โต๊ะเขียนหนังสือตัวใหญ่ตั้งอยู่บนฐานไม้ยกสูงจากพื้นราวหนึ่งศอกด้านหนึ่งเป็ชั้นเก็บตำรา มีโคมไฟสูงจากพื้นไม้ตั้งอยู่ด้านมุมห้อง เื้ัโต๊ะตัวใหญ่เป็หน้าต่างกว้างมองออกไปเห็นทิวทัศน์ของสระบัวบานสะพรั่งที่ผนังด้านข้างมีภาพอักษรจีนลายเส้นตวัดพู่กันเขียนว่า ‘หงส์ หวน คืน ฟ้า’
เยว่ซินที่กำลังเก็บกวาดในห้องหนังสือไม่รู้ว่าอี้ฉางเฟิงยืนอยู่ด้านหลังนางขยับบันทึกที่วางอยู่ตรงกลางโต๊ะชิดไปฝั่งหนึ่ง เก็บกระดาษที่ใช้แล้วไปวางซ้อนกันให้เป็ระเบียบยกแท่นฝนหมึกหยกสีขาวที่เพิ่งถูกใช้งานขึ้นเพื่อเช็ดฝุ่นบนโต๊ะ ประคองอย่างระมัดระวังเพราะ้ายังมีหมึกที่ฝนแล้วละเลงอยู่
ร่างสูงลังเลอยู่ว่าเขาควรจะลองััตัวนางอีกสักรอบดีหรือไม่ว่าแล้วก็ตัดสินใจฉวยจังหวะที่เยว่ซินกำลังเช็ดโต๊ะ คว้าแขนซ้ายของนางที่กำลังยกแท่นฝนหมึกหยกแน่นอนว่าอีกฝ่ายตอบสนองด้วยความใ แต่แทนที่จะเป็พลังลึกลับที่เขาคิดไว้ กลับกลายเป็กระเซ็นน้ำหมึกที่ยังคาอยู่ในนั้น
แท่นหยกรูปทรงงดงามหล่นกระแทกพื้นและแตกออกจากกันเป็เสี่ยงๆด้วยความไวอี้ฉางเฟิงสะบัดแขนเสื้อป้องไว้ไม่ให้เศษต่างๆ กระเด็นเข้าตัวแต่ไม่คิดว่าแรงสะบัดจะเยอะถึงขนาดฟาดเอาภูตน้อยเอนไปด้านหลัง
“ทะท่าน!”
เยว่ซินใช้มือซ้ายคว้าแขนเสื้อข้างนั้นไว้ก่อนที่นางจะหงายหลังแต่ปรากฏว่าแขนเสื้อนั่นดันเกิดขาด ทำให้อี้ฉางเฟิงต้องคว้ามือข้างนั้นของนางไว้แทนก่อนที่นางจะหงายตกจากฐานไม้ยกสูงเยว่ซินคิดว่านางคงไม่หล่นแล้วจึงเอื้อมมืออีกข้างไปจับแขนของเขาไว้เพื่อจะดึงตัวขึ้นแต่ว่า...
“นี่เ้า! ทำอะไรข้า?”
แสงจากสร้อยข้อมือของนางเปล่งรัศมีสีฟ้าออกมาทำให้อี้ฉางเฟิงกระตุกวาบราวกับถูกกระชากิญญาออกไป เขาเผลอปล่อยมือจากนางทำให้เยว่ซินหงายหลังร่วงไปนอนกับพื้นต่อหน้าต่อตา
“นี่ท่าน!”
