“ตอนนี้ที่เหลียงซาน คนพวกนั้นกำลังฆ่าฟันกันเพื่อขึ้นเป็ผู้ปกครองใหม่ ขุนนางที่รอดชีวิตแตกฝักแตกฝ่าย คหบดีผู้มีเงินก็ซื้อตัวพรรคพวกไว้คอยสนับสนุนตน วุ่นวายยิ่งกว่าโจรป่าตีกันเสียอีก!”
เขาเงียบไปชั่วครู่ ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ตัวข้ายังไม่เท่าไร ใบหน้านี้…เฮอะ! คนในวังก็แทบไม่มีใครจำได้อยู่แล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนรู้จักข้าเลย นางกำนัลพวกนั้นจ้องจะขายข้าให้พวกเศษสวะนั่นตาเป็มัน! ข้าถึงต้องรีบหนีออกมาก่อน”
เมิ่งหรูที่แอบฟังอยู่พยักหน้าหงึก ๆ อย่างเห็นด้วย ส่วนสหายคลุมผ้าก้มหน้างุด ทำตัวลีบเล็กดุจไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเบื้องสูงใด ๆ ทั้งสิ้น
กวานจื่อเซิงมองนางตรง ๆ “แต่เ้าน่ะ…เหยียนเอ๋อร์ เ้ายิ่งแล้วใหญ่” น้ำเสียงของเขาคราวนี้เต็มไปด้วยความเศร้าโศก
“คนพวกนั้นคิดว่าเ้าคือสายเืราชวงศ์กวานเพียงหนึ่งเดียวที่ยังมีสิทธิ์ครองบัลลังก์ หากเ้ากลับไปพวกมันต้องรีบกำจัดเ้าให้พ้นทางเป็แน่!”
กวานซูเหยียนนิ่ง เหมือนมีอะไรมาบีบหัวใจ กวานจื่อเซิงยังพูดต่อ
“แล้วยังเื่สกุลเซียวอีก ตอนนี้เ้าเป็ฮูหยินของแม่ทัพแคว้นฉู่ หากย่างเท้ากลับเข้าไปในเขตแคว้นเหลียงซาน ดีไม่ดีอาจถูกตั้งข้อหาฏได้ด้วยซ้ำ” พูดจบ เขาก็ถอนหายใจยาว ราวกับกลัวว่านางจะดื้อดึงกลับไปจริง ๆ
กวานซูเหยียนเองก็เริ่มเคร่งเครียด เพราะเพิ่งตระหนักได้ว่า สถานะของนางตอนนี้อันตรายเพียงใด นางไม่อาจกลับไปที่แคว้นเหลียงซาน
ส่วนที่แคว้นฉู่ก็มีการทำสำมะโนครัวอย่างเข้มงวด หากวันหนึ่งนางเก็บเงินได้มากพอไว้สำหรับซื้อที่ดินอยู่อาศัย แต่จะยืนยันตัวตนให้ผ่านด่านตรวจเอกสารการซื้อที่ดินได้อย่างไร?
จะทำทีเป็คนเร่ร่อนอาศัยอยู่ในป่าก็ใช่ที่ ฝืนอยู่ไปก็ไม่รอด และไม่เหมาะอย่างยิ่งกับนางที่กำลังจะคลอดบุตรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
“เราจะไปอยู่ที่ไหนกันดีพี่ห้า..เมิ่งหรู” นางรำพันออกมาเบาๆ สายตาเลื่อนลอยไปยังถนนในเมืองที่ความวุ่นวายปะปนกับกลิ่นฝุ่น
แล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว “เมืองเป่ย…”
เมิ่งหรูหันขวับ “อะไรนะเ้าคะ?!!”
“เมืองเป่ยที่ฮ่องเต้พระราชทานให้เซียวหลิงเจาปกครองก่อนหน้านี้อย่างไรเล่า!” นางกล่าวพลางคิดหาเหตุผลในใจสารพัด เพื่อจะได้มั่นใจว่าตนคิดถูก
“เมืองนั้นเสียหายจากา ผู้คนอพยพออกไปเกือบหมด นี่ก็เพิ่งจะเริ่มมีชาวบ้านเดินทางกลับเข้าไปเพื่อฟื้นฟูที่ดินทำกินเมื่อไม่นานนี่เอง แต่หลายคนที่ไม่พอใจในตัวเซียวหลิงเจาก็ไม่คิดจะกลับไปอยู่ภายใต้การปกครองของเขาเช่นกัน”
กวานจื่อเซิงตาโตขึ้น “ฉลาดนักน้องข้า! เ้าจะไปซ่อนตัวที่นั่นเพื่อรอให้เซียวหลิงเจากลับมาติดกับที่เมืองเป่ยใช่หรือไม่!”
