เวลาผ่านไปมานานนักในที่สุดอรุณรุ่งของวันใหม่ก็มาถึง หิมะหยุดตกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หนุ่มสามทั้งสามจึงเริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าไปยัง สำนักสตรีหยกสวรรค์ โดยมีเว่ยหลินเป็นคนนำทางไป ดูนางจะมีท่าทีเปลี่ยนไปนิดหน่อย กับเว่ยเซี่ย หลังจากนางได้เห็นจี้หยกที่คอของมันเมื่อคืน แม้นจะไม่ได้ทำตัวสนิทชิดเชื้อ หรือเป็นผูกมิตรแบบเย่วส่าง แต่นางก็มิได้แสดงอากัปกิริยาก้าวร้าวเหมือนก่อนหน้านี้ ซึ่งมันทำให้เว่ยเซี่ยรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง แต่มันก็ไม่ได้ถามว่าเกิดอันใดขึ้นกับนาง
หลังจากที่ใช้เวลาเดินทางไม่กี่ชั่วยาม ทุกคนก็มาถึงที่หมาย เว่ยเซี่ยดวงตาเบิกกว้าง และเผยรอยยิ้มสว่างปรากฏขึ้นบนใบหน้า เบื้องหน้าของมันคือ สำนักขนาดใหญ่กินพื้นที่เป็นบริเวณกว้างหลายพันไร่
"ในที่สุดข้าก็มาถึงแล้ว รอข้าก่อนนะท่านแม่" เว่ยเซี่ยพึมพำ และกำลังจะก้าวเท้าเดินต่อ แต่มันก็ถูกเว่ยหลินใช้กระบี่ยกขึ้นมาขวางเอาไว้เสียก่อน "ช้าก่อนเว่ยเซี่ย หากเจ้ายังรักชีวิต จงอย่าได้ก้าวต่อไปแม้แต่ก้าวเดียว" เว่ยเซี่ย มุ่นคิดด้วยความประหลาดใจก่อนจะก้าวถอยหลังมาและเอ่ยถามเว่ยหลิน "เจ้าหมายความว่าอย่างไร หรือมันมีกับดักซ่อนอยู่รึ" เว่ยหลินส่ายหน้า "มิมีหรอกกับดัก จะมีก็เพียงแต่พวกศิษย์พี่ที่เฝ้ายามอยู่ หากพบว่าเป็นหญิงก้าวข้ามไป พวกนางก็จะปรากฏตัวออกมา ถามถึงธุระที่มาสำนัก แต่หากเป็นชาย…พวกนางก็จะออกมาเช่นกัน แต่มิใช่ออกมาไถ่ถามด้วยวาจา แต่ออกมาพร้อมกระบี่ในมือก่อนพุ่งตรงเข้าสังหารผู้ชายเหล่านั้นโดยไม่สนใจเหตุผลทันที.."
พอเว่ยเซี่ยได้ฟังดังนั้นมันก็กลืนน้ำลายดังอึกใหญ่ก่อนยิ้มแห้ง ๆ จากนั้นเว่ยหลินก็กล่าวต่อ "เจ้าจงรอข้าอยู่ตรงนี้แหละ เดี๋ยวข้ากับน้องเย่วส่างจะเข้าไปถามเรื่องมารดาของเจ้าให้" เว่ยเซ่ยพยักหน้ารับ จากนั้น หญิงสาวทั้งสาวทั้งสองก็เดินก้าวเข้าเขตของสำนักสตรีหยกสวรรค์ไป แต่เพียงพวกนางเดินไปไม่กี่ก้าวเว่ยเซี่ยก็ได้เห็น สตรีปริศนาสองนาง สวมผ้าคลุมปิดบังใบหน้า รูปร่างสะโอดสะอง สวมชุดสีขาว ในมือถือกระบี่ ปรากฏตัวออกมา กล่าวทักทายเว่ยหลิน อย่างสนิทสนม ก่อนที่พวกนางจะพากันหายเข้าไปในประตูสำนัก และเหมือนจะมีอยู่แวบนึง ที่หนึ่งในสตรีสองนางเลี้ยวมามองเว่ยเซี่ยด้วยแววตาข่มขู่ ประมาณว่า อย่าได้แม้แต่จะคิดลักลอบเข้ามาเด็ดขาดถ้าเจ้ายังไม่อยากตาย.. เว่ยเซี่ยถึงกับสะดุ้งเฮือก ขนลุกไปทั่วสรรพางค์ ก่อนที่มันจะกวาดตามองหาโคนต้นไม้ จากนั้นก็ไปนั่งรอข่าวฟางเหนียงจากเว่ยหลิน..
