บทที่ 25 องค์กรทดลอง
อันหยู่ปิดหนังสือแล้วหันไปมองหิมะนอกหน้าต่าง “…” ตอนที่กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ก็เห็นผู้หญิงตรงหน้าซึ่งเป็คนที่ตัวเองเคยเห็นมาก่อน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้พูดอะไร
ผู้หญิงเหมือนจะสังเกตเห็นความผิดปกติของอันหยู่ ถามด้วยความสงสัยว่า “เป็อะไรเหรอ เพื่อนร่วมชั้น?”
อันหยู่เผลอมองไปทางอื่น “ไม่มีอะไร”
ผู้หญิงยิ้ม เหมือนคิดว่าอันหยู่อาย
แต่จริง ๆ แล้วอันหยู่แค่ไม่ชินกับการพูดคุยกับคนแปลกหน้า เป็โอตาคุที่ไม่ค่อยออกจากบ้าน คนที่พบเจอบ่อยสุดก็มีแต่ไป๋อิงกับฉวน อยู่ดี ๆ จะให้คุยกับคนแปลกหน้า แล้วยังต้องมองหน้าด้วย ก็เลยรู้สึกกลัวหน่อยๆ ไม่กล้าสบตา เลยทำได้แค่เลี่ยง เป็เื่ที่ทำอะไรไม่ได้จริง ๆ ก็ต้องดูต่อไปว่าอนาคตจะชินหรือเปล่า แต่อันหยู่เป็คนที่แทบไม่ออกจากบ้าน จะออกก็มีแต่ธุระจำเป็เหมือนอย่างที่เป็อยู่ตอนนี้
ส่วนในอนาคตจะชินหรือเปล่าก็ไม่รู้เหมือนกัน
ฉวนเงยหน้าขึ้นมองทุกอย่าง พอเห็นเงาดำผ่านนอกหน้าต่าง ก็หยิบมือถือส่งข้อความหาไป๋อิง แล้วก็ไปมองร่มดำที่วางไว้ตรงประตู ที่ยังวางไว้อยู่เหมือนเดิม
ส่วนเถ้าแก่หง ก็ยังนั่งสูบไปป์สบาย ๆ อยู่เหมือนเดิม บางทีก็มองออกไปข้างนอก
ส่วนตัวเองก็ยังคงอ่านหนังสือลายเส้นดำในมือ
ส่วนเถ้าแก่หงมองฉวนแล้วยิ้ม แล้วก็มองออกไปนอกหน้าต่าง
อา…ดูเหมือนฉวนจะเริ่มมีความคิดเป็ของตัวเองแล้วสินะ ฉวนจะเติบโตไปถึงระดับไหนกันนะ น่าสนใจจริง ๆ แต่ที่น่าเป็ห่วงกว่าฉวนก็คืออันหยู่นี่แหละ เก็บตัวเกินไป ไม่กล้าคุยกับคนแปลกหน้าเลย
เถ้าแก่หงมองไปทางหน้าต่าง เห็นรอยรั่วเล็ก ๆ ที่มีสายลมกับหิมะเริ่มลอดเข้ามา ห้องสมุดแห่งนี้อีกไม่นานคงไม่ปลอดภัยแล้ว
ซูิเจี๋ยนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองท้องฟ้าแจ่มใสด้านนอก “ถ้าเป็แบบนี้ หมอนั่นก็น่าจะเป็พวกเดียวกับพวกเราเหรอ?”
ไป๋อิง: “ใช่ สือชวนเองก็เหมือนนาย เอาเวลา โชคชะตา ิญญา ขายให้อันหยู่ไปแล้ว ตอนนั้นฉันเป็คนรับเข้ามาเอง อันหยู่ก็ชอบลืมเก็บคนเข้าทีม ทุกทีต้องให้ฉันจัดการ ความสามารถของหมอนั่นเพิ่งตื่นขึ้นตอนข้ามเวลา เื่แบบนี้ก็ปกติอยู่แล้ว แต่ครั้งแรกเกือบแย่เหมือนกัน เพราะยังไม่รู้ว่าตัวเองมีพลังจิต พอรู้แล้วก็เลยให้อยู่ที่นี่ต่อเป็จิตแพทย์ พอมีลูกค้าที่ป่วยทางจิตก็จะส่งมาที่นี่ให้สือชวนใช้พลังเข้าไปในจิตใจ แล้วฉันก็จะเข้าไปด้วย เพื่อไปดูอดีตกับโลกในจิตใจ บางทีก็จะเจอพวกความฝันด้วย”
ซูิเจี๋ยมองเหลียงซวี่ที่ยังหมดสติ “งั้นสิ่งที่เราเห็นก่อนหน้านี้ก็คือความฝันกับอดีตของเหลียงซวี่?”
