“ว่าแต่ที่นี่เก่าจัง ดูเหมือนร้างมานาน ไม่มีคนเข้าอยู่” หลังจากนั่งพักเอาแรง ดื่มน้ำดับกระหายไปหนึ่งขวด อู๋เฟยเริ่มลุกขึ้นยืนสำรวจอีกฟากของกำแพง
ในขณะเดียวกันหวงหลงไม่ได้สนใจ เพียงมองเทวทูตที่อยู่อีกด้าน พบว่าจนถึงตอนนี้พวกมันก็ยังเดินเตร่อยู่ในตรอกซอย แต่ไม่ได้ข้ามกำแพง คล้ายกับว่าพวกมันมีสติปัญญาอ่อนด้อย
“ใช่ ที่นี่ไม่มีคนอยู่ และดูเหมือนจะถูกทิ้งร้างมาหลายปี ก็นะทำไงได้ แถวนี้เป็พื้นที่ตาบอด ใครละจะอยากมาเช่าทำธุรกิจให้เสียเงิน” เฉินคุนตอบ “และอีกอย่าง มันก็กำลังอยู่ในระหว่างการรื้อถอน โชคดีที่มีเชือกอยู่หนึ่งเส้น ไม่งั้นพวกนาย...คงไม่รอด”
จริงอยู่ที่เฉินคุนถูกปล่อยให้รั้งอยู่ที่นี่เพื่อรออู๋เฟยสองคน
แต่ถึงอย่างนั้นใน่หน้าสิวหน้าขวานใช่ว่าเขาต้องเข้าไปช่วย และถ้าหากระหว่างที่นั่งรอไม่มีเชือกเส้นยาวในอาคารร้าง เขาก็คงเพียงมองทั้งสองคนตายไปโดยไม่เข้าไปช่วยเหลือ
“พักเถอะอู๋เฟย อีกไม่นานก็จะหนึ่งทุ่มแล้ว” หวงหลงไม่ให้ความสนใจชายวัยกลางคนมากนัก เขาหลับตาลง เก็บแรงไว้สำหรับวันพรุ่งนี้
“นั่นสินะ พรุ่งนี้ต้องรีบไปที่ร้านขายอุปกรณ์เดินป่า หวังว่าที่นั่นจะมีมีด แล้วก็หน้าไม้สักอันสองอัน” อู๋เฟยพยักหน้า เดินกลับมานั่งข้างเป้สะพายหลัง ก่อนจะหลับตาลงเพื่อพักผ่อน
ส่วนเฉินคุน ต่อให้โกรธเกลียดเย่หยางเข้ากระดูก แต่ก็ไม่สามารถหนีไปไหนได้ เป็เพราะความขี้ขลาด โลกได้มาถึงจุดจบ เนื่องเพราะเทวทูตเสด็จเยือน ไปที่ไหนก็มีแต่พวกมัน ดังนั้นกล่าวสำหรับเฉินคุน ถ้าหากให้วิ่งหนีไปตายคนเดียวไม่สู้เกาะตูดเย่หยางดีกว่า
............
ในขณะเดียวกัน เย่หยางเดินไปข้างหน้าไม่ได้หยุดพัก
หลังจากที่ทิ้งหนึ่งในเบี้ยไว้คอยช่วยเพื่อนสนิท ก็ลุยกับเทวทูตจนลืมคนข้างหลัง
โชคดีที่เหวินหลิงไม่ไร้เดียงสาถึงขั้นแหกปากอย่างนางเอกละครหลังข่าว ต่อให้เธอไม่สามารถสู้กับเทวทูตได้ตรงๆ ก็ไม่ทำตัวให้เป็ภาระ ทำเพียงเดินตามติดด้านหลังไม่ห่าง เช่นเดียวกับคนที่เหลือ
“ตัวที่สี่สิบ!”
