ตอนที่ 22: จองจำ
ยานลาดตระเวน “ฮาวนด์” ลดระดับสู่ฐานบัญชาการหน่วยลาดตระเวนที่ 7 อย่างไร้เสียงเหมือนเงาิญญาลอบไหลตามสันเขา มันไม่แตะลานลงจอดหลักที่ไฟสว่าง แต่เบนหัวหายเข้าไปในอุโมงค์ซึ่งปากทางถูกอำพรางใต้บ่าหิน กระทั่งผนังเหล็กกล้าขนาดมหึมาเลื่อนออก เผยช่องว่างอู่ซ่อมบำรุงใต้ดิน โลกอีกใบที่สว่างด้วยแสงขาวนวลและกลิ่นโลหะสะอาด
ตัวถังของ “ฮาวนด์” สะท้อนแสงไฟจนเห็นเป็แผลเป็ชัดเจน รอยไหม้กินสี รอยขูดขีดและกระเทาะเป็ริ้วเหมือนเล็บของพายุที่พยายามจิกมันไว้ เสียงล็อกยึดแม่เหล็กปล่อยตัว “คล็อก…คล็อก…” ขณะขาเหล็กยันรับน้ำหนัก ความนิ่งเข้ายึดครองอากาศในฉับพลัน ความนิ่งแบบที่ครั้งหนึ่ง “ไซเลนท์” เคยมอบให้เป็เกราะกำบัง แต่บัดนี้กลายเป็เสียงขาดหาย
ประตูท้ายลดลง เสียงลมที่ถูกกรองจนบริสุทธิ์ไหลบ่ามาแทนกลิ่นเปรี้ยวเก่าของสถานีวิจัยด้านล่าง ทีม “หมาป่าเดียวดาย” ก้าวลงทีละเงา ลี ชุน อยู่หัวแถว ก้าวเดินตรงเสมอแม้เืซึมผ้าพันท้องน้อย โกสต์เดินถัดมาอย่างราบเรียบ ด็อกสะพายกล่องฉุกเฉินหนักเกินคนหนึ่งควรรับ เบลซปิดท้าย ไหล่กว้างแบกโล่พลังงานพับเก็บ พวกเขากลับมา แต่ไม่ครบ เสาตรงที่ว่างเปล่าข้างผู้บัญชาการคือเสียงะโที่ไม่มีคำ กล่าวถึงคนที่เคยยืน ไซเลนท์
เงาเกราะดำของหน่วยสารวัตรทหารปรากฏในพริบตาเรียงเป็กำแพงมนุษย์ ปลายปืนพลาสม่ากับกล้องเล็งส่องวาว ไฟนำศูนย์เล็กๆ ขยับตามลมหายใจ คนหนึ่งก้าวออกจากแนวใบหน้ากลมเกลี้ยงไร้ริ้วปั้นอารมณ์ ดวงตาสีเทานิ่งเย็นราวแก้วน้ำแข็ง พันเอกวาเลริอุส
“ผู้บัญชาการลี ชุน” เขาเอ่ย เสียงไม่ต้องะโ แต่แข็งพอกลบเสียงเครื่องสูบลมทั้งอู่ “ตามคำสั่งสภาสูง ท่านกับทีมถูกระงับภารกิจ และ ‘ตัวอย่างทดลอง’ ที่ท่านนำกลับมา ต้องส่งมอบทันที”
“เขาไม่ใช่ ‘ตัวอย่างทดลอง’” ลี ชุน วางเสียงเรียบ “เขาคือ ‘โนวา’ สมาชิกฝึกหัดของหน่วยฉัน”
“อดีตสมาชิก” วาเลริอุสสะบัดคำ “ตามรายงาน เขาคือต้นเหตุความโกลาหล และอาจเป็สาเหตุการตายของไซเลนท์”
คำกล่าวหาเย็นเฉียบเหมือนใบมีด กรีดกลางอากาศจนกลิ่นโลหะคาวบางๆ ขึ้นจมูก เบลซกำหมัดจนข้อขาว โกสต์เลื่อนไหล่มุมปืนขึ้นครึ่งองศา ไม่ใช่จะยิง แต่พร้อมตัดเส้นเวลาเมื่อจำเป็
