บทที่3(1)
ฏมู่หยางเยว่
มู่หรานหรานเดินเข้ามาในจวนได้ไม่กี่ก้าว ก็มองเห็นมู่ไป๋หงบ่าวรับใช้คนสนิทวิ่งเข้ามาหาด้วยใบหน้าแต้มรอยยิ้มกระตือรือร้นที่มู่หรานหรานเห็นจนชินตา
วันนี้หญิงสาวออกไปเดินเที่ยวตลาดตามคำชักชวนของเซียวหลินหยางจึงไม่ได้ให้อีกฝ่ายตามไปรับใช้เพราะเห็นว่าแค่สารถีอย่างหานลู่คนเดียวก็เพียงพอแล้ว
“หยุดก่อนเ้าค่ะ อย่าเพิ่งเดิน”
มู่ไป๋หงเอ่ยกับมู่หรานหรานด้วยน้ำเสียงที่ติดจะเ้ากี้เ้าการเกินกว่าฐานะความเป็บ่าวไปสักหน่อยแต่มู่หรานหรานไม่เคยนึกถือสาเพราะหญิงสาวตระหนักถึงความเอาใจใส่และความจงรักภักดีของอีกฝ่ายดียิ่งกว่าใครฐานะของมู่ไป๋หงในใจนางจึงไม่ใช่แค่เพียงบ่าวรับใช้คนสนิทแต่อีกฝ่ายเปรียบเสมือนน้าสาวคนหนึ่งของตน
มู่ไป๋หงย่อตัวลงพลางใช้ผ้าสะอาดเนื้อนุ่มเช็ดรองเท้าและชายกระโปรงให้มู่หรานหรานอย่างใส่ใจและพิถีพิถันมู่หรานหรานก้มลงมองพลางยิ้มอย่างอ่อนใจ
“ข้าไปแค่ตลาดไม่นาน ไม่ได้เปื้อนอะไรท่านไม่ต้องเช็ดก็ได้”
“บ่าวชินเสียแล้ว ถึงไม่เปื้อนคุณหนูก็ให้บ่าวเช็ดเถอะเ้าค่ะ”
มู่หรานหรานถอนหายใจเบา ๆ “ก็ได้ ๆ ข้าตามใจท่าน”
มู่ไป๋หงเช็ดเสร็จก็ลุกขึ้นมายืนอยู่ด้านหลังมู่หรานหรานก่อนจะออกเดินตามหญิงสาวที่กำลังสาวเท้ามุ่งหน้าไปยังเรือนจี้เหลียวประดุจเงา
ในขณะที่เรือนจี้เหลียวอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าวมู่หรานหรานก็สังเกตเห็นบ่าวไพร่ถืออาภรณ์ เครื่องประดับ กะละมังใส่น้ำร้อนทยอยเดินตามกันออกมาจากในเรือนหญิงสาวจึงเอ่ยเรียกบ่าวคนหนึ่งมาสอบถาม
“มีคนอยู่รับใช้คุณหนูสี่แล้วหรือข้าหมายถึงสตรีในเรือนนั่นน่ะ”
“ยังไม่มีเ้าค่ะเพียงแต่คุณชายเซียวสั่งให้พวกบ่าวออกมาก่อน หาก้าให้เข้าไปจะเรียกเ้าค่ะ”
มู่หรานหรานทำหน้าฉงน พลางโบกมือให้บ่าวรับใช้ไปได้ส่วนตนก็เดินต่อไปยังเรือนจี้เหลียว โดยไม่ได้นึกติดใจสงสัยอะไรอย่างน้อยหญิงสาวก็บอกกับตัวเองว่ามันควรจะเป็เช่นนั้นเพราะหากเป็เื่ของเซียวหลินหยาง ความเคลือบแคลงสงสัยใด ๆล้วนถูกมู่หรานหรานปัดออกไปจากสมองของนางทั้งสิ้น คล้ายกับการหลอกตัวเองมากกว่าจะเป็ความเชื่อใจอย่างแท้จริง
“ข้าบอกให้ออกไปก่อนอย่างไรเล่า”
เหลืออีกเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้นที่มู่หรานหรานจะเดินไปถึงหน้าประตูเรือนจี้เหลียวแต่กลับได้ยินเสียงแข็ง ๆ ของเซียวหลินหยางที่คล้ายกับกำลังข่มกลั้นอารมณ์ดังลอดออกมาจากในเรือนเสียก่อน
ฝีเท้าของมู่หรานหรานชะงัก ใบหน้าแฝงความประหลาดใจขึ้นมาอีกคำรบทั้งแปลกใจในเื่ที่เซียวหลินหยางไล่บ่าวไพร่ออกมาขังตัวเองอยู่กับน้องสาวบุญธรรมของนางสองต่อสอง และก็แปลกใจในน้ำเสียงแข็งกระด้างของอีกฝ่ายที่นับั้แ่คบกันมาได้ร่วมปีมู่หรานหรานก็เพิ่งจะเคยได้ยินน้ำเสียงเช่นนี้ออกมาจากปากชายหนุ่มเป็ครั้งแรก
“พี่เซียว ข้าเอง... เจี๋ยอินอาการไม่สู้ดีหรือให้ข้าตามหมอหรือไม่”
ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ มู่หรานหรานไม่กล้าที่จะขยับเท้าก้าวออกไปได้แต่รอให้อีกฝ่ายส่งเสียงตอบกลับมา
“นางไม่เป็อะไรแล้ว ไม่ต้องตามหมอหรอก เ้าเข้ามาสิ”น้ำเสียงของเซียวหลินหยางกลับมาอ่อนโยนอีกครั้งคล้ายกับเมื่อครู่เป็มู่หรานหรานเองที่หูฝาดไป
มู่หรานหรานขยับเท้าที่จู่ ๆ ก็รู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาเดินต่อไปยังหน้าประตูเรือนทว่าเมื่อมาถึงแล้วหญิงสาวกลับยืนนิ่งอยู่หน้าประตูไม่ยอมขยับ จนมู่ไป๋หงนึกสงสัยในท่าทางของหญิงสาวส่งเสียงกระซิบเรียกนางออกมาเบา ๆ มู่หรานหรานจึงได้ผลักประตูเปิดเข้าไปในวินาทีต่อมา
ภาพที่ปรากฏสู่สายตาทำเอามู่หรานหรานเผลอพรั่งพรูลมหายใจออกมาเบา ๆด้วยความโล่งอก โดยไม่รู้ตัว ทั้งยังนึกตำหนิตัวเองในใจที่มีความคิดเหลวไหลเคลือบแคลงสงสัยในตัวเซียวหลินหยางอย่างไร้เหตุผล
หญิงสาวมองเห็นมู่เจี๋ยอินนอนอยู่บนเตียงอย่างเรียบร้อยในอาภรณ์ที่ยังเปียกชุ่มชุดเดิมผ้าม่านที่ถูกรวบเก็บไว้ตรงเสาเตียงทำให้มองไม่เห็นว่าอีกฝ่ายหลับหรือตื่นอยู่ส่วนเซียวหลินหยางนั่งอยู่ที่โต๊ะกลมในโถงกลางห้อง ด้วยสีหน้าท่าทางที่สงบนิ่งแฝงความอบอุ่นเช่นเดิม
จากที่คิดจะเอ่ยถามชายหนุ่มในสิ่งที่ตนกำลังสงสัยมู่หรานหรานกลับเปลี่ยนใจกะทันหัน ตัดสินใจไม่ถามอีก
“เ้ามานั่งก่อนสิ ข้าจะไปตามบ่าวไพร่มาเปลี่ยนอาภรณ์ให้นาง”
มู่หรานหรานพยักหน้ายิ้มให้ชายหนุ่มก่อนจะเดินไปที่ข้างเตียงของมู่เจี๋ยอินก็ได้เห็นว่าอีกฝ่ายหลับไปแล้วทั้งที่หัวคิ้วยังขมวดกันเป็ปม
หญิงสาวใช้นิ้วโป้งนวดหัวคิ้วให้มู่เจี๋ยอินเบา ๆ เพื่อคลายปมออก พลางพิจารณาเครื่องหน้าของอีกฝ่ายอย่างเพลิดเพลินแม้ในยามที่ดวงตากลมโต ั์ตาหวานเชื่อมของมู่เจี๋ยอินถูกเปลือกตาบดบังจนทำให้เสน่ห์ในตัวลดลงไปไม่น้อยถึงกระนั้นใบหน้าของอีกฝ่ายก็ยังคงแฝงไปด้วยความอ่อนหวาน น่าทะนุถนอมจนแม้แต่นางที่เป็สตรีด้วยกันยังรู้สึกอยากปกป้อง
และไม่ทันได้ตั้งตัวความรู้สึกไม่สบายใจก็ผุดขึ้นมาในใจของมู่หรานหรานอย่างไม่น่าให้อภัยหญิงสาวรู้สึกหงุดหงิดตัวเองจนใบหน้าบึ้งตึง จึงสะบัดแขนเสื้อหมุนตัวเดินกลับมานั่งที่โต๊ะกลมกลางห้องทำท่าจะยกกาน้ำชาขึ้นมารินให้ตัวเอง แต่มู่ไป๋หงกลับฉวยแย่งไปจากมือนางเสียก่อน
มู่ไป๋หงหงายป้านชาขึ้นพลางรินน้ำชาให้มู่หรานหรานอย่างเอาอกเอาใจ ด้วยมองออกถึงความหงุดหงิดงุ่นง่านใจของอีกฝ่ายซึ่งแม้ตนจะไม่ทราบสาเหตุแต่ก็ไม่คิดจะเปิดโปง ทำเพียงคอยเอาอกเอาใจอยู่ห่าง ๆเท่านั้น
คุณหนูของนางเป็โฉมสะคราญที่เปรียบเสมือนสายลมในวสันตฤดูซึ่งให้ความรู้สึกเย็นกายเย็นใจ อยู่ใกล้แล้วสบายใจเพราะหญิงสาวมักจะไม่ปล่อยให้อารมณ์ในด้านลบครอบงำจิตใจอยู่นานนัก