ไป๋อิงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "จะพูดแบบนั้นก็ได้ แต่จริง ๆ แล้วมันก็มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง เดิมทีสือชวนเป็คนที่คอยรักษาเหลียงซวี่มาตลอด แต่ก็เริ่มรู้สึกว่าทำต่อไปไม่ไหว ก็เลยมาบอกฉัน พอดีกับเป็่ที่นายย้อนเวลากลับไปเปลี่ยนอดีต สือชวนก็ตามมาด้วยแบบรีบร้อน ตอนนั้นการข้ามเวลาเลยค่อนข้างฉุกละหุก แล้วจิตใจของเขาก็เริ่มจะทนไม่ไหว เกิดอาการล้มเหลวกลางคัน โชคดีที่ฉันไปถึงทันเวลา เลยหยุดทุกอย่างไว้แล้วดึงเ้าหมอนี่มาอยู่ที่นี่ ไม่อย่างนั้นเหลียงซวี่ก็คงจะหลงอยู่กลางเวลา ถูกกาลอวกาศบดขยี้ไปแล้ว”
สือชวนมองไปที่ไป๋อิง เขาก็ชินกับเื่แบบนี้แล้ว
ส่วนซูิเจี๋ย อยู่ดีๆ ก็รู้สึกสงสารไป๋อิงขึ้นมานิดหน่อย แต่ก็ยังมีอีกเื่ที่เขาไม่เข้าใจ จึงถามขึ้นว่า "การเดินทางข้ามเวลาก็ต้องมีเงื่อนไขอะไรบางอย่างด้วยเหรอ?"
ไป๋อิงถอนหายใจ เื่นี้เขาต้องอธิบายซ้ำไปซ้ำมาอยู่บ่อยๆ ทุกครั้งที่มีคนใหม่เข้ามามักจะถามแบบนี้ จนเขาเริ่มจะเบื่อแล้ว แต่ก็เลี่ยงไม่พูดก็ไม่ได้
"มี ต้องใช้พลังจิตใจที่มากพอ เพราะมันคือเื่ของเวลา คนธรรมดาที่พลังจิตใจพอก็ไม่เป็ไร ส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องไปใส่ใจ แต่ถ้าไปเจอพวกที่โรคจิตสมองผิดปกติแล้วก็อ่อนแอมาก ๆ อย่างกรณีของเหลียงซวี่แบบนี้จะไม่สามารถทำได้ ถ้าฝืนข้ามเวลาก็จะหลงอยู่ในกาลเวลา แล้วถูกมิติเวลาทับจนแหลกสลาย”
ซูิเจี๋ยจู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนตัวเองรอดตายมาสามรอบ “ทำไมไม่บอกก่อนล่ะ...ตอนนี้คิดย้อนกลับไปก็รู้สึกกลัวแล้วสิ”
ไป๋อิงพูดแบบไม่ใส่ใจว่า “ไม่เป็ไรหรอก ปกติแล้วมันจะไม่เกิดอะไรขึ้นหรอก โดยทั่วไปก็ไม่ต้องไปสนใจเท่าไหร่ แต่ก็ต้องจำไว้หน่อยก็ดี เผื่อวันไหนไปเจอพวกคนสมองทึบเข้า อย่างเหลียงซวี่ แต่อันหยู่ก็ดันเอานาฬิกาทรายเขาไปตรง ๆ คงไม่ได้เจอเคสแบบนี้มาก่อนเลยลืมไป พอมาคิด ๆ ดูก็ถือว่าโชคดีที่มาทันเวลา”
ซูิเจี๋ยยื่นมือออกไปแต่ไม่รู้สึกอะไร “อย่างนี้ แล้วตอนนี้ต้องทำยังไง? แล้วพวกนายไม่รู้สึกเหรอว่ามันเงียบเกินไป ไม่มีนก ไม่มีสัตว์อะไรเลย แม้แต่ลมก็ไม่มี”
สือชวนยิ้มให้ไป๋อิงแล้วพูดว่า “นายคงยังไม่ได้บอกเขาเลยใช่ไหม?”
ไป๋อิงไม่สนใจสือชวน แต่หันมายิ้มตาหยีใส่ซูิเจี๋ย “ฉันว่า นายอย่าไปนั่งตรงนั้นจะดีกว่า เดี๋ยวพอนายรู้อาจจะใกลัวเอาได้นะ”
ซูิเจี๋ยยิ่งงง “ทำไมล่ะ?”