“ไม่จริง” ลี ชุน ตอบกลับเสียงหนักแน่น ปนความโกรธเสียใจ “ไซเลนท์ ‘เลือก’ ปกป้องทีม เขาเอาตัวเข้าแลกเพื่อให้เราออกมาได้”
“นั่นต้องถูกสอบสวน” วาเลริอุสปิดบทสนทนา “ส่งตัวเด็กมา อย่าทำซับซ้อนกว่าเดิม”
โนวายืนห่างออกไป ไม่ได้ถูกใครจับโยน แต่ยืนด้วยขาของตัวเองที่สั่นน้อยๆ เขาเงยหน้ามองผู้บัญชาการ ไม่ใช่ขอให้ช่วย แต่เพื่อบอก “ไม่เป็ไร” ก่อนที่ปากจะเอ่ยจริง
“ข้าจะไปกับพวกเขา” เสียงเขายังสากแห้งจากการเดินทาง มุมปากกระตุกเล็กน้อย เจ็บมากกว่ากลัว
ลี ชุน รับคำด้วยการพยักหน้า ไม่ใช่ยอมจำนน แต่ยอมปล่อยเชือกเพื่อจะได้ดึงอีกด้านในเวลาที่ใช่ “ดูแลตัวเองด้วย โนวา”
กุญแจมือพลังงานถูกครอบข้อข้อมือเด็กหนุ่ม เสียงคลิกเดียวดังยาวกว่าปกติ ราวถูกใส่น้ำหนักของ “ความเงียบที่ฝากไว้โดยคนตาย”
ในห้องสอบสวนลึกสุด ห้องทรงกลมขาวที่ไม่มีเงา ไม่มีมุม ไม่มีที่ให้ซ่อน “ตัวเอง” ให้พ้นการจ้องมอง แสงสีขาววางอยู่ทุกทิศจนหายใจแล้วรู้สึกเหมือนดึงอากาศออกจากกระดาษแก้ว อุณหภูมิพอดีจนไร้ความอบอุ่น โต๊ะโลหะยึดพื้น เก้าอี้สองตัวตรงข้ามกันเหมือนชิ้นหมากสองสีกำลังรอเกมที่ถูกกำหนดผลไว้แล้ว โนวานั่ง ข้อมือถูกกุญแจมือพลังงานรัดไว้ รอยแดงที่ผิวกลายเป็วงเงาเย็น พันเอกวาเลริอุสนั่งตรงข้าม ท่าทางของเขาไม่ใช่ผู้เลี้ยงหมาป่า แต่เหมือนนักสรีรวิทยาที่กำลังชำแหละสัตว์ทดลองก่อนจดบันทึก
“เอาล่ะ โนวา เ้า ‘คือใคร’” เขาเริ่มด้วยคำถามเหมือนขว้างก้อนหินลงบ่อน้ำเพื่อวัดความลึก
“ข้า…ไม่รู้” โนวาตอบ เขาไม่เลือกคำ เพราะไม่มีให้เลือก
“มาจากไหน”
“ไม่รู้”
“เกี่ยวข้องกับ Exa-Cell อย่างไร”
“ไม่รู้”
วาเลริอุสถอนหายใจ ไม่ใช่เหนื่อย แต่วางจังหวะเหมือนพ่อค้าหยั่งราคา “ความจำเสื่อม ข้ออ้างคลาสสิก เรามีวิธีช่วย…ให้เ้าจำ”
บนแผงควบคุม เสียงปุ่มกด “ติ๊ก” หนึ่งครั้ง เหมือนใส่เข็มลงเครื่องเล่นแผ่นเสียง เข็มนั้นแทงตรงลงในชั้นรับรู้ของเด็กหนุ่ม เย็นเสียจนร้อนพุ่ง
“อ๊ากกกกกก!” ความเ็ปพุ่งปรอท น้ำเสียงแตกเป็สองชั้น เสียงมนุษย์กับเสียงอีกสิ่งที่ทุ้มและลึก
หลังกระจกสังเกตการณ์ ลี ชุน เขกกำปั้นไปที่ผิวใส “หยุด นั่นละเมิดกฎ!”