ทว่า…เวลาผ่านไปหลายชั่วยามเว่ยหลินก็ยังมิมีวี่แววว่าจะกลับออกมา หรือถ้านางไม่ออกมาก็น่าจะให้ผู้อื่นออกมาบอกแทน "มันดูน่าผิดสังเกตยิ่งนัก หรือว่านางจะหลอกข้า" เว่ยเซี่ยเริ่มร้อนใจ มันผุดลุกขึ้นก่อนจะก้าวเดินตรงเข้าไปที่ประตูสำนัก แต่พอเดินมาถึงจุดที่เว่ยหลินเคยห้ามมันไว้ เสียงของสตรีนางหนึ่งดังก้องอย่างดุดัน "หยุดอยู่ตรงนั้น หากเจ้ายังไม่อยากกลายเป็นผีเฝ้าป่า..!!" พร้อมทั้งกระบี่ที่พุ่งลงมาปักอยู่เบื้องหน้าของเว่ยเซี่ย เพื่อเป็นการเตือนมันว่าหากคิดบุกรุกจะเกิดอันใดขึ้น เว่ยเซี่ยถึงกับหยุดนิ่ง ก่อนมองหาเจ้าของเสียง และที่มาของกระบี่ลึกลับ "พวกนางเอาจริงสินะ..แต่แค่นี้มันหยุดข้ามิได้หรอก.." เว่ยเซี่ยกล่าวพึมพำก่อนที่ร่างของมันจะเลือนหายไปจากตรงนั้นราวกับล่องหน หญิงสาวที่เฝ้าดูอยู่รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก แต่นางก็คิดในใจว่า เจ้าหนุ่มผู้นี้คงถอดใจ และหนีไปแล้ว
นั่นคือสิ่งที่นางเข้าใจ แต่หาใช่สิ่งที่เว่ยเซี่ยทำไม่ สิ่งที่มันทำคือการใช้วิชาเยื้องย่างไร้ตัวตน ขั้นที่ 6 ลักลอบผ่านเข้ามาในสำนักอย่างรวดเร็ว ชนิดที่ว่า หญิงสาวที่เฝ้าระวังผู้บุกรุกก็ยังมิอาจมองตามทันวิชาที่เว่ยถังสอนให้บุตรชายของมันยามที่ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อบวกกับเคล็ดวิชาในคัมภีร์เก้าเอ็นที่เว่ยเซี่ยฝึกมาอีกหนึ่งปีครึ่ง เยื้องย่างไร้ตัวตนของมันจึงก้าวหน้าขึ้นมาอีกหลายขั้น หากมิใช่ผู้มีวรยุทธ์แก่กล้าก็คงมิอาจพบเห็นเว่ยเซี่ยได้เป็นแน่
"แล้วข้าจะไปตามหาท่านแม่จากไหนกันล่ะทีนี้" เว่ยเซี่ยกล่าวขึ้นในขณะที่กำลังนั่งแอบอยู่บนหลังคาของเรือนแห่งหนึ่งในสำนัก มันกวาดตามองลงมา แล้วหัวใจก็เต้นตึกตัก เลือดในกายหนุ่มวัยกำดัดสูบฉีดไปทั่วร่าง ศิษย์หญิงของสำนักสตรีหยกสวรรค์แต่ล่ะนาง ล้วนมีใบหน้างดงาม อ่อนหวาน ทรวดทรงองค์เอวอวบอิ่ม มีน้ำมีนวล ราวกับพวกนางเป็นเหล่าเทพธิดาก็ไม่ปาน สำนักนี่เปรียบเหมือนสวรรค์ของเหล่าชายชาตรีชัด ๆ มิน่าเล่า พวกนางถึงไม่อยากให้ผู้ชายเขามายุ่มย่าม เว่ยเซี่ยครุ่นคิดในใจ พร้อมกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ ดูมันเหมือนจะลืมจุดประสงค์ที่ลอบเข้ามาในสำนักไปเรียบร้อย..