ไป๋อิงก็ยังคงยิ้มอยู่ “เดี๋ยวก็รู้เองนั่นแหละ”
ซูิเจี๋ยก็ยังคงงงต่อไป
เวลานั้นเอง เหลียงซวี่ก็เริ่มรู้สึกตัวอย่างจนดวงตาพร่ามัว พอตื่นขึ้นมาเห็นว่ายังอยู่ในห้องเดิม ก็เลยยังรู้สึกผิดหวัง เพราะคิดว่าทั้งหมดเป็แค่ฝัน คิดว่านอนหลับแล้วตื่นมาก็จะจบ ที่ไหนได้ มันแค่ตนเองคิดไปเอง
ไป๋อิงเห็นเหลียงซวี่ตื่น “โอ้ ตื่นแล้วเหรอ เหลียงซวี่”
เหลียงซวี่ได้ยินเสียงนั้นเลยมองออกไป เห็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาทว่าดูอันตรายนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน เขาไม่สามารถมองเห็นหน้ากากของชายคนนี้ได้ สิ่งที่เห็นก็เป็เพียงรูปลักษณ์จริง ๆ เหมือนที่คนปกติเห็น เหลียงซวี่รู้สึกผิดปกติ จึงมองไป๋อิงด้วยความระวัง
“คุณเป็ใคร?”
ไป๋อิงเห็นเหลียงซวี่ระวังตัวกับเขา ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจ เพราะโดยปกติแล้ว คนที่เจอกันครั้งแรกก็มักจะเป็แบบนี้
ไป๋อิงหยิบเอานาฬิกาทรายสีดำออกมาวางไว้ตรงหน้าเหลียงซวี่ “คำถามนี้ช่างมันก่อนดีกว่า ฉันว่าสิ่งนี้น่าจะสำคัญกว่านะ ยังจำได้ไหม? เหลียงซวี่”
เหลียงซวี่มองไปยังนาฬิกาทรายสีดำในมือของไป๋อิง ก็จำได้ทันที ตอนนั้นเขาไปซื้อของจากเด็กหนุ่มอายุ 18 ไม่รู้ไปใช้อะไรแลกได้มา พอเปิดมันออกจากนั้นก็รู้สึกเ็ปเหมือนร่างกายจะถูกบด แล้วก็มีเงาสีขาวโผล่มา หลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย
เหลียงซวี่พยายามตอบ “คุณเป็คนช่วยผมเหรอ?”
ไป๋อิง “ใช่ นายเปิดนาฬิกาทรายตอนที่ร่างกายยังไม่แข็งแรง สภาพจิตใจก็ย่ำแย่ ก็เลยทนกับการเดินทางข้ามเวลาไม่ไหว จนเกือบจะถูกบดขยี้ไปแล้ว โชคดีที่ฉันมาทันเวลา ฉันน่ะเป็ผู้มีพระคุณช่วยชีวิตนายเลยนะ นายจะทำแบบนี้กับผู้มีพระคุณไม่ได้นะ”
เหลียงซวี่ “ขอโทษครับ...”
“ไม่ต้องขอโทษหรอก เื่นี้ก็ถือเป็ความผิดพลาดของพวกเราด้วย ตัวเถ้าแก่เองก็ลืมบอกนายเหมือนกัน เอาเถอะ ตอนนี้เราก็เข้าใจอดีตของนายแล้ว คิดว่าคงเข้าใจแล้วว่านายอยากเปลี่ยนแปลงอะไร ถึงเวลาพูดแล้วล่ะ นายเป็ใครกันแน่ สิ่งที่เราเห็นน่ะ ก็แค่สิ่งที่นายจินตนาการขึ้นมาสินะ? สองครั้งที่เห็นนายเป็อาจารย์ ก็ไม่ใช่แค่เพราะนายเป็อาจารย์ในโลกจริง แต่เพราะตำแหน่งนี้ฝังลึกในใจนายสินะ?” ไป๋อิงมองเหลียงซวี่ไม่ตอบ เลยคิดแล้วก็ยิ้ม “ฉันรู้ว่านายไม่อยากพูด แต่ถ้าไม่ให้บอกให้พวกเรารู้ มันก็ยากที่นายจะข้ามเวลากลับไปได้ ถ้าเราไม่เข้าใจ ก็จะช่วยอะไรไม่ได้ แล้วตอนข้ามเวลานายก็จะมีปัญหาจำสับสนอีก”
เหลียงซวี่มองไปที่ไป๋อิง แล้วถอนหายใจ “ตัวตนของผมก็แค่คนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง นอกจากความสามารถของผม ที่มองทะลุจิตใจของคนอื่นได้แล้ว ความสามารถนี้ผมมีมาั้แ่เด็ก แล้วก็ตามหาว่ามันมาจากไหน ก็สืบมาได้แค่นิดเดียว”
ซูิเจี๋ยฟังไปก็อดสงสัยไม่ได้ “แล้วสืบได้อะไรบ้าง?”