ด็อกเตอร์เอเลียสยกมือห้าม “ใจเย็นครับหัวหน้า พันเอกวาเลริอุสมีอนุมัติพิเศษจากสภาสูง เราแตะไม่ได้”
ภายในห้อง คลื่นคมแทรกซึม การทรมานของระบบที่อ้าง “การช่วยจำ” เบียดเสียดไปตามไขสันหลังจิต ทั้งเพื่อค้น ทั้งเพื่อข่ม โนวากัดกรามจนเืซึมริมฝีปากแค่จะรักษา “เสียงตัวเอง” เอาไว้
แต่แล้วสิ่งที่วาเลริอุสไม่คิดจะเผื่อเกิดขึ้น
“กำแพง” ที่โนวาสร้างไว้จากบทเรียนหนีกระแสในผนึก มิได้แตก แต่ม้วนกลับ ร้อยตัวเองเป็วงเวียน “ตอบโต้” สัญชาตญาณดิบที่ถูกฝังไว้จากการกลืนกิน ไม่เลือกสู้ ไม่เลือกหนีแต่ “กิน” ทุกสิ่งที่เลือกเข้ามาเป็เสบียง
พลังจิตสีดำสนิทแทรกออกจากร่างไม่ใช่ะเิอย่างไร้ทิศ แต่ไหลตาม “ลำแสง” ของการโจมตีทางจิตเหมือนงูไต่กลับสายไฟ
วาเลริอุสสะดุ้ง ดวงตาสีเทาเบิกกว้าง เงาสะท้อนตัวเองในมุมมองฝั่งโนวาเริ่ม “ยืด” เข้าไปสู่วงกลมมืดตรงกลาง การรับรู้ว่าความทรงจำตัวเองกำลังถูกดูดให้กลายเป็ “เสียง” ในที่ที่ไม่มีเสียงทำให้สันหลังเย็นเยียบ
“ตัด ตัดเดี๋ยวนี้!” เขาแสร้งไม่กลัวไม่ไหวอีก เขากระชากสายออกจากแผง ดึงตัวเองล้มลงกับพื้น มือกุมศีรษะหอบอย่างสัตว์รอดกรงเล็บมาเสี้ยววินาที
เครื่องมือดับ แต่คลื่นสะท้อนยังสั่นอยู่ในผนังห้อง เหมือนหินที่ตกลงสู่บึงแล้วระลอกยังลามออก
โนวาพ่นลมหายใจช้าๆ สายตาว่างเปล่าเพียงเสี้ยว แล้วความหิวอันบ้าคลั่งก็พุ่งขึ้นอย่างนักล่าที่ได้กลิ่นเื เขารู้สึกถึง “ทาง” มากมายพุ่งเข้าหาตัว ทางที่พาไปยังความทรงจำร้อนฉ่า หากก้าวไป เขาจะไม่หิวอีกชั่วคราว และจะไม่เหลือตัวเองอีกต่อไป
“อย่าก้าว”
เสียงหนึ่งเกิดขึ้น ไม่ได้ดังจากใครในห้อง แต่ดังจากท่าทีที่เขาเคยเห็นในสายตาผู้บัญชาการ “อย่าปล่อยให้ใครเลือกเ้าก่อนที่เ้าจะเลือกตัวเอง”
นิ้วมือโนวากระตุก ไม่ใช่สั่งร่าง แต่เหมือนสั่งประตูวาล์วในหัว “ปิด” การไหลย้อน ทั้งหมดหุบกลับเหลือเส้นเดียวเหมือนลำแสงเลเซอร์
วาเลริอุสทรุดหอบบนพื้น เหงื่อเย็นผุดขึ้นตามไรผม ความอับอายแทรกหนาว เขาไม่เคยเชื่อว่าตัวเองจะกลัว “เด็ก” ได้ขนาดนี้
ด้านหลังกระจก ฝ่ามือของลี ชุน หยุดทุบ เธอไม่ยิ้ม แต่สายตาโล่งขึ้นเสี้ยวหนึ่ง เด็กนั่นเกือบ “เลือกผิด” แล้วเลือกถูกในวินาทีที่ทุกอย่างพร่ามัวที่สุด
