จางหลินกลับมาที่ตระกูลและนอนแผ่ราบลงบนเตียงด้วยความคิดที่สับสน เขายังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกฝนเลยด้วยซ้ำ
ในตอนนี้เขาไม่สามารถทำอะไรไปได้มากกว่าการยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น
และอีกอย่างเขามองเห็นแล้วว่าหากไม่รีบจัดการเื่นี้ให้สิ้นสุด ปัญหาที่จะตามมาจะใหญ่เกินกว่าที่ตระกูลจางจะรับมือได้
ท้ายที่สุดเขาก็รู้แล้วว่าตระกูลชิงไม่มีความรู้สึกที่ดีต่อตระกูลจางอีกต่อไป มิเช่นนั้นชิงเยว่ก็คงไม่กล้าที่จะพาบุรุษอื่นเข้าสู่ตำหนักของนางอย่างแน่นอน
จางหลินยังมั่นใจด้วยว่าชายผู้นั้นไม่ได้ลักลอบเข้าสู่ตระกูลชิงเหมือนกับเขาเมื่อครู่นี้ แต่มันได้ผ่านทางหัวหน้าตระกูลชิงโดยตรง!
นั่นหมายความว่าหัวหน้าตระกูลชิงก็อาจจะเป็ผู้สมรู้ร่วมคิดและผลักดันให้ชิงเยว่เดินไปในทิศทางของความทะเยอทะยานดุจหมาป่าที่ตระกูลชิงมีมาโดยตลอด
แทนที่จะรู้สึกเศร้าโศกเสียใจ เขาควรจะใช้สมองส่วนนี้ในการคิดวิเคราะห์การกระทำของตระกูลชิงล่วงหน้าเสียยังดีกว่า...
แต่จู่ๆจางหลินก็ตระหนักบางอย่างขึ้นได้ ก่อนจะลุกขึ้นและเอ่ยเรียกใครบางคน “ลุงเฉียน”
พรึ่บ!
ชั่วพริบตาต่อมาก็เผยให้เห็นร่างของชายผู้หนึ่งปรากฏขึ้นจากทางหน้าต่างด้วยกระแสลมกระโชก ร่างนั้นยืนอยู่ด้านหลังจางหลินและกำลังประสานมือโค้งคำนับในลักษณะที่ต่ำต้อย “นายน้อย มีคำสั่งใดๆให้ข้าน้อยหรือไม่?”
หากมองจากสายตาของคนธรรมดา ชายในชุดสีดำผู้นี้อาจจะดูเหมือนคนปกติที่ไม่มีอะไรน่าดึงดูดสายตานัก และเขาจะกลมกลืนกับผู้คนในทันทีหากไปยืนอยู่ในที่ที่มีคนพลุกพล่าน
แต่หากเป็ผู้ที่เคยผ่านสมรภูมิหรือาจะรับรู้ได้ในทันทีว่า ชายผู้นี้มีรัศมีเข่นฆ่าที่น่าสยดสยองแผ่ซ่านออกมาทุกขณะ!
กลิ่นอายของเขาไม่ต่างจากเครื่องจักรสังหาร!
จางหลินกล่าวด้วยน้ำเสียงออกคำสั่ง “ไปสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับแขกผู้หรือผู้ที่เข้าออกตระกูลชิงมาให้ข้า ข้า้าข้อมูลที่เกี่ยวกับชายหนุ่มแปลกหน้าที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนใน่ระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา”
ชายในชุดสีดำนามลุงเฉียนประสานมือ และเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบ “ต้องขออภัยที่ต้องพูดเช่นนี้ แต่ข้ารู้เื่นี้มาสักระยะแล้ว แต่ข้อมูลนั้นยังไม่ได้รับการยืนยัน… ข้ารู้เพียงแค่ว่าชายหนุ่มผมทองคนนั้นใกล้ชิดกับแม่นางชิงยิ่งกว่าสหายทั่วไป”
“หืม?” เมื่อได้ยินดังนั้นจางหลินก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ “คิดไม่ถึงเลยว่าท่านจะกำลังติดตามเื่นี้อยู่…”
