ปกป้องข้าที ข้าอ่อนแอ!
18 ต้องเข้าห้องปกครองนะแบบนี้
หลังกลับจวนสกุลฉินมาได้เพียงวันเดียว จิ้นฝานก็เข้ามาแจ้งแก่ลู่เว่ยหลงว่าคุณชายใหญ่มาหาและรอที่หน้าเรือนแล้ว
“คุณชายใหญ่รึ? เหตุใดจึงมาที่นี่เล่า?”
ลู่เว่ยหลงรีบลุกออกมา เมื่อมองออกไปข้างนอกก็เห็นฉินหย่งสือยืนรออยู่ภายในสวนหน้าเรือนของเขา
เขาออกตัวก้าวเดินไปยืนทิ้งระยะห่างเล็กน้อยแล้วจึงเรียกทัก
“คุณชายใหญ่”
ลู่เว่ยหลงก้มคำนับ ส่งสายตามีคำถามไปให้ หากแต่ฉินหย่งสือไม่ตอบ
“แดดตอนนี้กำลังพอดี เ้าเดินไหวหรือไม่”
“…ไหวขอรับ”
ถึงจะยังแปลกใจ แต่ทั้งสองก็ออกเดินช้าๆไปตามทางเดินในสวน ใบไป๋กั่วที่ปลูกไว้ทั่วจวนปลิดปลิวล่องลอยไปตามลม พื้นหญ้าถูกปกคลุมด้วยประกายสีเหลืองทองของใบไม้ฤดูใบไม้ร่วง
ลู่เว่ยหลงมองทอดอารมณ์ให้กับความงดงามของทัศนีย์ภาพในสวน ปราณอุ่นที่คุ้นเคยแผ่ซ่านครอบคลุมกายเขา สายลมเย็นพัดแรงจึงไม่เหน็บหนาวอย่างที่คิด
ทั้งคู่ก้าวเอื่อยๆไปเรื่อยๆ เวลาค่อยเดินอย่างเชื่องช้า
อืม... มันดูโรแมนติกแปลกๆเกินไปไหมนะ
นึกได้ดังนั้น ลู่เว่ยหลงจึงหัวใจกระตุก รู้สึกกระดากอายอยู่ในใจ
เดินกันแมนๆนี่นะ? จะโรแมนติกอะไรกัน? เขาปัดความรู้สึกนั้นตกไปอย่างรวดเร็ว
“อาการไข้เป็อย่างไร ยังอ่อนล้าอยู่หรือไม่”
ฉินหย่งสือพูดเสียงทุ้มทำลายความเงียบ ลู่เว่ยหลงหันไปมอง
“ข้านอนพักไปมากแล้ว ตอนนี้จึงรู้สึกดีขึ้น ขอบคุณคุณชายใหญ่ที่เป็ห่วงขอรับ”
ลู่เว่ยหลงระบายยิ้มจางๆ เมื่อนึกถึงว่าขากลับเขานอนกินแรงมาตลอดทาง
ฉินหย่งสือมองใบหน้านั้นแล้วตอบเบาๆ
“อืม”
“ศิษย์ทั้งสองคนนั้นเป็อย่างไรบ้างขอรับ”
“เมื่อสลายไอมารไปแล้วาแจึงเป็เื่เล็กนัก ใช้ปราณของตนรักษาก็หายได้ในเวลาไม่นาน”
“มีปราณนี่ดีจังนะขอรับ”
ลู่เว่ยหลงอิจฉาขึ้นมาเล็กน้อย คราที่แล้วมีคุณชายจ้าวหนิงเฟิ่งมาช่วยรักษาแผลถูกแทงของเขา จึงทำให้อาการดีขึ้นมาก
ฉินหย่งสือกล่าวเสียงทุ้ม
“มีปราณก็ดี ไม่มีก็ไม่เป็ไร"
ลู่เว่ยหลงมองใบหน้าเรียบเรื่อยของฉินหย่งสือ สายตาของคนตัวสูงบอกชัดเจนว่าเขาคิดตามที่พูดมาจริงๆ
“ข้ามีปราณนะ ถึงแม้ปราณข้าจะน่าเอ็นดูไปเสียหน่อย"
“ปราณน่าเอ็นดู จึงได้บอกว่าไม่เป็ไร”
มีเสียงดังตู้มมมม...! ดังขึ้นในหัวของลู่เว่ยหลง
เดี๋ยวๆๆ เดี๋ยวก่อนนะ
นี่เป็บทสนทนาธรรมดาสินะ ไม่เห็นจำเป็ต้องคิดมากอะไร
ก็แค่คำว่า ‘น่าเอ็นดู’ ที่เขาพูดขึ้นมาก่อนถูกนำมาใช้ซ้ำก็เท่านั้น ปกติจะตายไป...
