ตอนที่ 6 : เดินทางสู่เมืองโจว
“ที่ทุกคนเห็นอยู่ในตอนนี้เป็แท่นศิลาจารึกและตำราบันทึกเื่ราวประวัติความเป็มาของอาณาจักรฉินั้แ่เริ่มก่อตั้งจนถึงวันที่ล่มสลาย ผู้ที่สั่งให้บันทึกเื่ราวในแต่ละครั้งจะเป็กษัตริย์ของราชวงศ์ในแต่ละสมัย คนสุดท้ายที่ลงบันทึกเื่ราวไว้คือฮ่องเต้หวงเทียนจิน หรือเจาจินอ๋อง โอรสองค์ที่สามของอดีตฮ่องเต้หวงตี้ น้องชายของโจวหยางอ๋องนั่นเอง
แน่นอนว่าเื่ราวของเมืองโจวโบราณและเหตุการณ์ูเาไฟเจียฮว๋าซานะเิก็มีบันทึกไว้เช่นกัน...”
ลู่หลินฟังคำบรรยายจากไกด์นำเที่ยวไปในขณะที่กำลังเดินชมสถานที่จริงๆ ไปด้วย ระหว่างที่เดินสำรวจเมืองอยู่มีคนหลายคนพยายามเข้ามาชวนคุยทั้งยังเอาน้ำขนมมาให้ดื่มกินไม่ขาด แต่ไม่มีใครสามารถเข้ามาดึงดูดความสนใจของลู่หลินได้อย่างจริงจังเลย เพราะความสนใจของเขาหมดไปกับการซึมซับบรรยากาศที่น่าเศร้าสลดของสถานที่จริงที่เกิดโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ระดับโลก
เมืองโจวนี้กว้างใหญ่กว่าที่เขาจินตนาการไว้และถึงแม้จะเป็เพียงเศษซากที่หลงเหลือจากการทำลายของูเาไฟ เขาก็ยังรู้สึกว่ามันมีร่องรอยของอารยธรรมและความเจริญรุ่งเรืองหลงเหลืออยู่มาก
ที่น่าเศร้าใจมากที่สุดคงเป็การขุดพบสิ่งต่างๆ ใต้ซากปรักหักพัง นอกเหนือจากบ้านเรือนและข้าวของเครื่องใช้แล้ว ก็ยังมีซากร่างของมนุษย์มากมายในหลายๆ จุดของเมืองที่ยังเห็นเป็สภาพที่คงรูปร่างความเป็มนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์อยู่ในอิริยาบถต่างๆ สร้างความหดหู่ใจให้กับลู่หลินเป็อย่างมาก
“ถ้าแค่มีใครสักคนเตือนพวกเขาสักนิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น… ทุกคนก็คงไม่ต้องมาตายแบบนี้…”
ลู่หลินเผลอตัวรำพึงขึ้นมาอย่างไม่อาจห้าม
ไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไร ั้แ่เหยียบย่างเข้ามาที่เมืองโจวโบราณแห่งนี้ ความรู้สึกของลู่หลินก็ดำดิ่งขึ้นแบบที่ตัวเองยังรู้สึกใ ทุกจุดที่ย่างเท้าผ่านเขาคุ้นเคยราวกับเคยเดินเหยียบย่ำผ่านมาด้วยฝีเท้าของตัวเองแล้ว ซากเมืองที่มีแต่สีเทาทะมึน เขากลับมองเห็นสีสันต่างๆ ที่แอบซ่อนอยู่ราวกับเคยได้เห็นสภาพความสดใสของเมืองก่อนที่จะถูกเถ้าถ่านเผาทำลายไป
ที่น่าแปลกใจที่สุด ลู่หลินรู้สึกราวกับตัวเองได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนในทุกที่ที่ไปราวกับเขาได้ยินเสียงของผู้คนเ่าั้ก่อนที่จะเสียชีวิต…
“ความคิดที่แค่เตือนแล้วพวกเขาจะฟังนั้นตื้นเขินเกินไป…"
ในขณะที่จมอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเองนั้น เสียงของอาจารย์ลีก็ดังขึ้นมาทำให้ลู่หลินต้องหันไปมองอย่างสนใจ
“ตื้นเขินเหรอครับ? ทำไมพวกเขาถึงจะไม่ฟังล่ะ ถ้าคำเตือนนั้นมันหมายถึงการช่วยเหลือชีวิตของพวกเขา?”