คำสั่งย้ายมาถึงทันที โนวาถูกพาออกจากห้องสีขาวไปสู่ห้องขังเดี่ยวระดับสูง กล่องโลหะผิวด้านที่ดูดแสงไว้จนภายในมีสีเทาอมฟ้าตลอดกาล สนามพลังสะกดจิตทำงานต่อเนื่อง ความถี่ต่ำฮัมทะลุฟันกรามให้เหมือนกัดเม็ดทรายละเอียดทุกครั้งที่หายใจ
เขานั่งขดในมุม ข้อมือยังเป็รอยวงแดงจากกุญแจมือพลังงาน ความหิวที่ไม่ใช่ปากท้องกัดแทะจิตใจทีละแผล ความหิวแบบจะกลืนคนทั้งโลกเพื่อให้เสียงเงียบลงสักเสี้ยววินาที เขาสูดลมเข้าลึก เขาตัดสินใจทำสิ่งเดียวที่นึกออก: สร้าง “กำแพง” ที่ครั้งหนึ่งเคยช่วย เขาไม่ได้สร้างเพื่อกันศัตรู แต่เพื่อ “กัก” ตัวเองก่อนทั้งหมดพัง
ทันทีที่หลับตา เขาดิ่ง ไม่ใช่ลง แต่ “ใน”
โลกภายในผุดขึ้น: เกาะเล็กกลางมหาสมุทรสีดำ คลื่นสูงเสียดฟ้าแต่ไม่ใช่น้ำ คือเสียงกรีดร้องของิญญานับล้านที่กวัดแกว่งรูปทรงคล้ายฟองอากาศแตกยืด กลิ่นเกลือไม่มี มีแต่กลิ่นโลหะและเถ้าถ่าน ปะทะผิวจนเย็นแสบ
กลางเกาะรอยแยกผ่าดินชื้น ลำแสงสี “ทอง” ปรากฏขึ้นจากใต้ดินเหมือนลมหายใจของโลกที่ยังไม่ยอมตาย ความอบอุ่นจากแสงนั้นไม่ได้แค่แตะผิว แต่ซึมเข้าสันอก คุ้นเคยแปลกประหลาดราวเคยถือมือกันในชาติที่ถูกลืม โนวาก้าวเข้าไปช้าๆ เพราะความกลัวของตนกับความล่อใจแข่งขันกันอยู่ในเอ็นข้อเท้า
รอยแยกเผย “เงา” หญิงผู้หนึ่ง ถูกโซ่พลังสีดำพันธนาการเป็ลวดลายซับซ้อนรอบแขนขาและลำตัว สายโซ่ไม่ขู่ ไม่ดัง แต่น้ำหนักของมันทำให้พื้นดินรอบๆ เกือบยุบ เธอหลับตา แต่ความเรืองรองสีทองซึมออกจากผิว ทำให้สิ่งทั้งหมดรอบตัวเธอ “จำเป็” ต้องยอมรับแสง
จักรพรรดินีภูติ ผู้ถูกผนึก ผู้ซึ่งเปล่งเสียงไม่ต้องใช้ปาก
…เ้าอ่อนแอเกินไป…ภาชนะ…
น้ำเสียงที่ดังเป็คำวินิจฉัย ไม่ใช่ดูถูก เขาไม่ได้โกรธเพราะรู้ว่าจริง
…พิสูจน์…เอาชนะพายุนี้…ด้วยตัวเ้าเอง…
คำว่า “พายุ” ยังไม่ทันหมด เส้นขอบฟ้าก็ยกตัว เสียงกรีดร้องหลายร้อยล้านเข้าใจตรงกันว่าจะ “ซัด” คลื่นแรกเข้าใส่ โนวาหลับตาเห็น “เขื่อน” ที่เพิ่งเรียนรู้มาตอนอยู่ในผนึก เขาก่อมันขึ้นคราวนี้ไม่ใช่กำแพงั์โดยสัญชาตญาณ หากเป็ “คันดินหลายชั้น” มีประตูระบายน้ำเอนไปทางขวา มีร่องลึกรับน้ำล้นไหลลงสู่ชั้นใต้ดิน เขาไม่อาจหยุดทะเลทั้งทะเล แต่เขา “บริหาร” ทางน้ำได้
