การอกหักของนภันต์ในครั้งนี้ทำให้เขาฝันถึงเื่ราวเกี่ยวกับความรักของตัวเองใน่วัยที่ผ่านมาทีละเื่ ชีวิตที่เรียบง่ายของเขาคงจะมีเพียงความรักเท่านั้นที่ยังคงมีอุปสรรค ทั้ง ๆ ที่เขาเพียงแค่อยากอยู่กับคนที่เขารัก ไม่ได้ขออะไรมากกว่านั้นเลย
นภันต์ไม่รู้หรอกว่าเขาเริ่มชอบเพศเดียวกันั้แ่เมื่อไหร่ ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปตามความรู้สึกจนวันหนึ่งเขาจึงแน่ใจเื่รสนิยมของตัวเอง
รักใส ๆ ครั้งแรกในวัยมัธยมต้น การแอบชอบเพื่อนร่วมห้องทำให้เขาใจเต้นไม่น้อย แต่เพราะความรักแบบนี้ไม่ได้เปิดกว้างมากนัก ทำให้เขาได้แต่แอบมองอีกฝ่ายอยู่เงียบ ๆ ตลอดหนึ่งปี
กระทั่งวันหนึ่ง คนคนนั้นเหมือนจะรู้ตัวว่าสายตาของเขามีความนัยบางอย่างจึงเข้าหาเพื่อคลี่คลายความสงสัย
“นายชอบฉันเหรอ” เขาเอ่ยถามนภันต์ไปตามตรง “ถ้าอย่างนั้นเรามาลองคบกันไหม”
แม้จะไม่คาดคิดมาก่อนว่าความรู้สึกของตัวเองจะส่งไปถึงคนที่แอบชอบแต่พอได้ยินคำพูดแบบนั้น นภันต์ก็รีบตอบรับคบกับอีกฝ่ายทันที
ชีวิตประจำวันในโรงเรียนของพวกเขาไม่ได้ต่างไปจากเดิมเลยสักนิด เขายังคงพูดคุย กินข้าว เตะบอลหรือออกไปเล่นเกมที่ร้านอินเตอร์เน็ตเหมือนคนอื่น ๆ
การได้ทำอะไรหลายอย่างกับคนที่ชอบทำให้นภันต์มีความสุขมากจนไม่คิดอยากขาดเรียนแม้กระทั่งวันที่ไม่สบายอย่างหนัก
“นายจะขยันเรียนอะไรขนาดนั้น” พี่ชายที่อายุห่างกันสี่ปีมองหน้าคนที่ติดแผ่นลดไข้บนหน้าผาก “หยุดพักสักวันก่อนเถอะ เดี๋ยวเป็หนักกว่านี้จะทำยังไง”
“ไม่เป็ไรหรอกน่า” เ้าตัวแกะยาออกจากซองแล้วดื่มน้ำอึกใหญ่ “กินยาแล้วเดี๋ยวก็หาย ผมไปเรียนก่อนนะ”
“อือ มีอะไรรีบโทรมานะ” ต่อให้นภันต์จะเป็คนที่ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงแต่พี่ชายอย่างเขาก็อดไม่ได้อยู่ดี ยังคงดูแลราวกับว่าเป็เด็กตัวน้อย ๆ ที่แม่เพิ่งจะคลอดออกมาเมื่อไม่นาน
“คร้าบ” อีกฝ่ายรู้ตัวว่าความห่วงใยที่มีให้มากแค่ไหนจึงยิ้มกว้างแล้วขยิบตาเป็สัญญาณว่าจะดูแลตัวเองให้ดี
แม้ว่าคนภายนอกจะมองว่านภันต์แข็งแกร่งจนไม่มีใครกล้ามาแหยม แต่พี่ชาย พ่อแม่และคนในค่ายมวยส.แสงดาวกลับปฏิบัติต่อเขาราวกับเป็ไข่ในหินอยู่วันยังค่ำ
วันนี้เขาดึงดันจะมาโรงเรียนให้ได้ก็เพราะว่าเป็วันเกิดของแฟนตัวเองจึงอยากเอาของขวัญมามอบให้
“สุขสันต์วันเกิดนะ” เขายื่นของขวัญให้คนคนนั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แก้มแดงเล็กน้อยเพราะไข้ยังไม่ลด
“ขอบใจ” เพียงแค่เห็นรอยยิ้มดีใจของอีกฝ่าย นภันต์ก็รู้สึกเหมือนไข้ที่เป็อยู่หายไปเรียบร้อยแล้ว
ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนถูกเก็บเป็ความลับและไม่มีเพื่อนคนไหนดูออกจนนภันต์ชวนเขามาที่บ้านเพราะอยากแนะนำให้ครอบครัวรู้จักคนที่สนิทกันในเวลานี้
่เวลาของความสุขเพิ่มขึ้นมากเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งที่พวกเขาอยู่ที่บ้านกันสองคนเพราะมาติวหนังสือก่อนสอบปลายภาค คนคนนั้นขยับเข้ามาใกล้เพราะอยากลองอะไรบางอย่าง
“นายทำอะไร” เ้าตัวเอ่ยถาม ถอยหนีเล็กน้อย
“ฉันอยากทำแบบนั้น” เขาตอบไปตามตรงพลางเชยคางคนตรงหน้าขึ้นแล้วสบตากัน “ลองจูบกันได้ไหม”
“...”