ถึงกระนั้นเขากลับโบกมือ “ไม่จำเป็ต้องทำให้เป็เื่ใหญ่โต ข้าไม่ชอบแก้ปัญหาด้วยการเข่นฆ่า ข้ากลัวว่ามันจะนำมาซึ่งความวุ่นวายที่ไม่จบไม่สิ้น... แค่ไปสืบหาข้อมูลตัวตนและภูมิหลังของเขามาก็พอ ข้าเองก็อยากจะรู้เช่นกันว่าชายหนุ่มผู้นั้นมีภูมิหลังที่ทรงพลังเพียงใด”
ดวงตาของเขาคมกริบ ก่อนจะพูดด้วยเสียงต่ำ “การที่จะให้ลุงชิงกลืนน้ำลายตัวเองและหาญกล้ายกบุตรสาวของตนให้แก่บุรุษอื่นทั้งที่นางมีคู่หมั้นอยู่แล้ว นี่ไม่ใช่สิ่งที่ตระกูลชิงอันทรงเกียรติจะกระทำกันเป็ปกติ”
“ขอรับ…” ลุงเฉียนประสานมือรับคำสั่ง ก่อนที่จู่ๆเขาจะคิดบางอย่างขึ้นได้ “ว่าแต่ท่านมีมาตรการตอบโต้ตระกูลชิงอย่างไรหากพวกมันทั้งหมดคิดจะใช้โอกาสนี้ในการกดดันตระกูลจาง? ข้าพอจะมองเห็นได้อย่างเลือนลางว่าเป้าหมายของชิงเหลียนเฟิงยังคงเหมือนเดิม พวกมันอาจจะอาศัยสถานการณ์นี้เพื่อกลืนกินตระกูลจางไปเรื่อยๆ”
ดวงตาที่ราบเรียบของจางหลินส่องประกายด้วยแสงเย็น “รวบรวมกองกำลังทั้งหมดให้ประจำการที่ศูนย์กลางของย่านต่างๆ หากมีคำสั่งใดๆข้าหวังว่าพวกเ้าจะพร้อมสำหรับการตอบโต้ได้ทุกเมื่อ”
คำสั่งของจางหลินทำให้การแสดงออกของลุงเฉียนเปลี่ยนเป็ความตื่นเต้น “ในที่สุดท่านก็คิดที่จะเคลื่อนไหวแล้วงั้นรึ?”
จางหลินเผยรอยยิ้มที่ช่วยไม่ได้ “ข้าแค่เผื่อไว้ก่อนเท่านั้น การนองเืเก็บไว้เป็ตัวเลือกสุดท้าย หากไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วจริงๆ ข้าก็จำเป็ต้องกำจัดสิ่งที่จะกลายเป็ภัยคุกคามแก่ท่านพ่อและตระกูลของข้า”
สีหน้าของลุงเฉียนแลดูจะผิดหวังเล็กน้อย “ข้าเข้าใจ”
เมื่อลุงเฉียนกล่าวจบ ร่างของเขาก็หายไปจากห้องอย่างไร้ร่องรอยราวกับว่าเขาไม่เคยปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้
จางหลินถอนหายใจยาว ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ติดกับหน้าต่าง เขายกกาน้ำชาขึ้นมาเทลงถ้วยและยกขึ้นมาจิบหนึ่งคำด้วยแววตาที่ลึกซึ้งราวกับนักปราชญ์ผู้รอบรู้
แม้ภายนอกจางหลินจะถูกเหยียดหยามและถูกตราหน้าว่าเป็ชายผู้ถูก์ทอดทิ้ง ที่ไม่มีความโดดเด่นด้านใดเลย แต่แท้จริงแล้วนั่นเป็เพียงมุมมองที่จางหลิน้าให้ทุกคนเห็น
ในความเป็จริงจางหลินเริ่มฆ่าคนครั้งแรกั้แ่อายุ 12 ปี! และได้วางแผนสร้างกองกำลังลับๆไว้ั้แ่อายุ 14 ปี!
ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา กองกำลังลับของจางหลินได้แทรกซึมเข้าสู่รากเหง้าและมุมมืดต่างๆในเมืองหยางโจวอย่างหมดจด โดยไม่มีผู้ใดรู้เลยว่าผู้อยู่เื้ักองกำลังนั้นคือชายผู้ที่ถูกเหยียดหยามมากที่สุดในเมืองหยางโจว!