คลื่นลูกแรกซัด โลกในหัวโยกเหมือนเรือไม้เก่าในมรสุม ชั่วกะพริบตา ในคลื่นมีเศษ “ภาพ” ล่องลอย ตาโกสต์ที่นิ่งเหมือนน้ำแข็ง คิ้วของไซเลนท์ในวินาทีตัดสินใจ เปลือกตาของลี ชุน ที่ข่มความเจ็บไว้หลังคำสั่ง “ถอย” เขาเกือบเอื้อมคว้าทุกชิ้น แต่คำสอนที่ไม่มีเสียงของเธอผุดขึ้น “หนึ่งแก้ว” เขาจึงเปิดประตูวาล์วให้ไหล “หยดเดียว”
หยดข้อมูล “ตั้งใจ” ของไซเลนท์ไหลเข้ามา เขารู้ ไม่ใช่ด้วยตา แต่ด้วย “เจตจำนงที่เลียนแบบไม่ได้” ชายคนนั้นเลือกยืนหยัดสู้แทนเพื่อนฝูง ไม่ใช่ตายเพราะแพ้ และนั่นทำให้น้ำที่กำลังล้นค่อยๆ “ยอม” สยบ
คลื่นลูกสอง ลูกสาม มาจนหนึ่งร้อยเขาจัดวาล์ว ปรับร่องลึก ใช้แรงโน้มถ่วงของ “ความจริงที่เลือก” ดึงน้ำลงชั้นใต้ดิน บางครั้งเขื่อนไหวรอบนอกเริ่มแตก เขาอุดด้วยหินสองกำปั้นชื่อ “อยากรอดไปขอโทษ” กับ “อยากรอดไปทำให้มันคุ้ม”
พายุคลาย ฟ้าดำไม่ได้เปิด แต่หยุดคำราม โนวาหอบหัวเข่าอ่อน เขามองลงไปในรอยแยก ดวงตาสีทองใต้เปลือกตายังคงปิด แต่ริมฝีปากของจักรพรรดินีกระดิกน้อยมาก จนแทบไม่ใช่รอยยิ้ม
…เริ่มต้น…ได้…
แสงทองพุ่งขึ้นชั่วพริบตาจนผิวของเขาอุ่น ไอเย็นรอบเกาะถอยหลัง จากนั้นทุกอย่างนิ่ง และเขาตกจากโลกในหัว กลับสู่ห้องโลหะ
ในความจริง สนามพลังยังฮัม มือเขายังสั่น แต่ความหิวยังคงหลงเหลือเล็กเล็กน้อย เขาเหนื่อย แต่เลือกได้ว่าจะไม่กินคนทั้งโลก วันนี้ในห้องทำงานของผู้บัญชาการภาคสนาม โต๊ะเหล็กแสดงเส้นทางแผนที่ยุทธการบนผิวด้วยโฮโลแกรมสีเย็น กระจกหน้าต่างยาวเปิดสู่ผนังหุบเขาที่มืดเหมือนบานประตูไฟดับ ลี ชุน ยืนอยู่ฝั่งหนึ่ง พันเอกวาเลริอุสอีกฝั่ง หน้าเธอยังซีดเล็กน้อย “ข้าบอกท่านแล้ว มันอันตราย!” วาเลริอุสฟาดคำ “มันเกือบกลืนจิตข้า! ปิดผนึก มัดไว้ แช่แข็ง หรือกำจัดทิ้ง
“ท่านนี่มันโง่แบบมีตำแหน่ง!” ลี ชุน ตอบด้วยน้ำเสียงเหมือนไฟที่คุมไว้ในกรอบ “ท่านใช้ค้อนทุบะเินิวเคลียร์ แล้วแปลกใจที่มันะเิใส่หน้า”
“แล้ว้าให้ข้าทำอะไร รอให้มันโตจนกินฐานทั้งฐาน?”