แล้วเอ็งจะเขินขึ้นมาทำไมล่ะว้อย...!
พวงแก้มลู่เว่ยหลงแดงเถือก เขารีบโบกมือไล่ฟองอากาศความคิดบนหัวเป็พัลวัน
ฉินหย่งสือมองอาการทั้งหมดของคนตัวเล็กเงียบๆ ลู่เว่ยหลงกระแอมแล้วรีบเปลี่ยนเื่
“แล้วเื่ของสัตว์อสูรเล่าขอรับ? ข้ายังสงสัย”
“เื่อันใด”
“เื่ของไอมาร...” ลู่เว่ยหลงถามด้วยความอยากรู้
“อืม.. ข้าได้พูดคุยกับท่านพ่อแล้ว ยังต้องขอความเห็นจากผู้าุโอีกหลายฝ่าย เ้าไม่ต้องเป็กังวล”
“แต่คุณชายใหญ่ ป่าจันทร์คว่ำอยู่ไม่ไกลเมืองไป่เยว่ของเรา ข้าอดเป็ห่วงไม่ได้”
ลู่เว่ยหลงใบหน้าฉายแววไม่สบายใจ สัตว์อสูรที่เก่งกาจขนาดนั้นมาอยู่ในที่ๆไม่ใกล้ไม่ไกลจากตัวเมือง ในเมื่อเขาเองก็ได้ไปมีส่วนร่วมกับภารกิจไปแล้ว จึงอดรู้สึกมีอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์ไม่ได้
“ปล่อยให้ผู้าุโจัดการเถิด”
“แต่ท่านเป็คนพาข้าไปพัวพันเื่นี้เอง ข้าจะอยากรู้บ้างไม่ได้หรือ?”
ลู่เว่ยหลงหยุดเดิน ส่งใบหน้าง้ำไปให้คนข้างๆ
ฉินหย่งสือนิ่งมองอยู่เป็นาน ก่อนจะค่อยถอนหายใจ
“เื่นี้คงต้องเริ่มสืบจากที่มาของอุปกรณ์มาร ว่าจ่าฝูงลิงมีไว้ได้อย่างไร”
“ลูกแก้วมารน่ะหรือขอรับ?”
“อืม”
ลู่เว่ยหลงนึกไปถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่วัน ครานั้นที่จ่าฝูงลิงพ่นไอมารเข้มข้นออกมาจากปาก แท้จริงแล้วเป็เพราะมันได้อุปกรณ์ที่มนุษย์สร้างขึ้น
จริงสินะ... สัตว์อสูรจะมีอุปกรณ์มารไว้ได้ก็หมายความว่าต้องมีคนจงใจนำมาให้มัน
“เมื่อตรวจสอบก็พบว่า อุปกรณ์จำพวกนี้ เป็สิ่งเดียวกับที่ ‘ลัทธิมารคืนจันทร์ดับ’ ได้นำมาใช้เพื่อการก่อความวุ่นวายในระยะหลังๆ”
หลังฉินหย่งสือพูดจบ ฉับพลันนั้นร่างทั้งร่างของลู่เว่ยหลงก็กระตุกเฮือก
ราวกับเวลาหยุดนิ่ง จู่ๆลมหายใจของเขาก็ติดขัด ความสะพรึงกลัวยิ่งกว่าครั้งไหนแล่นปราดจากข้อเท้าขึ้นมาจนถึงหน้าอก เสียดแทงจนรู้สึกเ็ป เขารู้สึกแข้งขาอ่อนรับน้ำหนักไม่ไหวเริ่มซวนเซ
นี่มันเกิดอะไรขึ้น! เขากลัวอะไรขึ้นมาอีกแล้วหรือ?
