@บ้านอัครกุล
โฮ่ง!! โฮ่ง!!
เสียงเ้าเก่าเ้าเดิมเ้าประจำเห่าต้อนรับ ทันทีที่รถยังจอดไม่ได้สนิทด้วยซ้ำ
งี๊ด ๆ!!
"ฮืม...ไม่เจอกันแค่ไม่กี่ชั่วโมง คิดถึงกันขนาดนั้นเชียว"ไวน์โน้มตัวลงไปลูบหัวเ้าแบดตั้น สุนัขตัวโตจอมขี้อ้อนที่วิ่งมาคลอเคลียไม่ห่าง ไม่เพียงเท่านั้นมันยังยืนสองขาพยายามตะเกียกตะกายจะให้นายสาวอุ้มเหมือนตอนที่มันยังตัวเล็กโดยไม่ได้ดูเลยว่าตัวเองนั้นจะโตกว่าคนเป็นายแล้ว
หลังจากที่อารมณ์ไม่ดีั้แ่เจอคนหน้าหนากวนอวัยวะเบื้องล่างไม่ว่าจะมองอะไรก็ดูจะขัดหูขัดตาไปหมด พอมาเจอเ้าสี่ขาอารมณ์ที่ คุกรุ่นก่อนหน้านี้ก็ค่อยดีขึ้น
"นี่สินะมีหมาเป็เพื่อนดีกว่ามี..เป็หมา" ไวน์หยุดคำพูดเมื่อนึกถึงไอ้หน้าลูกรักพระเ้านั่นกับวีรกรรมในค่ำคืนที่แสนวาบหวาม เอ้ย...ไม่น่าจดจำ
"หึ! รับผิดชอบเหรอ? มันควรเป็ฉันต่างหากที่ต้องพูดคำนี้โว้ย ไอ้...ฮึ้ย!"ไวน์กร่นด่าอยู่คนเดียวอย่างหัวเสีย ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่า ถ้าวันหนึ่งต้องเจออย่างเลี่ยงไม่ได้เหมือนวันนี้ทางเดียวก็คือชิ่งแม่งเลย เมื่อคิดได้ดังนั้นอารมณ์ขุ่นมัวก็หายไป
นายสาวนั่งชันเข่าข้างหนึ่ง แขนสองข้างอ้ากอดเ้าหมาตัวโตแทนการอุ้มเพราะหากเธอยังคิดจะอุ้มมันไม่แน่ว่าทั้งคนทั้งหมาคงได้ล้มไปนอนแผ่หรากันทั้งคู่แน่
"แบดตั้น ยัยไวน์ เข้าบ้านกันได้แล้ว"เสียงของแม่ะโเรียกสุนัขตัวโตแต่ขี้อ้อนก่อนบอกลูกสาวตัวเองเสียอีก ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าในอนาคตมรดกจะเป็ของใครมหาเศรษฐีในอนาคตคนต่อไปรีบวิ่งสี่ขาเข้าบ้านอย่างว่าง่าย
"ประจบเป็ที่หนึ่งเลยน่ะบักแบดตั้น"ไวน์ได้แต่มองบนเมื่อมันวิ่งไปตามเสียงเรียกของมารดา โดยมีไวน์เดินตามหลังไปไม่ห่าง
"ไปอาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยลงมาทานข้าวม๊าให้ป้าแจ๋วโทรบอกที่บ้านทำกับข้าวไว้รอั้แ่ตอนอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว"
"คะม๊า"ไวน์รีบวิ่งขึ้นบันไดด้วยใบหน้าที่มีความสุข พอเปิดประตูห้องก็พบกับเ้าถิ่นปั๊บ
เมี้ยว!!
ไวน์จึงอุ้มเ้าป๊อบคอร์นขึ้นมาจุ๊บทีหนึ่ง"เฮ้อ...แกนี่เกิดเป็แมวก็โชคดีเหมือนกันนะ วัน ๆ ไม่ต้องทำอะไร กิน เล่นแล้วก็นอน ฉันชักจะอิจฉาแกแล้วสิป๊อปคอร์น" คนอิจฉาแมวมองเ้าขนฟูที่ทำหน้าบอกบุญไม่รับเหมือนกับมันฟังที่เธอพูดเข้าใจ
หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็รีบเดินลงมาทานข้าวเพราะดูท่าพยาธิในท้องจะหิวแล้วถึงได้ร้องโครกครากไม่หยุด
จากนั้นสองแม่ลูกก็นั่งทานข้าวคุยเื่สัพเพเหระทั่วไปก่อนไวน์จะเข้าประเด็นถึงเเื่ราวที่คุยกันค้างไว้ั้แ่ตอนอยู่โรงพยาบาล
"มี้คะ?" สังวาลเมื่อเห็นสีหน้าที่มีแต่เครื่องหมายคำถามอยู่เต็มหน้าลูกสาวก็รู้ได้ทันทีว่าจะถามอะไรและคำถามนั้นก็ตรงกับสิ่งที่กำลังจะเล่าอยู่พอดี
"จำวันที่ป๊าบอกเื่การแต่งงานได้ไหม?"