“ให้ฉันจัดการเอง” เธอตัดคำพูด “เขาไม่ใช่แค่อาวุธ เขาคือ ‘กุญแจ’ ที่พาเราเข้าไปใน Exa-Cell และดึงผีเงา ‘เอคโค่-ซีโร่’ ออกมาจากเงา
เธอเลื่อนดาต้าแพด เอกสารที่กอบกู้ได้จากสถานีวิจัยโบราณ รูปแบบพลังงานผิดปกติ แผนผังเครื่องมือที่ไม่อยู่ในทะเบียนโลก รูปทรงอักขระผลึกที่ตรงกับรอยที่เคเลนสื่อสารได้ทั้งหมดชี้ไปที่ “ภาษาหนึ่ง” ที่โนวาแตะต้องได้โดยไม่แปล
“นี่คือเบาะแสที่เราไม่ได้เจอมานานหลายสิบปี” เธอพูดช้าแต่ชัด “โนวาคนเดียวที่นำทางได้และใช่ เขาอันตราย แต่ ‘อันตราย’ ยังมีสองประเภท: อันตรายที่เราใช้ และอันตรายที่ถูกใช้ใส่เรา”
วาเลริอุสกลืนน้ำลายไม่ใช่ยอม แต่ถอยหนึ่งก้าวเพื่อหาที่พิงคำ “ถ้ามันคลุ้มคลั่งอีกหรือเลี้ยงไม่ได้ จะรับผิดชอบยังไงต่อสภา ต่อชื่อหน่วยเรา ต่อเืที่เสียไปแล้ว
“ถ้ามันคลุ้มคลั่งฉัน ‘ฆ่า’ มันเอง” เสียงของลี ชุน ลดลงจนไม่ต้องมีสรรพนาม “ฉันจะเป็คนดึงไก่ปิดฉาก สะอาด รวดเร็ว ไม่ทิ้งเืให้ใครตามเก็บ”
คำมั่นที่มีราคาเท่าชีวิต เธอไม่ได้พูดเพื่อเอาชนะ
ห้องทำงานเงียบลงจนได้ยินเสียงลมปะทะขอบหน้าต่างเหล็ก วาเลริอุสสูดลมหายใจลึก ยกคางเล็กน้อยเหมือนยอมรับให้สภาด้วย “ก็ได้ฉันจะรายงานตามนี้” เขาแตะจอ ส่งรหัสอนุมัติ “สามเดือน” โผล่บนฮัดโฮโลของทั้งคู่: 90 วัน พิสูจน์การควบคุม ถ้าล้มเหลว สั่งปฏิบัติการกวาดล้าง
“สามเดือน” วาเลริอุสทวนช้าๆ “หากพลาดเพียงวันเดียว อย่าคาดหวังความเมตตาจากฉัน”
เธอเก็บความกลัวของตนไว้ใต้ปกคอหันหลังเดินออก แผ่นหลังตรงแบบทหารที่เชื่อสัญชาตญาณของการรอดพอๆ กับคำสั่งของผู้บังคับบัญชา
ประตูปิดลง ความเงียบไม่กลับมา มันถูกแทนที่ด้วยน้ำหนักอีกชนิดน้ำหนักของคำที่ผูกกับมือปืนของคนคนหนึ่ง
ลี ชุน เดินมาที่กระจก มองสู่ด้านนอก หุบเขามืดเงียบ ความหนาวคลานจากบานเพดานลงสู่เส้นประสาทข้างแก้ม เธอหลับตาเสี้ยววินาที
…ฝาก…ด้วย…ครับ…หัวหน้า…
