ภายในเรือนฟางเฟย
จ้าวหวังเหล่ยเดินกลับเข้ามา ภายในเรือนของตนด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง เพราะไม่รู้ว่าจะหาเหตุผลอันใด ไปโน้มน้าวจ้าวฟางหรู บุตรีคนโตที่มีอายุสิบแปดปี ให้นางยินยอมออกเรือนไปกับคุณชายใหญ่สกุลเซี่ยดี ครั้นได้พบหน้าภรรยาเขาจึงลองปรึกษาเื่นี้กับนาง หวงฟางหรงถึงกับถอนหายใจออกมา และแล้วสิ่งที่นางกังวลก็เกิดขึ้นจริงๆ เื่นี้คงจะปัดภาระให้พ้นตัวมิได้ เพราะตระกูลจ้าวมีหลานสาวสายตรงเพียงแค่สองคนเท่านั้น นั่นก็คือบุตรีทั้งสองของนาง
“ฮูหยิน…เ้าว่าหรูเอ๋อร์จะยินยอมออกเรือนไปกับคุณชายใหญ่สกุลเซี่ยหรือไม่ ข้าได้ยินท่านพ่อบอกว่า คุณชายใหญ่สกุลเซี่ยผู้นั้นเป็บุรุษที่มีหน้าตาดี และรูปร่างสง่างามยิ่งนัก อนาคตภายหน้าตำแหน่งแม่ทัพใหญ่คงจะไม่พ้นเป็ของเขา เพราะยามนี้ตระกูลเซี่ยเหลือเพียงแค่เขาที่เป็ทายาทสืบสกุล” จ้าวหวังเหล่ยถามความเห็นของภรรยาออกมา
“ท่านก็รู้นี่เ้าคะ ว่าหรูเอ๋อร์นางเป็สตรีที่มีใจเด็ดเดี่ยว ยึดมั่นในความคิดของตนเองมาตลอด นางเคยบอกกับน้องว่า จะไม่ยอมออกเรือนไปกับตระกูลแม่ทัพ หรือขุนนางฝ่ายบู๊เป็เด็ดขาด แล้วท่านว่า…ท่านจะสามารถเกลี้ยกล่อมนางได้หรือเ้าคะ”
หวงฟางหรงบอกสามีออกมาตามที่นางได้ยิน ยามที่นางนั่งกินมื้อเช้ากับลูกๆ จ้าวฟางหรูเป็ผู้ที่กล่าวเื่นี้ออกมาเอง ว่านางจะไม่ขอออกเรือนไปกับตระกูลแม่ทัพ หรือพวกตระกูลขุนนางฝ่ายบู๊เป็อันเด็ดขาด หากยังดึงดันบังคับให้นางออกเรือนไป มีหวังบุตรีของนางผู้นี้ คงได้ต่อต้านจนถึงที่สุดเป็แน่ แต่ถ้าจะผลักภาระหน้าที่นี้ไปให้บุตรสาวคนเล็ก นางก็ยังเยาว์วัยเกินกว่าที่จะออกเรือน
“เฮ้อ…เวรกรรมอันใดของข้ากัน เหตุใดเ้ารองถึงได้ไม่มีบุตรีสักคนนะ” จ้าวหวังเหล่ยถอนหายใจ พลางเอ่ยออกมาอย่างคิดหนัก
“เื่นี้ถึงเช่นไรก็ต้องมีทางออก แล้วทางนั้นเขากำหนดมาหรือยังเล่าเ้าคะ ว่าจะมาสู่ขอแล้วให้ออกเรือนเลย หรือว่าจะหมั้นหมายกันเอาไว้ก่อน” หวงฟางหรงเอื้อมมือไปวางบนหลังมือของสามีแล้วตบลงเบาๆ จากนั้นจึงเอ่ยถามสามีออกมา
“เห็นท่านพ่อบอกว่า จะให้หมั้นหมายกันเอาไว้ก่อน อีกปีสองปีถึงจะมาสู่ขอ เพราะที่จวนสกุลเซี่ยเพิ่งจะสูญเสียคุณชายรองไปได้ไม่ถึงสามเดือน คงยังไม่พร้อมที่จะจัดงานมงคลในยามนี้หรอก” หากปีสองปีก็ยังพอมีเวลาให้ได้เตรียมใจ ยังไม่แน่ว่าบุตรีคนใดที่จะเป็ฝ่ายยินยอม