มู่หรานหรานยังไม่ทันจะได้จิบชาเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ประตูเรือนก็ถูกเซียวหลินหยางเปิดออกด้านหลังชายหนุ่มยังมีบ่าวไพร่ชุดเดิมที่นางเห็นอยู่ก่อนหน้านี้ พากันเดินตามชายหนุ่มเข้ามาก่อนจะนั่งคุกเข่ารออยู่ข้างเตียงของมู่เจี๋ยอินเงียบ ๆรอให้ชายหนุ่มเพียงผู้เดียวในห้องเปิดทางให้พวกนางได้ปรนนิบัติคุณหนูสี่ของจวน
ทางด้านเซียวหลินหยางเมื่อเปิดประตูเข้ามาแล้วก็มานั่งลงตรงข้างมู่หรานหราน พลางหยิบป้านชาที่มู่ไป๋หงรินน้ำชาไว้ให้มู่หรานหรานไปยกขึ้นดื่มเสียงดังอึก ๆ จนหมดในคราวเดียวราวกับเก็บกดความกระหายไว้นานแล้วอย่างไรอย่างนั้น
เซียวหลินหยางดื่มน้ำชาจนหมดก็วางป้านชาลงก่อนจะยกมือขึ้นลูบหัวมู่หรานหราน เอ่ยกับหญิงสาวยิ้ม ๆ ว่า
“ข้ากลับก่อนละ”
“อืมเช่นนั้นข้าเดินไปส่งท่านหน้าจวนแล้วกัน”
“เ้านั่งพักผ่อนอยู่ที่นี่ให้ดีเถิดวันนี้ก็เดินตากแดดมาทั้งวันแล้ว เคยเหน็ดเหนื่อยเพียงนี้เสียที่ไหน”
มู่หรานหรานพยักหน้าให้ชายหนุ่มยิ้มๆ มองส่งอีกฝ่ายจนลับสายตาความหงุดหงิดเมื่อครู่บรรเทาลงหลายส่วนดังที่มู่ไป๋หงประเมินไว้ ก่อนที่หญิงสาวจะหันไปมองบ่าวไพร่ที่เริ่มขยับตัวดึงม่านกั้นพื้นที่ส่วนเตียงนอนกับห้องโถงลง เมื่อเซียวหลินหยางจากไป
“ต่อไปพวกเ้าก็อยู่ดูแลรับใช้นางที่นี่ให้ดีปฏิบัติกับนางให้เหมือนกับที่ปฏิบัติกับทุกคนในตระกูลมู่”
“เ้าค่ะ คุณหนูรอง”บ่าวรับใช้ขานรับคำอย่างพร้อมเพรียง
สั่งความบ่าวไพร่เสร็จมู่หรานหรานก็เบนสายตากลับมามองป้านชาของนางที่เซียวหลินหยางดื่มทิ้งไว้คราบน้ำที่หลงเหลือติดอยู่ตรงขอบของป้านชาไม่ได้ทำให้มู่หรานหรานนึกรังเกียจเพราะหากเป็ไม่กี่ชั่วยามก่อนหน้านี้นางก็คงดื่มน้ำชาต่อจากชายหนุ่มได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ
แต่ความไม่สบายใจที่ก่อตัวขึ้นมาแล้วอย่างเงียบๆ แผ่คลุมไปทุกพื้นที่ส่วนลึกของจิตใจ กระทั่งลุกลามไปยังจิตใต้สำนึกทำให้หญิงสาวไม่คิดจะดื่มชาจากป้านชาใบเดียวกันกับชายหนุ่มและไม่อาจทำได้อีกนานจนกว่าความไม่สบายใจที่เกิดขึ้นมาในเวลานี้จะคลี่คลายลง
มู่หรานหรานปล่อยให้มู่เจี๋ยอินพักผ่อนอยู่ในเรือนจี้เหลียวตามลำพังกับสาวใช้ส่วนตนเองเดินมาหามารดาที่เรือนเหลียนฮวา ซึ่งเป็ชื่อที่บิดาของนางเป็คนตั้ง
บิดานางเลือกใช้ชื่อนี้เพราะเป็ชื่อมารดานางเป็การแสดงความรักที่บิดามีต่อมารดา โดยไม่ได้เอ่ยคำรักบอกต่อกันตรง ๆ
มู่หรานหรานเห็นว่ามู่เจินบ่าวรับใช้คนสนิทของมารดายืนเฝ้าอยู่ที่ด้านหน้าประตูเรือนจึงเอ่ยถามออกไป
“ท่านแม่มีแขกหรือ”
มู่เจินกลับเอ่ยตอบไม่ทันคนที่อยู่ในเรือนไป๋เหลียนฮวา มารดาของมู่หรานหรานส่งเสียงออกมาจากในเรือน เอ่ยกับมู่หรานหรานว่า
“เสี่ยวหราน [1]เข้ามาคารวะป้าหลิวสิลูก”
มู่ไป๋หงเปิดประตูให้มู่หรานหรานเข้าไปในเรือนพลางงับปิดให้เสร็จสรรพก่อนจะยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูกับมู่เจิน
มู่หรานหรานยิ้มหวานให้แขกของมารดาพลางค้อมกายคารวะ “เสี่ยวหรานคารวะป้าหลิวเ้าค่ะ คุยอะไรกันอยู่หรือเ้าคะ เสี่ยวหรานมาขัดจังหวะหรือไม่”หญิงสาวเอ่ยถามหลิวฮั่วเหมย แขกของมารดาพร้อมกับเดินไปนั่งอย่างเรียบร้อยอยู่ข้างกายมารดา