ลู่หลินอดจะถามออกไปไม่ได้ตามประสาคนช่างพูดช่างสงสัย
“พูดธรรมดาคุณนักศึกษาลู่อาจไม่เข้าใจ… ตามมาสิครับ ผมจะพาไปดูอะไร…”
พูดจบอาจารย์ลีก็เดินนำลู่หลินออกไปทางประตูโค้งบานหนึ่งนำไปสู่วิวทิวทัศน์อีกด้านอันเป็หน้าผาสูงชันของเมืองโจวโบราณ สิ่งปลูกสร้างบนผานั้นว่ากันว่าเป็ตำแหน่งของจวนที่พักของโจวหยางอ๋องในอดีต ตอนนี้มันจึงกลายเป็พิพิธภัณฑ์ที่เก็บเื่ราวประวัติส่วนตัวของ หวงเทียนหยาง หรือ โจวหยางอ๋องเอาไว้…
ที่นั่น ลู่หลินได้เห็นภาพวาดโบราณของบุคคลสำคัญสองคนที่ถูกจารึกจุดจบไว้พร้อมกับเหตุการณ์สำคัญนี้
“นี่เป็ภาพวาดของโจวหยางอ๋องและป๋ายอี้หลิน ทั้งสองภาพถูกวาดโดยช่างฝีมือในสมัยนั้นที่รอดตายจากเหตุูเาไฟะเิและได้อพยพไปอยู่ที่เมืองหลวง เขาเป็คนที่ได้พบเห็นพระพักตร์จริงๆ ของทั้งสองท่านนี้เลยคิดจะวาดรูปเสมือนจริงของท่านทั้งสองมอบแก่ราชสำนักเพื่อเป็ที่ระลึกและเคารพบูชาแก่คนรุ่นหลัง… แต่ไม่เพียงราชสำนักไม่ยินดี พวกเขายังให้นำภาพวาดทั้งสองภาพนี้ไปซ่อนไว้จนผ่านไปหลายพันปีถึงเพิ่งมีการขุดพบ…”
ลู่หลินพยักหน้าตามการอธิบายก่อนที่จะมองเพ่งรูปวาดของบุคคลสำคัญทั้งสองท่านอย่างพิจารณา
ป๋ายอี้หลินดูเป็ชายที่งดงามยิ่งกว่าสตรีใด ไม่แปลกใจนักหากมีฉายาว่างามล่มเมืองและยังไปเข้าตาโจวหยางอ๋องเข้าได้ เพราะเขาช่างมีบุคลิกงดงามพิสุทธิ์ดูอ่อนหวานอ่อนโยนจนชวนให้ลุ่มหลง แม้แต่ลู่หลินที่ชัดเจนในเพศตัวเองมานานแล้วยังนึกอยากเข้มแข็งขึ้นมาเพื่อปกป้องคนคนนี้ให้ปลอดภัยเลย…
‘ชาวเมืองโจวพวกนี้ช่างโง่เง่าเสียจริงที่เรียกขานป๋ายอี้หลินคนงามคนนี้เป็กาลกิณี…’
โดยที่ไม่ทันรู้ตัว เพียงแค่ได้เห็นภาพวาดที่งดงามของป๋ายอี้หลิน เขาก็เผลอสบถด่าชาวเมืองที่เขาคิดว่าช่างน่าสงสารนักหนาเมื่อก่อนหน้านี้ซะแล้ว…
ส่วน โจวหยางอ๋อง หรือ หวงเทียนหยาง ก็ช่างสมกับเป็ราชโอรสของฮ่องเต้ แม้จะเป็จอมนักรบที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็ยังหล่อเหลาสะอาดสะอ้านทั้งยังดูสูงโปร่งและผึ่งผาย ไม่ดูเตี้ยล่ำดำถึกเป็นักรบสายลุยเหมือนที่เขาจินตนาการไว้ในตอนแรก เชื่อว่าชายหนุ่มคนนี้จะต้องเป็ที่หมายปองของสาวๆ ทั้งเมืองแน่ ไม่แปลกใจที่ป๋ายอี้หลินจะกลายมาเป็คนที่ถูกชิงชังเพียงเพราะเขาได้ครองใจของชายคนนี้…
“คุณนักศึกษาลู่คิดว่าจะไม่มีใครเตือนชาวเมืองให้รู้ตัวเลยจริงๆ หรือ?”