“ถ้าเช่นนั้น พวกเราก็ยังมีเวลาเกลี้ยกล่อมหรูเอ๋อร์อยู่หรอกเ้าค่ะ อีกอย่าง…นางก็ถึงวัยออกเรือนแล้วด้วย เห็นสหายวัยเดียวกันออกเรือนไปเสียหมด เกรงว่านางก็คงจะทนอยู่กับพวกเราได้อีกไม่นาน” จ้าวหวังเหล่ยพยักหน้าเห็นด้วยกับภรรยา พลางถอนหายใจหนักๆ ออกมา
“มีเ้าเป็ภรรยานั้นช่างเป็โชคดีของข้ายิ่งนัก” เขายิ้มให้ภรรยาอย่างอ่อนโยน ยามที่เอ่ยประโยคนี้ออกมา ผู้เป็ภรรยาเผยรอยยิ้มให้สามีเพื่อเป็การขอบคุณสามีเช่นกัน
ณ โรงน้ำชาอู๋เหลียง
จ้าวฟางหรูนั่งชมเหล่าบัณฑิตต่อบทกวีกันอยู่กับสหายอย่างเพลิดเพลิน ก่อนที่สายตาของนางจะไปสบเข้ากับบัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่ง เขามีโครงหน้างดงามราวกับอิสตรี ริมฝีปากแดงระเรื่อ ยามฉีกยิ้มเผยให้เห็นฟันขาวสะอาด และรอยบุ๋มที่ข้างแก้ม จ้าวฟางหรูสนใจในตัวบัณฑิตหนุ่มผู้นั้นเป็อย่างมาก และคงเป็เพราะสายตาของนาง ที่เอาแต่จับจ้องอยู่กับบัณฑิตหนุ่มผู้นั้น ทำให้เหลียงเยว่เล่อ คุณหนูรองสกุลเหลียงมองตามสายตาของสหายสนิทไป
“เ้า…สนใจบัณฑิตผู้นั้นหรือ”
นางมิใช่สตรีที่ไร้คู่หมายเช่นเดียวกับสตรีที่มีรูปโฉมงดงามตรงหน้า จึงแสดงท่าทีออกมาได้ไม่มาก บุรุษที่สหายของนางสนใจ นางเองก็เคยสนใจในตัวเขามาก่อน แต่เขากลับไร้ไมตรีต่อนาง ทำให้นางต้องตอบรับการหมั้นหมายจากชายอื่น
“อือ…เ้ารู้หรือไม่ ว่าเขาเป็คุณชายจากตระกูลใด” จ้าวฟางหรูตอบสหายสนิทออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“รู้สิ….บัณฑิตหนุ่มที่มีรูปโฉมงดงามราวกับอิสตรี และอาศัยอยู่ในเมืองหนานจางเช่นนี้ คงจะเป็คุณชายจากตระกูลใดไปไม่ได้ นอกจากคุณชายใหญ่ตระกูลเถียน มีนามว่าเถียนซ่ง”
“ตระกูลเถียนเช่นนั้นรึ เหตุใดข้าถึงไม่เคยได้ยินชื่อสกุลนี้มาก่อน” จ้าวฟางหรูมองสหายด้วยแววตาสับสนงุนงง
“หรูเอ๋อร์… เ้าไปอยู่ที่ใดมา ถึงได้ไม่รู้จักทั่นฮวาประจำปีนี้น่ะ”
จ้าวฟางหรูตาโต ก่อนที่นางจะหันกลับไปมองบัณฑิตหนุ่มผู้นั้นอีกครา ทว่าสายตากลับสบเข้ากับบัณฑิตหนุ่มพอดี เขาพยักหน้าให้นางเพียงเล็กน้อยพลางยิ้มแย้มออกมา จ้าวฟางหรูรู้สึกเคอะเขิน แต่นางก็ไม่ได้แสดงอาการนั้นออกมาให้อีกฝ่ายได้เห็น นางพยักหน้าให้เขาเพียงเล็กน้อย จากนั้นจึงส่งยิ้มไมตรีกลับไปให้เขาเช่นกัน