“ไม่เลยจ้ะ”หลิวฮั่วเหมยยิ้มกว้าง ประกายตาแฝงความชื่นชมในความงดงามของมู่หรานหราน
ไป๋เหลียนฮวาเอ่ยเสริมขึ้นว่า“ป้าหลิวมาขอให้แม่บอกพี่ใหญ่ของเ้า ให้ช่วยขึ้นทะเบียนพลทหารให้บุตรของนาง”
มู่หรานหรานหันไปหาหลิวฮั่วเหมย“บุตรชายป้าหลิวอายุเท่าไหร่หรือเ้าคะ”
หลิวฮั่วเหมยกลอกตาไปทางอื่นแวบหนึ่งคล้ายคำถามของมู่หรานหรานทำให้นางเกิดความรู้สึกประหม่าก่อนจะหันมาสบตากับมู่หรานหรานอีกครั้ง แล้วเอ่ยตอบว่า “สิบห้าแล้วจ้ะ”
“อายุสิบห้าเป็พลทหาร อีกไม่กี่ปีก็คงได้เป็แม่ทัพ พี่ใหญ่ของเสี่ยวหรานก็จะได้กลับมาอยู่ติดบ้านเสียที”มู่หรานหรานเอ่ยอย่างติดตลก เพื่อสร้างความสนิทสนมกับอีกฝ่าย
สตรีทั้งสามนางต่างหัวเราะออกมาพร้อมเพรียงกันก่อนที่ไป๋เหลียนฮวาจะเอ่ยขึ้นว่า
“พี่ใหญ่ของเ้ารักงาน รักหน้าที่ยิ่งกว่าอะไร หากให้กลับมาอยู่บ้านคงจะอึดอัดตายต่อให้แก่จนออกรบไม่ไหวก็ขอให้ได้อยู่ในกองทัพ ลับดาบให้รุ่นน้อง”
คำพูดของไป๋เหลียนฮวาสร้างเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นยิ่งกว่าคราวของมู่หรานหรานเสียอีกจนหญิงสาวถึงกับมีน้ำตาซึมออกมา
หลังเช็ดน้ำตาที่ซึมออกมาจากปลายหางตาเรียบร้อยแล้วมู่หรานหรานก็เอ่ยเปลี่ยนเื่
“ท่านแม่วันนี้ลูกไปเจอนายหน้าค้าทาสนำทาสหญิงอุยกูร์มาขายเ้าค่ะมีนางเพียงคนเดียวที่เป็สตรี ลูกสงสารจึงซื้อตัวนางมา รับไว้เป็น้องบุญธรรมหวังว่าท่านแม่กับท่านพ่อจะไม่ตำหนิที่ลูกรีบร้อนตัดสินใจ”
“เ้าไม่ได้ทำเื่ไม่ดีอะไรซ้ำยังช่วยคน แม่จะหาเหตุอะไรมาตำหนิเ้า แล้วนี่ นางไปไหนเสียล่ะเรียกคนไปตามนางมาให้แม่รู้จัก เห็นหน้าค่าตาหน่อย”
มู่หรานหรานทำหน้าเจื่อน“ก่อนกลับจวนมา นางดันตกทะเลสาบเ้าค่ะ เคราะห์ดีที่พี่เซียวช่วยขึ้นมาทัน ตอนนี้จึงพักผ่อนอยู่เ้าค่ะ”
ไป๋เหลียนฮวามีสีหน้าใ “ตายจริง!ทำอีท่าไหนกัน นางถึงตกลงไปได้”
“ลูกกับพี่เซียวก็ไม่ทันจะได้สังเกตเ้าค่ะออ มีอีกคนที่อยู่ในเหตุการณ์แต่ลูกยังไม่ได้ถามเขาเลยเ้าค่ะมัวแต่ร้อนใจกลัวว่านางจะเป็อะไรไปจนลืมเสียสนิท”
“ช่างเถิด ๆนางไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว แล้วพี่เซียวของเ้าไปไหนเสียแล้ววันนี้แม่ยังไม่เห็นหน้าเห็นตา”
“กลับไปเมื่อครู่เองเ้าค่ะสงสัยจะมีธุระ”
มู่หรานหรานเอ่ยแก้ตัวแทนคนรักด้วยไม่อยากให้มารดานึกตำหนิชายหนุ่ม เพราะทุกครั้งเวลาที่เซียวหลินหยางจะไปจะมาก็มักจะแวะมาคารวะและชวนมารดาของนางพูดคุยเล็กน้อยก่อนเสมอแต่วันนี้กลับผิดแปลกไปจากที่เคย
หลิวฮั่วเหมยเห็นว่าตนไม่มีความจำเป็อะไรจะรั้งอยู่ที่นี่แล้วจึงเอ่ยขอตัวกลับ มู่หรานหรานกับมารดาจึงเดินออกมาส่งอีกฝ่ายขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่ที่หน้าจวน
คล้อยหลังหลิวฮั่วเหมยไปไม่นานรถม้าของจวนไท่ฟู่คันหนึ่งก็เคลื่อนตัวมาจอดเทียบที่ด้านหน้าจวน