คำถามไม่คาดคิดที่ออกมาจากปากของอาจารย์ลีทำให้ลู่หลินต้องขมวดคิ้วก่อนจะตอบออกไป
“เมื่อวานผมอ่านเช็คข้อมูลดู ไม่มีบันทึกประวัติศาสตร์เล่มไหนเลยในยุคนั้นที่เอ่ยถึงคำว่าูเาไฟะเิ… แล้วถ้ามีคนเอ่ยเตือนจริงๆ แล้วทำไมถึงยังเกิดความสูญเสียมากมายขนาดนี้ล่ะ?”
“บันทึกประวัติศาสตร์ถูกเขียนโดยคนที่อยู่รอด… คุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเื่ราวทุกอย่างนั้นถูกต้อง…"
“เอ๋? ….”
คำพูดทิ้งปริศนาของอาจารย์ลีทำให้ลู่หลินถึงกับต้องหันมาประจันหน้ากับคู่สนทนาทั้งที่ไม่อยากทำเท่าไหร่ เพราะตอนนี้ทั้งเขาและอาจารย์ลีก็เดินไปคุยไปเรื่อย ๆ จนมาถึงแถบหน้าผาของพิพิธภัณฑ์แล้ว และมันก็ดูสูงชันมากจนน่ากลัว ยามที่มองลงไปด้านล่างหุบเหวลึกเขารู้สึกคุ้นตาราวกับเคยตกลงไปด้วยตัวเอง มันจึงยิ่งน่าหวาดหวั่นมากขึ้นจนไม่กล้าเดินออกไปใกล้ขอบเหวนั้น
แต่อาจารย์ลีคนนี้นี่ก็ช่างปะไร ขยันลากเขาเดินไปคุยไปจนมาถึงขอบเหวโดยไม่รู้ตัว
“ความจริงแล้วบันทึกประวัติศาสตร์ทุกสมัยมักจะบันทึกเื่ราวดีๆ ที่้าให้ลูกหลานเรียนรู้ แต่ในแวดวงนักโบราณคดีทุกคนจะรู้ว่าทุกราชวงศ์จะมีบันทึกลับแอบซ่อนอยู่ด้วย…”
“บันทึกลับเหรอครับ? …”
“ใช่แล้ว….”
อาจารย์ลีตอบรับขึ้นมาด้วยสีหน้ามีไมตรีแต่ไม่ยอมพูดอะไรเพิ่มเติม ลู่หลินจึงต้องเป็คนเอ่ยถามขึ้นมาซะเอง
“แปลว่ามีบันทึกลับราชวงศ์ฉินในยุคที่เกิดเหตุูเาไฟะเิด้วยงั้นเหรอ?”