เหลียงเยว่เล่อได้แต่มองการกระทำของทั้งสองหนุ่มสาวด้วยความอิจฉาริษยา ก่อนหน้านี้นางเองก็เคยมอบไมตรีให้แก่คุณชายใหญ่สกุลเถียนผู้นี้ ทว่าเขากลับไม่สนใจที่จะรับไมตรีจากนาง จึงทำให้นางพลาดจากเขาไปหมั้นหมายกับคุณชายรองสกุลจ้ง ไม่คิดว่าพอเป็จ้าวฟางหรูแล้ว นางกลับทำให้เขาแสดงความสนใจออกมาได้
บุรุษคนก่อนที่มาสนใจจ้าวฟางหรู นางก็เป็ผู้ที่คอยแอบกันท่าอีกฝ่าย โดยที่สหายไม่เคยรู้เื่นั้นมาก่อน บัณฑิตหนุ่มรูปงามแห่งเมืองหนานจงผู้นั้นช่างโง่เขลา มอบของกำนัลราคาแพงให้แก่จ้าวฟางหรูมากมาย แต่มีหรือที่ของเ่าั้ จะไปถึงมือของจ้าวฟางหรูสักชิ้น นั่นเป็เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาฝากให้แก่จ้าวฟางหรู ล้วนตกมาอยู่ที่นางทั้งหมด
ก็ผู้ใดใช้ให้เขามาปฏิบัติต่อนางเป็เช่นสะพานเพื่อให้เขาได้ข้ามไปกัน สุดท้ายนางก็บอกคุณชายผู้นั้นว่า จ้าวฟางหรูไม่ชอบเขา และกำลังจะออกเรือนไปกับคุณชายใหญ่ตระกูลคหบดีเช่นกัน หลังจากวันนั้นนางก็ไม่เห็นบัณฑิตหนุ่มผู้นั้นอีกเลย แต่กับคุณชายใหญ่สกุลเถียนผู้นี้ คงไม่คิดที่จะใช้นางเป็สะพานเพื่อข้ามไปหาจ้าวฟางหรูเป็แน่
“เยว่เล่อ…เ้าว่าเขามีคู่หมายแล้วหรือยัง”
จ้าวฟางหรูถามสหายสนิทออกมาด้วยความสนใจ โดยที่นางไม่รู้ตัวเลยว่า สหายข้างกายที่นางคบหามานานเกือบสามปีนั้น จะเป็สตรีที่ขี้อิจฉาริษยาเพียงใด
“แล้วเ้าคิดว่ารูปร่างหน้าตาเช่นนั้น ความสามารถมากมายถึงเพียงนั้น จะยังเหลือรอดมาถึงมือเ้าอยู่อีกรึ”
ในเมื่อนางไม่ได้ จ้าวฟางหรูก็จะไม่มีวันที่ได้ลงเอย กับชายหนุ่มผู้นั้นเช่นกัน จ้าวฟางหรูที่ไม่เคยรู้เท่าทันสหายข้างกายพยักหน้าขึ้นลงอย่างเห็นด้วย อุตส่าได้พบเจอบุรุษที่ถูกใจ ทว่ากลับไร้วาสนาต่อกัน
หลังจากชื่นชมเหล่าบัณฑิตท่องบทกวีกันจนจบ จ้าวฟางหรูจึงขอตัวกลับจวนก่อน เพราะวันนี้นางรู้สึกผิดหวังอยู่ไม่น้อย ครั้นแยกจากสหายสนิทของนางแล้ว เปี๋ยเอ๋อ สาวรับใช้คนสนิทก็เข้ามากระซิบบอกนางเบาๆ
“คุณหนูใหญ่เ้าคะ คุณชายใหญ่สกุลเถียนผู้นั้น หาได้มีคู่หมายอย่างเช่นคุณหนูรองเหลียงกล่าวมาหรอกเ้าค่ะ” จ้าวฟางหรูชะงักเท้าก่อนที่จะหันกลับไปถามสาวรับใช้คนสนิทของนางทันที
“เ้ารู้ได้เช่นไร”
“เมื่อสามสี่วันก่อน บ่าวได้ยินพวกในจวนพูดคุยกัน ถึงเื่ผู้ที่ได้เป็ทั่นฮวาของปีนี้น่ะเ้าค่ะ” เปี๋ยเอ๋อกระซิบบอกคุณหนูใหญ่ของตน
