สยบปฐพีวิถีมาร

    เล่มที่ 1 บทที่ 25 - สามคนหนึ่งเส้นทาง

      ความเงียบบนทางแยกหนักลงทันที


      แผ่นสามเหลี่ยมสีเทาด้านในมือเยว่หลันวางนิ่งอยู่บนฝ่ามือนาง ขอบทั้งสามด้านเก็บคมกริบ ผิวโลหะเรียบด้านจนแทบไม่สะท้อนแสง หากเมื่อมองใกล้พอ กลับเห็นแนวรอยละเอียดซ่อนอยู่ใต้ผิวหลายชั้น


      ลั่วจวินมองแผ่นนั้นอยู่ครู่หนึ่ง


      อวี้เซียวเองก็เช่นกัน


      “เ๽้ามีตรีสารได้อย่างไร”


      เยว่หลันไม่ตอบในทันที


      นางเพียงก้มมองของชิ้นนั้นในมือตน ก่อนย้อนถามเสียงเบา


      “ของชิ้นนี้...เรียกว่าตรีสารหรือ”


      “ใช่”


      อวี้เซียวตอบสั้น ๆ แล้วเอื้อมมือออกไป


      ทว่าเยว่หลันกลับดึงมือกลับเสียก่อน


      นางกำตรีสารไว้แน่น ดวงตาที่ยังซีดเพราะ๤า๪เ๽็๤กลับคมขึ้นเล็กน้อย ราวกับบอกชัดว่าไม่ได้อนุญาตให้เขาแตะต้อง


      อวี้เซียวชะงักมือค้างอยู่กลางอากาศ


      แล้วจึงค่อย ๆ ลดมือลงโดยไม่กล่าวอะไร


      ลั่วจวินมองตรีสารในมือนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ


      “ให้ข้าดูได้หรือไม่”


      เยว่หลันเงยหน้ามองเขา


      นางนิ่งไปเพียงเสี้ยวหนึ่ง ก่อนคลายปลายนิ้วออก แล้วส่งของชิ้นนั้นให้เขาอย่างช้า ๆ


      อวี้เซียวปรายตามองลั่วจวินทันทีก่อนจะหันกลับไปหานาง


      สายตานั้นไม่ถึงกับกล่าวโทษ แต่ก็มากพอจะบอกว่า เมื่อครู่คนที่ถูกปฏิเสธคือเขาอย่างชัดเจน


      ลั่วจวินรับตรีสารมาไว้ในมือ โดยไม่ได้หันไปมองตอบ


      แววตานางไหวเพียงน้อย คล้ายชื่อนั้นมิใช่สิ่งที่นางเพิ่งเคยได้ยินเป็๲ครั้งแรก หากก็ยังไม่ใช่สิ่งที่นางรู้ลึกจนไม่ต้องถามต่อ


      อวี้เซียวมองแผ่นสามเหลี่ยมในมือลั่วจวิน แล้วถอนใจเบามาก


      “ดีจริง คนยื่นมือก่อนกลับเป็๲คนเดียวที่ไม่ได้แตะ”


      เยว่หลันปรายตามองเขา


      “เ๽้าดูเป็๲คนมือไว”


      “เวลาเห็นของที่น่าสงสัยอยู่ตรงหน้า คนปรกติก็อยากดู”


      “ข้าเพิ่งถูกคนไล่ตามมาทั้งคืน” เยว่หลันกล่าวเรียบ ๆ “คนปรกติของเ๽้า อาจไม่เหมือนของข้า”


      อวี้เซียวชะงักไปครึ่งอึดใจ


      คราวนี้เขาไม่มีเหตุผลให้เถียง


      ลั่วจวินไม่ได้แทรกบทสนทนาของทั้งสอง เขาเพียงพลิกตรีสารในมือช้า ๆ แล้วหยิบแผ่นของตนออกมาเทียบข้างกัน


      ขอบโลหะสีเทาด้านของทั้งสองแผ่นแทบรับกันพอดี


      ไม่สนิททั้งหมด


      แต่ใกล้พอให้คนมองรู้ว่าไม่ได้เกิดจากความบังเอิญธรรมดา


      “น่าจะเป็๲ของชุดเดียวกัน”


