- 21 -
การเดินทาง
‘อาเพ่ย! เ้าไม่ควรเดินไปทางนั้น มันอันตราย’
‘อาเพ่ย! เ้ายังไม่หายดีเลย’
‘อาเพ่ย! ให้ข้าแบกมันนแทนเ้าเถอะ ร่างกายของเ้าไม่ควรยกของหนัก’
และอีกสารพัดคำมากมาย ที่ทำให้ป๋อเหวินเริ่มไม่สบอารมณ์ เ้ามนุษย์ผู้นี้ยุ่งวุ่นวายกับเพ่ยอิงมากเกินไป หนทางข้างหน้ายังไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่ ศิษย์ของสำนักต้าิกลายเป็ตัวถ่วง
“ศิษย์พี่โจว...”
“หืม?”
“ท่านไม่ต้องห่วงเรามากขนาดนี้หรอก ดูแลตัวของท่านเองบ้าง”
“ข้าห่วง –”
อื้ม!!!
เพ่ยอิงได้ยินเสียงกระแอมของป๋อเหวิน เทพตัวขาววิ่งไปหยิบน้ำมายื่นให้ทันที คงจะเหนื่อยจนคอแห้ง ถึงได้กระแอมเสียงดังเพียงนี้
“อะไร?”
“ดูเหมือนท่านจะระคายคอ ดื่มน้ำเสียหน่อยสิ”
“ฮึ!”
จอมมารหนุ่มรับน้ำแต่ไม่ยอมดื่ม นอนพิงต้นไม้หลับตาอย่างเหนื่อยหน่าย เมื่อไรเพ่ยอิงจะทันโลกเสียบ้าง ซื่อเป็เด็กไม่รู้จักโต เห็นแล้วเขาก็นึกรำคาญใจขึ้นมา
“นายของเ้า...เอาใจยากเหลือเกิน”
“เอ่อ”
“เอาแต่ใจไม่เคยเปลี่ยน แถมยังชอบโมโห ใช้อารมณ์กับเราอีก”
ซัวเหิงได้แต่ยืนเกาหัวแกรก เขาเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรให้เทพตรงหน้าเข้าใจ ป๋อเหวินนั้นชอบปากไม่ตรงกับใจ ส่วนเพ่ยอิงก็ตามไม่ทันความรู้สึกของตัวเอง
“เราต้องเดินทางกันต่อแล้ว”
“ต..ตะ แต่มันมืดอยู่เลยนะขอรับ” โจวซวงมองไปรอบก็เห็นเพียงป่า ท้องฟ้าและดวงดาว
“มนุษย์อย่างเ้า หวาดกลัวความมืดมิดหรืออย่างไร?”
“ข้าเปล่า!”
“งั้นก็ดี ออกเดินทางได้แล้ว” ป๋อเหวินพูดจบก็เดินนำไป โจวซวงแม้จะทำใจกล้าไม่เกรงกลัว แต่คำพูดของอาจารย์ก็ยังแทรกเข้ามาในหัวของเขาอยู่ดี
เลี่ยงการเดินป่าใน่กลางคืน มันดีที่สุดสำหรับมนุษย์อย่างเรา
“ศิษย์พี่โจว”
“หือ?”
“มีเราอยู่ด้วยตรงนี้ ท่านไม่ต้องกลัวหรอก”
คำพูดของเพ่ยอิงปลุกความกล้าในตัวของโจวซวง ชายหนุ่มเหมือนได้รับพรจาก์ หัวใจของเขาเต้นแรงจนรู้สึกได้ แปลความหมายว่า เราจะจับมือก้าวผ่านไปด้วยกัน เป็ความคิดของโจวซวงเพียงผู้เดียว เขากำลังฝันกลางวันจนซัวเหิงต้องเตือนสติ
“เลิกยิ้มกับลมฟ้า แล้วเร่งเดินเสียที!”