สตรีต่างวัยทั้งสองนางรวมถึงมู่ไป๋หงต่างยิ้มรอต้อนรับคนในรถม้าอีกฝ่ายก้าวลงจากรถม้าด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง เมื่อมองเห็นว่ามีคนมายืนรอรับตนอยู่หน้าจวนก็ยิ้มกว้าง
มู่เหวินฮวน บิดาของมู่หรานหรานที่เพิ่งลงจากรถม้าเดินมากุมมือไป๋เหลียนฮวา “พวกเ้ามายืนตากแดด ตากลมอะไรกันตรงนี้ ไปเข้าไปข้างในกันเถอะ”เอ่ยพลางยกแขนขึ้นโอบไหล่ภรรยาด้วยท่าทางรักใคร่ไม่ต่างจากวันวาน
มู่หรานหรานไม่ได้เดินตามคนทั้งสองไปแต่กลับยืนมองแผ่นหลังที่เดินเคียงคู่กันไปของอีกฝ่ายยิ้มๆ พลางเกิดคำถามในใจว่าหากนางกับเซียวหลินหยางแต่งงานกันใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว ในวันที่นางแก่ชรา ิัเหี่ยวย่น ไม่งดงามดังเช่นตอนนี้ชายหนุ่มจะยังคงรักนางไม่เสื่อมคลายเหมือนที่ท่านพ่อรักท่านแม่หรือไม่
มู่ไป๋หงก็กำลังมองตามแผ่นหลังของคนทั้งคู่ไปเช่นกันภาพที่ปรากฏแก่สายตาของนางช่างเป็ภาพที่งดงามและตราตรึงใจแววตาของมู่ไป๋หงจึงพราวระยับไปด้วยความชื่นชมและความเพ้อฝันรอยยิ้มยิ่งกว้างกว่ารอยยิ้มของมู่หรานหราน
นางเกิดความคิดที่เข้าขั้นเพ้อฝันขึ้นมาว่าบุรุษที่มีใจรักมั่นคงต่อสตรีเพียงผู้เดียวเช่นมู่เหวินฮวนนางจะไปหาจากที่ใดได้อีกซึ่งเป็ความคิดที่มักจะผุดขึ้นมาในใจนางอยู่เสมอในยามที่เห็นมู่เหวินฮวนกับไป๋เหลียนฮวาอยู่ด้วยกัน
ค่ายทหารเมืองไท่หยวน แคว้นต้าถัง อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแม่ทัพเขตซีเป่ย หนึ่งในสี่แม่ทัพใหญ่แห่งต้าถังมู่หยางเยว่ ซึ่งทำหน้าที่รักษาการณ์ชายแดนทิศเหนือจรดทิศตะวันตกของแคว้นต้าถัง
เขตแดนด้านทิศเหนือของค่ายทหารติดกับชนเผ่ามองโกลทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดกับชนเผ่าอุยกูร์ และทิศตะวันตกติดกับชนเผ่าเย่จื่อ
โดยทิศทางการตั้งค่ายจะเป็การหันหน้าเข้าหาทิศเหนือซึ่งมีทุ่งหญ้าแห้งโล่งกว้างเป็เส้นแบ่งเขตแดนระหว่างต้าถังกับชนเผ่ามองโกลในขณะที่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือจรดทิศตะวันตกมีเทือกเขาหัวซานเป็ปราการแบ่งเขตแดนตามธรรมชาติลึกเข้าไปทางด้านหลังของค่ายเป็คลังเสบียงทั้งปีของกองทัพ
นับั้แ่แคว้นต้าถังถูกสถาปนาขึ้นมาบ้านเมืองก็สงบสุขเรื่อยมา ไร้วี่แววข้าศึกศัตรูเข้ามารุกรานจนดูเหมือนว่าการฝึกทหารอย่างเข้มงวดกวดขันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันดูจะเกินความจำเป็ไปมากถึงกระนั้นแม่ทัพแซ่มู่กลับไม่เคยคิดจะผ่อนปรน
หน้ากระโจมพักของมู่หยางเยว่พลทหารนายหนึ่งเอ่ยเรียกคนด้านในเสียงตื่น “ท่านแม่ทัพขอรับมีรายงานด่วนจากกองลาดตระเวนขอรับ”
“เข้ามา”เสียงทุ้มต่ำแฝงความเข้มงวดดังลอดออกมาจากในกระโจม
พลทหารคนเดิมปัดม่านกระโจมเปิดออกเดินดุ่มเข้ามาคุกเข่ารายงาน “กองลาดตระเวนสังเกตเห็นรอยเท้าม้าฝูงหนึ่งอยู่ตรงเชิงเขาห่างจากเขตค่ายออกไปราวสิบลี้ขอรับ”