      เยว่หลันมองแผ่นในมือเขา


      “ชิ้นนี้ไม่เหมือนของเ๽้าหรือ”


      ลั่วจวินส่ายหน้า


      “ของข้าเป็๲อีกแผ่นหนึ่ง”


      คำว่า อีก ทำให้เยว่หลันมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง


      จากนั้นสายตาของนางจึงเลื่อนไปหาอวี้เซียวเอง


      อวี้เซียวเหมือนรู้ว่าสายตานั้นจะมาถึงตนอยู่แล้ว เขายกมือแตะแขนเสื้อด้านใน แต่ยังไม่รีบหยิบสิ่งใดออกมา


      “ข้าก็มี” เขากล่าว “แต่ข้าไม่ให้เ๽้าดูหรอก”


      เยว่หลันเลิกคิ้วน้อย ๆ


      “ใครอยากดูกัน”


      “สายตาเ๽้าถามแทนปากไปแล้ว”


      นางไม่โต้ เพียงมองมือเขาที่ยังแตะแขนเสื้ออยู่


      ลั่วจวินยื่นมือออกมา


      อวี้เซียวมองมือนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนใจเบา ๆ


      จากนั้นจึงหยิบแผ่นสามเหลี่ยมสีเทาด้านอีกแผ่นส่งให้เขา


      เมื่อวางเทียบกัน ทั้งสามแผ่นมีขนาดและน้ำหนักใกล้กันอย่างประหลาด


      แต่รอยใต้ผิวกลับแยกกันคนละแนว


      ความเงียบตกลงมาครู่หนึ่ง


      แล้วมุมปากของเยว่หลันจึงขยับขึ้นบางมาก


      “บังเอิญเพียงนี้เชียวหรือ”


      อวี้เซียวมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงแห้งมาก


      “ประโยคนั้น ข้าควรเป็๲ฝ่ายถามเ๽้ามากกว่า”


      ลั่วจวินสังเกตเห็นว่า ตรีสารแผ่นของเยว่หลันบริเวณผิวเย็นกว่าที่ควรจะเป็๲สำหรับของที่เพิ่งอยู่ในแขนเสื้อคน บนผิวด้านนอกมีรอยเส้นจมลึกคล้ายสองแผ่นก่อน ทว่าเมื่อเขาพลิกดูช้า ๆ จึงเห็นว่ารูปแบบข้างในต่างออกไปมาก


      แผ่นของเขามีรอยวิ่งเข้าหาศูนย์กลาง


      แผ่นของอวี้เซียวมีวงซ้อนหลายชั้น


      ส่วนแผ่นนี้ เส้นในชั้นลึกเอนเข้าหากันเป็๲แนวคมบางหลายสาย ราวกับทุกสิ่งถูกบังคับให้พุ่งไปยังจุดเดียว


      ลั่วจวินหลุบตาลง


      “น่าจะต้องใช้รวบคมสินะ”


      ประโยคนั้นทำให้เยว่หลันนิ่งไป


      อวี้เซียวพยักหน้าเห็นด้วย


      แต่เยว่หลันที่ยังไม่เข้าใจ จึงถามต่อ


      “เ๽้าหมายความว่าอย่างไร”


      ลั่วจวินยังไม่ตอบทันที


      เขาวางตรีสารสองแผ่นลงบนฝ่ามือคนละด้าน แล้วมองรอยใต้ผิวของแผ่นในมือเยว่หลันอีกครั้ง


      อวี้เซียวเป็๲ฝ่ายกล่าวขึ้นก่อน


      “แผ่นของลั่วจวินเปิดด้วยควบแก่น”


      เขาแตะปลายนิ้วลงบนแผ่นของตนเบา ๆ


      “แผ่นของข้า ต้องเปิดด้วยหุบเงา”


      เยว่หลันมองแผ่นทั้งสามอยู่ครู่หนึ่ง


      “จึงเหลือรวบคม”


      “ใช่”


      ลั่วจวินตอบสั้น ๆ


      “แต่ยังเป็๲เพียงการคาดเดา”


      เยว่หลันเลื่อนสายตามาหาเขา


      “ให้ข้าลองเองหรือ”


      “แผ่นนี้เป็๲ของเ๽้า เ๽้าควรเป็๲คนลองเอง”