หญิงสาวกลอกตา “พี่ห้าเลิกพูดเื่แก้แค้นได้แล้ว ข้าไม่ได้คิดจะแก้แค้นอะไรทั้งสิ้น แค่อยากมีชีวิตดีๆ ที่ไม่ต้องคอยระวังว่าจะมีคนมาฆ่าทิ้งเท่านั้น!”
ชายหนุ่มหุบปากทันที สีหน้าสลดลง แต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่เคยเถียงชนะญาติผู้น้องคนนี้ได้เลยสักครั้ง และนางก็พูดถูก..
ชีวิตพวกตนในฐานะผู้สูงศักดิ์แห่งแคว้นมีอันตรายรอบด้าน แม้กระทั่งเวลานอนก็ยังต้องซ่อนอาวุธไว้ป้องกันตัว เขาเบื่อชีวิตห่วยๆ แบบนั้นอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
“ตอนนี้เมืองยังยุ่งเหยิง ขาดเ้าหน้าที่ดูแล ไม่มีใครมีเวลาตรวจสอบเอกสารละเอียดนัก หากเราบอกว่าทะเบียนสำมะโนครัวของเราสูญหายระหว่างา…ก็ย่อมมีทางสร้างตัวตนใหม่ของเราทุกคนขึ้นมาได้”
กวานจื่อเซิงคิดตามแล้วค่อย ๆ พยักหน้า “ดูสมเหตุสมผล…เมืองเป่ยวุ่นจนไม่มีเวลาไล่ตรวจประวัติคนอพยพทีละคนแน่นอน”
กวานซูเหยียนรีบเสริม “ตราบใดที่เราไม่ทำตัวให้เป็ที่สงสัย ใช้ชีวิตเป็ชาวไร่ชาวนา เราก็จะอยู่ที่นั่นได้อย่างปลอดภัย”
เื่นี้นางค่อนข้างมั่นใจ เพราะหลังจากที่เซียวหลิงเจากลับจากศึก เขาก็ยังไม่ได้เดินทางมาที่เมืองเป่ยโดยอ้างการเจ็บป่วยที่เรื้อรังระหว่างา
ความสนใจของเขาทั้งหมดจะอยู่ที่การล้างแค้นหย่งจงจิ้ง เมืองเป่ยจึงไม่ได้พัฒนาขึ้นเท่าใดนัก ผู้คนใช้ชีวิตกันตามยถากรรมไม่มีผู้ใดสนใจเื่ของคนอื่น
“ว่าแต่..” กวานจื่อเซิงถูมือไปมา ตวัดหางตาคู่งามมองไปยังญาติผู้น้องของตน
“เ้ามีเงินมากเพียงใดกันแน่ เราจะหาซื้อที่ดินเพื่อปลูกเรือนได้จริงๆ เช่นนั้นหรือ ข้าทนอยู่ในกระท่อมเล็กๆ เหม็นอับไม่ได้หรอกนะ และข้าก็ต้องมีห้องส่วนตัวด้วย! ข้าทนนอนร่วมห้องกับเ้าตัวเหม็นนี่ต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว!” เขากรีดนิ้วชี้หน้าบุรุษคลุมผ้าเหยงๆ
สหายคลุมผ้ายกมือเห็นด้วยทันที เร็วเกินไปจนทุกคนต้องหันไปมอง เขารีบก้มหน้าอย่างอาย ๆ แล้วเดินเลี่ยงไปทางเกวียน
“เงินมีพอสำหรับการเดินทางไปถึงเมืองเป่ยแน่ แต่เื่ซื้อที่ดิน ปลูกเรือน พวกเราคงต้องพยายามหาเงินกันให้มากกว่านี้” นางตอบพลางจิกสายตาตามแผ่นหลังของชายผู้นั้นไปติดๆ
สหายคลุมผ้ายังไม่ทันปีนขึ้นเกวียนดี กวานซูเหยียนก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“แต่..ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น! จนกว่าจะรู้ว่าสหายของพี่ห้าเป็ใครกันแน่!”