ลัทธิมารคืนจันทร์ดับงั้นรึ?
ฉินหย่งสือรีบเข้าประคองตัวที่ดูเหมือนจะล้มแหล่ไม่ล้มแหล่ของลู่เว่ยหลง เขาพาร่างสั่นเทาลงนั่งบนพื้น
“ลู่เว่ยหลง”
เสียงทุ้มร้อนใจเรียก โอบตัวคนร่างบางที่สั่นรุนแรงอย่างเบามือ
ลู่เว่ยหลงสับสน เขากำลังรู้สึกตื่นผวา ความกลัวตอนที่มีต่อฉินหย่งสือเทียบกับตอนนี้ไม่ได้เลย หัวใจของเขาถูกบีบจนเต้นหนึบหนับ ในหูมีเสียงวิ้ง หายใจไม่ออก อารมณ์หวาดกลัวของคุณชายลู่ที่จู่ๆก็แทรกแซงขึ้นมาอย่างรุนแรงทำให้เขาทรมาน แผลกรีดตรงหน้าท้องเจ็บแปลบขึ้นมาจนแทบทนไม่ไหว
ทันใดนั้นร่างสั่นเทาเย็นเฉียบของเขาก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาจากกลางอก
ลมหายใจติดขัดหนักหน่วงของลู่เว่ยหลงค่อยผ่อนลง ปราณนั้นแผ่ออกมาแ่เบา คล้ายหยดน้ำคอยชะโลมความปั่นป่วนนั้นอย่างอ่อนโยน ร่างกายที่เกร็งเครียดผ่อนคลายจนปวกเปียก
ฉินหย่งสือคุกเข่าลงข้างหนึ่ง มือหนึ่งโอบแผ่นหลังเล็กๆของลู่เว่ยหลงไว้ อีกมือส่งปราณให้ทางหน้าอก
“ดีขึ้นหรือไม่”
คุณชายใหญ่เอ่ยถามเสียงเบา ลู่เว่ยหลงหายใจหอบเหงื่อเย็นซึมบนหน้าผาก ความกลัวแ่จางลง เมื่อรู้สึกดีขึ้นบ้างแล้วจึงพยักหน้าช้าๆ
ฉินหย่งสือยังคงส่งปราณให้เขาต่อ คอยควบคุมปราณที่พลุ่งพล่านให้กลับไปเงียบสงบ ทั้งสองคนนั่งเงียบๆท่ามกลางใบไป๋กั่วที่ปลิวไสว
ร่างกายของคุณชายลู่ช่างน่าพิศวงยิ่งนัก ลู่เว่ยหลงลองไล่เรียงความคิดดูใหม่ เมื่อครู่นี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ?
ลัทธิมารคืนจันทร์ดับ?
ลู่เว่ยหลงสมองแล่นปรู๊ด รีบหันไปเกาะแขนที่กำลังถ่ายปราณให้เขาแน่น ใบหน้าขาวเงยมองฉินหย่งสือแล้วรีบบอกข้อสันนิษฐานของตนเอง
“คุณชายใหญ่ คุณชายใหญ่”
“หืม?”
“อันที่จริง... ข้า ‘ลืม’ ไปจริงๆว่าข้าแทงตนเองด้วยเหตุใด”
ฉินหย่งสือขมวดคิ้ว
“เมื่อข้าคิดถึงเหตุการณ์นั้นทีไร ก็รู้สึกเหมือนมีเมฆหมอกมืดมัวบดบังความทรงจำข้าเสียทุกครั้ง จำไม่ได้ว่าข้าทำเื่เช่นนั้นไปทำไม”
ลู่เว่ยหลงพูดเื่จริง
“ท่านก็ไม่รู้เหตุผลของข้าใช่หรือไม่?”