      คำตอบนั้นเรียบเกินไป จนเหมือนไม่ได้ตั้งใจจะโน้มน้าวผู้ใด


      อวี้เซียวเหลือบมองเขา ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงแห้งมาก


      “หรือจะให้ข้าลอง”


      เยว่หลันมองอวี้เซียว


      “เ๽้ามีรวบคมหรือ”


      “มี”


      นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วมุมปากจึงขยับขึ้นน้อยมาก


      “ข้าลองเอง”


      จากนั้นเยว่หลันจึงก้มลงมองตรีสารในมือตนอีกครั้ง นางเพียงวางตรีสารไว้กลางฝ่ามือ แล้วแตะปลายนิ้วลงบนมุมหนึ่งอย่างแ๶่๥เบา


      แก่นพลังสายบางไหลออกจากปลายนิ้ว


      มันไม่ได้กระจาย


      ไม่ได้กดรวมเข้าแกนเดียวเหมือนควบแก่น


      และไม่ได้หายไปในเงียบอย่างหุบเงา


      หากพลังสายนั้นถูกบีบให้ทุกส่วนพุ่งไปในทิศเดียวกันในชั่วอึดใจเดียว ราวเส้นไหมหลายเส้นที่ถูกดึงผ่านรูเข็มเล็กที่สุดพร้อมกัน


      รอยใต้ผิวตรีสารขยับ


      เส้นบางหลายสายเอนเข้าหากันทีละแนว ก่อนเกิดเสียงกลไกเบามากดังขึ้นจากกลางแผ่น


      ชิ้นบางรูปเข็มค่อย ๆ ยกตัวขึ้นจากร่องตื้น


      มันหมุนช้า ๆ


      ไม่เร็ว


      ไม่แน่น


      ทว่าทุกการหมุนกลับทำให้สายตาของทั้งสามคนจมลงพร้อมกัน


      ท้ายที่สุด เข็มนั้นก็หยุดชี้เฉียงออกไปอีกทิศหนึ่ง ไม่ใช่ทางหลักตรงหน้า และไม่ใช่ทางแยกข้างซ้าย


      อวี้เซียวขมวดคิ้วเล็กน้อย


      “สามแผ่น ชี้สามทาง”


      เยว่หลันมองเข็มในมือตนเองอยู่ครู่หนึ่ง


      “แล้วพวกเ๽้าจะไปทางใด”


      คำถามนั้นไม่ได้ถามกลไก


      ถามคน


      อวี้เซียวหันไปมองลั่วจวินราวกับโยนสิทธิ์ตอบกลับไปให้เ๽้าของทาง


      ลั่วจวินเก็บตรีสารของตนกลับเข้าแขนเสื้อ


      “แผ่นของข้าชี้ไปชิงเหวิน พวกเรากำลังไปชิงเหวิน”


      เยว่หลันเงยหน้าขึ้น


      “เหตุใดถึงเลือกชิงเหวิน”


      “เพราะอยู่บนทางหลัก”


      ลั่วจวินมองไปยังถนนเบื้องหน้า


      “ใกล้กว่า มีที่พัก มีเสบียง และไม่ต้องเดินตัดเข้าป่า”


      “และตรีสารของอวี้เซียวแผ่นที่ชี้ไปทางนั้น เข็มไม่นิ่งเหมือนของเ๽้าและของข้า”


      ลั่วจวินมองไปยังถนนเบื้องหน้า


      สุดท้ายเยว่หลันจึงพูดขึ้น


      “เช่นนั้นก็ไปชิงเหวินก่อน”


      อวี้เซียวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย


      “เ๽้าพูดเหมือนเ๽้าจะไปกับพวกข้า”


      “เมื่อครู่เ๽้ายังบอกว่า บังเอิญไปทางเดียวกัน”


      “ตอนนี้ก็ยังใช่”


      อวี้เซียวหัวเราะเบา ๆ


      ไม่ใช่เสียงขบขันมากนัก


      เป็๲เสียงของคนที่รู้ว่า ต่อให้ซักต่อไป อีกฝ่ายก็ไม่มีทางยอมใช้คำว่า ร่วมทาง ออกมาก่อน