เย่หยางทำการหักคอหนึ่งในเทวทูตตนสุดท้ายที่เข้ามาขวางทาง
สภาพเนื้อตัวเขาตอนนี้เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นอันน่าสะอิดสะเอียน แค่ได้กลิ่นก็แทบจะอาเจียน แต่ถึงอย่างนั้นสองสาวดูจะปรับตัวได้ไม่ใช่น้อย ถึงอยากจะอาเจียนบ้างแต่ก็ไม่แย่เท่ากับครั้งแรก
ผิดกับป๋อฉาน หมอนี่ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง แรงจะเดินแทบไม่มี ไม่อายผู้หญิงบ้างหรือไงนะ
“เหลืออีกเพียงสิบตัว ฉันก็จะกลายเป็ลำดับสอง...” เย่หยางปล่อยให้พลังแห่งความมืดดูดซับเืเทวทูต ใบหน้าฉายแววปริติยินดี
“อีกไกลไหม กว่าจะถึงร้านที่บอก” หลังจากดูดซับเืสีดำจนตัวเทวทูตแห้งเหมือนซอมบี้ เย่หยางหันกลับไปถามแคชเชียร์สาววัย 30
“อีกไม่ไกล ข้างหน้าน่าจะถึงแล้ว” เป่ยเจียวตอบหลังจากครุ่นคิดสองวินาที
เย่หยางผงกศรีษะ เงยหน้ามองแสงสนธยาที่กำลังลาลับขอบฟ้า ค่อยเสริมด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “รีบเข้าเถอะ ถ้าหากไปไม่ทันก่อนฟ้ามืด มันจะยิ่งอันตราย”
ไม่มีใครคัดค้าน ทั้งสองสาวรีบวิ่งตามเย่หยางไปติดๆ
ส่วนป๋อฉานทำได้เพียงด่าในใจ แล้วลากเท้าอันหนักอึ้งตามไปเป็คนสุดท้าย
หากเป็เวลาปกติ เดินมาที่นี่คงใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว แต่ด้วยการมีอยู่ของเทวทูตทุกแห่งหน การมาถึงร้านขายอุปกรณ์เดินป่าจึงนับเป็เื่ยาก
....
'จิวจิ่ง เดินป่า'
นั่นคือชื่อร้านขายอุปกรณ์ที่ว่า และตอนนี้พวกเขาได้เดินทางมาถึงแล้ว
มันเป็ร้านที่อยู่ท้ายซอย ขนาดไม่ใหญ่มาก ไม่สิค่อนข้างไปทางเล็กด้วยซ้ำ
มีป้ายไฟติดอยู่หน้าร้าน แต่ตอนนี้ไม่ได้เปิด ส่วนประตูและด้านหน้าล้วนทำมาจากกระจกใส มองเห็นด้านในได้อย่างทั่วถึง
โชคดีที่แถวนี้ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ ไม่งั้นคงถูกเปลี่ยนเป็เทวทูต สภาพของร้านคงแย่ ไม่สมบรูณ์อย่างปัจจุบันหรอก
เย่หยางเดินไปเปิดประตู และพบว่ามันถูกล็อกจากด้านใน
“น่าจะมีคนอยู่ในนั้น”
โดยไม่รอการตอบสนองจากสองสาว เย่หยางพังลูกบิดเข้าไปง่ายๆ
หลังจากเข้าไปเขาได้พบกับชายแก่คนหนึ่งที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ ในมือถือหน้าไม้ที่ถูกขึ้นลำ พร้อมจะยิงคนที่บุกรุกทุกเมื่อ
“พวกเราแค่อยากเข้ามาหลบพัก และหาอุปกรณ์จำเป็นิดหน่อย แน่นอนไม่ได้คิดจะเอาไปฟรีๆ แต่แลกเปลี่ยนด้วยขนม” เย่หยางเลือกยื่นข้อเสนอ แทนที่จะฆ่าอีกฝ่ายแล้วแย่งชิง