จากนั้นมันก็ใช้เยื้องย่างไร้ตัวตนไปตามสถานที่ต่าง ๆ ในสำนักเพื่อแอบดูสาว ๆ อย่างเพลิดเพลิน ไม่ว่าจะเป็นห้องเปลี่ยนชุด ลานฝึก หรือแม้กระทั่งห้องอาบน้ำ มันคิดว่าตนช่างเป็นผู้ชายที่โชคดีเหลือเกินในยามนี้ เว่ยเซี่ยยังคงท่องไปเรื่อย ๆ จนมันมาถึงห้องอาบน้ำห้องหนึ่ง ที่แห่งนี้ดูเหมือนจะแตกต่างจากห้องอื่นอยู่พอควร แถมดูเหมือนจะใครบางคนกำลังอาบน้ำอยู่ เว่ยเซี่ยจึงแอบมองเข้าไปทันที และมันก็ได้พบเข้ากับสตรีนางหนึ่ง
เรือนร่างขาวผุดผ่อง ผิวกายนางเนียนละมุนดุจงาช้าง เปล่งประกายเป็นยองใยราวผิวทารก พื้นหิมะที่ขาวสะอาด ผิวกายนางยังขาวสะอาดกว่า เจิดจ้ากว่า ดวงตากลมโต เปล่งประกายเย็นชา ทรวงอกใหญ่โต ดูคล้ายกับหญิงสาววัยกลางคนที่มีลูกแล้ว แต่มันหาได้หย่อนคล้อยเลยสักนิด ความงามของนางนับเป็นเทพธิดาในมวลมนุษย์จริงๆ หากฟางเหนียงว่า งดงามแล้ว สตรีนางนี้ก็มิเป็นสองรองใคร เว่ยเซี่ย มองนางอย่างตะลึงลาน ก่อนที่เจ้ามังกรตรงหว่างขาของมันจะเริ่มขยับกายพองแข็ง แต่ยังไม่ทันไร หญิงสาวในห้องอาบน้ำ ก็หันขวับมาทางหน้าต่างด้วยแววตาโกรธเกรี้ยว และกล่าวขึ้นด้วยเสียงดัง
"เจ้าคนชั่วช้าสารเลว กล้าดียังไงถึงได้บุกรุกเข้ามาในสำนักแห่งนี้ แถมยังมาแอบดูข้าอาบน้ำอีก เตรียมตัวตายซะเถอะ..!!"