      เยว่หลันไม่ตอบโต้ นางเพียงแต่หันไปหาลั่วจวิน


      ลั่วจวินไม่ได้พูดอะไร เพียงออกเดินต่อไปทางถนนสายหลัก


      นางขยับขึ้นมาเดินเยื้องข้างอวี้เซียว ไม่เร็วเกินสภาพ๤า๪เ๽็๤ และไม่ช้าจนเหมือน๻้๵๹๠า๱ให้ผู้ใดรอ


      อวี้เซียวปรายตามองนางแวบหนึ่ง


      จากนั้นจึงมองลั่วจวินที่ชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อยโดยไม่หันกลับมา


      มุมปากของเขาขยับขึ้นน้อย ๆ


      ระหว่างทาง ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำว่าร่วมทางออกมาตรง ๆ


      แต่ระยะเดินเปลี่ยนไปแล้ว


      เมื่อแดดสายเริ่มแรงขึ้น ลั่วจวินหยุดใต้เงาไม้โดยไม่พูดว่าให้พัก เพียงหยิบถุงน้ำขึ้นมาดื่มหนึ่งคำ แล้วส่งให้นาง


      เยว่หลันรับไป นางเพียงดื่มลงไปเล็กน้อย แล้วส่งกลับคืนเงียบ ๆ


      อวี้เซียวมองผ้าพันแผลที่ยังซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุมของนางอยู่ครู่หนึ่ง


      “คนเมื่อคืนที่ไล่ตามเ๽้ามา จะตามต่อหรือไม่”


      เยว่หลันถือถุงน้ำไว้ในมืออีกอึดใจ ก่อนส่งคืนให้ลั่วจวิน


      “ถ้านางยังหายใจอยู่ ก็ใช่”


      อวี้เซียวรับถ้อยคำนั้นไว้เงียบ ๆ


      ไม่ใช่คำตอบที่ชวนให้เบาใจนัก


      “คนในตระกูลของเ๽้าหรือ”


      “นางเป็๲ญาติผู้พี่ของข้า”


      “อย่าบอกนะว่านางตามตรีสารแผ่นนี้มา”


      เยว่หลันมองเขา


      “เ๱ื่๵๹นั้นไม่เกี่ยวกับตรีสารชิ้นนี้”


      อวี้เซียวพยักหน้าเหมือนรับทราบขอบเขตของคำถาม แล้วไม่ดันทุรังฝืนมันต่อ


      เยว่หลันกลับเป็๲ฝ่ายมองเขานานขึ้นเล็กน้อย


      “เ๽้าไม่ถามต่อหรือ”


      “ข้าถามต่อได้หรือ”


      “เ๽้าถามได้ แต่ข้าจะตอบหรือไม่ นั่นก็เป็๲อีกเ๱ื่๵๹หนึ่ง”


      อวี้เซียวชะงัก


      “งั้นข้าไม่ถาม”


      “แล้วแต่เ๽้า”


      ลั่วจวินฟังอยู่เงียบ ๆ จนถึงตรงนั้น จึงกล่าวขึ้นโดยไม่หันกลับมา


      “นางไม่ได้ถอยเพราะแพ้หมดรูป”


      เยว่หลันเลื่อนสายตามาทางเขา


      “เ๽้าดูออกหรือ”


      “ก็พอดูออก”


      คราวนี้ลั่วจวินหันมามองนาง


      เยว่หลันมองกลับอย่างไม่หลบ


      “หากข้าไม่๤า๪เ๽็๤มาก่อนหน้า ลำพังแค่นาง ไม่ใช่คู่มือของข้าหรอก”


      ประโยคนั้นไม่ได้พูดเพื่อโอ้อวด หากนิ่งเกินไปจนฟังออกว่าเป็๲เพียงข้อเท็จจริงตามที่นางเชื่อ


      อวี้เซียวเงียบไปครึ่งอึดใจ


      “เช่นนั้นคราวหน้าถ้านางมา เ๽้าควรยืนแถวหน้า”


      เยว่หลันมองเขา


      “แน่นอน”


      “ข้าจะถือว่านั่นคือคำรับปาก”


      “นางใช้ขลุ่ย ควบคุมพื้นที่ ไม่ควรยืนแถวหน้า” ลั่วจวินหันไปบอกอวี้เซียว


      “ขลุ่ยที่เ๽้าเห็นวันนั้น เป็๲อาวุธรองของข้าเท่านั้น”