ใน่แรกของการเสด็จเยือน อาหารยังมีอยู่จำนวนมากไม่ขาดแคลน ดังนั้นกล่าวสำหรับเย่หยาง ของบางอย่างเช่น ขนมปัง นมสด เป็สิ่งที่ไม่สามารถเก็บได้เกินหนึ่งสัปดาห์ ดังนั้นทำไมถึงไม่นำออกมาแลกเปลี่ยนให้เป็อย่างอื่นที่มีประโยชน์ละ
“ออกไป คิดเหรอว่าฉันจะสนใจไอ้ขนมอะไรนั่นของแก....ไม่สิ ทิ้งกระเป๋าทั้งหมดไว้ที่นี่ พร้อมกับผู้หญิงสองคนนั่น!” ชายวัยกลางคนไม่ได้โง่ หลังจากเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนถนน เขารีบกลับมาที่ร้าน ลงกลอนล็อกประตูไม่ให้ใครเข้ามา
แถมหลายชั่วโมงนับั้แ่การเสด็จเยือน ในมือไม่เคยห่างจากหน้าไม้
เย่หยางเหลือบมองผู้หญิงสองคน ก่อนจะเผยรอยยิ้มเล็กน้อย
“นี่ลุง แก่ขนาดนี้แล้วจะไม่โลภไปหน่อยเหรอ กระทั่งเด็กสาวรุ่นลูกก็ยังจะเอา...”
“หุบปาก! ทิ้งกระเป๋าทั้งหมดไว้ที่นี่ พร้อมกับผู้หญิงสองคนนั่น ส่วนแก...จะไปตายที่ไหนก็ไป!“ พูดจบเขาเลียริมฝีปาก และคิดว่าเย่หยางต้องยอม เพราะในมือมีหน้าไม้ที่สามารถคร่าชีวิตคนได้
นี่เพิ่งจะเริ่มต้นโลกแห่งการเสื่อมทรามได้ไม่ถึง 10 ชั่วโมง แต่ดูเหมือนการกัดกร่อนจากขนนกจะทรงอิทธิพลกว่าที่คิด มันได้เปลี่ยนให้จิตใจของมนุษย์ดำดิ่ง และเผยความ้าภายในจิตใต้สำนึกให้ออกมา
นี่แหละคือความน่ากลัวโดยแท้จริง แม้จะไม่โดนขนนกตรงๆ แต่โลกใบนี้ถือว่าแปดเปื้อน และสมควรได้รับการชำระล้าง
คำพูดดังกล่าวทำให้เหวินหลิงและเป่ยเจียวขยะแขยง
โดยเฉพาะเหวินหลิง หล่อนไม่คิดเลยว่าตาลุงที่ภายนอกดูอบอุ่น ภายในจะน่าสะอิดสะเอียนด้วยกามราคะและตัณหา
“ถ้าบอกไม่ละ แต่เป็ลุงต้องวางหน้าไม้ลง หรือไม่ก็เลือก...ตายอยู่ในร้าน!” เย่หยางไม่มัวพล่ามให้เสียเวลา กระโจนไปข้างหน้าสองตลบก็ถึงเป้าหมาย
หน้าไม้ที่อยู่ในมือมีความเร็วพอที่จะคร่าชีวิตคนได้ แต่อนิจจา คนที่ถือมันมีปฏิกิริยาเชื่องช้ามาก สุดท้ายจึงถูกเย่หยางแย่งชิงมาจากมือ
โดยไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายตอบสนอง เขาทำการฆ่าทิ้งด้วยการ'หักคอ'
ภาพดังกล่าวสร้างความะเืหวั่นไหวให้แก่พวกเธอ
นี่มันไม่เหมือนกับการฆ่าเทวทูต นี่เป็การฆ่าคน...ฆ่าเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์
“ฉันรู้ว่าพวกเธอกำลังคิดอะไร แต่ถ้าหากฉันไม่ฆ่า พวกเธอจะยอมเป็เมียของเขาก็ได้นะ”
ได้ฟังคำพูดดังกล่าว ทั้งคู่มีสีหน้ากระอักกระอ่วน
“เอาล่ะ คืนนี้เราจะพักอยู่ที่นี่ หากพรุ่งนี้เที่ยงสามคนนั้นยังไม่มา...ก็ไปที่สถานีตำรวจ”
“เข้าใจแล้ว ส่วนประตูนี่...”