วาจาที่เปล่งออกมาทำเอาเว่ยเซี่ยถึงกับผงะด้วยความตกใจ "นางรู้ตัวได้อย่างไรกันว่าข้ากำลังแอบดูหรือว่า….แย่แล้ว ข้าทำพลาดไปเสียแล้ว.."เว่ยเซี่ยอุทานด้วยความตกใจ ก่อนที่มันจะรีบถอยห่างจากห้องอาบน้ำ และเร่งหลบหนีออกมาอย่างรวดเร็ว แต่ทว่า..เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว เหล่าศิษย์หญิงในสำนักมากมายก็ปรากฏกายขึ้นมาล้อมมัน พร้อมกระบี่แหลมในมือ พวกนางไม่พูดพูดพร่ำทำเพลง ก่อนจะพุ่งกระบี่ใส่เว่ยเซี่ย อย่างรวดเร็ว ทุกกระบวนท่าล้วนมุ่งร้ายเอาชีวิตแทบทั้งสิ้น
แม้เว่ยเซี่ยจะมีวรยุทธ์แข็งแกร่งพอตัว แต่เจอรุมมากขนาดนี้มันเองก็ยากที่จะรับมือไหวเช่นกัน แถมมันก็ไม่คิดที่จะทำร้ายสตรีแสนงามเหล่านี้ เว่ยเซี่ยจะได้แต่หมุนกายหลบไปมาอย่างพลิ้วไหว และถอยร่นไปเรื่อย ๆ จน มาถึงลานฝึกกว้าง ก่อนจะถูกต้อนจนมุม "ช้าก่อนแม่นางทุกท่าน ข้ามิได้มีเจตนาร้ายที่แอบเข้ามา ข้าเพียงแต่เข้ามาตามหามารดาของตัวเองเท่านั้น.."เว่ยเซี่ยรีบร้องบอกพวกนาง แต่แน่นอนว่าปฏิกิริยาของทุกคนก็ไม่ต่างจาก เว่ยหลินเมื่อคืน มิมีใครเชื่อมัน แถมหลักฐาน ที่มันแอบดูสตรีนางนั้นยังชัดเจน คำพูดของเว่ยเซี่ยจึงไร้น้ำหนัก ดุจขนนกที่บางเบาเลื่อนลอย มันเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ก่อนที่เว่ยเซี่ยจะร้องบอกต่อ "ใช่แล้ว เว่ยหลินอย่างไรเล่า ข้ามากับนาง เรียกนางออกมาถามดูก็จะรู้ความจริง"
พอเว่ยเซี่ยกล่าวอ้างถึงเว่ยหลินเหล่าศิษย์หญิงในสำนักก็มีท่าทางเปลี่ยนไปเล็กน้อย เสียงกระซิบกระซาบดังเซ็งแซ่ ก่อนที่จะมีเสียงของใครบางคนพูดขึ้น "เว่ยหลินกระนั้นรึ? ใช่อย่างที่เจ้าหนุ่มผู้นี้บอกจริงหรือไม่ลูกแม่.." เจ้าของเสียงเดินแหวกเหล่าศิษย์ในสำนักตรงมาหาเว่ยเซี่ย นางสวมชุดสีม่วงที่ดูมีสง่าราศี ราวกับเป็นนางพญา ท่าทางเดินของนางแม้นุ่มนวลแต่ก็แฝงความแข็งแรง ใช่แล้วนางนั้นเองที่เว่ยเซี่ยได้แอบดูในห้องอาบน้ำเมื่อสักครู่ ด้านหลังของนาง เว่ยเซี่ยได้พบเข้ากับ เย่วส่าง และ เว่ยหลินที่เดินตามมาติด "ลูกงั้นรึ หรือว่าเจ้าคือ…." เว่ยเซี่ยมาท่าทางตกใจก่อนจะเอ่ยปากพูด เว่ยหลินมีสีหน้าขึงขังดุดันก่อนจะ ตอบเว่ยเซี่ย กลับ "เจ้าเข้าใจถูกแล้ว ข้าคือลูกสาวเพียงคนเดียวของนางที่เป็นเจ้าสำนักรุ่นปัจจุบัน อย่างที่เคยพูดเอาไว้ก่อนหน้านี้" "ลูกสาวเจ้าสำนัก เช่นนั้นนางก็คือ…"
"ข้ามีนามว่า เตี้ยวเหม่ย เป็นเจ้าสำนักสตรีหยกสวรรค์รุ่นที่สี่ แต่อย่าพึ่งไปสนใจเรื่องนั้นเลยเจ้าหนุ่มสนใจชีวิตของตัวเจ้ายามนี้จะดีกว่า..แม้นเจ้าจะมาพร้อมกับเว่ยหลินจริง แต่นางสั่งเจ้าแล้วใช่หรือไม่ ว่าให้รออยู่นอกเขตของสำนักเรา นอกจากเจ้าจะไม่เชื่อนางแถมยังบุกรุกเข้ามาโดยพลการ หนำซ้ำยัง…บังอาจมาแอบดูข้าอาบน้ำอีก..ความผิดเหล่านี้ก็มากพอที่ข้าจะส่งเจ้าไปปรโลกได้แล้ว.."