เพ่ยอิงเดินเคียงข้างกับป๋อเหวิน ด้านหน้ายังคงเป็หลงเฟยที่เดินนำ คาดว่าจะถึงมหาสมุทรฉางอันเวลาเช้าตรู่พอดี
เป๋ยซานหลิงต้องผงะอีกหน เมื่อศิษย์รักของตนหายตัวจากสำนัก ข้าวของเครื่องใช้บางส่วนหายไป
“ข้าว่าศิษย์พี่ใหญ่ต้องตามอาเพ่ยไปแน่”
“ฮึ่ม! เ้าเด็กบ้าเอ้ย”
คนเป็อาจารย์ก่นด่าอย่างไร ก็คงไม่ไปถึงศิษย์ของตน มนุษย์ไม่สามารอดทนต่อปัญหาที่ใหญ่เกินตนได้ เมื่อเป็เช่นนี้โจวซวงจะกลายเป็ตัวปัญหาเสียเอง
มหาเทพกลับมาที่วังเหลียนฮวา และพบโม่หรานที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“องค์รัชชทายาท”
“ท่านบอกว่าเราจะพบเพ่ยอิง” โม่หรานเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “เวลานี้มีเื่มากมายเกิดขึ้น”
“หน้าที่ขององค์รัชทายาท คือปกป้อง์และแดนเจียหลิงไม่ใช่หรือ?”
“ข้าจะปกป้องอะไรได้? ปกป้องคนของตนยังทำไม่ได้”
“อ่า...อ่อนแอเสียจริง!”
มหาเทพพจวิ้นหยางยังคงส่งยิ้มโอนอ่อน พระองค์ละทุกสรรพสิ่งได้แล้วจริงหรือ จิตของพระองค์นิ่งสงบเช่นสายน้ำ แววตาว่างเปล่าไม่มีความรู้สึก
“ข้ายังละทิ้งทุกอย่างไม่ได้”
“หือ!?”
“ความคิดขององค์รัชทายาทชัดแจ้ง ข้าก็ยังมีความรู้สึกอยู่”
ราวกับอ่านใจของโม่หรานได้ พระองค์ตอบทุกข้อสงสัยที่เขาเฝ้าถามมาโดยตลอด ดวงตาสีอ่อนขอมหาเทพที่มองเห็นทุกสรรพชีวิต ลือกันว่าครั้งหนึ่งท่านเคยเลือกอยู่เผ่ามาร ใช้ร่างกายของตนกักขังสิ่งช่วยร้าย ก่อนจะขึ้นมาอยู่บน์เก้าชั้นฟ้า
“เวลานี้เพ่ยอิง กำลังเดินทางไปมหาสมุทรฉางอัน”
โม่หรานผุดลุกทันที ดวงตาเบิกกว้างระคนใในสิ่งที่ได้รับรู้ ส่ายหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านของตัวเอง เพ่ยอิงไปมหาสมุทรฉางอันทำไม หรือว่า....
“ใช่แล้ว! เพ่ยอิงกำลังไปปลดผนึกกระบี่สาดแสงธารา”
“ข..ข้า ต้องทำเช่นไร?”
“เดิมทีองค์รัชทายาทก็ทำสิ่งใดไม่ได้อยู่แล้ว ชะตากรรมของผู้ใดก็ของผู้นั้น หน้าที่ขององค์ชาย์เก้าชั้นฟ้า คือตามหาศิลาทำนายให้พบ ก่อนที่มารดาจะสูญเสียประสาทรับรู้ทั้งห้า”
องค์รัชทายาทโม่หรานแววตาวูบไหว ในเวลานี้มารดาของเขากำลังมืดดับ หน้าที่ของผู้รับใช้ศิลาทำนาย สายเืของเทพหยั่งรู้ ไร้ศิลาทำนายแล้ว ก็เหมือนร่างกายหยุดทำงานไปด้วย
“พระองค์มองไม่เห็นสิ่งใดหรือ?”
“ข้ามองเห็นแต่ความโสมมของโลกใบนี้ ความชั่วช้าที่หอมหวานเหมือนบุปผา”
สิ่งที่องค์มหาเทพจวิ้นหยางกล่าวออกมานั้น โม่หรานออกจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนัก แววตาของพระองค์ยังคงว่างเปล่า เมื่อโม่หรานกลับออกไป มันจึงเปลี่ยนเป็ความเย่อหยิ่งถือดี
ชินอ๋องเยี่ยหลางไม่สบอารมณ์ เวลานี้ป๋อเหวินไม่ยอมกลับเผ่ามาร หนำซ้ำยังพาเทพหนุ่มมุ่งหน้าไปมหาสมุทรฉางอัน เพื่อปลดผนึกกระบี่สาดแสงธารา
“เสี่ยวรุ่ย!”