"จำได้ค่ะ"
"ความจริงก่อนหน้านั้นป๊ารู้ว่าตัวเองป่วยเป็เนื้องอกในสมองและต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วนมาได้เกือบอาทิตย์แล้วแต่เลือกที่จะไม่บอกใครแม้แต่มี้...ป๊าก็เลือกที่จะปิดบัง"สังวาลเล่าตามเหตุการณ์ที่ได้ทราบมาจากแพรวาเมื่อวันก่อนและเมื่อฟังจากที่มารดาเล่าไวน์ก็พอจับใจความได้คร่าว ๆ แล้วว่าเหตุผลมันคืออะไร
"แม้ตอนแรกมี้จะไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่มี้เชื่อว่าป๊าคงมีเหตุผลและเลือกคนไม่ผิด"คนเป็แม่มองลูกสาวที่นั่งฟังเงียบๆ ด้วยแววตาอ่อนโยน หลังจากที่สังวาลได้เจอเลออนที่โรงพยาบาลก็มั่นใจว่าสามีได้มอบลูกสาวให้กับผู้ชายที่สามารถดูแลลูกของเธอได้เป็อย่างดี
"แล้วผู้ชายคนนั้นเป็ใครคะ?"
ไวน์พอทราบถึงเหตุผลก็โกรธผู้เป็บิดาไม่ลงถ้าจำเป็ต้องแต่งงานจริง ๆ สิ่งที่อยากรู้ต่อมาก็คือใครกันที่จะมาเป็ว่าที่สามีในอนาคต แล้วใครกันที่ป๊ายอมยกตำแหน่งลูกเขยท่านประธานศักดิ์ให้
สังวาลระบายยิ้มก่อนตอบ"เลออนจ๊ะ"
"เลออน?"ไวน์ทวนชื่อว่าที่เ้าบ่าวเบา ๆพลางทำหน้าครุ่นคิด ทำไมชื่อนี้รู้สึกคุ้นจัง เหมือนเคยได้ยินมาจากที่ไหนมาก่อนแต่ก็คิดไม่ออกสักทีจนคนเป็แม่เล่าต่อ
"ลูกชายอาเคธี ผู้ชายที่ลูกเจอตอนที่อยู่โรงพยาบาลคนนั้นไง"ขณะที่ไวน์กำลังยกน้ำดื่มก็ใจนเกือบสำลักน้ำออกมาทางจมูก
"ม๊าว่าใครนะ..!!" คนเพิ่งสำลักน้ำถามซ้ำอย่างไม่เชื่อหูตัวเองขณะหยิบทิชชูขึ้นมาเช็ดน้ำที่เลอะอยู่ที่มุมปาก
"เลออน ลูกชายอาเคธีจ๊ะ" แค่นั้นแหละไวน์ก็หน้าซีดเผือดตอนที่ได้ยินเต็มสองรูหูว่า...ว่าที่เ้าบ่าวเป็ใครได้แต่กลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคออย่างฝืดคอ
อุตส่าห์คิดว่าจะไม่มีโอกาสได้เจอกันแล้วเสียอีกไหงเป็แบบนี้ไปได้ เดี๋ยวก่อนน่ะ หมอนี่เหรอที่ป๊าบอกว่าเลือกไม่ผิดนี่ต้องเรียกว่าผิดั้แ่ที่เลือกต่างหาก คนสารเลว~
>>>
"ฮัดเช้ย ๆ"คนถูกว่าสารเลวยกมือขึ้นปิดปาก เคธีจึงรีบหยิบทิชชูส่งให้คนที่จามจนน้ำตาเล็ดพร้อมกับพูดหยอกเย้า
"สาวที่ไหนบ่นคิดถึงลูกชายของมี้น๊าา"
"สาวที่ไหนกันครับ สงสัยร่างกายน่าจะปรับตัวไม่ทันกับอากาศของประเทศเพราะก่อนมาที่ชิคาโก้ก็เข้าสู่หน้าหนาวแล้ว"
"อ่ะจ้า" เคธีลากเสียงเพราะไม่เชื่อคำแก้ตัวของลูกชาย " ไว้พอถึงบ้านเดี๋ยวจะหายาให้กินน กินกันไว้ดีกว่า ถ้าไม่เป็อะไรก็ดีแต่ถ้าป่วยขึ้นมาร่างกายจะแย่เอา"น้ำเสียงเจือด้วยความเป็ห่วง
"ครับ" ถึงจะเกลียดรสชาติความขมของยาจนไม่อยากญาติดีกับมันแค่ไหนก็ตามแต่คนที่เขาจะยอมลงมีเพียงผู้หญิงที่นั่งข้างกายเขาในตอนนี้แค่นั้น นอกนั้นไม่มีทาง
บ้านอัครกุล>>>
"หนูไม่เอานายนั่นมาทำพันธุ์แน่นอน หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่ยอม"ไวน์ปฏิเสธทันควัน 'แม้ว่ามันจะหล่อเหมาะแก่การเป็พ่อพันธุ์ก็เถอะ'
นั่นทำให้คนเป็แม่อึ้งไปเล็กน้อยเพราะสองคนนั้นยังไม่เคยรู้จักกันมาก่อนหากได้ลองทำความรู้จักก็น่าจะไม่มีปัญหาไหงบุตรสาวถึงรีบปฏิเสธนักล่ะ
"ทำไมล่ะ?"