“...ไม่รู้”
ฉินหย่งสือหลุบตาลงต่ำ ลู่เว่ยหลงจึงพูดต่อ
“แต่เมื่อสักครู่นี้ เมื่อท่านพูดถึง เอ่อ... ลัทธิมารนั่นขึ้นมา ข้าก็พลันรู้สึกขึ้นมาได้ ว่าสิ่งที่ทำให้ข้าตัดสินใจทำร้ายตนเอง ต้องเป็เพราะลัทธิมารนี้เป็แน่ ข้ารู้สึกได้ว่ามันมีความเกี่ยวข้องกัน”
ใบหน้าเรียบของฉินหย่งสือเริ่มมีแววไม่สู้ดี
“ข้ารู้สึกว่า ข้ากลัวลัทธิมารนี้มาก รู้สึกขยาดจนทนแทบไม่ไหวเลย... ข้าอยากรู้จริงๆว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับข้ากันแน่ ลัทธิมารนี้เกี่ยวข้องกับข้าอย่างไร?”
ลู่เว่ยหลงพูดสิ่งที่คิดออกมาพรวดเดียว ถามฉินหย่งสืออย่างมีความหวัง
“คุณชายใหญ่ ท่านพอรู้หรือไม่?”
ฉินหย่งสือที่นิ่งฟังคนร่างบางพูดมาโดยตลอดคล้ายตกอยู่ในห้วงความคิดของตน เขาหันมามองตาลู่เว่ยหลง
“เหตุที่เ้าทำร้ายตนเองนั้นข้าเองก็ไม่อาจล่วงรู้ได้” น้ำเสียงเจือด้วยความเ็ป “แต่เื่ความเกี่ยวพันระหว่างลัทธิมารกับเ้า... ข้าคิดว่าข้าพอรู้”
ลู่เว่ยหลงเบิกตากว้าง
“ท่านรู้หรือ? เช่นนั้นเหตุผลนั้นคืออะไร? บอกแก่ข้าได้หรือไม่”
ฉินหย่งสือมองดวงหน้าเขานิ่ง ดวงตาคมสีดำขลับคล้ายไม่มั่นใจ เขาพูดเสียงเฉียบ
“หากข้าบอกไป... จงอย่ากระทำการสิ้นคิดนั้นอีก รับปากหรือไม่”
“ขอรับ ข้าไม่ทำอีกแล้ว... ไม่เด็ดขาด”
ฉินหย่งสือมองสายตามุ่งมั่นของคนตัวเล็กในอ้อมกอด
เมื่อเห็นว่าลู่เว่ยหลงหนักแน่นมากพอเขาจึงตัดสินใจพูดอย่างระมัดระวัง
“ลัทธิมารคืนจันทร์ดับนั้น... เชี่ยวชาญในการยืมมือผู้อื่นฆ่า เมื่อพวกมันถูกใจผู้ใดก็จะส่งคนเข้าไปทาบทามให้มาเป็พรรคพวกของตน คนเ่าั้หากยอมตกเป็เบี้ยล่างก็จะถูกสั่งการให้ไปกระทำชั่วเื่ต่างๆ แต่หากผู้ใดปฏิเสธไม่ยอมเข้าร่วม ก็จะถูกพวกมันสังหารด้วยการใช้ควันพิษไอมารของลูกแก้ว ยากจะรอดพ้นความตายไปได้”
เสียงทุ้มต่ำของฉินหย่งสือเอ่ยเรียบเรื่อย เขาคอยสังเกตสีหน้าลู่เว่ยหลงในทุกคำ
“นั่นน่าจะเป็เหตุให้ตระกูลลู่โดนสังหารล้างตระกูล ไม่มีผู้อื่นรอดชีวิตมาอีกแม้แต่คนเดียว”
ได้ยินดังนั้นแล้ว ลู่เว่ยหลงจึงทอดถอนใจแรง รู้สึกร่างกายหนักขึ้นมาอย่างฉับพลัน
ใช่แล้ว... ในความทรงจำของลู่เว่ยหลง คล้ายเห็นจวนสกุลลู่เต็มไปด้วยร่างไร้ลมหายใจของผู้คนมากมาย หากแต่ภาพบางส่วนก็จำได้ไม่ชัดเจน
เขาไม่รู้ว่าเป็เพราะเหตุใดคุณชายลู่จึงรู้สึกเฉยชากับร่างไร้ลมหายใจเ่าั้
อาจเป็เพราะคุณชายลู่ปิดกั้นความรู้สึกของตนเอง เพื่อให้ยังสามารถมีกำลังใจใช้ชีวิตต่อไปในฐานะผู้รอดชีวิตเพียงผู้เดียวของตระกูลลู่ก็เป็ได้
“ความจริงแล้ว ไม่มีผู้ใดเป็พยานบอกเล่าเหตุผลที่แท้จริงของการฆ่าล้างตระกูลลู่ได้ แต่เมื่อดูหลักฐานในที่เกิดเหตุ พร้อมกับวิธีการในการจัดการผู้ที่เป็ปฏิปักษ์กับพวกตนแล้ว จึงสามารถแน่ใจได้ว่า เป็ฝีมือของพวกลัทธิคืนจันทร์ดับแน่นอน”
“แล้วทำไมจึงเหลือแต่เพียงข้า...”
“ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเ้ารอดชีวิตมาได้อย่างไร พวกเราเจอเ้านั่งอยู่ผู้เพียงผู้เดียวในจวน”
“…”
“ตัวเ้า ที่เป็พยานเพียงหนึ่งเดียว แต่กลับจดจำเหตุการณ์แทบไม่ได้ และไม่มีความทรงจำใดๆเกี่ยวกับลัทธินั้นเหลืออยู่เลย ท่านพ่อจึงสันนิษฐานว่าจิตใจของเ้าอาจจะกระทบกระเทือนรุนแรงเกินไป พวกเราจึงปิดปากเงียบไว้ หวังให้เ้ามีชีวิตอยู่เพื่อคนตระกูลลู่ทุกคน”
ลู่เว่ยหลงฟังเงียบๆ รู้สึกโศกเศร้าขึ้นมาในใจ
“ฟังแล้วก็จงอย่าคิดอาดูรให้มาก อดีตเป็เื่ที่ผ่านพ้นไปแล้ว”
ฉินหย่งสือพูดเสียงทุ้มต่ำปลอบใจคนในอ้อมแขน
ลู่เว่ยหลงกระชับมือที่เกาะกุมท่อนแขนนั้นแน่นยิ่งขึ้น
“แล้วทำไม... ข้าที่อุตส่าห์มีชีวิตรอดมาใช้ชีวิตใหม่ในจวนนี้ได้แล้ว จึงกลับหวนคิดทำร้ายตนเองในตอนนั้นเล่า? ถ้าจะทำ ก็น่าจะทำไปั้แ่ทีแรกแล้วมิใช่หรือ? เื่นี้ดูไม่มีเหตุผลเลย”
ฉินหย่งสือส่ายหน้า แววตาคล้ายเ็ป เขาพูดเสียงเบา
“ข้าเองก็อยากรู้เช่นกัน...”
ทั้งสองคนนิ่งเงียบ ลู่เว่ยหลงมีท่าทีสับสน แต่ในเมื่อคิดจนสมองแทบแตกแล้วก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เขาจึงรู้สึกว่าเื่นี้ควรพอแค่ตรงนี้จะดีกว่า
“ช่างเถิดขอรับคุณชายใหญ่ เป็ดั่งที่ท่านว่า อดีตเป็เื่ที่ผ่านพ้นไปแล้ว”
“ควรเป็เช่นนั้น”
ฉินหย่งสือยังคงถ่ายทอดลมปราณมาให้เขาอย่างต่อเนื่อง เมื่อรู้สึกสบายดี ลู่เว่ยหลงจึงนั่งให้เขาช่วยปรับลมปราณให้ตนไป
ลู่เว่ยหลงนิ่งเงียบ เหลือบตามองลึกเข้าไปในดวงตาคมดำสนิทของคนตรงหน้า ในตอนนั้นฉินหย่งสือเองก็มองจ้องเข้ามาในดวงตากลมของคนร่างบางเช่นเดียวกัน ทั้งสองแลกเปลี่ยนสายตาของกันและกัน ลืมแม้กระทั่งการหายใจ
จู่ๆภายในร่างกายของลู่เว่ยหลงเกิดความรู้สึกวาบหวามแปลกๆ เป็เพราะพลังปราณที่ฉินหย่งสือส่งมาให้เขาจนกระทั่งตอนนี้หรือไม่? หรือว่าเป็ความรู้สึกของ...