“พะยะค่ะ ชินอ๋อง”
“ไปดักรอพวกนั้นที่มหาสมุทรฉางอัน จับตัวของทั้งคู่มาให้ได้”
“พะยะค่ะ”
“เ้าเลิกใจอ่อนกับป๋อเหวินได้แล้ว บีบมันทุกหนทาง เอาให้เ้านั่นมันยอมจำนนต่อโชคชะตาของตัวเองให้ได้”
“เราจำต้องมีทั้งสองเพื่อปลดปล่อยทุกสิ่ง”
เสี่ยวรุ่ยรับคำของชินอ๋องเยี่ยหลางอย่างหนักแน่น เดิมทีป๋อเหวินไม่ได้เป็คนดื้อดึงอะไร หลังจากที่เติบโตบน์เก้าชั้นฟ้าจนครบวัย ชินอ๋องเยี่ยหลางก็แต่งตั้งให้ป๋อเหวินเป็ประมุขของเผ่ามาร โดยมีเสี่ยวซิงและเสี่ยวรุ่ยเป็พี่เลี้ยงในตอนนั้น
“พาป๋อเหวินไปป่ามรณะ จะเป็หรือตายก็ห้ามช่วยเหลือ”
เสี่ยวรุ่ยมองที่นั่งตรงหน้า ที่เวลานี้เป็ของเสวี่ยชิงเหอ คู่หมั้นของป๋อเหวิน นางหลงใหลในเรือนร่างความงามของตน เป็ที่เสน่หาของชินอ๋องเยี่ยหลาง โดยที่ป๋อเหวินไม่เคยล่วงรู้
“ท่านลุง..”
“เ้ามาั้แ่เมื่อใด?”
ข้าก็มาตอนที่ท่านยืนมองบัลลังก์ไม่วางตา เสวี่ยชิงเหอยกยิ้ม นางเคยวิ่งเล่นซุกซนไปทั่วทุกหนแห่ง แม้จะโดนดุเพียงไหนก็ยังยกยิ้มอยู่เสมอ
“ป๋อเหวินจะกลับมาหรือไม่...”
“ข้าไม่สนใจหรอกท่านลุง ต่อให้เขากลับหรือไม่ก็ตาม เขาไม่แยแสข้า ไม่ชายตามองด้วยซ้ำ”
“แล้วเ้ามัวทำสิ่งใดอยู่”
“ท่านลุง โลกใบนี้น่ะ ไม่ใจดีกับคนที่โอนอ่อนอยู่กับเื่เดิมๆหรอกนะ”
เสี่ยวรุ่ยเพียงแค่กระตุกยิ้มให้ เสวี่ยชิงเหอนางคือมารเ้าเล่ห์ หากใครได้ตกหลุมที่นางขุดเอาไว้ ก็ยากจะถอนตัวขึ้นมา ด้วยเหตุนี้นางจึงยังคงเป็ประมุขเผ่ามารที่ไม่มีผู้ใดกล้าต่อต้าน
เสี่ยวซิงแอบตามป๋อเหวินไปเงียบๆ ก่อนจะได้รับสัญญาณจากเสี่ยวรุ่ย ให้ไปรอทุกคนที่มหาสมุทรฉางอัน ตามคำสั่งของชินอ๋องเยี่ยหลาง
“ท่านพี่...”
“ว่าอย่างไร?”
“เราไม่ควรทำงานให้กับคนที่ไม่มีวันไปถึงจุดสูงสุดไม่ใช่หรือ?”
“จะพูดอะไร”
“เวลานี้ผู้ที่กำลังจะทุกสิ่ง ไม่ใช่ชินอ๋องเยี่ยหลางสักหน่อย” เสี่ยวซิงกระซิบเสียงเบา
“นี่เ้า!”
“ชู่ว!!!”
“เสี่ยวรุ่ย ท่านอย่าลืมว่าตนเองมีน้องสาว และนางก็รอวันเป็อิสระอยู่”
สิ่งที่เสี่ยวซิงพูดนั้นก็ไม่ได้ผิดไปเสียทั้งหมด เขายังคงรอวันได้พบเจอน้องสาวของตนเอง เสี่ยวหลันนางยังคงโดนลงโทษจากการมอบหัวใจให้ผู้อื่น เวลานี้นางเป็เพียงเครื่องบำเรอความใคร่ของชินอ๋องเยี่ยหลางเท่านั้น
“จับป๋อเหวินกับเทพหนุ่มให้ได้ก็พอ!”
