เหล่าบุตรชายและซูฉงกวงต่างไม่คาดคิดว่าพวกตนยังไม่ทันได้ก่อเรื่องอันใด ซูอี้หว่านก็ยินยอมพาพวกตนกลับบ้านเสียแล้ว
มองตามแผ่นหลังของซูอี้หว่านที่เดินนำไปเบื้องหน้าซูต้าไฉและน้องชายต่างก็รู้สึกดูแคลนอยู่ในใจบ้างพวกเขาเดิมทีคิดว่าพวกคนบ้านรองคงจะเก่งกาจขึ้นมากตอนที่พวกตนมาจึงรู้สึกกังวลอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
แต่เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วแม้คนในบ้านรองถึงจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่โดยเนื้อแท้ก็ยังคงเหมือนเดิมเป็นพวกขี้ขลาดตาขาวไร้ประโยชน์!
คิดดูแล้วก็สมเหตุสมผลในตระกูลซูบ้านใหญ่ของพวกตน ไม่ว่าจะเมื่อก่อนที่บ้านเกิดหรือก่อนหน้านี้ที่พวกตนพักอยู่ที่หมู่บ้านหลิว บ้านที่มีบุรุษหลายคนก็มีไม่มากนัก
นี่ถือเป็นโชคที่คนทั่วไปไม่มีด้วยจำนวนบุรุษเช่นนี้ของบ้านตน ก็ย่อมไม่มีใครกล้าข่มเหง
บ้านรองมีเพียงซูอี้โจวผู้เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวมิหนำซ้ำยังผ่ายผอมอ่อนแอ ไม่เหมือนบุรุษเอาเสียเลย จะมีประโยชน์อันใด?
บ้านรองนี้หากต้องการที่จะหยัดยืนอยู่ในเมืองอวิ๋นเฉิงก็คงต้องพึ่งพาบ้านใหญ่ของพวกตนอย่างไม่มีทางเลือก!
ด้วยความคิดเช่นนี้ท่าทีที่พวกตนปฏิบัติต่อซูอี้หว่านจึงยิ่งเหยียดหยามมากขึ้นเมื่อเดินเข้าประตูบ้าน ซูต้าฟู่ถึงกับเบียดซูอี้หว่านออกไปด้านข้างโดยไม่ลังเล
ด้วยความไม่ระวังซูอี้หว่านจึงเซไปเล็กน้อยกว่าจะทรงตัวอยู่ได้นางจ้องมองแผ่นหลังของซูต้าฟู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เก็บสายตากลับมาด้วยท่าทีเย็นชา
มองดูคนเหล่านั้นหลังจากเดินเข้าไปในลานบ้านแล้วก็ลูบคลำสิ่งของไปทั่วสารทิศ เดี๋ยวก็ไปเปิดโอ่งผักกาดดองของตนเดี๋ยวก็หมอบอยู่ตรงหน้าต่าง เอาหน้าแนบกับบานหน้าต่างแล้วพยายามมองเข้าไปในบ้านซูอี้หว่านแทบอยากจะสั่งสอนคนเหล่านั้นอย่างหนักหน่วงเสียตรงหน้า
นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆจึงฝืนทนความต้องการนั้นไว้ได้และอดไม่ได้ที่จะรู้สึกยินดีที่ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ในบ้านประตูหน้าต่างผนึกกลอนปิดสนิท ถึงพวกเขาจะอยากรู้อยากเห็นมากเพียงใดก็ไม่มีทางที่จะบุกรุกเข้าไปได้โดยตรง
มิเช่นนั้นหากพวกมันได้เห็นของในบ้านละก็คงจะทำตัวเหมือนโจร ปล้นชิงไปเป็นของตนเองแน่
ซูอี้หว่านสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆอีกครั้ง นางจึงค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลง พยายามยกมุมปากขึ้น เดินไปข้างหน้าสองสามก้าว“ตอนนี้อากาศร้อน ข้าจะไปชงชาให้พวกท่านก่อน”
กล่าวจบก็มิรอให้ใครตอบนางก็เดินเข้าไปในห้องครัวที่อยู่ด้านข้างทันที