อี้ฉางเฟิงไม่สนแล้วว่านางจะเป็อย่างไรเวลานี้สภาพแวดล้อมรอบกายหมุนคว้างไปหมด ร่างกายไหววูบเหมือนถูกสูบเอาิญญาออกจากร่างซ้ำในหัวมีภาพหลายภาพแล่นเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
“ศิษย์พี่ ครั้งนี้ท่านพาข้าลงเขาไปด้วยได้หรือไม่?”น้ำเสียงประจบประแจงของเยว่ซินที่คล้ายกับเด็กน้อยนั่งลงบนเก้าอี้ตัวข้างๆเซียนหนุ่มรูปงามที่กำลังสำรวจความคมของกระบี่ในมือ
“อาจารย์ไม่ให้เ้าลงไปก่อความวุ่นวายด้านล่างข้าจะไปปราบปีศาจไม่ได้ไปเที่ยวเล่น...ถ้าเ้าอยากไปเที่ยวในที่สวยๆ เอาไว้รอถึงเทศกาลบุปผาแล้วข้าจะขออาจารย์พาเ้าขึ้นไปเที่ยวบนแดนเซียนดีหรือไม่?” สายตาที่มองมายังอีกฝ่ายนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดูบุคคลผู้นี้มีสีหน้ายิ้มแย้มและแววตาที่อ่อนโยน
“จริงหรือ? ท่านห้ามหลอกข้า”
“ข้าไม่เคยหลอกเ้าทุกครั้งก็เป็ข้าที่พาเ้าไปมิใช่หรือ” เขายิ้มพลางเอานิ้วแตะไปที่หน้าผากมนของนางแต่แล้วในความรู้สึกเ่าั้ อี้ฉางเฟิงรู้สึกเหมือนเขากำลังสูญเสียพลังอย่างมากจนประคองตัวไม่อยู่
ร่างสูงรู้สึกเคว้งเสมือนยืนอยู่ปากเหวลึกเขาพยายามใช้พลังสะกดอาการเ็ปเ่าั้ไว้ ก่อนจะค่อยๆ คืนสติเมื่อได้ยินเสียงเยว่ซินะโเรียกอยู่ข้างหู
“ปีศาจนก! ปีศาจนก ท่านเป็อะไรหรือไม่?”
เยว่ซินใเมื่อจู่ๆ เขาก็ปล่อยมือจนนางลงไปนอนหงายหมดสภาพแถมยังยืนบื้อเอนไปเอนมาเหมือนลำไผ่ที่ถูกลมพัด
“เมื่อครู่เ้าเรียกข้าว่ายังไงนะ?” อี้ฉางเฟิงซักภาพในหัวหายไปแล้ว แต่ร่างกายกลับอ่อนเพลียอย่างบอกไม่ถูก
“ข้า...” พอถูกคาดคั้นนางก็ยิ้มแหย “ข้าผิดไปแล้วๆเหมือนว่าเมื่อครู่ข้าจะลืมตัวไป”
“อย่าได้ลืมบ่อยนัก...ข้าอี้ฉางเฟิงเป็ถึงวิหคอัคคี” เขาย้ำด้วยน้ำเสียงทะนง แต่กลับถูกอีกฝ่ายเถียงด้วยสีหน้าใสซื่อ
“นั่นก็มิใช่นกเหมือนกันหรอกหรือ?” นางเอียงคอถึงตอนนี้ยังเจ็บก้นไม่หาย เยว่ซินได้ยินเสียงอี้ฉางเฟิงถอนหายใจ เห็นอยู่ว่าเขาดูมีท่าทีเอือมระอา...แต่ช่วยไม่ได้ก็นางพูดความจริง
“อยู่ให้ห่างข้าหน่อย” เขาสั่ง พลางเพ่งไปที่ข้อมือขวาของนางคิดว่าต้นพลังที่ทำร้ายเขาต้องเกิดจากบริเวณนั้นแน่
“ท่านกำลังมองหาสิ่งนี้อยู่หรือ?”เ้าตัวถกแขนเสื้อให้เห็นสร้อยข้อมือสีเงินที่ประดับด้วยไข่มุกเม็ดกลมโตแปลกตา“ท่านจะดูหรือไม่?” ว่าแล้วก็กำมือพุ่งตรงไปเกือบเฉียดใบหน้าหล่อเหลา
ด้วยแววตาใสซื่อของนาง เขาไม่รู้เลยว่านางไม่ได้เจตนาหรือว่าจงใจแกล้ง
“ถอยไป” เขาเอ็ด เห็นอีกฝ่ายเบะปากเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆขยับออกห่าง
“ชิ! ข้าก็ไม่ได้อยากอยู่ใกล้ท่านสักหน่อย”นางบ่นพึมพำเสียงเบา แต่อีกฝ่ายกลับได้ยิน
“เ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถฆ่าเ้าได้เพียงแค่ฝ่ามือเดียว?”
“ข้าเชื่อๆ แต่ไม่ใช่ว่าเมื่อครู่ท่านเพิ่งจะถูกข้าทำร้ายหรอกหรือ?”ประโยคหลังย้อนเสียงค่อย แต่พอเห็นว่าเขาเม้มปากเอาเื่ก็เริ่มเปลี่ยนท่าทีเป็พินอบพิเทา‘ทางที่ดีอย่าทำให้เขาหงุดหงิดเลยดีกว่า เพราะไม่แน่ว่าสร้อยนี่จะต้านทานพลังของเขาได้จริงหรือไม่’
“ที่ข้อมือเ้าคือสิ่งใดเหตุใดจึงมีพลังเช่นนี้?”