เตี้ยวเหม่ย กัดฟันพูดด้วยแววตา และท่าทางเดือดดาลอย่างที่สุด ความโกรธของนางทำเอาเหล่าศิษย์หญิงในสำนักที่ยืนล้อมรอบอยู่ ขนลุกซู่ ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว มีไม่บ่อยหนักที่พวกนางจะได้เห็นเจ้าสำนักบันดาลโทสะออกมารุนแรงถึงเพียงนี้ เว่ยเซี่ยเองก็รู้สึกได้เช่นกัน รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างของนางอย่างรุนแรง แถมวรยุทธ์ของนางก็ไม่ธรรมดา เรื่องที่จะหลบหนีลืมไปได้เลย ส่วนเรื่องที่จะรับมือนางก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ถึงยังไงเว่ยเซี่ยก็ต้องสู้ มันจะมาตายง่าย ๆ แบบนี้ไม่ได้
"จงเตรียมตัวตายซะ..!!" เตี้ยวเหม่ยประกาศกร้าว ก่อนจะดึงกระบี่ออกมา แต่ทว่า…เสียงของเว่ยหลินก็พลันร้องดังขึ้นมาเสียก่อน "ช้าก่อนท่านแม่..!! อย่าพึ่งลงมือสังหารชายผู้นี้ ข้ามีคำถามบางอย่างจะถามมันก่อนตาย" เตี้ยวเหม่ย ลดกระบี่ลงก่อนที่นางจะหันไปถามบุตรสาว "เจ้ามีอันใดจะถามมันงั้นหรือเว่ยหลิน" เว่ยหลินไม่ตอบแต่เดินก้าวออกมาข้างหน้า เตี้ยวเหม่ย ก่อนที่นางจะใช้มือล้วงเอาจี้หยกเส้นนั้นที่คอออกมา "จำที่ข้าถามเจ้าเมื่อคืนได้หรือไม่เว่ยเซี่ย ข้าเองก็มีสิ่งนี้เช่นกัน จงตอบข้ามา ว่ายามนี้บิดาของเจ้าอยู่ที่ใด ข้ากับแม่อยากพบหน้าของเขา"
คำถามคำนั้นของเว่ยหลินทำเอา เตี้ยวเหม่ย ถึงกับตกตะลึง เว่ยเซี่ยเองก็เช่นกัน "นี่มันเรื่องอันใด ทำไมเว่ยหลินจึงมีจี้หยกของบิดามันได้ หรือว่านางคือ….." เว่ยเซี่ยครุ่นคิดอยู่ภายในใจด้วยความสับสน แต่แล้วมันก็ถูกทำลายลงด้วยน้ำเสียงอันเกรี้ยวกราดของเตี้ยวเหม่ย "มารดาของเจ้ามีนามว่ากระไรจงรีบบอกข้ามาเดี๋ยวนี้!!" เว่ยเซี่ยถึงกับมุ่นคิ้วเอียงด้วยความงุนงง จู่ ๆ นางมาถามถึงแม่ของมันทำไม แต่ก็ดีเหมือนกัน จะได้ถามกลับไปเลยว่าเห็นนางหรือไม่ เว่ยเซี่ยคิดในใจ ก่อนที่มันจะ ตอบเตี้ยวเหม่ย กลับ