"ไม่รู้ล่ะ ถ้าเป็หมอนี่ ไม่มีวันซะหรอก" ไวน์ยังคงปฏิเสธเสียงแข็ง ขณะที่เ้าตัวกอดอกหมับอย่างดื้อรั้น'ต่อให้มันจะหล่อลากไส้ก็เถอะ' คนฟังได้แต่ส่ายหน้าให้กับนิสัยเอาแต่ใจที่แก้ไม่หายด้วยเพราะถูกตามใจมาแต่เด็ก
"จะช้าหรือเร็วเื่อาการป่วยของป๊าทุกคนในบริษัทก็ต้องรู้อยู่ดีแล้วที่ป๊าห่วงที่สุดคือหนู เพราะหนูยังไม่เคยทำงาน ยังไม่รู้เท่าทันคนเรียนก็ยังไม่จบ หนูจะกลายเป็เหยื่อที่ทุกคนรอจะขย้ำ"
"หนูเป็ถึงลูกประธานใหญ่ถ้าพวกเขากล้าก็ลองดู...หนูจะไล่ออกให้หมดเลย"
"ถ้าคิดว่าทำได้ ลองดูสักตั้งไหมล่ะแล้วม๊าจะไม่พูดถึงเื่แต่งงานอีกเลย" เธอยิ้มมุมปากแต่เป็ยิ้มมุมปากที่คนเป็ลูกยังรู้สึกสันหลังเย็นวาบ
ไวน์ได้แต่นั่งยิ้มเจื่อน ด้วยรู้ว่าตัวเองไม่มีความสามาถขนาดนั้นอย่าพูดถึงว่าจะไล่คนออกเลย ถ้าทำแบบนั้นจริง เกรงว่าคนที่จะโดนเนรเทศออกจากบริษัทเป็คนแรกน่าจะเป็ลูกสาวท่านประธานอย่างเธอมากกว่า
"แต่ถึงรู้แล้วยังไง คนที่มีอำนาจมากที่สุดก็คือป๊า"
"แล้วถ้ามันไม่เป็อย่างนั้นล่ะ"
"ไม่เป็ได้ยังไงละม๊าตอนนี้ป๊าถือหุ้นอยู่สี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์เลยน่ะ"
"แล้วถ้ามีคนใช้ข้ออ้างเื่อาการป่วยของป๊าแล้วเกิดมีการซื้อขายหุ้นขึ้นมาล่ะอย่าลืมว่าป๊าถือหุ้นเพียงสี่สิบห้าไม่ใช่ห้าสิบเอ็ดอะไรๆก็เกิดขึ้นได้"สังวาลพยายามอธิบายถึงความจริงที่บุตรสาวมองข้าม
แม้ไวน์จะเรียนทางด้านการจัดการแต่สิ่งที่เรียนก็เป็เพียงทฤษฎีที่เรียนรู้จากตำราเรียนหรือเคสสตาสดี้ 'การศึกษารายกรณี'และบางครั้งตำราก็อาจจะไม่ได้สอนถึงด้านมืดของจิตใจคนและถึงแม้บางตำราอาจจะสอน แต่จิตใจมนุษย์นั้นยากแท้จะหยั่งถึง
คนบางคนยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งชื่อเสียงและอำนาจโดยไม่สนว่าวิธีการนั้นจะถูกหรือผิดหรือแม้กระทั่งต้องสังเวยชีวิตใครก็ตาม
"เื่ความรักป๊ากับม๊าให้สิทธิเราในการตัดสินใจ แต่นั่นมันเป็เื่ของเมื่อก่อนแต่ความเป็จริงในตอนนี้เราไม่สามารถทำแบบนั้นได้อีก"สังวาลพูดด้วยแววตาแน่วแน่
"และถ้าวันหนึ่งม๊ากับป๊าไม่อยู่อย่างน้อยลูกก็จะมีใครสักคนที่เปรียบเสมือนคนในครอบครัวคอยดูแลช่วยเหลือจนลูกก้าวไปอยู่ในจุดที่สูงสุดและหากวันหนึ่งลูกล้มลงก็จะมีมือคู่หนึ่งที่คอยโอบอุ้ม"