“พลังอะไรหรือ?...ข้าเองก็ไม่รู้ว่ามันมีพลังอะไร”นางไม่ได้เล่นลิ้นและไม่ได้โกหก แต่อาจารย์ไม่เคยบอกนางจริงๆ พอเห็นว่าอีกฝ่ายดูเริ่มจะหงุดหงิดแล้วจึงรีบอธิบายต่อ
“อาจารย์ข้าเรียกมันว่าสร้อยไข่มุกกลืนราตรีเพราะเห็นว่าข้าฝึกอาคมไม่เอาไหน แถมพลังก็ตื้นเขินกว่าศิษย์พี่คนอื่นๆจึงได้ให้ข้าไว้ป้องกันตัว อย่างน้อยก็พอเอาตัวรอดได้” นางเล่าพร้อมยกสร้อยข้อมือสีเงินยวงที่ประดับตรงกลางด้วยมุกเนื้อโปร่งแสงสีแวววาวถ้าส่องกับแสงไฟ ด้านในเนื้อมุกจะมีลักษณะคล้ายกับเส้นไหมสั้นๆ หลายเส้นกระจายอยู่ในนั้นเปล่งประกายหลากหลายสี
ดูเหมือนประมุขน้อยจะให้ความสนใจจนเผลอเดินเข้ามาดูใกล้ๆรู้ตัวอีกทีก็เห็นเยว่ซินจ้องมองเขาตาไม่กะพริบ
อี้ฉางเฟิงชะงัก “อยู่ให้ห่างจากข้า”
“ไม่ใช่ว่าท่านเป็ฝ่ายเดินมาหาข้าเองหรอกหรือ?”นางท้วง เอียงหน้ามองเขาอย่างจับผิด อีกฝ่ายเหมือนจะสำนึกได้จึงเป็ฝ่ายถอยออกห่างรีบกลับเข้าประเด็นเป็การแก้เก้อ
“เช่นนี้เอง ภูตน้อยอย่างเ้าถึงได้ปากกล้าไม่กลัวตายหากไม่เช่นนั้น ตอนที่ถูกข้าใช้พลังเพลิงเทวะเ้าคงกลับคืนร่างเดิมกลายเป็ต้นอิงเถาไปแล้ว...เสียดายของวิเศษเช่นนี้ดันมาอยู่ในมือภูตไม่เอาไหนอย่างเ้า”
คำพูดของอี้ฉางเฟิงทำให้นางเย็นวาบขึ้นไปทั้งหนังศีรษะเมื่อครู่มิใช่ว่าเขากำลังดูถูกนางหรอกหรือ ‘ชิ! ปีศาจแล้วอย่างไร วิหคอัคคีแล้วอย่างไร มิใช่ว่าข้าจะสู้ไม่ได้เสียหน่อย’
ลับหลังเยว่ซินแอบแยกเขี้ยวใส่เขาอี้ฉางเฟิงมีการเหล่มองเล็กน้อยอย่างคาดโทษ แต่ก่อนที่จะเดินจากไป เขานึกอะไรบางอย่างได้จึงเหลียวกลับมามองแท่นหมึกที่แตกกระจายบนพื้น
“ไปหาอันใหม่มาให้ข้า”
พูดจบร่างสูงก็หันหน้ากลับและเดินออกจากห้องไปทิ้งให้อีกฝ่ายเคว้งคว้างอยู่ตรงนั้น
หลังอีกฝ่ายออกไปแล้ว เยว่ซินก็ยืนหน้าคว่ำสองมือกำหมัดแน่นเหมือนอยากจะเผาห้องนี้ให้ราบคาบ คำพูดสุดท้ายของเขาทำให้นางหันกลับไปมองยังแท่นฝนหมึกที่แตกออกเป็ชิ้นส่วนก่อนจะเดินกลับไปและใช้เท้าเตะมันให้กระเด็นเพื่อระบายความโมโห ปรากฏว่าน้ำหมึกยิ่งกระเซ็นเปรอะเปื้อนมากกว่าเก่า
“โธ่เอ๊ย!...นกบ้า!”
