บทที่ 5 : หญิงม่ายชอบค้าขาย
คุณตาไม่เคยทำให้ผิดหวัง ออกไปเพียงสองชั่วโมงก็บิดสามล้อพ่วงข้างกลับมาบ้านจนตัวปลิว สร้างความประหลาดใจให้คนในหมู่บ้านเป็อย่างมาก หัวหน้าหมู่บ้านยังต้องเหลียวมองแล้วะโถาม “เฒ่าเซี่ย! ซื้อรถสามล้อมาเหรอ?”
“ใช่ เป็มือสองน่ะ” คุณตาขับรถหมุนเป็วงกลมให้เพื่อนบ้านเห็นชัดๆ นี่เป็สามล้อพ่วงข้างคันแรกของหมู่บ้านเชียวนะ! ไม่นานพวกเด็กๆ ในหมู่บ้านก็มาขอขึ้นรถพ่วงด้วย คุณตาเซี่ยใจดีอยู่แล้ว ขับพาเด็กๆ วนรอบหมู่บ้านหนึ่งรอบกว่าจะได้กลับบ้าน
หัวหน้าหมู่บ้านยังเดินมาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผู้ชายใครบ้างจะไม่ชอบรถ “ราคาเท่าไร? เหมือนของใหม่จนฉันแยกไม่ออกเลย”
“สองพันหยวน ถ้าของใหม่สามพันห้าร้อยหยวน ฉันเห็นสภาพยังดีอยู่เลยซื้อมา หลานสาวตั้งใจจะค้าขายของที่ตลาดในตัวอำเภอน่ะ” คุณตากล่าว
หัวหน้าหมู่บ้านใกับราคา ไม่คิดว่าสองผู้เฒ่าที่มีแรงงานในบ้านเพียงสองคนจะมีเงินเก็บมากขนาดนี้ “แพงขนาดนั่นเชียว! ฉันคงซื้อไม่ไหวแน่ๆ” บ้านอื่นลูกหลานเยอะ แยกครอบครัวทีได้เงินติดตัวครอบครัวละ 200 - 500 หยวนก็หรูแล้ว
“เอาเรือไปจำนำกับร้านขายข้าวน่ะ” คุณตาเซี่ยคิดคำโกหกมาตลอดทาง ความจริงนี่เป็เงินเก็บของเขากับภรรยาที่ทำงานอย่างขยันขันแข็งมาตลอดสามสิบกว่าปี อาจเพราะมีลูกเพียงคนเดียว ค่าใช้จ่ายไม่มาก ทำงานได้ก็เก็บอย่างเดียว มารดาของซูฉีตอนยังอยู่กับบ้านเดิมก็ทำงานขยันขันแข็ง เก่งทั้งงานนอกงานใน ช่วยหาเงินให้ครอบครัวได้ไม่น้อยเช่นกัน
หัวหน้าหมู่บ้านใ “เอาสมบัติไปจำนำแบบนั้นได้ยังไง!? ลืมไปแล้วเหรอ คนหมู่บ้านเราหมดตัวกันมานักต่อนักแล้ว ดอกเบี้ยที่ร้านรับจำนำคิดไม่ใช่ถูกๆ เลย ถ้าไม่มีเรือเราจะเอาอะไรกิน?”
หมู่บ้านต้าไห่หาเลี้ยงชีพด้วยการออกเรือ หากไม่มีเรือก็ไม่ต่างจากคนไร้แขนขา
“ก็คงต้องค้าขายเอา” คุณตาตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ ที่ต้องปิดบังเพราะหลานสาวอยู่บ้านเพียงลำพัง หากคนภายนอกรู้ว่ามีเงินเก็บเยอะ หลานสาวอาจเป็อันตรายได้
หัวหน้าหมู่บ้านมองผู้เฒ่าเซี่ยด้วยสายตาเห็นใจ “เฒ่าเซี่ยไม่รู้อะไร สถานการณ์ตอนนี้อาจดูสงบ แต่ใครจะรู้ วันนี้พรุ่งนี้ทหารแดงอาจมาตามจับพวกพ่อค้าแม่ค้าในตลาดนั่นก็ได้”
คุณตาถอนหายใจ “อย่างไรก็ยังได้ของ ฉันกลับบ้านก่อนนะ ป่านนี้ฉีฉีคงกำลังรออยู่” ว่าแล้วก็รีบบิดรถกลับบ้านหน้าตั้ง
ซูฉีกำลังรออยู่พอดี พอได้ยินเสียงเธอกับคุณยายรีบเดินออกมาดู “นี่รถของเราเหรอคะคุณตา!?”