"ม๊าพูดอะไรแบบนี้ ไม่เอา อย่าพูด" ไวน์โน้มตัวเข้าไปกอดมารดาดวงตากลมโตรู้สึกร้อนที่ขอบตาทั้งสองข้าง ถึงแม้จะรู้ว่าสิ่งที่มารดาพูดคือเื่จริงก็ตามไม่มีใครสามารถมีชีวิตอยู่ค้ำฟ้าได้แต่หวังเพียงว่าในอนาคตอีกสามสิบปีสี่สิบปีจากนี้บุพการีทั้งสองจะยังอยู่เพื่อมองดูความสำเร็จของเธอ
"แต่หนูไม่อยากแต่งกับไอ้หมอนั่น"
"เลออนจ๊ะ พี่เขาชื่อเลออน"
"นั้นแหละจะเลแผ่นหยักหรือเลแผ่นเรียบ อะไรก็แล้วแต่หนูไม่อยากแต่งกับไอ้..." ไวน์ได้แต่เม้มปากแน่นเมื่อมารดามองมาด้วยแววตาแฝงความตำหนิอยู่ในที
"พี่เลออนคะ"ไวน์พูดเสียงอ่อนลงแม้ในใจจะไม่อยากเอ่ยชื่อคนหน้าหนาก็ตาม
"งั้นก่อนลูกจะปฏิเสธ แม่มีความจริงที่ต้องบอกให้รู้"
"ค่ะ?"
"ป๊าติดหนี้"
"ติดหนี้ใคร? อย่าบอกนะว่าเป็หมอนั่นแหมม๊าก็..พูดยังกับละครหลังข่าวเนอะ"ไวน์พูดทีเล่นทีจริงแต่ผู้เป็แม่พยักหน้าแทนคำตอบ ทำเอาไวน์ถึงกับอ้าปากค้าง
"_"
"ม๊า! แล้วมันจะสักเท่าไหร่กันเชียว เดี๋ยวหนูเอามรดกที่ดินอยู่ที่เชียงใหม่ที่อากงมอบให้ก่อนตายไปกู้ธนาคารก็ได้ ไม่เห็นจะยากเลย"
"ไม่ทันแล้วล่ะ...เพราะป๊าเอาเป็หลักทรัพย์ค้ำประกันน้าคาลอสเรียบร้อยแล้ว"
"ห๊า!! นั่นมันตั้งร้อยไร่เลยนะ..!"หลักทรัพย์บ้าอะไรขนาดต้องค้ำประกันที่ดินเป็ร้อยไร่
>>>ขณะที่เลออนกำลังนั่งรถกลับบ้าน จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ชายหนุ่มจึงก้มมองไปที่หน้าจอมือถือแล้วกดรับ
"มึงยังยืนกรานปฏิเสธเหมือนเดิม? งั้นกูจะโทรบอกเ้าแอรอนเดี๋ยวให้มันมาไทยตอนนี้เลย"เสียงปลายสายโทรมาพูดเองเออเองคนเดียว โดยไม่ถามคู่สนทนาสักคำ
"Dad!!" สีหน้าคนถูกตัดสายเข้มขึ้นนี่ไม่ได้อยู่ในแผนบิดาั้แ่แรกใช่ไหม ทำไมพ่อของเขาพูดเหมือนรู้อะไรบางอย่างหรือว่าเื่ที่เกิดขึ้นมันเป็เพียงแค่เื่บังเอิญคิ้วหนาเลิกขึ้นด้วยความสงสัย ก่อนปรายตามองบอดี้การ์ดคนสนิทที่ยังมีท่าทางปกติสงสัยเขาคงคิดมากไป
แต่คนที่คิดมากไปกลับไม่รู้ว่าหนึ่งในสองคนนั้นนั่งตัวชาวาบไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเลยด้วยซ้ำ
"เกรย์ กูต้องถึงบ้านภายในสิบนาที"
"ห๊ะ.!! ครับนาย"