“ใช่ครับ… แน่นอนว่ามี… คนความจำดีอย่างนักศึกษาลู่ คงศึกษาเื่ราวในบันทึกประวัติศาสตร์ฉบับปกติมาจนถี่ถ้วนและจำได้ขึ้นใจแล้ว ผมเลยอยากให้ลองศึกษาบันทึกลับราชวงศ์ฉินดูบ้างเผื่อจะได้รู้ข้อมูลอะไรใหม่ๆ …”
คำพูดเชิญชวนของอาจารย์ลีทำเอาลู่หลินถึงกับตาวาว แต่ยังไม่เท่ากับในตอนที่อีกฝ่ายหยิบหนังสือเล่มหนาเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋าสะพายข้างพร้อมกับชูมันขึ้นมาให้ลู่หลิน
ความอยากรู้อยากเห็นทำให้ลู่หลินลืมระวังตัว แค่เห็นสิ่งของที่อยู่ตรงหน้า มือก็พุ่งไปหาอย่างรวดเร็วจนลืมไปว่าตอนนี้อาจารย์ลีคนนั้นยืนอยู่ปากเหวิ่เหม่ขนาดไหน แล้วหากเขาอยากจะได้หนังสือเล่มนั้นมาไว้ในมือ ตัวเองก็ต้องไปยืนอยู่ในจุดนั้นไม่ต่างกัน…
ชั่วขณะที่มือของลู่หลินกำลังจะถึงหนังสือเล่มนั้นอยู่แล้ว อยู่ ๆ อาจารย์ลีก็เอ่ยคำพูดที่เป็ปริศนาจนลู่หลินถึงกับต้องขมวดคิ้วอีกครั้ง
“จะบันทึกประวัติศาสตร์ฉบับปกติก็ดี บันทึกลับก็ดี… ทุกอย่างล้วนถูกถ่ายทอดออกมาจากมุมมองของบุคคลคนเดียว เื่ราวในบันทึกจึงจะเอ็นเอียงไปทางคนคนนั้น ถ้าอยากรับรู้เื่ราวที่เกิดขึ้นจริง… มีทางเดียวคือต้องลงไปศึกษาทั้งหมดด้วยตัวเอง…”
“เอ๊ะ?!?”
จบคำของอาจารย์ลี ลู่หลินก็ััได้ว่าตัวเองได้รับเอาหนังสือเล่มนั้นมาอยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว กำลังจะเอ่ยขอบคุณออกไป ทุกสิ่งทุกอย่างก็ลอยหวือวูบโหวงขึ้นยามที่ถูกอาจารย์ลีคนนั้นผลักจนร่วงหล่นลงมาจากหุบเหว
“!!!!!!”
ดวงตาของลู่หลินเบิกโพลงเพราะความใ คิดว่าอีกไม่นานคงจะตกกระแทกลงก้นเหวแน่ๆ
แต่ผ่านไปสักพักแล้วก็ยังไม่เกิดอะไรขึ้น
ยกเว้นเพียงแรงกดอากาศมากมายที่ถาโถมเข้ามาจนสติของตัวเองค่อยๆ ดับวูบลงในที่สุด
“หากคุณอยากกลับมาปัจจุบันให้ได้ ก็ลองใช้เวลา 30 วันนี้ช่วยชีวิตโจวหยางอ๋องและชาวเมืองเอาไว้ให้ได้สิ…”
________________
Talk#ขอบคุณคอมเมนต์ค่า
E-Book ที่ Meb ภาค 1 มี 80 ตอน เพิ่มตอนพิเศษ 5 ตอน ราคา 299 บาท>>กดซื้อลู่หลินภาค1<<
E-Book ที่ Meb ภาค 2 มี 67 ตอน เพิ่มตอนพิเศษ 3 ตอน ราคา 299 บาท>>กดซื้อลู่หลินภาค2<<
สำคัญ! ก่อนซื้อเข้าไปดูรายละเอียดข้อมูลเนื้อหาในเล่มในตอนที่ 1 ก่อนนะคะ ขอบคุณที่สนับสนุนค่า >_<