ก่อนราตรีจะเลือนหายและถูกแทนที่ด้วยแสงสว่าง ปลายทางตรงหน้าอีกไม่ไกลคือมหาสมุทรฉางอัน ทั้งหมดแวะพักล้างหน้าล้างตา เนื่องจากเดินทางกันมาทั้งคืน
ยิ่งเข้าใกล้ เพ่ยอิงก็ยิ่งรับรู้ถึงเสียงเรียกบางอย่างจากมหาสมุทร ห้วงมหรรณพอันกว้างใหญ่ไพศาล พร้อมมอบพลังให้แก่เขา ความรู้สึกโอบล้อมและไว้ใจในตัวของเพ่ยอิง
“อาเพ่ย!”
“หือ?”
“ข้าไม่ได้บอกอาจารย์ด้วยซ้ำ ข้าห่วงเ้าจนต้องวิ่งตามออกมา”
“.....”
“ไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าเป็เช่นไร ข้าอยากพูดอะไรบางอย่างกับเ้า” เพ่ยอิงเลิกคิ้วสูงเชิงสงสัย ศิษย์พี่โจวสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ จนมองเห็นริมฝีปากสั่นอย่างเห็นได้ชัด
“คือว่า...ข้า เอ่อ ขะ ข้ารู้สึกดีกับเ้า!”
พูดออกไปแล้ว โจวซวงกำมือของตัวเองแน่น ในที่สุดเขาก็ได้พูดมันออกไป ความกล้าของมนุษย์อย่างเขาคงเป็เื่นี้ เื่ที่เขากล้าบอกความรู้สึกของตัวเองให้อีกคนรับรู้
“เราก็รู้สึกดีกับท่าน”
“หา!?”
เพ่ยอิงระบายยิ้ม ทั้งคู่ไม่ได้รับรู้เลยว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นแค่สองคน
อีกด้านที่ป๋อเหวินกับซัวเหิงกำลังล้างหน้า สองหูของเขาก็ได้ยินทุกสิ่งอย่างชัดแจ้ง ดวงตาแดงก่ำมองไปยังที่มาของเสียง พบรอยยิ้มน่ารำคาญที่เขาเห็นแล้วหงุดหงิดใจ
“เอ่อ...นายท่านขอรับ”
“เงียบ!”
“ขอรับ” ซัวเหิงแก้ต่างให้เพ่ยอิงไม่ได้ด้วยซ้ำ น้ำเสียงกดต่ำของป๋อเหวินบอกได้ว่าตอนนี้เขากำลังข่มอารมณ์ไว้อย่างที่สุด
ร่างสูงกำยำเดินกลับไม่รั้งรอผู้ใด ใบหน้าเคร่งขรึมจนัหหลงเฟยยังหวาดหวั่น
อีกฝั่งหนึ่งยังคงสนทนากันต่อ โดยไม่รับรู้สิ่งอื่นใด
“จริงหรือเพ่ยอิง! ที่เ้ารู้สึกตรงกับข้า”
“ท่านเป็พี่ชายที่ดี ศิษย์พี่โจว เรารู้สึกดีกับท่านเสมือนเป็คนในครอบครัว”
“ห๊ะ!?”
“ต..แต่ข้า ข้าไม่ –”
“ศิษย์พี่ไม่ได้คิดว่าเราเป็น้องชายของท่านหรือ? เอ่อ งั้นเราขออภัยด้วย”
“ดะ เดี๋ยว! ฟังข้าก่อนเพ่ยอิง ข้าไม่ได้มองเ้าเป็น้องชาย ข้ามองเ้าเป็เช่นคนรัก” โจวซวงประหม่าอย่างเห็นได้ชัด วันนี้เขาพูดทุกอย่างที่เก็บไว้ในใจจนหมด
“คนรักเป็เช่นไร?”
“ก็แบบที่ข้าคอยปกป้องเ้า ข้ายอมฝ่าอันตรายเพื่อเ้า ข้ายอมตายแทนเ้าได้”
“แบบนั้น..? เราก็รักป๋อเหวินนน่ะสิ”
“หา!!!”
เพ่ยอิงไม่รู้เลยว่ารักคืออะไร ยิ่งพูดก็ยิ่งงง ได้แต่ยืนเกาหัวแกรกด้วยความไม่เข้าใจ จนกระทั่งได้ยินเสียงเรียกของัหลงเฟยให้เดินทางต่อ