“หาอะไรมาล็อกสิ”
เย่หยางปล่อยให้ผู้หญิงและป๋อฉานนำสิ่งของมาขวางประตู
ส่วนเขาหลังจากลากศพชายที่น่าจะเป็เ้าของร้านไปไว้อีกมุม ก็เริ่มสำรวจว่าที่นี่มีอะไรพอเป็อาวุธได้บ้าง
อย่างแรกที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คงจะเป็หน้าไม้ที่อยู่ในมือ จริงอยู่ที่อาวุธธรรมดาไม่สามารถฆ่าเทวทูต แต่ถ้าหากมันถูกบรรจุพลัง ถึงแม้จะเป็'เบี้ย'ก็สามารถฆ่าเทวทูตได้
แต่กระนั้น การบีบอัดพลังลงไปในอาวุธเป็สิ่งที่สิ้นเปลือง โดยเฉพาะพวกหน้าไม้
ภายในร้านมีพื้นที่อย่างจำกัด ขนาดของร้านที่จัดวางของแค่ 3.9 ตารางเมตร ดังนั้นแค่มองผ่านๆ ก็รู้ว่ามีอะไรบ้าง
มีเต้นท์อยู่หนึ่งหลังยังไม่ได้แกะ มีดฟันปลา ขนาดยาว 27 เิเ เป็สีเงินเงาวับ 2 เล่ม ยังมีมีดสั้นสำหรับเดินป่า ความยาว 10 เิเ 3 เล่ม กระติกน้ำเดินทาง ชุดลายพลาง แจ็คเกตที่มีช่องเล็กๆ เพื่อใส่ของจิปาถะนับสิบช่อง ไฟฉาย ถ่าน เก้าอี้พับสำหรับเดินป่า กระเป๋าลายพรางใบใหญ่หนึ่งใบ
“ก็นับว่าไม่เสียเที่ยว มีดสองเล่มคงช่วยสองคนนั้นได้เยอะดีเดียว” เย่หยางพยักหน้า หยิบหนึ่งในมีดฟันปลาที่มีความยาว 27 เซ็นติเมตรขึ้นมาถือ ลองเล่นกับมันครู่หนึ่ง ก่อนจะนำบางส่วนเก็บไว้ใช้เอง
หลังจากจัดการหน้าประตูร้านเสร็จ ทั้งสามคนไม่กล้าขยับตัวไปไหน โดยเฉพาะป๋อฉาน แทบไม่กล้ามองหน้าเย่หยางตรงๆ
“ฉันเลือกเสร็จแล้ว พวกเธอจะหยิบอะไรก็หยิบได้เลย”
เย่หยางมีเพียงสองมือ แถมยังต้องสู้กับเทวทูต ต่อให้เขาอยากได้พวกมันทั้งหมดมากแค่ไหนก็คงไม่สามารถนำไปได้ทั้งหมด
“งั้นฉันไม่เกรงใจละนะ” เหวินหลิงยิ้มแก้มปริ เดินไปหยิบมีดพกที่ยังเหลืออยู่สองเล่มมาเป็ของตัวเอง ตามด้วยเสื้อแจ็คเก็ต ถึงมันจะมีขนาดใหญ่กว่าเท่าตัวแต่เด็กสาวกลับไม่สนใจ เพียงสวมทับลงบนชุดนักเรียน
เป่ยเจียวเองก็เลือกหนึ่งในอาวุธ เธอหมายตามีดพกที่เหลืออยู่เพียงเล่มเดียว
เย่หยางปล่อยให้พวกเธอเลือกกันให้พอ
หลังจากวางกระเป๋าสะพายใบเล็กที่ได้จากร้านสะดวกซื้อลง เขานั่งลงบนเก้าอี้ไม่ไกลจากศพชายวัยกลางคน