ทั้งกวานจื่อเซิง เมิ่งหรู และชายลึกลับต่างชะงัก ลมที่พัดผ่านเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วครู่
กวานซูเหยียนกอดอก “เขาเป็คนเหลียงซาน หรือคนแคว้นฉู่? หากไม่ยอมเปิดเผยใบหน้าให้ข้าเห็น ข้าก็จะไม่ร่วมทางกับพวกท่านอีกต่อไป”
ชายลึกลับลนลานจนเห็นได้ชัด เหงื่อผุดขึ้นที่ขมับราวกับโดนคนจับได้ว่าตนกำลังทำผิด เขามองซ้ายทีขวาทีเหมือนกำลังคิดหาทางหนีทีไล่ ก่อนจะเปิดปากพูดด้วยเสียงสั่นเล็กน้อย
“ท่าน…ท่านหญิง โปรดใจเย็นก่อนขอรับ ที่นี่คนเยอะเกินไป จะ…จะพูดอะไรออกไปอาจเป็ภัยได้ทั้งพวกท่านและข้า” เขาเบือนหน้าหนีเล็กน้อยราวกับยังลังเล แต่เมื่อเห็นสายตาเย็นเยียบของกวานซูเหยียน ก็ยอมลดเสียงลงจนแทบเป็กระซิบ
“ไปหาที่เงียบ ๆ พูดคุยกันตามลำพังจะดีกว่าขอรับ…ข้าจะบอกความจริงทุกอย่าง”
กวานจื่อเซิงยักไหล่ข้างหนึ่ง ทั้งที่รู้ตัวตนของคนผู้นี้ดีแต่เขากลับปิดปากเงียบ
ปล่อยให้นางจัดการหมอนี่สักรอบก็ดีเหมือนกัน! เขาหัวเราะในใจ "แล้วแต่เ้าเลยเหยียนเอ๋อร์ จัดการเขาได้ตามสบาย”
หลังจากซื้อเสบียง น้ำ อาหารแห้ง เสื้อผ้าใหม่สำหรับทุกคน รวมถึงข้าวของจำเป็อีกเล็กน้อย ทั้งสี่ก็ออกจากเมืองเล็ก ๆ นั้นอย่างไม่ดึงดูดสายตาใคร
การเดินทางกินเวลาไม่นาน กระทั่งเจอศาลาร้างริมทางที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เงาต้นไผ่สูงใหญ่ บุรุษลึกลับก็บังคับเกวียนตรงเข้าไปทางนั้น
กวานซูเหยียนหันมองบรรยากาศรอบตัวที่เงียบสงัดไร้ผู้คน นางนึกระแวงว่าบุรุษผู้นี้อาจคิดไม่ซื่อ แต่เมื่อเห็นกวานจื่อเซิงยังคงผิวปากอย่างสบายใจก็วางใจลงไปกว่าครึ่ง
พอไปถึงศาลานางก็ก้าวลงจากเกวียนก่อนใคร แล้วเดินเข้าไปหาที่นั่งทำท่าขึงขัง
“ตอนนี้พูดมาได้แล้ว ท่านเป็ใครกันแน่?”
เมิ่งหรูที่เดิมยืนอยู่ข้างหลังรีบก้าวพรวดเข้ามายืนประชิดกวานซูเหยียนในทันที แววตาของนางระแวดระวัง มือกำแน่นราวกับพร้อมจะเข้าขวางหากมีอันตรายใดเกิดขึ้น
การที่ชายลึกลับขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้น ทำให้สตรีทั้งสองได้เห็นผิวเนื้อภายใต้ผ้าคลุมของเขาอย่างชัดเจนเป็ครั้งแรก และพวกนางก็ต้องประหลาดใจ
ผิวของเขาเหี่ยวยับย่น ดูแล้วน่าจะมีอายุมากกว่าห้าสิบปี กระดูกมือยื่นปูดโปน ร่างกายผอมแห้งราวกับสายลมเพียงแ่เบาก็สามารถพัดร่างเล็กให้ปลิวไปไกลได้
แต่ตลอดหลายวันนี้ เขากลับเคลื่อนไหวคล่องแคล่วว่องไวราวกับคนหนุ่มที่ร่างกายแข็งแรงคนหนึ่ง ไม่เข้ากันเลยสักนิด..
ชายปริศนาสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนค่อย ๆ ยกมือแกะผ้าคลุมหน้าที่พันแน่นออกทีละชั้น…ทีละชั้น
เมื่อใบหน้าที่แท้จริง ถูกเปิดเผยออกมาทำให้เมิ่งหรูถึงกับผงะถอยหลังหนึ่งก้าว ดวงตาเบิกกว้างราวกับเห็นปีศาจคืนชีพจากหลุม
“ท่าน…ท่าน..ซูเซิ่นอี้!?” เสียงนางสั่นจนแหบพร่า “เป็ไปไม่ได้…ท่านถูกฮ่องเต้ปะาไปแล้วนี่!”
กวานซูเหยียนสะดุ้งตามโดยอัตโนมัติ ทั้งที่ไม่รู้จักคนตรงหน้าแม้แต่น้อย แต่เพื่อไม่ให้พิรุธ นางยกมือปิดริมฝีปาก ทำหน้าใแบบนางเอกละครย้อนยุคระดับมืออาชีพ
ชายชราผิวกร้านรีบก้มศีรษะคำนับ ท่าทางทั้งอายทั้งเกรงใจ
“คารวะ…องค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ”