ระหว่างที่กำลังหยอกล้อเด็กน้อยอยู่นั้นซุนหนี่ก็มาแจ้งว่านางจะขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรก่อนหิมะจะตกหนักกว่านี้อู๋เสี่ยวหรันเห็นว่าน่าสนใจดีนางจึง้าจะไปด้วย
แต่ยังไม่ทันที่บ่าวรับใช้จะได้ห้ามปรามนางหัวหน้าองครักษ์หลี่ก็มาขอพบเสียก่อน จากคำบอกเล่าของสาวใช้ที่เข้ามารายงานดูท่าทางของเขามาด้วยความเร่งรีบและร้อนรน
อู๋เสี่ยวหรันจึงให้เขาเข้าพบนางที่ห้องทำงานทันทีเมื่อทั้งคู่มาถึงในห้องอู๋เสี่ยวหรันก็นั่งลงบนเก้าอี้ของนางส่วนหลี่จวิ้นก็พูดสิ่งที่เขา้าจะบอกนางทันทีหลังจากทำความเคารพเรียบร้อยแล้ว
“ทูลพระชายาหน่วยข่าวแจ้งว่าท่านอ๋องถูกลอบสังหารตอนนี้าเ็หนักอยู่ที่เมืองเจียงซุยกระหม่อมจึงมาเพื่อทูลลาและออกเดินทางไปเพื่อช่วยท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่จวิ้นเลือกที่จะบอกความจริงออกไปทั้งหมดเพื่อให้พระชายาเอกกลับไปอยู่ที่ตำหนักอ๋องของตนดังเดิม
ทว่าเมื่ออู๋เสี่ยวหรันได้ฟังนางก็ลุกพรวดขึ้นมาจากเก้าอี้
“อะไรนะพี่เสวี่ยเยวียนาเ็หนักงั้นหรือไม่ได้การข้าจะเดินทางไปด้วย”
อู๋เสี่ยวหรันรู้สึกใจหายวาบเมื่อได้ยินข่าวร้ายแต่อึดใจเดียวความรู้สึกนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว แทนที่ด้วยแผนการบางอย่างในใจ
“ไม่ได้เด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะพวกเราต้องเร่งรีบในการเดินทางหาใช่ไปท่องเที่ยวไม่”
น้ำเสียงและสีหน้าของหลี่จวิ้นเริ่มดุดันมากขึ้น
“หากเ้าไม่ยินยอมให้ข้าไปเ้าเองก็ไม่ต้องไป”
อู๋เสี่ยวหรันตบลงบนโต๊ะเบื้องหน้าของนางและโน้มตัวไปด้านหน้าเข้าใกล้เขาอีกนิดและพูดต่อ
“ถึงแม้ว่าเ้าจะห้ามข้าก็จะไปอยู่ดีเพราะฉะนั้นหากไม่อยากให้เื่ยุ่งยากมากไปกว่านี้ก็ยอมรับการเดินทางของข้าเสีย”
“แต่ว่า”
“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้นรับรองข้าไม่สร้างปัญหาและไม่ทำให้เสียเวลาเดินทางแน่นอนเพราะฉะนั้นไปเตรียมการเถอะอีกสองวันมาเจอกันที่นี่แล้วออกเดินทาง”
อู๋เสี่ยวหรันรวบรัดตัดตอนและยื่นคำขาดออกไปหลี่จวิ้นมีท่าทางลังเลแต่สุดท้ายเขาก็ได้แต่ยอมรับ
“พ่ะย่ะค่ะกระหม่อมขอตัว”
พูดจบเขาก็ออกไปจากห้องทำงานของนางและควบม้าตรงกลับเข้าเมืองหลวงทันที
ทางด้านของอู๋เสี่ยวหรันเมื่อแผนการเปลี่ยนเช่นนี้นางจึงใช้เวลาตลอดทั้งวันอยู่ในห้องและเขียนสิ่งที่ต้องลงมือทำเมื่อนางเดินทางออกไปแล้วเพราะไม่แน่ว่าการออกเดินทางของนางครั้งนี้จะสามารถแก้แค้นได้สำเร็จหรือไม่เตรียมการทางด้านนี้ให้เพียบพร้อมทั้งกำลังเงินและกำลังคนไว้ก่อนก็ไม่เสียหายอะไร
จากสาวใช้ห้าคนนางให้เหลียนฮวาและหลันฮวาตามไปเท่านั้นส่วนคนอื่น ๆ ต้องอยู่ที่นี่และดูแลทุกอย่างที่นางได้สร้างไว้
องครักษ์เงาแต่เดิมก็มีด้วยกันทั้งหมดสิบคนนางให้สามสิบเลือกคนติดตามนางไปเจ็ดคนส่วนที่เหลือให้ฝึกฝนคนและรับงานของสำนักคุ้มภัยนาง้าให้ขยายสาขาและมีคนในสังกัดมากขึ้นเท่าที่จะเป็ไปได้
อีกคนหนึ่งที่นางอยากให้ติดตามไปด้วยคือลู่ิหลันแต่ด้วยเขามีลูกและมีภรรยาแล้วคงต้องถามความเห็นของทั้งคู่ก่อน
อู๋เสี่ยวหรันใช้เวลาทั้งคืนขีดเขียนแผนงานออกมาจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีสิ่งใดตกหล่นจึงอาศัย่เวลาก่อนฟ้าสางในอีกไม่กี่ชั่วยามนอนเอาแรง
เนื่องจากมีเวลาให้เตรียมตัวน้อยมากเช้าวันรุ่งขึ้นอู๋เสี่ยวหรันจึงเรียกให้สาวใช้และองครักษ์ทั้งหมดมาพบหลังจากบอกเหตุผลและแจกม้วนกระดาษที่นางตั้งใจเขียนมาทั้งคืนให้กับพวกเขาแล้วนางก็เรียกลู่ิหลันมาพบเพื่อบอกสิ่งที่กำลังจะทำ และให้เขาเลือกว่าจะติดตามนางไปหรือจะอยู่ที่นี่กับลูกเมียซึ่งนางให้เขากลับไปปรึกษากันก่อนแล้วค่อยให้คำตอบภายหลัง
อีกคนที่ขาดไม่ได้คงจะเป็หมอฉางที่อู๋เสี่ยวหรัน้าให้เขาเดินทางไปพร้อมกันแต่เมื่อเห็นว่าเขาเ็ปทุกครั้งเมื่อต้องลมหนาวด้วยเพราะความชราจึงต้องเป็ซุนหนี่ที่จะติดตามนางไปอีกคนอีกอย่างหมอฉางยังรับรองว่านางพร้อมที่จะดูแลคนอื่นได้แล้ว
ในที่สุดเช้าวันเดินทางก็มาถึงแต่อู๋เสี่ยวหรันกลับได้รับรายงานว่าหัวหน้าองครักษ์หลี่ได้ออกเดินทางไปั้แ่เมื่อวานโดยไม่มาสมทบกับนางที่นี่
“หน๊อยหลี่จวิ้น! คิดว่าจะทิ้งข้าไว้อย่างนั้นหรือ ไม่เป็ไรพวกเราออกเดินทางกันเองได้ส่วนเ้าหลี่จวิ้นนั้นข้าจะคิดบัญชีแบบต้นทบดอกทีหลัง”
อู๋เสี่ยวหรันออกคำสั่งให้เริ่มเดินทางมีรถม้าสำหรับเสบียงหนึ่งคันและรถม้าของนางและบ่าวแยกชายหญิงอีกสองคันเพื่อที่เมื่อไรจวนตัวพวกนางยังสามารถใช้รถม้าเพื่อหลบหิมะหรือผลัดเปลี่ยนกันออกมาควบคุมรถม้าได้
“อาเจินกับอี้เอ๋อร์มาอยู่บนรถกับข้าก็แล้วกันในนี้อบอุ่นมากอี้เอ๋อร์จะได้ไม่ป่วยไข้”
ใช่แล้วลู่ิหลันและครอบครัวของเขาทั้งหมดติดตามนางมาด้วยแต่พวกเขาจะแยกออกไปเตรียมการเื่สร้างกองทัพให้กับอู๋เสี่ยวหรันที่เขตชายแดนไม่ติดตามพวกนางเข้าสู่ต้าเลี่ยเหตุเพราะความปลอดภัยของลู่ิหลัน
การเดินทางเป็ไปได้ด้วยดียิ่งมุ่งหน้าไปทางตะวันออกมากเท่าไรก็ดูเหมือนว่าหิมะจะเบาบางลงมากอาจเป็เพราะที่ฮุ่ยหลงอยู่บนพื้นที่สูงกว่าจึงเริ่มเข้าสู่หน้าหนาวเร็วกว่า
พวกเขาเดินทางเกือบยี่สิบวันในที่สุดก็มาถึงเขตหัวเมืองก่อนที่จะข้ามชายแดนไปยังเมืองที่เฉิงอ๋องกำลังพักอยู่ตอนนี้
“ข้ามเขตหุบเขานี้แล้วเดินทางต่ออีกสองวันพวกเราก็จะไปถึงทางแยกที่พี่ลู่จะต้องแยกไปอีกทางแล้วขอรับ”
สามสิบรายงานระหว่างที่ขบวนรถม้าหยุดพักริมแม่น้ำเล็กๆ
“หากข้าจำไม่ผิดที่นี่คือเขาหลงซานว่ากันว่ากลางหุบเขามีซ่องโจรป่าอยู่ พวกนั้นมักจะออกปล้นอยู่บ่อย ๆเพื่อความปลอดภัยคืนนี้พวกเราพักที่นี่กันเถอะ อย่างน้อยก็ยังไม่เข้าสู่เขตแดนของพวกมัน”
“คุณชายเข้าใจถูกแล้วขอรับที่นี่คือเขาหลงซานจริงๆ”
สามสิบรู้สึกทึ่งกับความรอบรู้และการจัดการออกคำสั่งที่เหมาะสมของพระชายาเอกตลอดการเดินทางนี้คราแรกเขาคิดว่าบางทีอาจจะต้องกลับกลางคัน หรือไม่ก็อาจจะต้องเหนื่อยมากขึ้นแต่ไม่เลยเพราะพระชายาอู๋คนนี้ดูแลตนเองได้เป็อย่างดีและยังดูแลทุกคนอย่างทั่วถึงอีกด้วย ทำให้การเดินทางครั้งนี้ราบรื่นอย่างไม่น่าเชื่อ
“ให้องครักษ์สองคนออกไปตรวจสอบข้างหน้ายี่สิบลี้ส่วนที่เหลือก็จัดที่พัก”
อู๋เสี่ยวหรันออกคำสั่งอีกครั้งเมื่อสามสิบหันหลังออกไปลู่เจินก็อุ้มอี้เอ๋อร์เข้ามาหานาง
“เสี่ยวหรันฝากอุ้มอี้เอ๋อร์ได้หรือไม่ข้าจะไปช่วยหลันฮวาเตรียมอาหาร”
“ได้สิ” อู๋เสี่ยวหรันยกสองมือเข้าหาอี้เอ๋อร์ทันที
“เนะ เนะ” เด็กน้อยยิ้มร่าอวดเหงือกแดง ๆ ที่มีฟันขาวเล็ก ๆสองซี่กำลังโผล่พ้นออกมาเล็กน้อย
“มาเถอะข้าจะพาเ้าไปดูปลาที่ตรงแม่น้ำ” อู๋เสี่ยวหรันเดินไปยังริมแม่น้ำ
ลู่เจินอมยิ้มมองดูทั้งสองเดินไปอย่างเริงร่าพร้อมเสียงหัวเราะจากลูกชายนางเมื่อแน่ใจแล้วว่าอู๋เสี่ยวหรันสามารถดูแลเด็กชายได้ นางจึงหันหลังไปเตรียมอาหารให้กับทุกคน
มื้ออาหารเย็นวันนี้เป็เนื้อตากแห้งที่นำมาต้มพร้อมกับเห็ดป่าหลากหลายชนิดที่ซุนหนี่เก็บมาจากป่าข้างทางเมื่อพูดถึงซุนหนี่บางครั้งนางก็จะเข้าป่าและกลับออกมาพร้อมกับผักผลไม้ป่าหรือเห็ดตลอดการเดินทางพวกเขาทั้งหมดจึงมีอาหารสดใหม่ให้กินไม่ขาด
“อาหนี่เ้าไปเอาความรู้พวกนี้มาจากไหนกันอายุยังไม่ถึงวัยปักปิ่นด้วยซ้ำ” เหลียนฮวาถามขึ้นระหว่างที่นางกำลังยกถ้วยน้ำแกงร้อน ๆ ขึ้นมาซดคำโต
“โถ่พี่เหลียนฮวาก็ข้าเติบโตมาในหมู่บ้านชนบทั้แ่จำความได้ก็หาของป่ากับท่านปู่มาตลอด จนตอนนี้ข้าใกล้จะครบสิบห้าปีแล้วย่อมต้องจดจำและแยกแยะออกเ้าค่ะ” ซุนหนี่ตอบ
“ข้าเองก็เข้าป่าบ่อยๆ แต่ก็รู้จักเพียงสมุนไพรกับเห็ดบางชนิดเท่านั้นเ้าเก่งมากจริง ๆ ที่จดจำทั้งหมดนี้ได้”ลู่เจินกล่าวเสริม
“แต่คุณชายอู๋ของพวกเราเก่งที่สุดนะเ้าคะฝีมือยิงธนูไม่เคยพลาดทำให้พวกเรามีเนื้อสด ๆ กินตลอดการเดินทางเลยนา”ซุนหนี่หันมาประจบประแจงและยกยิ้มให้กับอู๋เสี่ยวหรัน
ระหว่างที่พวกนางกำลังเพลิดเพลินกับมื้อค่ำอยู่นี้องครักษ์ที่ออกไปสำรวจเส้นทางล่วงหน้าสองคนก็ควบม้ากลับมาแต่พวกนางสังเกตเห็นว่ามีร่างคนพาดบนหลังม้าของทั้งสองกลับมาด้วย
เมื่อเห็นดังนั้นทุกคนจึงหยุดกินและลุกไปหาองครักษ์ทั้งสองเพื่อนำเอาตัวคนที่าเ็ลงมาเมื่อองครักษ์เห็นอู๋เสี่ยวหรันพวกเขาจึงรีบลงจากม้าและคุกเข่ารายงานทันที
“เรียนคุณชายสองคนนี้เป็คนของตำหนักที่ติดตามหัวหน้าองครักษ์หลี่ออกมาขอรับตอนที่เจอพวกเขาก็อยู่ในสภาพนี้แล้ว”
“พวกเ้าพาตัวพวกเขาไปที่กองไฟสร้างที่พักชั่วคราวให้ซุนหนี่กับเหลียนฮวาดูอาการเร็วเข้า! ส่วนเ้าสองคนรายงานสิ่งที่ตรวจสอบได้มาให้ครบ”
อู๋เสี่ยวหรันออกคำสั่งทันทีและเดินไปยังหน้ารถม้าของนางนั่งลงที่ขอบรถองครักษ์ทั้งสองติดตามมาและคุกเข่าลงตรงหน้าของนางแล้วเริ่มเล่า
“จุดที่พบพวกเขาอยู่ห่างจากที่นี่เกือบยี่สิบลี้ขอรับบริเวณนั้นมีร่องรอยการต่อสู้ชัดเจน มีศพของพวกเราอีกสองคนคาดว่าน่าจะเสียชีวิตไม่ต่ำกว่าหนึ่งหรือสองวัน เพราะอากาศหนาวจึงยังไม่เน่าเปื่อยแต่พวกเรายังไม่ได้ฝังศพของพวกเขานะขอรับ เพียงแต่ย้ายเข้าไปในป่าที่ลึกขึ้นแทนเพราะกลัวศัตรูจะมาพบ ส่วนคนที่เหลือคาดว่าน่าจะถูกจับไปทั้งหมดขอรับ”
“ทำได้ดีมากพวกเ้าไปกินมื้อค่ำและพักผ่อนเอาแรงคืนนี้พวกเราจะไปสำรวจ้ากัน”
อู๋เสี่ยวหรันนึกถึงสภาพูเาโดยรอบจากความทรงจำเก่าๆ บริเวณนี้นางเคยเดินทางผ่านมาเช่นกันแต่ก็นานมากแล้วตอนนั้นนางยังไม่ได้ขึ้นเป็แม่ทัพเลยด้วยซ้ำ ภูมิประเทศหลัก ๆอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไป แต่กองโจรที่อยู่บนนั้นอาจจะมีจำนวนมากขึ้นก็เป็ไปได้ด้วยกำลังคนของนางตอนนี้ไม่มีทางที่จะบุกเข้าไปตรง ๆ ได้เลย
อู๋เสี่ยวหรันลุกขึ้นไปยังจุดที่เหลียนฮวาและซุนหนี่กำลังช่วยชีวิตทหารทั้งสองนายเมื่อไปถึงภาพที่นางเห็นคือเหลียนฮวากำลังง่วนอยู่กับการหยิบสมุนไพรออกมาจากกล่อง
แต่สิ่งที่น่าทึ่งกว่าก็คือซุนหนี่นางกำลังเอามีดกรีดลงบนชายโครงของชายคนหนึ่งอยู่และใช้นิ้วเล็ก ๆ คว้านลงไปในแผล หลังจากนั้นก็หยิบเอาหัวลูกศรที่น่าจะหักปักคาอยู่ด้านในซี่โครงของชายคนนั้นออกมาและยกมันขึ้นมาส่องกับไฟเพื่อให้เห็นได้ชัดเจน
อู๋เสี่ยวหรันผ่านสนามรบมาหลายสนามนางจึงชินชาของภาพเืและเนื้อแต่เด็กหญิงอายุยังไม่เลยวัยปักปิ่นกลับไม่มีความหวาดกลัวเลยสักนิดตรงกันข้ามนางกลับดูจะคุ้นเคยเป็อย่างดี
“พวกเขาเป็อย่างไรบ้าง”อู๋เสี่ยวหรันถาม
ซุนหนี่ไม่ได้เงยหน้ามองนางด้วยซ้ำแต่หยิบกล่องประจำตัวขึ้นมาพร้อมกับร้อยเส้นด้ายเข้ากับเข็มหน้าตาประหลาดที่มีปลายโค้งงอ
“พวกเขาได้รับาเ็หนักทั้งคู่โชคดีที่อากาศหนาวเย็นทำให้หัวใจเต้นช้าลงเืก็ไหลช้าลงตามทำให้พวกเขารอดชีวิตมาได้อย่างฉิวเฉียดเ้าค่ะ”
ระหว่างที่ซุนหนี่ตอบคำถามมือนางก็ร้อยเข็มเงินในมือ เพื่อเย็บปิดปากแผลที่นางกรีดลงไปเมื่อสักครู่