“ใช่ มันดูดีมากเลย” คุณตาขับไปจอดที่หน้าประตูบ้านอวดสองยายหลาน เขาเองก็อยากมีมาตั้งนานแล้ว ทว่าปากท้องคนที่บ้านสำคัญสุด นี่เหมือนเป็การต่อเติมความฝันวัยหนุ่มของคุณตาเลย “ยายเฒ่าขึ้นซ้อนมาเลย ตาแก่อย่างฉันจะพาไปรับลม”
ซูฉีหลีกทางให้คนอายุเยอะกว่าได้หวานกัน ทันทีที่คุณยายก้นแตะเบาะ คุณตาก็บิดจนล้อหน้ายกเล็กน้อย เรียกเสียงด่าทอสาปแช่งจากภรรยารักได้หลายคำ กว่าสองผู้เฒ่าจะเหนื่อย ซูฉีก็รอจนเกือบหลับ แน่นอนว่าเธอต้องขับไปขายของที่ตลาดด้วยตนเอง ดังนั้นต้องหัดขับ
คุณตาค่อยๆ สอนเธออย่างใจเย็น ทีแรกซูฉีเงอะงะมาก ต้องใช้เท้าทั้งสองช่วยค้ำ คอรถแข็งมาก ทั้งยังสะบัดไปมา แต่เพียงครึ่งชั่วโมงทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เสียงรถมอเตอร์ไซค์ดังสนั่นบ้านตระกูลเซี่ย บางครั้งได้ยินเสียงเบิ้นรถด้วยความสนุกสนาน
ในเย็นวันนั้นซูฉีก็ขับได้อย่างคล่องแคล่ว เพราะการเล่นสนุก ทำให้เสียเวลาเตรียมลูกชิ้นขายในเช้าวันพรุ่งนี้ สามคนตายายหลานจึงต้องปั้นลูกชิ้นกันจนดึกดื่น
เช้ามืดคุณตากับคุณยายต้องออกเรือไปหาปลา กว่าจะกลับมาก็อีกหนึ่งอาทิตย์ ระหว่างนี้ซูฉีต้องอยู่บ้านคนเดียว เรือของคุณตาเป็เรือขนาดเล็ก เขาจะใช้มันล่องไปจับปลาที่อาศัยไม่ไกลชายฝั่งมาก ไปสามวันก็กลับ แต่ครั้งนี้คุณตาและคุณยายจะขึ้นเรือของตระกูลเซี่ย ซึ่งลำใหญ่มาก ออกเรือหาปลาครั้งละเป็อาทิตย์ๆ
ซูฉีเองก็ตื่นั้แ่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นมาต้มน้ำแกง หม้อของที่บ้านเป็ขนาดกลาง ไม่ใช่ขนาดใหญ่แบบที่พ่อครัวใช้กัน ซูฉีต้องนำเตาและฟืนไปด้วย เผื่อขายดีเธอจะได้ทำน้ำแกงเพิ่มที่ตลาด ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จ การทำลูกชิ้นปลานั้นเสียเวลาแค่ตอนปั้นลูกชิ้นกับบดปลา เมื่อวานเธอใช้เครื่องโม่แป้งบดเนื้อปลาทำให้เสร็จเร็วขึ้น ซูฉีค่อยๆ ยกของขึ้นรถ จากนั้นรีบขับไปขายที่ตลาดั้แ่เช้า ตลาดนี้มีท่าเรือขนส่งสินค้าด้วย มีแรงงานหลายร้อยคนมาทำงานทั้งเช้าเย็น
เมื่อวานคุณตามาถามเื่ที่ขายของแล้ว สหายของท่านบอกว่าไม่ต้องจ่ายค่าที่ ใครมาเร็วก็ได้เลือกก่อน วันนี้หล่อนบิดรถมาั้แ่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น แน่นอนว่าเป็ร้านแรกๆ ที่มาถึง เธอเลือกจุดที่มีคนเดินผ่านมากที่สุด แน่นอนว่าถูกมองด้วยสายตาไม่เป็มิตรจากเหล่าพ่อค้าแม่ค้าที่มาทีหลัง
ซูฉีไม่สนใจ เธอตั้งเตาก่อไฟ แล้วนำน้ำแกงมาอุ่น พอน้ำแกงเดือดได้ที่ค่อยนำลูกชิ้นมาลวกต่อ กลิ่นน้ำแกงร้อนๆ หอมจนคนงานที่กำลังนั่งรอขนของลงจากเรือต้องเดินมาถาม
“สหายเธอขายอะไรหรือ?” คนงานอายุราวสามสิบกว่าๆ เดินมาถาม
“ลูกชิ้นกับน้ำแกงปลาค่ะ ฉันจะให้คุณลองชิมน้ำแกงนะคะ” เธอตักน้ำแกงใส่ถ้วยให้เขาลองชิมเล็กน้อย
ชายคนนั้นรับมากินอย่างไม่คิดเกี่ยงงอน บุรุษกินเร็ว เขากระดกเข้าปากก็กลืนลงคอเลย ลิ้นแทบไม่ััรสชาติ ทว่าเพียงแวบเดียวที่น้ำแกงผ่านลงคอไป ความอร่อยเข้มข้นของน้ำแกงทำให้เขาตาสว่าง “สหายขายถ้วยละเท่าไร?”