ดวงหน้าสีซีดขาวพลันมีสีเรื่อขึ้นมาจนแก้มทั้งสองข้างแดงก่ำ
ไม่... ไม่จริง! ไม่จริงน่า!!!
ไอ้ดินคนนี้เนี่ยนะ? ไม่จริ๊งงงงงง
ดินคนนี้คบแต่ผู้หญิงว้อยยย ถึงแม่ว่าคนๆนี้จะดูดีมาก เก่งมาก รวยมาก นิสัยดีมาก และดูแลเขาดีมากก็ตาม! ตะ...แต่ว่าจะให้มีความรู้สึกมุ้งมิ้งกับผู้ชายเนี่ย...
มันเป็ไปไม่ได้...!
แต่เอ๊ะ...
โลกนี้เขาเป็ ‘เกอ’ นี่หว่า...
แปลว่าเป็ไปได้งั้นรึ?
ลู่เว่ยหลงมองคนตรงหน้าเขม็ง ฉินหย่งสือยังคงส่งสายตาคมปลาบมองลงมาทางเขา ดวงหน้าคมหล่อเหลาอยู่ใกล้เพียงแค่คืบ ใบหน้าหวานแดงก่ำจนรู้สึกเห่อร้อน
รองประมุขฉินงั้นเหรอ?...
ก็...ก็ไม่เลวเลยนี่นา
เขาจำกลิ่นหอมอ่อนๆจากคนตรงหน้าได้ กลิ่นนั้นล่องลอยมาตามลมเมื่อทั้งสองอยู่ใกล้ชิดกัน ทั้งสองคนแลกเปลี่ยนสายตากันไปนานเท่าไรไม่รู้ รู้แค่เพียงขณะนี้เขากำลังหลงลืมเวลา
มือบางที่เกาะกุมท่อนแขนของฉินหย่งสืออยู่ก็กระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“พี่ใหญ่?”
เสียงหนึ่งร้องเรียกมาจากด้านหลัง ลู่เว่ยหลงและฉินหย่งสือหลุดออกจากภวังค์ของทั้งคู่ คนเป็รองประมุขละสายตาหันไปมอง
ฉินหย่งชางและศิษย์ในสำนักสามสี่คนเดินผ่านมา
“ท่านปวดท้องงั้นรึ? ให้ข้าตามหมอ... อ๊ะ คุณชายลู่?”
เมื่อฉินหย่งชางเห็นภาพรวมทั้งหมด ว่าขณะนี้ในสวนสวยห่างไกลสายตาผู้คน พี่ใหญ่ของเขากำลังนั่งตระกองกอดคุณชายลู่ในอ้อมแขนอย่างแแ่ มือหนึ่งถึงกับล้วงลงไปในสาบเสื้อ คุณชายลู่เองก็เกาะกุมท่อนแขนของคนตัวโตอย่างสนิทสนม
อีกทั้งใบหน้าของทั้งคู่ที่อยู่ใกล้กันจนน่าคิด รวมถึงดวงหน้าสีเืฝาดของคุณชายลู่ก็...
ฉินหย่งชางอ้าปากกว้าง
ไม่ใช่แค่ฉินหย่งชางที่ใ เหล่าศิษย์อีกสี่คนก็อ้าปากกว้างเช่นกัน
เื่ราวเป็มาอย่างไรก็ไม่รู้ล่ะ แต่เื่นี้...
ต้องถึงหูผู้ปกครองเสียแล้ว !
—————
หมี่เหลืองซะแล้ว คาหนังคาเขาแบบนี้จะทำยังไงกันต่อล่ะยัยน้องลู่
มีรูปประกอบมาฝากค่ะ
หมั่นเขี้ยวฉากนี้เป็การส่วนตัว (ฮา)
.

.