วันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 07.15 น.
ทั้งสองขับรถตามเ้าหน้าที่ จนมาถึงบ้านพักในโซนสองที่ได้จองเอาไว้ ทีปกรและเกียกกายได้แต่ยืนมองดูบ้านที่อยู่ตรงหน้าซึ่งเป็ปูนชั้นเดียว แถมยังดูใหม่ราวกับว่าพวกเขาเป็แขกคู่แรกที่ได้เข้าพักในบ้านหลังนี้ ต่างก็เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศภายนอกที่เป็ลานกว้าง ๆ ล้อมรอบด้วยป่าเขา มีดอกไม้หลากสีสันแซมอยู่ด้านนอก ดูก็รู้ว่าปลูกขึ้นมาด้วยฝีมือของมนุษย์ ซึ่งดูแล้วสบายตาเมื่อได้พบเห็น
“อย่าเพิ่งยืนอึ้งในความสวยของบ้านเลยครับ เอาของเข้าไปเก็บกันก่อนดีกว่า” จู่ ๆ เ้าหน้าที่ก็พูดขึ้นมา จนทั้งสองถึงกับสะดุ้งโหยงหลุดออกจากภวังค์นั้นทันที และช่วยกันขนสัมภาระเข้าภายในบ้านพักที่ดูสะอาดสะอ้าน กว้างขวางโอ่โถง
“บ้านพักก็ใหม่ดีนะ แต่ดูวังเวงยังไงก็ไม่รู้ว่ะ ผมขนลุกอีกแล้วครับคุณที” เกียกกายเอ่ยขึ้นและค่อย ๆ ลูบขนที่แขนให้หุบลง ส่วนทีปกรได้แต่ส่ายหัวเบา ๆ และไม่สนใจในสิ่งที่เกียกกายพูด
“โซนสอง มีแค่บ้านหลังนี้หลังเดียวเหรอครับ" ทีปกรถามเ้าหน้าที่ ด้วยความรู้สึกแปลกใจที่ในระแวกนี้มีแค่บ้านหลังนี้หลังเดียวเท่านั้น
“เพิ่งสร้างเสร็จแค่หลังเดียวก็หยุดการก่อสร้างครับ”
“อ้าว ทำไมไม่สร้างต่อล่ะครับ บรรยากาศแถวนี้ดีจะตายไป ยังมีพื้นที่ว่าง ๆ อีกตั้งเยอะ หรือว่างบไม่พอครับ” ทีปกรใช้มีท้าวไปที่ขอบระเบียงและมองไปรอบ ๆ
“ไม่ใช่หรอกครับ” เ้าหน้าที่นั่งก้มหน้าเหมือนกำลังใช้ความคิดและนิ่งเงียบไปชั่วขณะ จนทีปกรต้องเหลียวกลับมามองหน้าเ้าหน้าที่
“มีอะไรรึป่าวครับพี่” เกียกกายถามขึ้นด้วยท่าทีที่เป็กังวล
“เห้อ...” เ้าหน้าที่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนที่จะพูดอะไรออกมา
“เอาล่ะ ไหน ๆ เมื่อคืนพวกน้องก็เจอเื่กันมาแล้ว ก็คงไม่มีอะไรต้องปิดบัง พี่จะเล่าให้ฟังก็แล้วกัน” สายตาของเพื่อนรักทั้งสองจดจ่อไปยังเ้าหน้าที่ทันที เมื่อจะได้รู้ว่าสิ่งที่พวกตนเจอเมื่อคืนคืออะไรแน่
“ที่นี่เคยมีคนตายมาก่อน เลยหยุดการสร้างไป...”
“ห๊า!!” เกียกกายสะดุ้งพร้อมอุทานสุดเสียง จนทีปกรต้องรีบเอามืออุดปากเพื่อนรักเอาไว้เพื่อไม่ให้พูดต่อ
“เล่าต่อเลยครับพี่ ไอนี่มันขี้ใ”
“เมื่อหลายปีก่อนเคยมีครอบครัวที่มีกันอยู่สามคน พ่อ แม่ และลูกชาย มาพักที่บ้านหลังนี้ ในตอนที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ ขณะที่ทุกคนกำลังหลับอยู่ ก็มีคนเข้ามา ใช้ไม้กระหน่ำตีลงบนใบหน้าของทั้งสาม สองแม่ลูกตายอยู่บนเตียงนั้น ส่วนคนเป็พ่อตายอยู่ตรงพื้น” เ้าหน้าที่พูด พลางชี้ไปยังจุดเกิดเหตุที่อยู่ภายในบ้าน
“โชคชะตากลั่นแกล้งชัด ๆ ทำไมต้องมาจองบ้านพักในโซนสองด้วยวะ” เกียกกายเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าที่ซีดเผือด พร้อมทั้งกุมขมับทันที
“แต่ไม่ต้องกังวลนะครับ เื่นี้ผ่านมาเกือบสิบปีแล้ว เตียงที่มีคนตายนั้นเราได้ย้ายออกไปแล้ว อันนี้เป็เตียงใหม่ครับ”
“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เตียงครับ ปัญหาคือมีคนตายในบ้านแล้วพวกพี่ยังเปิดให้เข้าพักอยู่ครับ ถึงแม้จะผ่านมาเกือบสิบปีแล้วก็จริง แต่ิญญาพวกเขายังอยู่ครับ พวกพี่ไม่คิดจะทำอะไรกันบ้างเหรอ” เกียกกายเริ่มะเิอารมณ์ความโกรธออกมา เมื่อนึกถึงสิ่งที่ตนและเพื่อนได้เจอในเมื่อคืน จนเ้าหน้าที่ถึงกับใในเสียงนั้นและผละตัวถอยหลังออกมา
“เห้ยไอกาย ใจเย็นก่อน” ทีปกรเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเบรกอารมณ์ของเกียกกายทันที นาน ๆ ที จะได้เห็นความโกรธของเกียกกาย เพราะโดยนิสัยแล้วจะเป็คนที่ร่าเริงไม่โกรธใครง่าย ๆ แต่ครั้งนี้น่าจะสุดจริง ๆ ถึงได้ะเิออกมา
“เออ ๆ ๆ” เมื่อได้ยินเสียงของทีปกร อารมณ์ที่พลุ่งพล่านของเกียกกายก็เบาลงทันที คงจะมีแต่เพื่อนคนนี้นี่แหละที่สามารถทำให้เขาสงบลงได้
“ขอโทษด้วยครับพี่ เห้ยขอโทษพี่เขาดิวะ” ทีปกรยกมือขอโทษเ้าหน้าที่ และตบไปที่ไหล่ของเกียกกายให้ทำตามตน
“ขอโทษครับพี่ พอดีผมใจร้อนไปหน่อย” เกียกกายฝืนใจยกมือไหว้ขอโทษ ด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยพอใจสักเท่าไรนัก
“ไม่เป็ไรน้อง พี่เข้าใจว่าน้องเพิ่งผ่านเื่ที่น่ากลัวมา” เ้าหน้าที่ตบไปที่บ่าของเกียกกายเบา ๆ ทำเอาเ้าตัวถึงกับสะดุ้ง ด้วยมือที่ัันั้นมีไอความเย็นแผ่ออกมา
“แล้วจับคนที่ทำได้ไหมครับ” ทีปกรเริ่มถามขึ้นอีกครั้ง
“จับไม่ได้ครับ”
“อ้าว ทำไมล่ะครับ”
“ตรงนี้เป็โซนใหม่ และมีบ้านหลังนี้แค่หลังเดียว จึงไม่มีใครรู้ว่ามีคนตาย จนกระทั่งผ่านไปหลายวัน เ้าหน้าที่ถึงได้มาพบ...” ตลอดระยะเวลาที่เ้าหน้าที่กำลังเล่าเหตุการณ์ให้ฟังอยู่นั้น ทีปกรเพิ่งสังเกตเห็นว่าเ้าหน้าที่มีใบหน้าที่ซีดเผือด แต่ไม่มั่นใจว่าเป็แบบนี้อยู่แล้วหรือเพิ่งจะเป็กันแน่จึงเกิดความกังวล
“พี่เป็อะไรรึป่าวครับ เห็นหน้าซีดั้แ่เมื่อกี้”