“เ้าจะบอกว่า…เยว่เล่อนางโป้ปดข้าเช่นนั้นรึ เพราะเหตุใดนางถึงต้องทำเช่นนั้นกันเล่า”
“คุณหนูใหญ่อาจจะตำหนิว่าบ่าวปากมาก แต่บ่าวอยากจะขออนุญาตเตือนคุณหนูใหญ่สักหน่อย ว่าคุณหนูรองสกุลเหลียงผู้นั้น หาได้เป็คนที่น่าคบหาไม่ นางไม่จริงใจต่อท่านเ้าค่ะ" เปี๋ยเอ๋อกล่าวออกมา พลางสังเกตสีหน้าคุณหนูของนาง
“ไม่จริงใจเยี่ยงไรรึ” จ้าวฟางหรูเลิกคิ้ว แล้วเอ่ยถามสาวรับใช้ข้างกาย
"สองสามวันก่อนบ่าวได้ยินพวกบ่าวในจวนพูดคุยว่า ก่อนที่คุณหนูรองเหลียงจะหมั้นหมายกับคุณชายรองสกุลจ้ง นางเคยมอบไมตรีให้แก่คุณชายใหญ่สกุลเถียนมาก่อน แต่ทว่าคุณชายใหญ่สกุลเถียนผู้นั้นหาได้สนใจที่จะตอบรับไมตรีจากนางไม่ ยามที่คุณหนูใหญ่ถามถึงคุณชายท่านนั้น เหตุใดคุณหนูรองเหลียงจึงได้บอกว่าเขามีคู่หมายแล้วเยี่ยงไรเล่าเ้าคะ”
เปี๋ยเอ๋อแสดงความเห็นที่เก็บกดเอาไว้ในใจมานานหลายปีออกมา นางรู้ดีว่าหากนางเป็ฝ่ายเอ่ยปากห้ามคุณหนูใหญ่มาั้แ่ต้น มีหรือที่คุณหนูใหญ่จะเชื่อ ว่าสหายที่คบหากันมานั้น มีจิตใจอิจฉาริษยามากเพียงใด นางจึงจำต้องปล่อยให้คุณหนูใหญ่ได้ลองคบหากับคุณหนูรองสกุลเหลียวดูสักครา บัดนี้อีกฝ่ายเริ่มเผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมาแล้ว นางจึงกล้าเล่าเื่ราวที่ได้ยินมาให้คุณหนูใหญ่ได้ฟัง
“ฉลาดนัก… เ้าไม่ต้องห่วงเปี๋ยเอ๋อ คุณหนูใหญ่ของเ้าหาใช่เป็สตรีที่โง่เขลาไม่ เพราะที่ผ่านมาข้าเองก็ไม่ได้คิดว่าจะผูกมิตรกับนางอย่างจริงจังเสียหน่อย ข้าเพียงแค่เห็นว่านางมีความชอบที่เหมือนกัน ยามได้พบปะพูดคุยกันทำให้ข้าได้สนุกสนานบ้างก็เท่านั้น”
จ้าวฟางหรูไม่เคยเก็บเอานิสัยของสหายผู้นี้มาใส่ใจ มีหรือที่นางจะมองเหลียงเยว่เล่อไม่ออก แต่ที่ผ่านมานางเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้กระทำการใดที่เป็การทำให้นางเสื่อมเสียชื่อเสียงไปด้วย นางจึงยอมคบหามานานถึงสามปี ดูเหมือนสิ่งที่นางจะมองไม่ออก ก็คือสหายผู้นี้ไม่คิดอยากจะให้นางได้คบหาบุรุษที่ดีกว่าตนสินะ
ร่างระหงในชุดฮั่นฝูสีชมพูอ่อนเดินนำหน้าสาวรับใช้คนสนิทไป ท่ามกลางสายตาของเหล่าบุรุษ ที่มองมายังนางอย่างสนอกสนใจ ผู้ใดในตลาดแห่งนี้จะไม่รู้จักหญิงงามประจำเมืองหนานจางบ้าง คุณหนูใหญ่สกุลจ้าว ตระกูลคหบดีอันดับหนึ่งของเมือง ยามนี้ถึงวัยสิบแปดปี อีกทั้งนางยังเป็สตรีที่มีรูปโฉมงดงาม และอยู่ในวัยบานสะพรั่งเหมาะแก่การออกเรือนแล้ว แต่ทว่าแม่นางคนงาม ก็ยังไม่ยินยอมที่จะออกเรือนไปกับผู้ใดเสียที จนถึงกับมีชาวบ้านหลายคน ที่อยากจะเห็นว่าบุรุษใดจะมีความสามารถคว้าใจสตรีเช่นคุณหนูใหญ่จ้าวฟางหรูไปได้