ซึ่งการดำรงอยู่ของกองกำลังนั้นมีไว้เพื่อป้องกันภยันตรายจากมุมมืดที่พยายามจะเข้ากลืนกินตระกูลจาง
บิดาของเขาจางหยินเซียว คอยจัดการกับปัญหาในที่แจ้ง และจางหลินก็คอยจัดการปัญหาในมุมมืด จึงทำให้ตระกูลจางยังคงอยู่มาจนถึงตอนนี้โดยที่ไม่ถูกกลืนกินจากกองกำลังอื่นๆ
แต่เนื่องจากเขาเป็คนรักความสงบและไม่้าให้มีความวุ่นวายใดๆเกิดขึ้นในชีวิต เขาจึงแสร้งทำเป็หนอนหนังสือที่รู้จักเพียงแค่วิธีการอ่านเขียนเท่านั้น
แต่การมาถึงของชายผมทองผู้นั้นอาจจะเป็จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาต้องลงมือทำอะไรบางอย่าง เพื่อปกป้องตระกูลจางจากการถูกกลืนกิน...
ด้วยความสงบที่เริ่มครอบงำจิตใต้สำนึก จางหลินพลันหลับตาและนั่งขัดสมาธิเข้าสู่สมาธิในทันที
หว่อง!
จู่ๆเขาก็ถูกดึงเข้าไปในสถานที่ที่กว้างขวางและโอ่อ่า เบื้องหน้าคือต้นไม้ขนาดเล็กที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางระลอกคลื่นทะเลแห่งจิติญญาที่กว้างขวาง ต้นไม้ต้นเล็กมีกิ่งก้านสีทองงอกเงยออกมาและยังใบไม้สีทองสามใบบนกิ่ง
ต้นไม้ขนาดเล็กนี้คือจิติญญายุทธ์ที่จางหลินปลุกมันขึ้นมาได้ในตอนที่อายุ 8 ขวบ และมันถูกฝังอยู่ในทะเลแห่งจิติญญาั้แ่นั้นเป็ต้นมา
เขาเดินไปยังต้นไม้และเด็ดใบไม้สีทองเรียวยาวขนาดเท่านิ้วกลางขึ้นมา รอบๆใบไม้บางๆปรากฏให้เห็นรัศมีลึกลับที่ส่องประกาย ประหนึ่งว่ามันเป็กระบี่ที่สามารถทะลวงได้แม้แต่เหล็กกล้า!
ใครจะคาดคิดว่าตลอดระยะเวลา 9 ปีหลังจากที่เขาปลุกจิติญญายุทธ์ได้ ผลทางเม็ดยาหรือแม้แต่น้ำอมฤตทั้งหลายที่ใช้ในการกระตุ้นจุดชีพจรกลับถูกดูดกลืนเข้าสู่จิติญญาพฤกษา จนร่างกายของเขาไม่มีพลังงานเพียงพอต่อการทะลวงจุดชีพจรอีกเลย
จิติญญาพฤกษาจะดูดกลืนพลังงานจากภายนอกทุกประเภทเข้าไปราวกับหลุมดำไร้ก้นบึ้งที่หิวโหยอยู่ตลอดเวลา นั่นเป็เหตุผลที่ว่าเหตุใดแม้แต่เม็ดยาระดับ 3 ขั้นสูงก็ยังไม่สามารถทำให้เขาเริ่มฝึกฝนปราณได้ เพราะจิติญญาพฤกษาได้ดูดซับสรรพคุณทางยาไปหมดก่อนจะได้กระตุ้นการเปิดจุดชีพจรเสียอีก
เขาไม่รู้ว่าการมีอยู่ของจิติญญาพฤกษาเป็พรหรือคำสาป แต่ที่เขารู้อย่างแน่ชัดก็คือปัญหาที่เกิดขึ้นกับจิติญญาพฤกษาเป็ปัญหาที่แก้ไม่หาย เพราะไม่ว่าจะเติมเต็มอย่างไรมันก็ไม่เคยพอเสียที
จางหลินที่ยืนอยู่เบื้องหน้าจิติญญาพฤกษาก็ส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ “จิติญญาพฤกษา... ช่างเป็จิติญญาที่ไม่สมกับการเป็จิติญญายุทธ์ที่ใช้ในการต่อสู้เอาเสียเลย”
จากนั้นเขาก็กลับสู่โลกความเป็จริง ใบไม้สีทองทั้งสามที่เขาเด็ดออกมาจิติญญาพฤกษาถูกนำมาซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อราวกับเป็อาวุธลับ
ไม่นานเขาก็หยิบตำราข้างเตียงขึ้นมาอ่าน ราวกับว่านี่เป็กิจวัตรประจำวันที่ทำให้เขารู้สึกสงบได้แม้ใน่เวลาที่อารมณ์กำลังพุ่งพล่าน