มู่หยางเยว่ขมวดคิ้วสายตาหลุบมองต่ำอย่างใช้ความคิด “เป็พวกใด”
“สังเกตไม่เห็นตัวคนแม้แต่น้อยขอรับ”
“พวกมันอาจกำลังดักซุ่มเพื่อรอสบโอกาสไม่แน่ว่าอาจจะเป็โจรูเาหมายปล้นเสบียงกองทัพจัดเวรยามเฝ้าคลังเสบียงเพิ่มอีกเท่าหนึ่งแล้วส่งกองสอดแนมออกไปดูให้ชัดว่าเป็พวกใดกันแน่”
พลทหารล่าถอยออกไปแล้วมู่หยางเยว่นั่งครุ่นคิดอยู่คนเดียวเงียบ ๆ พักใหญ่ก่อนจะลุกออกจากกระโจมไปเดินตรวจตราความเรียบร้อยรอบกองทัพด้วยตนเองรอบหนึ่งจนแสงสุดท้ายของอาทิตย์อัสดงลาลับขอบฟ้าชายหนุ่มถึงวางใจได้ ยอมกลับเข้ากระโจมมาในที่สุด
มู่หยางเยว่นั่งอ่านสารทางการทหารจากม้วนไม้ไผ่ที่กองพะเนินอยู่บนโต๊ะพลางเขียนตอบลงไปทีละม้วน ๆ จนความสูงของม้วนไม้ไผ่ลดลงไปครึ่งหนึ่งก็มีพลทหารจากกองสอดแนมมาขอเข้าพบ
“ว่าไป”มู่หยางเยว่เอ่ยกับอีกฝ่ายโดยไม่เงยหน้าสายตายังคงจับจ้องตัวอักษรบนม้วนไม้ไผ่อย่างมีสมาธิ
“ตรงเชิงเขาห่างจากค่ายไปหกลี้กองกำลังไม่ทราบฝ่ายกำลังจัดวางกำลังคน ดูเหมือนว่าเตรียมจะบุกเข้ามาแล้วขอรับ”
มู่หยางเยว่เงยหน้าขึ้นทันทีแววตาฉายประกายเคร่งเครียด “พวกมันมีจำนวนเท่าใด”
“กะประมาณดูแล้วน่าจะไม่ต่ำกว่าสองร้อยคนขอรับ”
แววตาของชายหนุ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย“จัดกำลังทหารห้าสิบนาย เตรียมตั้งรับเพียงอย่างเดียวห้ามเคลื่อนทัพโดยไม่ได้รับคำสั่ง หากพวกมันบุกเข้ามาก็โจมตีกลับได้เลย”
เสียงโหวกเหวกดังไปทั่วทุกอณูของค่ายทหารบรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความตึงเครียด ก่อนที่จะค่อย ๆ สงบเงียบลงราวกับความตายมีเพียงเสียงหัวใจของแต่ละชีวิตเท่านั้นที่ดังกระหน่ำอยู่ในโพรงอกสร้างความกดดันอันน่าประหลาดให้กับทุกสรรพชีวิตในค่าย
ก่อนที่เสียงฝีเท้าม้าจะดังขึ้นอย่างกึกก้องกลบเสียงหัวใจที่กำลังเต้นกระหน่ำของทุกคนจนมิดทหารต้าถังหนึ่งนายต่อศัตรูสี่คน แม้ในด้านกำลังคนจะด้อยกว่าถึงกระนั้นการตั้งรับก็ยังคงเป็ไปอย่างแ่าจนแม้แต่ลมก็อย่าหวังว่าจะลอดผ่านเข้ามาได้
ทว่าขณะที่กำลังรบติดพันกับศัตรูอยู่อย่างเอาเป็เอาตายทหารต้าถังหลายนายก็สังเกตได้ถึงความผิดปกติบางอย่างจากที่คาดการณ์กันไว้ว่าศัตรูจะรุกไล่เข้ามาในค่ายแต่อีกฝ่ายกลับรักษาเขตการรบอยู่แค่จุดเชื่อมต่อเขตแดนต้าถังกับเขตแดนชนเผ่าเย่จื่อ
และไม่ทันที่นายทหารเ่าั้จะได้ขบคิดจนรู้แจ้งในแผนการของอีกฝ่ายที่คลังเสบียงในค่ายทหารก็เกิดความโกลาหลขึ้นมาเสียก่อนศัตรูจำนวนหนึ่งลอบบุกเข้ามายังคลังเสบียงในขณะที่เวรยามที่จัดไว้กำลังผ่อนคลายความระมัดระวังลง
ด้วยสถานการณ์การรบตรงเชิงเขาที่กำลังดุเดือดทั้งยังไม่ทราบแน่ชัดถึงที่มาที่ไปของศัตรูว่าเป็กองกำลังของฝ่ายใดหากจะฟันธงลงไปว่าเป็โจรูเาก็ยังมีข้อสังเกตว่าการจัดกระบวนทัพของอีกฝ่ายเป็ระเบียบเรียบร้อยจนเกินไปทำให้ไม่มีใครคาดคิดว่าศัตรูถึงกับใช้กลยุทธ์ส่งเสียงบูรพาตีฝ่าประจิม[2]!