เนื่องจากทำอาหารในบ้านช่วงหน้าร้อนนั้นร้อนเกินไปมิหนำซ้ำยังมีควันมาก นางจึงสร้างกระท่อมจากหญ้าขึ้นข้างๆ บ้านใช้เป็นห้องครัวอย่างง่าย กระท่อมนี้ไม่มีประตู นอกจากหม้อชามแล้วก็ไม่มีสิ่งของมีค่าอันใด พวกตระกูลซูบ้านใหญ่จึงมองดูสองสามครั้งก็หมดความสนใจต่างก็หาที่นั่งในลานบ้าน
เมื่อเห็นว่าพวกเขาสงบลงแล้วซูอี้หว่านก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเล็กน้อยนางเดินไปที่ตู้เก็บของแล้วแสร้งทำเป็นหยิบใบชา แท้จริงกำลังหันหลังให้พวกเขาแล้วลูบแหวนที่สวมอยู่บนนิ้วหัวแม่มือ หมุนเบาๆ แล้วเปิดใช้งานมิติ
ผงยาที่นางทำไว้ก่อนหน้านี้ถูกวางไว้ในตู้เก็บของในมิติ สะดวกต่อการหยิบอย่างมาก ยาชนิดใดมีสรรพคุณอย่างไรซูอี้หว่านก็ทำป้ายติดไว้บนขวดแล้ว มองปราดเดียวก็พบสิ่งที่ตนต้องการ
“หึหึ… คอยดูเถิด คราวนี้พวกเจ้าจะยังปากดีได้อีกนานแค่ไหน!” ซูอี้หว่านหัวเราะเยาะในใจ มือข้างหนึ่งหยิบขวดกระเบื้องใบเล็กอีกมือหนึ่งถือกระป๋องใส่ใบชาแล้วหันกลับมา จากนั้นก็ต้มน้ำชงชาอย่างคล่องแคล่ว
เมื่อครู่ที่ร้านอาหารซูฉงกวงและบุตรชายทั้งหลายกินกันจนพุงกางแทบปริ ถึงแม้จะเดินย่อยมาไกลโขอาหารก็ยังคงแน่นท้องอยู่ดี
ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนจัดพวกเขาจึงรู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาจับใจ เมื่อเห็นซูอี้หว่านชงชาชักช้าซูฉงกวงก็เริ่มแสดงความไม่พอใจออกมา พึมพำว่า “เหตุใดถึงชงชาช้านักพอเป็นคนเมืองก็เริ่มพิถีพิถันในเรื่องไม่เป็นเรื่องมีเงินใช่ว่าจะใช้สิ้นเปลืองแบบนี้ มีน้ำดื่มอยู่แล้ว ไยต้องดื่มชาให้วุ่นวายสำคัญตนผิดคิดว่าตัวเองเป็นคนเมืองผู้มั่งมีไปแล้วกระมัง…”
เสียงของเขาไม่ดังไม่เบาซูอี้หว่านได้ยินพอดี นางจึงขี้เกียจจะสนใจ แสร้งทำเป็นไม่รู้อะไรเลยในขณะที่เทใบชาลงในถ้วย ก็ใส่ผงยาจากขวดลงไปครึ่งหนึ่งโดยไม่ให้ใครสังเกต
ผงยานี้มิถือว่าเป็นยาพิษอันใดแต่หากผู้ใดได้ลิ้มลอง สรรพคุณของมันก็จะสำแดงฤทธิ์อย่างน่าอัศจรรย์
ตอนที่นางทำตอนแรกนั้นผงยาถูกแบ่งออกเป็นสองชนิด ชนิดแรกคือออกฤทธิ์ทันทีชนิดที่สองคือออกฤทธิ์หลังจากผ่านไปสองสามวัน
ตอนนี้ซูอี้หว่านใช้ยาชนิดออกฤทธิ์ทันทีกับพวกคนบ้านใหญ่
นางมิกลัวว่าคนพวกนี้จะรู้ว่าตนเองลงมือทำเพราะอย่างไรเสียพวกมันก็ไม่มีหลักฐานอันใด หลังจากกินผงยาชนิดนี้เข้าไปต่อให้หมอเทวดามาจับชีพจร ก็ไม่อาจจับได้ว่าเป็นการถูกวางยาพิษ
กลับกันจะรู้สึกว่าผู้ที่ถูกวางยาพิษมีปัญหาสุขภาพอยู่แล้ว
ดังนั้นซูอี้หว่านจึงไม่กลัวแม้แต่น้อย
คิดถึงภาพที่เหล่าบุรุษเจ็บคอคันคอจนพูดไม่ออกซูอี้หว่านก็รู้สึกมีความสุขเป็นอย่างยิ่งแม้กระทั่งฝีเท้าที่ถือชาเดินเข้ามายังเร็วขึ้นเล็กน้อย
“ชามาแล้ว”
ซูอี้หว่านวางชาไว้ตรงหน้าทุกคนเดิมทีก็ยังกังวลว่าพวกเขาจะรังเกียจว่าชาร้อนเกินไปดื่มไม่ได้แต่เหนือความคาดหมาย คนจากบ้านใหญ่กลับมีพฤติกรรมน่าขันสิ้นดีไม่ทันพูดจาก็ยกถ้วยขึ้นดื่ม ซดชาลงคออึกๆ
“แค่กๆๆ...”