“นายไม่เคยทำแบบนั้นเหรอ” เขาเลิกคิ้วถามรอฟังคำตอบ
“จะไปเคยได้ยังไง” นภันต์ตอบด้วยความเขินอาย ในเมื่อเขาเพิ่งจะมีแฟนคนแรกจะไปเคยทำแบบนี้กับใครได้ “ถ้างั้น นายเคยเหรอ”
“อืม” เขายิ้มมุมปากแล้วตอบว่า “ถ้าหมายถึงจูบกับผู้ชาย ไม่เคยนะ เพราะแบบนี้ฉันเลยอยากลองดูไง จะจูบแล้วนะ อย่าขยับหนีสิ”
“...” เ้าตัวทำตามอย่างว่าง่ายแต่เพราะเขินอายจึงหลับตาปี๋รับััริมฝีปากของอีกฝ่ายอยู่พักหนึ่งจึงถอนจูบออกมา
“ฉันกลับบ้านก่อนนะ” คนตรงหน้าบอกลาทันทีจนนภันต์รู้สึกมึนงงว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก่อนจากไป คนคนนั้นหันตัววิ่งกลับมาหาเขาแล้วจูบอีกครั้งหนึ่ง “เจอกันที่โรงเรียนวันพรุ่งนี้นะ”
“อืม” คนที่กำลังนิ่งอึ้งได้แต่นั่งเงียบ จนกระทั่งผ่านไปแวบหนึ่งจึงได้ข้อความจากแฟนคนแรก
ขอโทษนะที่รีบออกมา เขินจนไม่รู้จะทำยังไงแล้ว
เขาจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่นึกว่าจะเกิดอะไรขึ้นแล้ว แต่ความโล่งใจนั้นก็มีได้ไม่นานเพราะพี่ชายที่กลับจากมหาวิทยาลัยเห็นภาพของทั้งคู่ในตอนนั้นพอดี
“นภันต์” บูรพาเรียกน้องชายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “นายเป็เกย์เหรอ”
น้องชายใไม่แพ้กันเพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเื่นี้ถึงหูคนในครอบครัว
“พี่ คือว่า...”
“นายเป็จริง ๆ เหรอ” สีหน้าผิดหวังในตัวน้องชายแสดงออกมาชัดเจนจนนภันต์รู้สึกเศร้าใจ “นายแค่สับสนใช่ไหม จะเป็แบบนั้นไม่ได้นี่นา”
“...”