ดังนั้นแม้จะจัดเวรยามในการเฝ้าคลังเสบียงไว้เป็จำนวนมากกว่าเดิมถึงเท่าตัวซ้ำทหารเวรยามเ่าั้ก็ยังมีอาวุธครบมือ แต่กลับตั้งรับศัตรูได้ไม่เต็มที่นักและยังมีทีท่าว่าจะเป็ฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ
นอกจากนี้สาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งซึ่งถือเป็จุดเปลี่ยนที่สำคัญของชีวิตมู่หยางเยว่แม่ทัพเขตซีเป่ยผู้เกรียงไกรก็คือภายในคลังเก็บเสบียงกลับมีพลทหารที่เซ่อซ่านายหนึ่งกำลังตั้งอกตั้งใจนับเสบียงอยู่อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
หูตาจดจ่ออยู่กับเสบียงของกองทัพตรงหน้าโดยไม่ยินยลสรรพเสียงจากบริเวณโดยรอบที่ผิดแปลกไปจากสถานการณ์ปกติเลยแม้แต่น้อยซ้ำในมือทั้งสองข้างยังมีเพียงม้วนไม้ไผ่และพู่กันด้ามหนึ่งเท่านั้นกว่าที่จะรู้ตัวว่าภายนอกเกิดสิ่งใดขึ้น ตนก็ถูกฝ่ายศัตรูลากออกจากค่ายไปไกลแล้ว
“เสี่ยวชิง!เ้าคนแซ่เผิงสมควรตาย!”พลทหารนายหนึ่งที่ตั้งสติได้เร็วกว่าใครในที่นั้นะโออกมาด้วยความใก่อนจะวิ่งไปยังกระโจมหลังใหญ่กลางค่าย ซึ่งเป็ที่พักของมู่หยางเยว่
ส่วนพลทหารนายอื่นก็ละล้าละลังไม่กล้าติดตามไปด้วยกลัวว่าหากรุกไล่ศัตรูไปไกลจนข้ามผ่านเขตแดนของต้าถังออกไปจะกลายเป็การบุกรุกเขตแดนของชนเผ่ารอบนอกและอาจทำให้เกิดข้อพิพาทกันในภายหลังได้ทั้งยังกลัวว่านี่อาจจะเป็แผนการล่อพยัคฆ์ออกจากถ้ำของศัตรู
ทางด้านพลทหารที่วิ่งมายังกระโจมพักของมู่หยางเยว่เมื่อวิ่งหน้าตั้งมาถึงก็พรวดพราดเข้าไปด้วยสีหน้าแตกตื่นโดยไม่แม้แต่จะเอ่ยปากขออนุญาตคนในกระโจม
“ท่านแม่ทัพท่านแม่ทัพขอรับ เ้าคนแซ่เผิงโดนจับตัวไปแล้วขอรับ!”
มู่หยางเยว่กำลังจะเอ่ยปากตวาดที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเสียมารยาทแต่เมื่อได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวรายงาน ก็ทะลึ่งพรวดขึ้นมาจากเก้าอี้ทันที“เสี่ยวชิง!”
อุทานออกมาได้คำเดียวคนก็พุ่งปราดออกจากกระโจมไปปานลูกธนูพุ่งออกจากแล่งก่อนจะเหวี่ยงกายขึ้นหลังม้าที่ผูกไว้ข้างกระโจมพลางะโสั่งความเสียงดังกึกก้องไปทั้งบริเวณ
“ทหารสิบนายตามข้ามา!”