ร่างบอบบางนั่งเหยียดขาไปกับพื้นอย่างหงุดหงิดดีดดิ้นโวยวายเหมือนเด็กถูกขัดใจ สุดท้ายก็ทำอะไรอี้ฉางเฟิงไม่ได้ แถมยังต้องมานั่งเสียเวลาเช็ดทำความสะอาดอีกเวลานี้ทั้งมือและใบหน้ามีแต่คราบสีดำเต็มไปหมด
หลายวันนี้ที่เยว่ซินเข้ามาอยู่รับใช้ที่เรือนเฟิ่งิดูเหมือนนางจะสร้างความปวดหัวให้กับอี้ฉางเฟิงเสียมากกว่าสร้างประโยชน์ ลับหลังนางเขาให้เฟยฉีที่กำลังจะออกจากหุบเขาไปสืบเื่สร้อยไข่มุกกลืนราตรีเส้นนั้นด้วยไม่แน่ว่ารายนั้นอาจจะได้ความลับอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับนางมากขึ้น
ไม่เพียงแต่ภาพความทรงจำอันแปลกประหลาดที่ปรากฏขึ้นมาในหัวหากทุกครั้งที่ัักับไข่มุกแล้วจะรู้สึกว่าพลังอ่อนแอลง ทั้งยังรู้สึกได้ถึงพลังบางอย่างพยายามแทรกซึมเข้ามาบ่อยครั้งที่อี้ฉางเฟิงรู้สึกไม่เป็ตัวของตัวเอง
บางคราวร่างสูงก็ได้ยินเสียงปริศนาก้องเข้ามาในหัวเป็เสียงที่ผุดขึ้นมาจากห้วงจิตแต่นั่นไม่ใช่เสียงของเขา ร่างกายเหมือนกับไม่ใช่ของตัวเองเหมือนกับว่าเขาเป็คนอื่นที่ไม่ใช่อี้ฉางเฟิง ‘พลังของไข่มุกนั่นคืออะไรกันแน่เหตุใดข้าถึงได้รู้สึกแปลกๆ เช่นนี้’
ด้านเยว่ซินวันๆ ก็ยุ่งอยู่แต่กับการทำนู่นทำนี่ให้ท่านประมุขน้อยบางทีก็ให้เดินทางไปส่งจดหมายถึงเผ่าวิหค ทั้งที่พิราบสื่อสารก็มี คาถาอาคมก็เก่งกาจแต่ไม่ใช้บางครั้งก็เรียกไปรับใช้ถึงตำหนักจูเชว่ เหมือนจงใจจะกลั่นแกล้งนางกระนั้น
วันนี้ก็เช่นกัน ไม่รู้เพราะผิดอันใดถึงได้ลงโทษให้ถูหน้าชานของเรือนเฟิ่งิทั้งที่ก็ถูมาทุกวันจนพื้นเงาวับแทบจะส่องหน้าได้อยู่แล้วสบโอกาสตอนออกมาซักผ้าที่ริมน้ำตกจึงได้ปรับทุกข์กับลู่เสียนด้านจิ้งจอกน้อยกลับหัวเราะขบขัน เพราะเท่าที่ฟังจากเยว่ซินเล่า ก็สมควรแล้วที่ประมุขน้อยจะลงโทษนางเช่นนี้
“ข้าก็ไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย นี่ข้ายังไม่รู้เลยว่าจะหาแท่นฝนหมึกหยกที่ไหนมาแทนที่อันเก่า”น้ำเสียงนางดูเหนื่อยหน่าย จะว่าไปนั่นก็ไม่ใช่ความผิดนางทั้งหมดเสียหน่อย
“นั่นมันแท่นฝนหมึกธรรมดาเสียที่ไหน นั่นศิลาหยกน้ำค้างเป็ของล้ำค่าจากแดนเซียนพันปีมีแค่ก้อนเดียว และกว่าจะใช้พลังสกัดออกมาได้ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งร้อยปีเป็ของรักของหวงของประมุขน้อย ใช่ว่าเ้าจะไปหาอะไรที่ไหนมาแทนก็ได้” ลู่เสียนตาโตเมื่อรู้ว่าเยว่ซินทำแท่นฝนหมึกที่าาปีศาจประทานให้กับประมุขน้อยแตก
“เช่นนั้นจะให้ข้าทำอย่างไรเล่า ก็แค่แท่นฝนหมึกไยต้องวิเศษวิโสอะไรปานนั้นแท่นหินธรรมดาก็ฝนได้เหมือนกันมิใช่รึไง”
“เ้านี่ล่ะน้า มิน่าถึงได้ถูกประมุขน้อยดุ”ลู่เสียนไม่แปลกใจเลย เพราะขนาดนางก็ยังเห็นด้วยกับเขา