ซูต้าไฉยกชาร้อนๆขึ้นดื่ม เมื่อความร้อนแผ่ซ่านจึงได้รู้ว่ามันร้อน ก็สำลักไอออกมาหลายครั้งแล้วจ้องเขม็งไปยังซูอี้หว่านด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ชาร้อนขนาดนี้คิดจะฆ่าพวกเราด้วยน้ำร้อนหรืออย่างไร?”
เมื่อเห็นว่าพวกเขาดื่มชาลงไปแล้วซูอี้หว่านก็คิดว่าอีกไม่กี่นาที ยาจะต้องออกฤทธิ์แน่นอนนางจึงขี้เกียจจะแสดงละครกับพวกเขาต่อ จึงหัวเราะเยาะออกมาทันที“มีคำกล่าวที่ว่า หมูตายไม่กลัวน้ำร้อนแล้วไฉนพวกเจ้าจึงกลัวน้ำร้อนกันเล่า?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ซูต้าไฉถึงกับตะลึงไปครู่ใหญ่ จึงค่อยรู้สึกตัวว่าซูอี้หว่านกำลังด่าตนเองความโกรธแล่นพล่าน เขาตบโต๊ะผางแล้วลุกพรวด “เจ้าด่าใครว่าเป็นหมูตายข้าคือพี่ชายต่างมารดาของเจ้านะ!”
“พี่ชายต่างมารดางั้นหรือ?”
ซูอี้หว่านได้ยินเช่นนี้ก็ระเบิดหัวเราะออกมา“นี่เป็นเรื่องตลกที่สุดที่ข้าได้ยินมาในช่วงไม่กี่วันนี้เลย”
โดยไม่รอให้ซูต้าไฉได้เอ่ยสิ่งใดสีหน้าของซูอี้หว่านพลันเย็นชาลง พูดด้วยน้ำเสียงเกลียดชัง ใบหน้าบึ้งตึง“อย่าพูดจาชวนคลื่นไส้อย่างนั้น พี่ชายของข้ามีเพียงผู้เดียวแล้วพวกเจ้าเป็นตัวอะไรถึงบังอาจมาพูดเช่นนี้?”
คนอย่างซูต้าไฉจะคู่ควรหรือ?
“เจ้า เจ้า...”
ซูต้าไฉโกรธจนพูดไม่ออกริมฝีปากสั่นเทาอยู่นาน แต่ก็ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้แม้แต่น้อย จู่ๆก็เอามือทั้งสองข้างกุมคอ แล้วร้องโหยหวน
จะเรียกว่าร้องโหยหวนก็ไม่เชิงเสียงนั้นแหบแห้งและแปลกประหลาด ฟังดูแล้วน่าเวทนายิ่ง
ไม่ทันที่ซูฉงกวงและคนอื่นๆจะทันสังเกตความผิดปกติ พวกเขาก็ทรุดกายลงกับพื้น ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดพวกเขากระเสือกกระสน เอามือกุมรอบคอตัวเองอย่างบ้าคลั่ง
“สมกับที่เป็นยาที่ข้าทำขึ้นเองจริงๆ… ผลลัพธ์มันช่าง…”
ซูอี้หว่านส่ายหน้ามองดูคนที่ล้มลงไปนอนกลิ้งอยู่บนพื้น นางมิได้รู้สึกเห็นใจแม้แต่น้อย
คนตระกูลซูพวกนี้การลงโทษพวกมันเช่นนี้ยังถือว่าเบาไปด้วยซ้ำ