"มารดาของข้าพเจ้ามีนามว่า ฟางเหนียง หลายวันก่อนนางมาที่สำนักแห่งนี้ เพื่อขอหยิบยืมฝึกวิชาในคัมภีร์เก้าเตียง จากนั้นนางก็มิได้กลับไปพบข้าตามนัด ข้าจึงได้มาตามหานางที่นี่ ท่านทราบหรือไม่ว่านางอยู่ที่ใด" วาจาของเว่ยเซี่ยนั้นนอบน้อมตรงไปตรงมา แต่เหมือนว่าคำตอบของมันจะมิได้ทำให้เตี้ยวเหม่ยพึงพอใจเลยแม้แต่น้อย "ข้านึกอยู่แล้วเชียว เจ้าเป็นลูกของนางแพศยานั้นจริง ๆ ด้วย มิน่าเล่าแววตาถึงได้คุ้นนัก หึ หยิบยืมกระนั้นรึ ช่างน่าขันเสียจริง หากใช้คำว่า มาขโมยฝึกยังจะฟังรื่นหูมากกว่า ท่าทางแม่ของเจ้าจะไม่เคยบอกเล่าเลยสินะ ว่าข้ากับนางมีอดีตร่วมกันเช่นไรมาก่อน"
"อดีตของท่านกับแม่ข้างั้นรึ? เรื่องนั้นข้าไม่ทราบจริง ๆ ว่าพวกท่านมีความแค้นอันใดต่อกัน แต่มันก็หาได้เกี่ยวกับข้าไม่ โปรดบอกมาเถิดว่าแม่ข้าจากไปนานหรือยัง แล้วไปที่แห่งใดต่อ" เตี้ยวเหม่ยไม่คิดที่จะตอบคำถามเว่ยเซี่ย ดูท่าทางของนางจะยิ่งโกรธจัดมากกว่าเดิมหลายเท่า เว่ยหลินเห็นท่าไม่ดี ครานี้นางคงห้ามมารดาไว้ไม่ได้เป็นแน่ นางจริงร้องถามเว่ยเซี่ยอีกครั้งว่า เว่ยถัง อยู่ที่ใดยามนี้ พอเว่ยเซี่ยได้ยินนางถามย้ำอีกรอบ มันก็นึกรำคาญใจ มันเริ่มจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้นิดหน่อย จากชื่อของนาง จากจี้หยกที่นางมี จากความหลังอันคั่งแค้นของมารดานางกับมารดาของมัน นางจะต้องเป็นลูกของเว่ยถังบิดาของมันเป็นแน่ หรือก็คือ น้องสาวต่างแม่ของมันนั้นเอง และเตี้ยวเหม่ย ก็คงจะเป็นอดีตคนรักอีกคนที่เว่ยถังเคยมีสัมพันธ์ด้วยมาก่อน เช่นนั้นพวกนางก็มีสิทธิ์ที่จะรับรู้เหมือนกัน
เว่ยเซี่ยก้มหน้าเล็กน้อยก่อนจะหยิบจี้หยกที่คอออกมาดู แล้วเงยหน้ากล่าวขึ้น "บิดาของข้างั้นหรือ..ท่านไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้อีกแล้วล่ะ ท่านเสียไปเมื่อหนึ่งปีครึ่ง เพราะโดนพวกพรรคมารราคะบุกเข้ามาเล่นงาน หลุมศพตั้งอยู่ที่เนินเขาในหมู่บ้านเขียวขจีกลางป่าลึก.." คำตอบของเว่ยเซี่ยทำเอา สองแม่ลูกถึงกับตกตะลึง ตัวแข็งทื่อ ราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่างไปเป็นที่เรียบร้อย เว่ยหลินถึงกับทรุดเข่าลงกับพื้นน้ำตาค่อย ๆ ไหลลงมาอาบสองแก้ม ส่วนเตี้ยวเหม่ยนั้นเอาแต่ส่ายหน้าพร้อมกับพูดซ้ำไปซ้ำมาว่า "ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ ข้าไม่เชื่อ ข้าไม่เชื่อ.."