ภายในร้านจ้าวจาง
จ้าวฟางเซียนกำลังนั่งดีดลูกคิด เพื่อคำนวณบัญชีรายรับรายจ่ายประจำเดือนของร้านจ้าวจางอยู่อย่างใจจดใจจ่อ ทว่าภายในใจนางกลับคิดว่า ยามนี้พี่หญิงใหญ่ของนางคงจะได้พบเจอกับว่าที่พี่เขยแล้ว คุณชายใหญ่สกุลเถียนผู้นั้น คือคู่บุพเพของพี่สาวของนางอย่างแท้จริง เพราะหลังจากที่นางออกเรือนไป ทั้งสองก็ยังคงใช้ชีวิตคู่กันอยู่อย่างมีความสุข แต่ทว่าบุพเพของทั้งสอง ก็ทำให้นางต้องออกเรือนไป เพื่อตอบแทนบุญคุณของบิดามารดาแทนพี่สาวของนางเช่นกัน
“เซียนเอ๋อร์…พี่รองของเ้าไปที่ใดเสียเล่า”
เสียงหวานที่คุ้นเคยดังขึ้นมาจากทางด้านหน้าห้องรับรองของร้านจ้าวจาง จ้าวฟางเซียนละมือจากตัวเลขในบัญชีตรงหน้า แล้วเงยหน้าขึ้นตอบคำถามของผู้มาเยือน
“ออกไปซื้อขนมเซาปิงที่ร้านฮวาเจา เพื่อนำกลับไปฝากท่านแม่น่ะเ้าค่ะ แล้วนี่พี่หญิงใหญ่เพิ่งจะกลับมาจากโรงน้ำชาอู๋เหลียงหรือเ้าคะ”
“อือ…แล้วนี่เ้าตรวจสอบบัญชีเสร็จหรือยัง มีสิ่งใดอยากให้พี่ช่วยเหลือเ้าหรือไม่”
จ้าวฟางหรูตอบก่อนที่จะถามน้องหญิงรองออกมาอย่างใจดี แม้นางจะหัวไม่ดีเื่การคิดคำนวณเช่นน้องสาว แต่ก็ไม่ได้แย่จนเสียชื่อของบุตรีตระกูลคหบดีอันดับหนึ่ง
“ยังเลยเ้าค่ะ คงจะอีกหลายชั่วยาม พี่หญิงใหญ่จะกลับเรือนก่อนก็ได้นะเ้าคะ” จ้าวฟางเซียนตอบพี่สาวออกมาตามตรง
จ้าวฟางหรูพยักหน้าให้น้องสาว ก่อนที่นางจะเดินออกจากห้องรับรองไป เพราะถึงอยู่นางก็ช่วยอะไรน้องสาวไม่ได้อยู่ดี นางเดินเลือกชมผ้าไหมที่อยู่ภายในร้านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะตัดสินใจกลับจวน โดยไม่รู้เลยว่าที่เรือนฟางเฟยนั้นกำลังมีเื่รอที่จะปรึกษากับนางอยู่
จ้าวฟางเซียนลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินออกมาจากภายในห้องรับรอง นางเดินออกไปยืดเส้นยืดสายนอกร้านจ้าวจางโดยมีซู่เอ๋อคอยติดตามดูแลนางอยู่ห่างๆ ร้านจ้าวจางนี้เป็หนึ่งในยี่สิบร้านค้าของตระกูลจ้าว ร้านนี้ขายผ้าไหม ผ้าแพรและผ้าต่วนขนาดใหญ่ ถือเป็ร้านขายผ้าอันดับต้นๆ ของเมืองหนานจาง
