ตอนที่ 40 นักเล่านิทาน
จากนั้นตนก็หันกายไปยังโรงน้ำชาแห่งหนึ่ง เพื่อฟังวิธีการเล่าเรื่องของนักเล่านิทาน แต่ก็มักจะรู้สึกว่าต่อให้เขาเล่าได้ดีสมบูรณ์แบบเพียงไร ก็ยังมีบางส่วนในนั้นที่ตนเองไม่ค่อยชอบ ทว่ายังโชคดีที่ในเมืองมีโรงน้ำชาอยู่เป็นจำนวนมาก จึงไม่จำเป็นต้องตัดสินใจกะทันหันไป
เมื่อคิดดังนี้ จึงไปที่โรงน้ำชาต่ออีกหลายแห่ง พยายามตามหาคนที่ตนเองคิดว่าเหมาะสม โชคดีที่ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ท้ายที่สุดก็พบแล้วหนึ่งคน เป็นนักเล่านิทานที่กำลังนั่งฟังผู้อื่นเล่านิทานอยู่ในโรงน้ำชา
ขณะที่ถงเชียนกำลังนั่งเบื่อๆ ที่โรงน้ำชาแห่งที่สี่ ยามที่กำลังนั่งฟังเนื้อหาที่ไม่รู้จักพลิกแพลงบนเวทีด้วยความหมดอาลัยตายอยากอยู่นั้น จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงของคุณชายท่านหนึ่งที่นั่งอยู่ด้านข้างเอ่ยว่า “เฮ้อ ฟังไปฟังมาก็ยังเป็นแบบเดิมอยู่ดี เนื้อเรื่องที่เขาเล่าในวันนี้ เคยเล่ามาตั้งหลายครั้งหลายหนแล้ว ยังไม่ยอมเลิกราอีก มิน่าล่ะถึงไม่ค่อยมีใครฟัง”
“หากเปลี่ยนเป็นข้าล่ะก็ จะต้องเล่าเนื้อเรื่องไม่ซ้ำกันทุกวันแน่นอน” ในขณะที่พูดก็เขย่าน้ำชาในมือ ราวกับไม่เข้าใจอย่างยิ่งก็มิปาน
ครั้นถงเชียนได้ยินน้ำเสียงที่คล้ายทำให้ผู้คนจำนวนมากไม่ชอบใจ ในใจก็พลันรู้สึกสั่นไหวเล็กน้อย ผู้ที่สามารถเล่าเนื้อเรื่องได้ไม่ซ้ำกันทุกวัน ย่อมต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์การอ่านสูงอยู่พอสมควร อีกทั้งยังกล้าพูดจากำเริบเสิบสานในโรงน้ำชาเช่นนี้ ย่อมเป็นผู้ที่กล้ากระทำบางสิ่งบางอย่างและสามารถแหกกฎได้ เมื่อคิดเช่นนี้ จึงเอ่ยเรียกเสี่ยวเอ้อร์ที่รอรับใช้อยู่ด้านข้างมา
ครั้นมอบเศษเงินชิ้นเล็กๆ ให้เขาแล้ว จึงถามว่า “พี่เสี่ยวเอ้อร์ ท่านช่วยไปบอกคุณชายท่านนั้นให้ข้าที ว่าข้ารู้สึกสนใจสิ่งที่เขาเพิ่งเอ่ยมาเมื่อสักครู่ อยากเชิญเขามาเล่าสิ่งแปลกใหม่นี้ให้ข้าฟัง ท่านลองถามเขาสิว่ายอมเห็นแก่หน้าข้าได้บ้างหรือไม่”
เสี่ยวเอ้อร์ได้ยินคำขอนี้ของถงเชียนย่อมรู้สึกยินดีเป็นธรรมดาและเดินไปตรงหน้าคุณชายผู้นั้น นำความของถงเชียนไปบอกเขา จากนั้นมองดูเขาลุกขึ้นยืนและเดินไปตามทิศทางที่ตนชี้ แล้วจึงคาดคะเนเศษเงินที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของตน
คนผู้นั้นมองไปยังทิศทางที่เสี่ยวเอ้อร์ชี้ ก็พลันรู้สึกสงสัยเป็นอย่างยิ่ง ด้วยไม่รู้ว่าแม่นางน้อยผู้นั้นเรียกหาตนเองด้วยเรื่องอะไร แต่ไม่ว่านางจะต้องการเอ่ยสิ่งใด ล้วนเป็นเพราะนางอยากฟังเรื่องราวแปลกใหม่ที่ตนเองเล่า ตนจึงไม่มีเหตุผลอันใดให้ปฏิเสธ จึงได้แต่เดินตามไป
ถงเชียนในยามนี้กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะด้านข้าง กำมือเล็กน้อย จากนั้นเอ่ยด้วยกลิ่นกายของบัณฑิตอยู่เต็มเปี่ยมว่า “แม่นาง ท่านเรียกหาข้ามีเรื่องอันใดรึ?”
ถงเชียนเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง แต่กลับไม่พูดไม่จา เพียงแต่ถือแก้วน้ำไว้ในมือและพิจารณาในใจ แววตาของเขาแค่เต็มไปด้วยความสงสัย แต่ไม่มีความคิดอื่นใดอีก ถึงได้รู้สึกสบายใจขึ้นมา หากเขาตอบตกลงจริงๆ ก็ถือว่าครั้งนี้ตนเองเลือกคนไม่ผิด
หลังจากผ่านไปไม่นาน เมื่อเห็นว่าเขายังคงไม่ได้แสดงสีหน้าที่เหนื่อยหน่ายรำคาญใจออกมา จึงเอ่ยอย่างแผ่วเบาว่า “คุณชายเชิญนั่ง เมื่อครู่ข้าได้ยินท่านบอกว่าท่านสามารถเล่าเรื่องราวได้ไม่ซ้ำกันทุกวัน เลยรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที อยากฟังท่านลองเล่าในสิ่งที่ท่านและคนผู้นั้นเล่าต่างกัน”
คนผู้นั้นได้ยินถงเชียนเอ่ยเช่นนี้ แม้ไม่รู้ว่านางคิดสิ่งใดอยู่ในใจ แต่กลับรู้แจ่มแจ้งดีว่าต้องเป็นผลมาจากประโยคที่ตนเพิ่งจะเอ่ยนั้นแน่นอน และยังคงเอ่ยอย่างไร้ความถือดีว่า “ขอบังอาจถามว่าคุณหนูคิดจะทำสิ่งใดอยู่หรือไม่? มิเช่นนั้น ก็คงจะไม่ใส่ใจกับคำพูดเพียงประโยคเดียว”
ถงเชียนมองดูสายตาสืบเสาะนั้นของเขาและเอ่ยถามว่า “ไม่มีอะไรหรอก ข้าก็แค่รู้สึกว่าคนด้านล่างเล่าเรื่องได้น่าเบื่อเกินไป เลยอยากฟังคุณชายเล่าเรื่องสนุกๆ สักหน่อย”
คนผู้ชายมองเห็นถงเชียนไม่ได้มีสีหน้าที่เสแสร้ง ทั้งยังพูดตามอำเภอใจ ภายหลังเสร็จสิ้นจากการเล่าเรื่องจึงได้เอ่ยถามว่า “แม่นาง ท่านมีความคิดอันใดก็พูดมาเถอะ ไม่มีผู้ใดที่มาโรงน้ำแล้วไม่อยากฟังในสิ่งที่นักเล่านิทานเล่ากันหรอก”
ถงเชียนฟังสิ่งที่เขาเล่าจบ ก็พลันรู้สึกในใจราง ๆ ว่าเจอกับยอดฝีมือเข้าเสียแล้ว เนื่องจากตนเคยเห็นสิ่งเหล่านั้นในยุคปัจจุบันมาแล้ว ส่วนเขาเป็นแค่คนในยุคนี้แต่กลับสามารถเล่าเรื่องที่ดึงดูดผู้คนได้มากถึงเพียงนั้น แค่เพียงนิทานเรื่องเดียว ก็พอที่จะทำให้เห็นความสามารถของเขา
จึงรีบเอ่ยขึ้นทันที “คุณชาย ข้าอยากปรึกษาเรื่องการร่วมมือกับท่าน เพียงแต่จำเป็นต้องถามท่านสักสองสามคำถาม ถ้าท่านยินยอม พวกเราก็ค่อยปรึกษากันต่อ แต่หากท่านรู้สึกว่าข้าละลาบละล้วงล่ะก็ ถือเสียว่าข้าเชิญท่านดื่มน้ำชาสักแก้วก็พอ”