เสียงที่ไม่มีแหล่งกำเนิดดังจากในกะโหลก คำสุดท้ายของไซเลนท์ในนาทีที่เืเขายังอุ่น เธอยกมือจับขอบโต๊ะแน่น เหมือนจะป้องกันตัวเองไม่ให้เอียงไปกับความทรงจำที่สว่างเกินกว่าจะมองตรง
“ฉันรับปาก…ไซเลนท์” เธอกระซิบ คำกระซิบที่แข็งเท่าเหล็ก “ฉันจะไม่ทำให้เ้าผิดหวัง”
คืนนั้นฐานทั้งฐานเหมือนหายใจห้วงๆ ตามจังหวะข่าวลือที่ไหลเร็วกว่าสายลมว่า “หัวหน้าหมาป่าเดียวดาย” เอาชื่อทั้งฝูงไปเดิมพันกับเด็กในกรง หนึ่งในนั้นคือคนที่กลั้นน้ำตาตอนเอ่ยชื่อไซเลนท์ อีกหนึ่งคือคนที่ยอมสัญญาว่าจะเหนี่ยวไกด้วยมือของตัวเองถ้าจำเป็
ในห้องขังโลหะโนวานอนตะแคง หายใจลึกตามคำสอนของด็อกที่มาเช็กสัญญาณชีพก่อนหน้านี้ เบา ยาว เบา ยาว เสียงฮัมของสนามพลังกลายเป็เสียงสัญญาณคอยเตือนว่า “อย่าปล่อยให้เสียงอื่นดังเกิน” เขาขยับตัวไปใกล้ เหมือนห่มผ้าหนาในคืนหนาวจัด ความหิวไม่ได้หาย แต่สงบลง ไส้ในเหมือนได้ก้อนหินถ่วงท้องไม่ให้โยกไปตามคลื่น มหาสมุทรสีดำยังสั่นอยู่ใต้ผืนโลก รอยแยกกลางเกาะยังส่องแสงทองบางๆ โซ่พลังยังคล้องจักรพรรดินีอยู่แน่นแต่ตรงข้อหนึ่ง มีเสียง “ติ๊ก” เล็กเท่าเศษทราย
หน้าจอในห้องควบคุมกักกัน เปล่งตัวเลขดิจิทัล: 90:00:00 ไหลเป็ 89:59:59 …
ด็อกโค้งหลังเก็บแฟ้ม เหลือบตามองตัวเลขแล้วบอกตัวเอง ห้ามผิดพลาดแม้หนึ่งวัน โกสต์ยืนพิงผนังมือหนึ่งกุมสายคล้องปืน อีกมือจับแก้วปิดปากเงียบ เบลซนั่งคนเดียวที่โรงอาหาร ไฟครึ่งหลอดส่องหน้ากากเหล็กในมือเขา อุปกรณ์ที่ไซเลนท์เคยฝากคำล้อเล่นครั้งเดียวไว้ “อย่าให้โล่นายหนักกว่าหัวใจ”
ไกลออกไปในทางเดินที่ไม่มีคนผ่านปลอกะุไหม้เกรียมถูกวางนอนนิ่ง เป็สัญลักษณ์ของ “การเริ่มเรียนรู้ตักหนึ่งหยด” ที่กำลังจะมาถึงในวันถัดไป
และในความมืดซึ่งลึกกว่าคืนที่ยาวนาน ดวงตาสีทองคู่หนึ่งเปิดเพียงครึ่ง ไม่ใช่จะหลุดออกมา แต่เพื่อ “ดู” ภาชนะของตนหายใจอย่างไรเมื่อกรงเริ่มขับกล่อม
อีกเพียงนิดเดียว…
เสียงนั้นไม่ได้เข้าไปในหูใคร แต่กระแทกที่เส้นลมปะทะลิ้นปี่ของโชคชะตา พอให้คนที่ไม่ได้ยิน รู้สึกว่าคืนนี้เย็นกว่าทุกคืน