ที่จ้าวฟางเซียนได้รับความไว้วางใจให้ดูแลบัญชีของร้าน เป็เพราะนางเป็เด็กที่มีความสามารถ เรียกได้ว่าเป็พร์ที่ติดตัวมาเลยก็ว่าได้ ทว่ายามที่นางได้ออกเรือนไปกับตระกูลเซี่ย นางกลับแทบที่จะไม่ได้ใช้วิชาความรู้เื่นี้ในการดูแลกิจการร้านค้าของตระกูลสามีเลย นั่นก็เป็เพราะว่านางไม่ได้รับความไว้วางใจจากเซี่ยเฟยหลงนั่นเอง
แต่ชีวิตนี้มีหรือที่นางจะทำตัวเฉยเมย และไร้ประโยชน์เฉกเช่นในชีวิตก่อน ชีวิตนี้นางจะต้องทำให้เซี่ยเฟยหลง มองเห็นในความดีและความจริงใจของนางให้ได้ อีกทั้งนางต้องสืบให้รู้ความ ว่าสตรีที่เคยทำให้น้องชายของเขาต้องจากไปคือผู้ใด หากบอกว่าเป็พี่สาวของนางก็ดูไม่น่าจะเป็ไปได้ เพราะพี่สาวของนางไม่เคยกล่าวถึงเื่ที่ตนแอบไปมอบไมตรีให้กับบุรุษใดมาก่อนเลย จะมีก็แต่เพียงทั่นฮวาหนุ่ม ที่พี่สาวเลือกออกเรือนไปด้วยเพียงผู้เดียว
“เซียนเอ๋อร์…เ้ากำลังจะไปที่ใด เ้าตรวจสอบบัญชีประจำเดือนของร้านเราเสร็จแล้วรึ”
จ้าวฟางฉีร้องถามน้องสาวออกมา หลังจากที่เห็นว่าน้องสาวของตนกำลังเดินไปทางโรงเตี๊ยมอวี้โหรวอย่างเหม่อลอย ราวกับว่านางเป็คนที่ไร้สติอยู่กับตัวอย่างไรอย่างนั้น
“พี่รอง…ข้าเพียงแค่อยากออกมาเดินเล่นคลายเครียดน่ะเ้าค่ะ ท่านก็รู้…ว่าถึงแม้ข้าจะชื่นชอบในการคิดคำนวณ แต่ข้าก็้าเวลาพักสายตาและสมองเช่นกัน” จ้าวฟางฉีมองน้องสาวด้วยแววตาประหลาดใจ ก่อนที่เขาจะชูกล่องขนมเซาปิงที่เพิ่งไปซื้อมาจากร้านฮวาเจาให้นางดู
“ถ้าเ้ายังไม่กลับ พี่ขอนำขนมนี้กลับไปฝากท่านแม่ก่อน แล้วอีกสองชั่วยามพี่จะกลับมารับ”
จ้าวฟางเซียนพยักหน้าพลางส่งยิ้มให้แก่พี่ชาย จ้าวฟางฉีจึงจากไปพร้อมกับบ่าวรับใช้ข้างกาย จ้าวฟางเซียนมองตามพี่ชายไปชั่วครู่ก่อนที่จะหันไปบอกสาวรับใช้คนสนิท
“ถ้าเช่นนั้น….ซู่เอ๋อ พวกเราเองก็กลับไปที่ร้านกันเถิด”
กล่าวจบจ้าวฟางเซียนก็เดินนำหน้าสาวรับใช้ กลับไปยังเส้นทางเดิมที่พวกนางเดินมาทันที กลับเรือนไปค่ำนี้ คงจะมีเื่ที่น่ายินดีให้นางได้ฟังที่นั่น
หากเป็ชีวิตก่อน จ้าวฟางเซียนก็คงจะรู้สึกหวาดหวั่น เพราะเกรงว่าตนเองจะได้ออกเรือนไปกับตระกูลแม่ทัพแทนผู้เป็พี่สาว แต่ทว่าครานี้หากพี่หญิงใหญ่ของนางไม่ยินดี ก็คงจะเป็เื่ที่น่ายินดีสำหรับนาง ก็โอกาสที่นางจะได้แก้ไขเื่ราวในชีวิตก่อน ใกล้มาถึงแล้วเช่นไร