านสำคัญที่สุดสำหรับพื้นฐานในอนาคตของผู้ฝึกตน (ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปในอนาคต) เมื่อร่างกายมีความจุมากขึ้น การทะลวงผ่านและฝึกฝนก็ล้วนต้องใช้ปริมาณลมปราณในการยกระดับมากยิ่งขึ้น รวมถึงความยากลำบากในการทะลวงผ่านก็ยากขึ้นเป็เท่าทวี
แต่โลหิตศักดิ์สิทธิ์ ยังมิอาจเทียบได้กับร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเ้า และนับเป็โชคดีของเสวี่ยิที่ได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเ้า ก่อนที่เขาจะผ่านเข้าสู่ขอบขั้นของลมปราณแรกธรรมชาติ เพราะนั่นจะทำให้ขั้นพื้นฐานลมปราณของเสวี่ยินั้นแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปมาก เพราะร่างกายที่แข็งแกร่งนี้ จะเอื้อให้เสวี่ยิได้รับประโยชน์อย่างใหญ่หลวงหากเขาสามารถบรรลุผ่านในระดับพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 5 ขั้นผสานชีพจรในอนาคต ซึ่งในประวัติศาสตร์ยังมิเคยมีผู้ใดเคยทำได้มาก่อน
เสวี่ยิใช้เวลาเดินทางอีกกว่าสองวัน ในที่สุดก็เดินทางกลับมาถึงเมืองหยกม่วง
ทันทีที่เสวี่ยิ ก้าวเข้าสู่เมืองหยกม่วง ขุมกำลังต่าง ๆ ในเมืองก็มีการเคลื่อนไหวสอดรับในทันที หลี่เปียวที่เพิ่งได้รับรายงานจากลูกน้องที่วิ่งกระหืดกระหอบแข่งขันกัน เพียงเพื่อให้ตัวเองแจ้งข่าวเป็คนแรกเพราะหวังรางวัลตอบแทน
เมื่อรู้ข่าวหลี่เปียวก็ไม่รอช้า สั่งเจี้ยนเฉินให้ติดต่อกับกลุ่มอำนาจมืดภายในเมืองหยกม่วง หมายมั่นสังหารหนามตำตาเช่นเสวี่ยิให้ได้ ก่อนที่จะถึงวันทดสอบของสำนักัฟ้า เพราะหากว่าเสวี่ยิเกิดสามารถเข้าเป็ศิษย์ของสำนักัฟ้าได้แล้ว การลงมือกับเสวี่ยิจะเป็เื่ที่ยุ่งยากกว่าเดิมเป็อย่างยิ่ง แถมหลี่เปียวยังต้องแข่งกับเวลาเพราะหากว่าเสวี่ยิเกิดไปขอพำนักอยู่กับจื่อฮุย แผนการการลอบสังหารของมัน ก็เป็อับต้องพับเก็บไปอีกครา
ฟากของจื่อฮุยเองก็มีการข่าวที่ว่องไวไม่แพ้กัน เพียงแต่เขาหาได้จัดวางความสำคัญของเสวี่ยิไว้ที่อันดับหนึ่ง เฉกเช่นเดียวกับหลี่เปียว เพราะจื่อเจิ้งผู้เป็พ่อมอบหมายภาระสำคัญให้กระทำ จึงลืมเลือนเื่ของเสวี่ยิที่ถูกลอบสังหาร เมื่อหนึ่งเดือนก่อนไปเสียสนิทใจ
หลังจากที่เข้าสู่เมืองหยกม่วงแล้ว เสวี่ยิก็ไม่เร่งรีบค้นหาที่พักอีก เพราะรู้ดีว่าหลี่เปียวต้องไม่ปล่อยให้เขาอยู่อย่างสงบสุขเป็แน่ บวกกับการเข้าร่วมในการประมูลครั้งนี้ เสวี่ยิเองก็ไม่้าที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเขา เพราะหากยาเม็ดธาตุเปลวเพลิงสามารถขายได้ราคาสูงมา หรือแลกเปลี่ยนเป็สิ่งล้ำค่าอื่น ๆ อาจทำให้เขาตกเป็เป้าในการปล้นชิงได้ เพราะยังไงตอนนี้เขาก็มีสถานะไม่ต่างจากผู้ฝึกตนพเนจร หามีตระกูลใหญ่หรือสำนักวิชาฝีมือใด ๆ อยู่เื้ั ดังนั้นระมัดระวังตัวเองไว้ก่อนย่อมเป็เื่ที่ประเสริฐกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น เพราะความเร่งรีบแย่งชิงกันทำผลงานของลูกน้องหลี่เปียว ทำให้เสวี่ยิบังเอิญจับได้ว่ามีคนสะกดรอยตาม ยิ่งเป็การยืนยันความคิดเื่การแปลงโฉมว่าเป็สิ่งที่เขาคิดได้ถูกต้องแล้ว
แต่ก่อนที่เสวี่ยิจะสามารถปลอมแปลงโฉมได้นั้น เขาจำเป็ที่จะต้องหาทางสลัดให้หลุดจากผู้สะกดรอยตามเขาให้ได้เสียก่อน เมื่อคิดได้ดังนั้นเสวี่ยิก็เริ่มวาดแผนการขึ้นภายในใจทันที