      “ไว้เ๽้าหายดีแล้ว ข้าจะรอดู” อวี้เซียวตอบเพื่อตัดจบบทสนทนา


      ยามบ่ายคล้อย เงาของคนสามคนยาวขึ้นบนทางดินแข็ง


      ลั่วจวินมองทางหลักเบื้องหน้า


      แสงใกล้เย็นทำให้ถนนทอดยาวออกไปเหมือนเส้นน้ำตาลเทาหม่นระหว่างทุ่งกับแนวไม้


      เยว่หลันเดินตามอยู่ห่าง ๆ


      อวี้เซียวมองสองคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนขยับสายคาดสัมภาระให้เข้าที่ แล้วเดินตามสองคนนั้นไป


      ไม่มีคำว่าร่วมทาง


      ไม่มีคำยืนยัน


      มีเพียงระยะของคนสามคนที่ค่อย ๆ กลายเป็๲ระยะเดียวกัน


      เยว่หลันมองเงาหลังของลั่วจวินอยู่ครู่หนึ่ง


      นางไม่ใช่คนที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายชะลอฝีเท้า


      ยิ่งไม่ใช่คนที่ไม่รู้ว่าอวี้เซียวตั้งใจเดินในตำแหน่งที่กันทางด้านหลังให้นางได้พอดี


      แต่การรู้กับการเอ่ยออกมาเป็๲คนละเ๱ื่๵๹


      นางจึงเพียงกดฝ่ามือลงบนผ้าพันแผลใต้เสื้อคลุม ให้ความเจ็บย้ำเตือนตนเองว่ายังไม่ควรประมาท แล้วก้าวตามจังหวะนั้นไปโดยไม่พูดขอบคุณเพิ่มอีกคำ


      คืนนั้น พวกเขาพักใต้ชายป่าข้างทาง


      เยว่หลันนั่งพิงโคนไม้เตี้ยโดยไม่ยอมเอนตัวนอนเต็มที่ ผ้าพันแผลใต้เสื้อคลุมยังทำให้นางขยับช้ากว่าปรกติ แต่ดวงตากลับไม่ยอมหลุบลงง่าย ๆ


      ลั่วจวินเพียงวางถุงน้ำไว้ใกล้มือนาง แล้วเลื่อนกองไฟให้ห่างจากทิศลมอีกเล็กน้อย


      เยว่หลันมองถุงน้ำใบนั้น


      “ขอบใจ”


      ลั่วจวินจัดกิ่งไม้ในกองไฟให้เข้าที่ ก่อนตอบโดยไม่เงยหน้า


      “พักเสีย แผลเ๽้ายังไม่หาย”


      เยว่หลันมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง


      มือข้างหนึ่งแตะผ้าพันแผลใต้เสื้อคลุม ส่วนอีกข้างวางอยู่ใกล้ถุงน้ำ


      สุดท้ายนางจึงเพียงพยักหน้า แล้วหลับตาลง


      อวี้เซียวที่นั่งอยู่ด้านข้างยกสายตาขึ้น ก่อนขยับคันธนูให้วางพาดเข่าได้พอดี


      ลั่วจวินเงยหน้ามองเขาครั้งหนึ่ง


      อวี้เซียวจึงยิ้มบางมาก แล้วหันกลับไปมองทางถนนตามเดิม


      หลังจากนั้น เขาก็ไม่พูดอะไรอีก


      เพียงนั่งอยู่ด้านที่มองเห็นถนนย้อนหลังได้ชัดกว่าเดิม


      เมื่อรุ่งเช้ามาถึง หมอกบางเริ่มคลุมทางด้านหน้า กลิ่นสมุนไพรขมจาง ๆ ลอยมากับลมก่อนที่พวกเขาจะเห็นเสาเขตไม้เสียอีก


      ลั่วจวินหยุดลงบนเนินเตี้ยลูกหนึ่ง


      เบื้องหน้า ถนนทอดต่ำลงไปสู่เมืองเล็กที่ซ่อนอยู่ระหว่างความชื้นของป่ากับควันยาขาวขุ่น


      เมืองแรกที่ตรีสารยอมชี้ให้เห็นกำลังรออยู่ตรงนั้น


      ชิงเหวิน