มู่หยางเยว่พร้อมด้วยทหารสิบนายควบม้าห้อตะบึงไปยังเชิงเขาทางทิศตะวันตกรุกไล่ศัตรูจนเตลิดออกไปยังเขตแดนของชนเผ่าข้างเคียง ราวกับว่าเมื่อเืเข้าตามู่หยางเยว่ก็ไม่คิดจะสนใจสิ่งใดที่ตนเคยยึดถืออย่างเคร่งครัดตลอดชีวิตการเป็แม่ทัพอีกแล้ว
ผ่านไปราวครึ่งก้านธูปสายตาของชายหนุ่มก็มองเห็นร่างของพลทหารประจำกองทัพของตนที่กำลังถูกศัตรูลากถูลู่ถูกังอยู่ในที่สุด
อีกฝ่ายเป็เพียงพลทหารนับเสบียงแสนต่ำต้อยผู้หนึ่งไม่ควรค่าให้แม่ทัพใหญ่อย่างเขาต้องตามมาชิงตัวกลับไปด้วยตัวเองแม้แต่น้อยหรือหากจะสละชีวิตของอีกฝ่ายเพื่อความมั่นคงของกองทัพก็ไม่ใช่เื่ไร้คุณธรรมแต่อย่างใด
หากแต่ในวินาทีแห่งความเป็ความตายของอีกฝ่ายมู่หยางเยว่ก็พลันตระหนักได้ว่าในใจของเขาพลทหารผู้นี้ไม่ได้เป็เพียงแค่พลทหารเล็ก ๆนายหนึ่งแต่กลับเป็คนที่สำคัญเท่ากับชีวิตของเขา!
มู่หยางเยว่เห็นว่าศัตรูมีจำนวนน้อยกว่าก็ย่ามใจยิ่งใกล้ถึงตัวอีกฝ่ายเท่าใดส้นเท้าก็ยิ่งกระทุ้งท้องม้าหนักขึ้นเรื่อย ๆเพื่อเร่งฝีเท้าม้าให้เร็วขึ้น ทว่ายังไม่ทันที่ตนจะได้ลงดาบชิงคนอีกฝ่ายก็ผลักเผิงเสี่ยวชิงออกมาเสียก่อน มู่หยางเยว่เหวี่ยงกายลงจากหลังม้าอย่างฉับพลันเพื่อรับร่างของอีกฝ่ายไว้ในอ้อมแขน
วินาทีต่อมาลูกธนูหลายสายก็พุ่งออกมาจากหลายทิศทางโดยไม่อาจระบุตำแหน่งของพลธนูได้ทหารทั้งสิบนายที่ตามมู่หยางเยว่มาล้วนมีลูกธนูปักอยู่บนร่างคนละหนึ่งดอกก่อนที่คนจะร่วงลงจากหลังม้าดุจใบไม้แห้งที่ปลิดปลิวออกจากขั้ว สิ้นใจตายในทันทีไม่เหลือร่างที่ยังคงมีลมหายใจอยู่แม้แต่ร่างเดียว
มู่หยางเยว่ตระหนักได้ในทันทีว่าตนหลงกลศัตรูเข้าให้แล้วอีกฝ่ายล่อให้เขาหลุดเข้ามาอยู่ในวงล้อมของพวกตนเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
แม้ชายหนุ่มจะยังไม่เข้าใจว่าศัตรูรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะติดกับหากใช้เผิงเสี่ยวชิงเป็ตัวล่อ แต่ชายหนุ่มก็ไม่มีเวลาให้ทำความเข้าใจให้กระจ่างชัดอีกแล้ว
แววตาของชายหนุ่มสาดประกายเหี้ยมเกรียมทั้งยังแฝงความเด็ดเดี่ยวก่อนที่เขาจะอุ้มเผิงเสี่ยวชิงขึ้นโยนพาดลงบนหลังม้าอย่างไม่เบานักด้วยความรวดเร็วแล้วชักดาบขึ้นมาฟันไปที่ท้องม้าอย่างแรง จนม้าศึกตัวพ่วงพีสีแดงพุทราส่งเสียงร้องแหลมยาวด้วยความเ็ปพร้อมกับวิ่งเตลิดฝ่าวงล้อมของศัตรูออกไปปานเหินหาวในวินาทีต่อมา
มู่หยางเยว่มองตามสายตาที่แฝงความเ็ปของคนบนหลังม้าซึ่งกำลังทอดมองมายังเขาจนหายลับไปจากครรลองสายตาแววตาที่เคยฉายความกังวลของชายหนุ่มพลันปรากฏร่องรอยความโล่งอกขึ้นมาในที่สุดขณะที่ความคิดก็ล่องลอยไปไกล จนถึงวันแรก ๆที่เขาได้พบกับพลทหารแซ่เผิงผู้นั้น
[1] คำว่า เสี่ยวใช้เรียกนำหน้าชื่อของผู้ที่อ่อนวัยกว่า
[2]กลยุทธ์ส่งเสียงบูรพาตีฝ่าประจิม เป็หนึ่งในกลศึกสามก๊ก หมายถึงหลอกล่อให้ศัตรูทุ่มกำลังตั้งรับอีกทิศ แต่บุกโจมตีอีกทิศที่ศัตรูคาดไม่ถึง