เยว่ซินคิดไม่ตก นั่งหน้ามุ่ยซักผ้าไปด้วยความหงุดหงิดออกแรงขยี้ชุดสวยของอี้ฉางเฟิงจนแทบจะขาดติดมือเสื้อคลุมผ้าไหมอย่างดีก็จับฟาดกับพื้นหินอย่างไม่ปรานีปราศรัย ลู่เสียนเห็นถึงความเกรี้ยวกราดของนางแล้วก็แอบกลืนน้ำลาย‘เ้านี่ก็เอาเื่เหมือนกันนะเนี่ย’
ในวันพรุ่งเฟยฉีจะออกจากหุบเขานั่นหมายความว่าเยว่ซินจะต้องคอยไปเตรียมน้ำอาบและที่หลับที่นอนให้ท่านประมุขน้อยแทนเขาแต่นางเป็สตรีเช่นนี้จะให้ทำเื่ไม่เหมาะแบบนั้นได้อย่างไร
นึกออกแล้ว! พ่อบ้านหลี่...ในใจฉุกคิดถึงผู้าุโขึ้นมาทันที ถึงรายนั้นจะหน้าตาดุแต่ก็ใจดีกับนางมากวันไหนเห็นนางเข้าครัวสายก็ยังอุตส่าห์เก็บซาลาเปาไว้ให้กินนี่ถ้านางเดินเข้าไปขอร้องให้ช่วยเื่นี้ คิดว่าอย่างไรเขาก็คงต้องเห็นใจและไม่ปฏิเสธนางแน่
แต่ดูเหมือนพ่อบ้านหลี่จะไม่อยู่ในครัว
นี่ก็ใกล้ค่ำแล้ว เยว่ซินเดาว่าเขาคงจะไปเก็บสำรับที่เรือนเฟิ่งิหรือไม่ก็ไปทำธุระที่อื่นนางจึงเปลี่ยนใจออกไปหาลู่เสียนที่ถ้ำจิ้งจอกเพื่อขอคำปรึกษาเื่แท่นฝนหมึกที่ทำแตก
ท่ามกลางป่าที่ค่อนข้างเงียบสงบ ทั้งสองนั่งคุยกันบริเวณลานโล่งหน้าปากถ้ำท้องฟ้ามืดแล้วจึงอาศัยแสงจากกองไฟให้ความสว่าง เมื่อพูดคุยกันไปสักพัก อี้ฉางเฟิงก็ได้ใช้อาคมส่งสารมาถึงนางเป็ครั้งแรก
จู่ๆ เมื่อมีแสงสีทองสว่างวาบขึ้นกลางหน้าผากผ่านเข้ามาในดวงตาเยว่ซินก็ผงะด้วยความใ ห่างออกไปตรงหน้าราวห้าคืบ ตัวหนังสือสีทองก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศเป็ข้อความ
- พรุ่งนี้ยามเฉิน[1]มาพบข้าที่เรือนเฟิ่งิ -
ไม่กี่อึดใจทุกอย่างก็สลายกลายเป็ละอองไปกับอากาศลู่เสียนรับรู้ได้ทันทีว่าประมุขน้อยส่งสารมาถึงคนข้างๆ แม้ว่าตัวนางจะมองไม่เห็นข้อความนั้น
“ลู่เสียน ทำเช่นไรข้าถึงจะใช้อาคมส่งสารแบบพวกเ้าได้บ้าง?”
ปีศาจจิ้งจอกน้อยยิ้มตอบอย่างอารมณ์ดี“เ้าก็ต้องเรียนกับข้า ข้าสอนให้เ้าได้”
“เ้าแน่ใจหรือว่าจะสอนข้า ขนาดศิษย์พี่ไป๋ซูยังบอกว่าความสามารถในการฝึกอาคมข้าตื้นเขินนัก”
พอเยว่ซินพูดเช่นนี้ก็ดูเหมือนปีศาจจิ้งจอกน้อยจะเริ่มลังเลแต่เท่าที่เห็น ภูตอิงเถาน้อยนี่ก็ไม่ได้แย่ถึงเพียงนั้น “เช่นนั้นก็ต้องลองดู...ไม่เป็ไรข้าจะพยายาม”
“จริงหรือ ขอบใจนะลู่เสียน เ้าดีกับข้าจริงๆ”เ้าตัวยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เผลอกุมมืออีกฝ่ายอย่างลืมตัว
ท่ามกลางแสงจันทรา ลู่เสียนััได้ถึงความจริงใจของอีกฝ่ายจึงพลอยยิ้มตามไปด้วย และไม่รู้ว่าเพราะเหตุนี้หรือไม่ นางรู้สึกว่ารอยยิ้มของเยว่ซินมีพลังทำให้ต้นไม้ใบหญ้าและดอกไม้ในป่าแถบนี้มีชีวิตชีวาขึ้น
[1] ยามเฉิน คือ ่เวลา 07.00 – 08.59 น.