ไป๋อิงก็นั่งคิด ส่วนสือชวนก็นั่งจิบชาอย่างสบายใจ เหลียงซวี่มองไปที่ซูิเจี๋ยแล้วตอบ “การทดลอง น่าจะเป็การทดลองขององค์กรอะไรสักอย่าง จุดประสงค์คืออะไรผมก็ไม่รู้แน่ชัด ที่รู้คือพวกเขาเอาผู้หญิงตั้งครรภ์มาเป็เป้าหมายของการทดลอง ผลก็คือทารกที่เกิดมาก็อาจจะมีความสามารถอย่างผม ที่ผมหามาได้ก็แค่นี้ ตอนจะสืบต่อก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ขณะที่กลับถึงบ้าน บ้านทั้งหลังก็ถูกค้นกระจุย พอคิดดูอีกที การตายของภรรยาผมก็น่าจะเกี่ยวกับเื่ที่ผมสืบอยู่ ตอนนั้นผมก็ไม่ได้คิดถึงตรงนี้”
ซูิเจี๋ยมองเห็นความหมดหวังและเสียใจสุด ๆ ของเหลียงซวี่
ไป๋อิงฟังที่เหลียงซวี่พูดอย่างตั้งใจ “ที่แท้ก็เป็อย่างนี้เอง”
สือชวนถาม “งั้นนายรู้แล้วเหรอว่าเกิดอะไรขึ้น?”
ซูิเจี๋ยก็อยากรู้ หันไปมองไป๋อิง
ไป๋อิงส่ายหน้า “ยังไม่รู้”
สือชวนเกือบพ่นน้ำที่เพิ่งกินออกมา ส่วนซูิเจี๋ยก็เกือบตกจากหน้าต่าง เหลียงซวี่ก็ได้แต่มองไป๋อิงเงียบ ๆ ด้วยสีหน้าปลงตก
“แต่เอาเถอะ อย่างน้อยก็รู้ว่ามีคนกำลังทำการทดลองอะไรบางอย่าง ยังไงก็ต้องระวังไว้ดีกว่า ถึงจะยังไม่รู้ว่าเป้าหมายคืออะไร แต่ก็เอาเถอะ รู้แค่นี้ก็พอ ทีนี้ก็มาจัดการเื่ของนายต่อดีกว่า เหลียงซวี่ นายอยากเปลี่ยนแปลงอะไร คิดให้ดีนะ ฉันจะได้พานายกลับไป”
เหลียงซวี่ “คุณดูอดีตผมมาก็น่าจะรู้ว่าผมอยากเปลี่ยนอะไร ผมอยากช่วยชีวิตภรรยาผม”
ไป๋อิงมองเหลียงซวี่ “คิดให้ดีนะ การจะช่วยคนคนหนึ่งมันยากมาก ได้ชีวิตหนึ่งก็ต้องเสียอีกชีวิตหนึ่ง คนที่นั่งอยู่นู่นก็เป็ตัวอย่าง นายไม่อยากกลายเป็แบบนั้นใช่ไหม?” แล้วเขาก็หันไปมองซูิเจี๋ย
เหลียงซวี่มองซูิเจี๋ย “...ผมรู้ ผมคิดไว้ั้แ่แรกแล้ว เพราะแบบนี้ผมถึงอยากช่วยภรรยาผม ถ้าการมีชีวิตต้องแลกกับการตายของใครอีกคน งั้นขอแค่ผมได้ฆ่าใครสักคนก่อนก็พอแล้วใช่ไหม?”
ซูิเจี๋ยใกับความคิดของเหลียงซวี่ สือชวนเองก็ใ ไม่คิดว่าเหลียงซวี่จะมีความคิดที่อันตรายได้ขนาดนี้
ไป๋อิงกลับไม่แปลกใจ แต่กลับยิ้มให้แทน “น่าเสียดาย วิธีนี้จะเปลี่ยนอนาคตทุกอย่างแบบคาดไม่ถึงเลยนะ”
“อนาคตจะเป็ยังไงก็ช่าง ผม้าแค่ภรรยาผม คนอื่นผมไม่สน”