ก่อนที่ดวงตาของนางจะแดงก่ำเต็มไปด้วยความแค้น "เป็นเพราะเจ้า กับนางแพศยานั้นถึงทำให้ท่านพี่ต้องตาย ข้าจะฆ่าเจ้าก่อนเป็นคนแรกจากนั้นค่อยไปตามหานางนั้นเพื่อฆ่าทิ้งเป็นรายต่อไป" เตี้ยวเหม่ยกล่าวขึ้น และกำลังจะก้าวเข้ามาหาเว่ยเซี่ยเพื่อปลิดชีพ แต่ยังมิทันได้ทำ
เสียงของศิษย์หญิงผู้หนึ่งก็ร้องดังขึ้น
"แย่แล้วท่านเจ้าสำนัก!! บัดนี้ พรรคมารราคะได้ยกพวกบุกมาถึงหน้าประตูสำนักแล้ว พวกมันประกาศว่าจะมาเอาคัมภีร์เก้าเตียงของเรา"
"เจ้าว่าไงนะ..!! ไอ้พวกเศษสวะ มันชักจะเหิมเกริมใหญ่แล้ว เช่นนั้น ข้าคงต้องแสดงให้มันเห็นหน่อยแล้วว่า สถานที่แห่งนี้ บุกเข้ามาแบบมีลมหายใจได้ แต่ไม่มีสิทธิ์กลับออกไปพร้อมลมหายใจ พวกเจ้าทุกคนฟังข้าจงออกไปสังหารพวกมันให้หมด..!! ห้ามทำให้สำนักเราเสื่อมเสียเป็นอันขาด.." เตี้ยวเหม่ยประกาศเสียงดังกึกก้อง ก่อนที่นาง และ ศิษย์คนอื่น ๆ จะพากันไปรับมือกับพวกพรรคมารราคะ เตี้ยวเหม่ยแทบจะไม่สนใจเว่ยเซี่ยเลยแม้แต่น้อย
"พวกพรรคมารราคะงั้นรึ? ช่างบุกเข้ามาได้เหมาะเจาะจริง ๆ มิเช่นนั้นข้าคงกลายเป็นผีเฝ้าสำนักแห่งนี้ไปแล้ว แล้วแบบนี้ข้าควรทำเช่นไรต่อดี" เว่ยเซี่ยได้แต่ยืนลังเล จนกระทั่ง เย่วส่างได้รีบเดินเข้ามาหา ก่อนที่นางจะกล่าวขึ้น "เว่ยเซี่ยเจ้าจงตามข้ามาทางนี้ หากยังอยากมีชีวิตอยู่เพื่อไปตามหามารดา"
เว่ยเซี่ยงุนงงเล็กน้อยกับคำพูดของนาง แต่ก็รีบตามไปทันที เย่วส่างพามันลัดเลาะมาจนถึงประตูลับทางด้านหลังของสำนักที่ซึ่งไม่มีผู้ใดล่วงรู้ แต่เย่วส่างรู้เพราะเว่ยหลินเป็นคนบอก "เจ้าจงรีบไปเสีย ในขณะที่คนอื่นกำลังรับมือกับพวกพรรคมารอยู่ในเวลานี้ หากชักช้าข้าเกรงว่าจะมิทันการณ์" เว่ยเซี่ยรู้สึกขอบคุณเย่วส่างเป็นอย่างมาก มันคว้ามือนางมาจับเพื่อขอบคุณก่อนที่จะรีบหลบหนีไป เย่วส่างถึงกับหน้าแดงเป็นลูกตำลึงไปพักใหญ่ ๆ ก่อนที่นางจะออกมาจากประตูแล้วไปหาที่หลบซ่อนตัวรอให้ทุกอย่างเป็นปรกติ..
จบบทที่ 32
บทต่อไป พานพบกับท่านแม่ฟางเหนียงอีกครั้ง