“บอกฉันมาสิว่านายแค่สับสนน่ะ” เขาเค้นถามน้องชายด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ลองคบกับผู้หญิงดูก่อนไหม น้องสาวเพื่อนฉันน่ารัก ๆ ตั้งหลายคน เดี๋ยวฉันแนะนำให้ แต่ไม่สิ นายยังเด็กอยู่ สนใจแค่เื่เรียนไปก่อนเถอะ”
“...” นภันต์ยังคงไม่ตอบอะไรเพราะไม่รู้จะเริ่มที่ตรงไหน ทำให้หลังจากวันนั้นเป็ต้นมา เขาและพี่ชายก็ไม่ได้คุยกันอีก
ถึงแม้บูรพาจะมีท่าทีแบบนั้นแต่ไม่ได้เล่าเื่นี้ให้พ่อกับแม่ฟัง ส่วนหนึ่งเพราะคิดว่าน้องอาจจะยังเปลี่ยนแปลงตัวเองได้
หากแต่ว่าผ่านไปแล้วสองเดือน สามเดือน นภันต์ก็ยังคงแอบคบกับคนคนนั้นอยู่ดีจนกระทั่งวันหนึ่งเห็นเขาแอบนั่งร้องไห้อยู่ในห้องตัวเองจึงนึกเป็ห่วงขึ้นมา
“เป็อะไรหรือเปล่า” นั่นนับเป็คำพูดแรกในรอบหลายเดือนระหว่างพวกเขาทั้งคู่ “เปิดประตูให้ฉันหน่อย”
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่สนใจและเก็บตัวอยู่ในห้องจนคนเป็พี่ชายทนไม่ไหวหยิบกุญแจสำรองไขเข้ามา
ภาพแรกที่เห็นทำให้เขาใจหล่นวูบ นภันต์ร้องไห้จนตาบวมฉึ่ง
“ใครทำอะไรนาย บอกฉันมา” เขาถามไถ่ น้ำเสียงร้อนรนที่มีใครกล้ามาทำอะไรน้องชายตัวเอง “ทำไมร้องไห้แบบนี้ อกหักหรือไง”
คำถามนั้นเหมือนจี้จุดในใจที่พยายามอดทนไว้ นภันต์จึงปล่อยโฮออกมา “เขาบอกเลิกผมแล้ว”
“เอ่อ...” บูรพาทำหน้าเลิ่กลั่กไม่คิดว่าจะเป็เื่นี้จึงเดินเข้าไปนั่งลงข้าง ๆ พร้อมกอดปลอบใจน้องชาย
“เขาบอกว่าผมดีเกินไป” เ้าตัวยังคงพร่ำบอกไม่หยุดเพราะไม่มีใครที่จะระบายด้วยได้นอกจากพี่ชายคนนี้ “ทำไมต้องเลิกกับคนดี ๆ ล่ะครับ หรือว่าผมต้องกลายร่างเป็นักเลง เขาถึงจะมาชอบผมอีก”
“เฮ้อ...” พี่ชายถอนหายใจ “คนบ้าอะไรจะชอบคนเลว ๆ เลิกคิดถึงมันได้แล้ว”
“พี่ เจ็บตรงนี้จัง” นภันต์กุมหน้าอกทำตาปริบ ๆ
“ฉันรู้ ๆ” เขากอดน้องชายไว้แน่น “คนแบบนั้น ฉันให้เวลาอ้อยอิ่งเสียใจแค่สามวันพอ มากกว่านั้นเปลืองเวลาชีวิต”
“สามวันจะทำได้ไง ทีพี่ยังร้องไห้ตั้งหลายเดือนตอนเลิกกับพี่สาวคนนั้น” นภันต์สูดน้ำมูกนึกถึงวันเก่า ๆ
“อันนั้นฉันคบมาตั้งหลายปีนี่นา ของนายแค่ไม่กี่เดือนเอง” เขาแย้งทันทีที่ได้ยิน
“ระยะเวลาไม่สำคัญสักหน่อย ผมชอบเขาจริง ๆ นะ ผมมีอะไรไม่ดีเหรอ หรือว่าเป็เพราะสอบได้ที่สุดท้ายของห้อง ต่อยมวยเก่งไปเหรอ เขาเลยกลัวผม หรือว่าอะไร ผมไม่ชอบล้างจานเหรอ แต่ผมชอบซักผ้ากวาดบ้านนะ”
“จะบ้าตาย” บูรพากุมขมับกับสิ่งที่น้องชายพูด “เชื่อฉันเถอะว่าวันหนึ่งนายจะเจอคนที่เหมาะสมกับนายเองน่า”
“จริงเหรอ”
“จริงสิ” เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่งมองตาที่บวมตุ่ยแล้วกลั้นยิ้มเอาไว้ “หน้าตาน่าเกลียดชะมัดเลย ดูไม่ได้จริง ๆ”
“...” เมื่อเห็นว่านภันต์เบะปากอีกรอบ คนเป็พี่ชายจึงรีบโอ๋ทันที
“ไปต่อยมวยกันดีกว่า จะได้ลืม ๆ” เขาเอ่ยชวนแถมยังบอกเพิ่มอีกว่า “หมูกระทะไหมวันนี้ เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง ย่างให้ด้วย นายนั่งกินก็พอ” บูรพารู้ดีว่าอะไรจะสามารถเบี่ยงเบนความสนใจของน้องชายได้
สุดท้ายแล้ว ความรักครั้งแรกจึงจบลงไปทั้งอย่างนั้น แต่ตัวเขาไม่ยอมแพ้ที่จะมีความรักและเชื่อคำที่พี่ชายบอก “สักวันหนึ่งจะมีคนที่เหมาะสมกับนายผ่านเข้ามา”