คนผู้นั้นได้ฟังถงเชียนเอ่ยความคิดของตัวเองออกมาอย่างใจกว้างเช่นนั้น ก็ไม่ได้บีบคั้นอีกต่อไป แล้วจิบน้ำชาที่ถงเชียนรินให้ตนเองพลางเอ่ยว่า “ข้ามีนามว่าเจินรุ่ย แม่นาง ท่านอยากถามสิ่งใดก็ถามมาเถอะ อย่างไรเสียข้าก็เป็นคนกล่าวประโยคเมื่อครู่ออกมาเอง ข้าควรที่จะรับผิดชอบมัน”
ถงเชียนกำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับชื่อนี้ของเขา เจินรุ่ย หากความสามารถของเขาเป็นเฉกเช่นเดียวกับชื่อที่ฉลาดหลักแหลมของเขา ก็คงจะไม่วิพากษ์วิจารณ์ในสถานการณ์เช่นนั้นหรอก แต่หากไม่ใช่เพราะเขาเอ่ยเช่นนั้น ตนก็อาจหาคนแบบนี้ไม่เจอ บางทีนี่อาจเป็นคนที่ตนตามหาก็ได้ แต่หากเป็นคนที่มีความสามารถจริง ๆ ล่ะก็ ต่อให้ไม่อาจช่วยเหลือตน ให้เขาไปศึกษาเล่าเรียนเป็นเพื่อนพี่ซิวผิงก็ดีเหมือนกัน
เมื่อคิดเช่นนี้จึงถามอย่างไม่กังวลอีกต่อไป “คุณชายเจิน คำพูดเมื่อครู่นี้ของท่าน ข้าไม่ทันระวังจึงได้ยินเพียงเล็กน้อย ท่านบอกว่าท่านรู้จักเรื่องราวมหัศจรรย์มากมาย หากท่านเล่านิทานล่ะก็ ในทุกๆ วันท่านสามารถเล่าเรื่องราวออกมาไม่ซ้ำกันเลย ข้าจึงอยากถามว่า เรื่องนี้เป็นความจริงรึ?”
เจินรุ่ยมองดูท่าทางจริงจังของถงเชียน เดิมทีก็นึกว่านางจะถามคำถามที่น่าตื่นตระหนก แต่หากถามเพื่อยืนยันประโยคเดียวนี้ล่ะก็ ไม่เห็นต้องทำท่าทางใหญ่โตถึงเพียงนี้เลย จึงตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า “หากแม่นางไม่เชื่อล่ะก็ ลองมาที่นี่ทุกวันสิ แล้วข้าจะเล่าเรื่องราวที่ไม่ซ้ำแบบให้เจ้าฟัง”
ถงเชียนพยักหน้าเบาๆ แล้วถามต่อว่า “แล้วถ้าให้ท่านทำตามเนื้อเรื่องบางส่วน จากนั้นก็จัดเรียงเรื่องราวของท่าน แล้วค่อยนำเรื่องราวของท่านไปจัดเรียงในอีกรูปแบบการแสดงหนึ่ง ท่านจะยินยอมหรือไม่?”
เจินลุ่ยได้ยินนางถามคำถามอย่างกะทันหันเช่นนี้ ชั่วขณะหนึ่งก็ไม่รู้ว่านางต้องการเอ่ยสิ่งใดกันแน่ ไม่รู้ว่าความหมายของนางอยู่ที่ใด หากบอกให้ตนเล่านิทานล่ะก็ ตนมั่นใจว่าสามารถแสดงออกได้มากมายไม่เหมือนใคร แต่หากเอ่ยถึงการแสดงละครรูปแบบใหม่อะไรนั่น จะให้ทำอะไรอีกล่ะ
ถงเชียนเห็นเขาไม่พูดไม่จา ก็นึกว่าเขาไม่เข้าใจว่าตนเองถามอะไร ในขณะที่เตรียมจะอธิบายอยู่นั้น ก็ได้ยินเขาเอ่ยถามอย่างเหลือเชื่อว่า “ท่านคือคุณหนูถงจากโรงน้ำชาแห่งนั้นใช่หรือไม่”
ในขณะที่ถงเชียนกำลังประเมินเขา แท้ที่จริงแล้วเจินรุ่ยก็กำลังประเมินถงเชียนอยู่เช่นกัน
.
.
.