“ถ้วยละสองเหมาค่ะ หนึ่งถ้วยได้ลูกชิ้นสองลูก” ซูฉีตักลูกชิ้นที่ลวกแล้วใส่ถ้วยกับน้ำแกง เธอตักให้เขาดูว่าสองเหมาจะได้แค่ไหน “เนื้อปลาเน้นๆ เลยนะคะ”
ชายคนนั้นพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “เอามาสองถ้วย”
ซูฉีรีบตัก ในใจของเธอเบิกบานยิ่ง ปกติทำอาหารไม่เคยได้เงิน คราวนี้ล่ะจะต้องเป็เศรษฐีให้ได้!
เมื่อลูกค้าคนแรกกินอย่างเอร็ดอร่อย นั่นเป็การเรียกลูกค้าอย่างดี เหล่าคนงานมาซื้อทีละเป็สิบคน ซูฉีแทบล้างถ้วยไม่ทัน พระอาทิตย์ขึ้นไม่ทันไร ของเธอก็หมดเกลี้ยง
งานของเธอยังไม่เสร็จ เธอขับรถมอเตอร์ไซค์ไปเติมสิ่งที่เรียกว่าน้ำมัน เ้ารถพ่วงข้างมันต้องกินสิ่งนี้จึงจะวิ่งไปได้ เมื่อเติมจนเต็มถัง ซูฉีขับรถไปหาซื้อปลาต่อที่เดิมกับเมื่อวาน แม่ค้าบางร้านถึงกับเก็บปลาที่คนไม่้าเอาไว้ให้เธอโดยเฉพาะ ทั้งยังให้ราคาดีกว่าเมื่อวาน เพื่อ้าทำการค้าระยะยาว
ซูฉีซื้อของที่ต้องขายเสร็จก็หาซื้อของกินของตัวเองบ้าง แน่นอนว่าเธอเบื่อลูกชิ้นปลาของตัวเองแล้ว อยากกินอาหารชนิดอื่นบ้าง เธอซื้อเสี่ยวหลงเปากับเหลียนอู้[1]สีแดงสดน่ากินกลับไปเป็อาหารเช้าและอาหารกลางวัน ลูกน้อยในท้องเป็เด็กดีมาก เขาไม่เคยทำให้เธอลำบากเลย ตอนอยู่วังเธอมักจะได้รับคำสั่งจากเหล่านางสนมให้จัดเตรียมผลไม้สีแดง เพราะเชื่อว่ากินแล้วลูกจะแข็งแรงผิวพรรณดี
ซูฉีขับรถกลับบ้านอย่างมีความสุข เธออยากกลับไปนับเงินเร็วๆ จึงบิดรถเร็วกว่าปกติ
โจวเว่ยกลับไปทำงานเก็บแต้มแบบที่ยุวปัญญาชนคนอื่นๆ ทำ วันนี้พวกเขาต้องแบกปลาจากท่าเรือของหมู่บ้านไปที่โรงคัดแยก ช่างเป็งานที่ทั้งหนักทั้งเหนื่อย และเหม็นคาวอย่างมาก แน่นอนว่างานชั้นต่ำพวกนี้เป็หน้าที่ของเหล่ายุวปัญญาชน
ชายหนุ่มวางตะกร้าที่แบกลงเพื่อพักเหนื่อย เขายกมือเช็ดเหงื่อที่เกือบจะเข้าตา ได้ยินเสียงบิดรถด้วยความเร็ว ทีแรกคิดว่าเป็เด็กวัยรุ่นจากหมู่บ้านอื่นขับผ่านมา ไม่คิดมาก่อนเลยว่าภาพที่เห็นจะเป็ภรรยาตัวน้อยที่บิดหน้าตั้งผมปลิว เขาทันเห็นเธอขี่ตกหลุมจนตัวกระเด้งเบาๆ โจวเว่ยแทบล้มทั้งยืน หล่อนลืมไปแล้วหรือไง? ว่ามีลูกอยู่ในท้องด้วย!
แบบนี้เขาจะวางใจให้หล่อนเลี้ยงลูกคนเดียวได้อย่างไร!
[1] ชมพู่