ความเงียบบนทางแยกหนักลงทันที
แผ่นสามเหลี่ยมสีเทาด้านในมือเยว่หลันวางนิ่งอยู่บนฝ่ามือนาง ขอบทั้งสามด้านเก็บคมกริบ ผิวโลหะเรียบด้านจนแทบไม่สะท้อนแสง หากเมื่อมองใกล้พอ กลับเห็นแนวรอยละเอียดซ่อนอยู่ใต้ผิวหลายชั้น
ลั่วจวินมองแผ่นนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
อวี้เซียวเองก็เช่นกัน
“เ้ามีตรีสารได้อย่างไร”
เยว่หลันไม่ตอบในทันที
นางเพียงก้มมองของชิ้นนั้นในมือตน ก่อนย้อนถามเสียงเบา
“ของชิ้นนี้...เรียกว่าตรีสารหรือ”
“ใช่”
อวี้เซียวตอบสั้น ๆ แล้วเอื้อมมือออกไป
ทว่าเยว่หลันกลับดึงมือกลับเสียก่อน
นางกำตรีสารไว้แน่น ดวงตาที่ยังซีดเพราะาเ็กลับคมขึ้นเล็กน้อย ราวกับบอกชัดว่าไม่ได้อนุญาตให้เขาแตะต้อง
อวี้เซียวชะงักมือค้างอยู่กลางอากาศ
แล้วจึงค่อย ๆ ลดมือลงโดยไม่กล่าวอะไร
ลั่วจวินมองตรีสารในมือนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ
“ให้ข้าดูได้หรือไม่”
เยว่หลันเงยหน้ามองเขา
นางนิ่งไปเพียงเสี้ยวหนึ่ง ก่อนคลายปลายนิ้วออก แล้วส่งของชิ้นนั้นให้เขาอย่างช้า ๆ
อวี้เซียวปรายตามองลั่วจวินทันทีก่อนจะหันกลับไปหานาง
สายตานั้นไม่ถึงกับกล่าวโทษ แต่ก็มากพอจะบอกว่า เมื่อครู่คนที่ถูกปฏิเสธคือเขาอย่างชัดเจน
ลั่วจวินรับตรีสารมาไว้ในมือ โดยไม่ได้หันไปมองตอบ
แววตานางไหวเพียงน้อย คล้ายชื่อนั้นมิใช่สิ่งที่นางเพิ่งเคยได้ยินเป็ครั้งแรก หากก็ยังไม่ใช่สิ่งที่นางรู้ลึกจนไม่ต้องถามต่อ
อวี้เซียวมองแผ่นสามเหลี่ยมในมือลั่วจวิน แล้วถอนใจเบามาก
“ดีจริง คนยื่นมือก่อนกลับเป็คนเดียวที่ไม่ได้แตะ”
เยว่หลันปรายตามองเขา
“เ้าดูเป็คนมือไว”
“เวลาเห็นของที่น่าสงสัยอยู่ตรงหน้า คนปรกติก็อยากดู”
“ข้าเพิ่งถูกคนไล่ตามมาทั้งคืน” เยว่หลันกล่าวเรียบ ๆ “คนปรกติของเ้า อาจไม่เหมือนของข้า”
อวี้เซียวชะงักไปครึ่งอึดใจ
คราวนี้เขาไม่มีเหตุผลให้เถียง
ลั่วจวินไม่ได้แทรกบทสนทนาของทั้งสอง เขาเพียงพลิกตรีสารในมือช้า ๆ แล้วหยิบแผ่นของตนออกมาเทียบข้างกัน
ขอบโลหะสีเทาด้านของทั้งสองแผ่นแทบรับกันพอดี
ไม่สนิททั้งหมด
แต่ใกล้พอให้คนมองรู้ว่าไม่ได้เกิดจากความบังเอิญธรรมดา
“น่าจะเป็ของชุดเดียวกัน”
เยว่หลันมองแผ่นในมือเขา
“ชิ้นนี้ไม่เหมือนของเ้าหรือ”
ลั่วจวินส่ายหน้า
“ของข้าเป็อีกแผ่นหนึ่ง”
คำว่า อีก ทำให้เยว่หลันมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นสายตาของนางจึงเลื่อนไปหาอวี้เซียวเอง
อวี้เซียวเหมือนรู้ว่าสายตานั้นจะมาถึงตนอยู่แล้ว เขายกมือแตะแขนเสื้อด้านใน แต่ยังไม่รีบหยิบสิ่งใดออกมา
“ข้าก็มี” เขากล่าว “แต่ข้าไม่ให้เ้าดูหรอก”
เยว่หลันเลิกคิ้วน้อย ๆ
“ใครอยากดูกัน”
“สายตาเ้าถามแทนปากไปแล้ว”
นางไม่โต้ เพียงมองมือเขาที่ยังแตะแขนเสื้ออยู่
ลั่วจวินยื่นมือออกมา
อวี้เซียวมองมือนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนใจเบา ๆ
จากนั้นจึงหยิบแผ่นสามเหลี่ยมสีเทาด้านอีกแผ่นส่งให้เขา
เมื่อวางเทียบกัน ทั้งสามแผ่นมีขนาดและน้ำหนักใกล้กันอย่างประหลาด
แต่รอยใต้ผิวกลับแยกกันคนละแนว
ความเงียบตกลงมาครู่หนึ่ง
แล้วมุมปากของเยว่หลันจึงขยับขึ้นบางมาก
“บังเอิญเพียงนี้เชียวหรือ”
อวี้เซียวมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงแห้งมาก
“ประโยคนั้น ข้าควรเป็ฝ่ายถามเ้ามากกว่า”
ลั่วจวินสังเกตเห็นว่า ตรีสารแผ่นของเยว่หลันบริเวณผิวเย็นกว่าที่ควรจะเป็สำหรับของที่เพิ่งอยู่ในแขนเสื้อคน บนผิวด้านนอกมีรอยเส้นจมลึกคล้ายสองแผ่นก่อน ทว่าเมื่อเขาพลิกดูช้า ๆ จึงเห็นว่ารูปแบบข้างในต่างออกไปมาก
แผ่นของเขามีรอยวิ่งเข้าหาศูนย์กลาง
แผ่นของอวี้เซียวมีวงซ้อนหลายชั้น
ส่วนแผ่นนี้ เส้นในชั้นลึกเอนเข้าหากันเป็แนวคมบางหลายสาย ราวกับทุกสิ่งถูกบังคับให้พุ่งไปยังจุดเดียว
ลั่วจวินหลุบตาลง
“น่าจะต้องใช้รวบคมสินะ”
ประโยคนั้นทำให้เยว่หลันนิ่งไป
อวี้เซียวพยักหน้าเห็นด้วย
แต่เยว่หลันที่ยังไม่เข้าใจ จึงถามต่อ
“เ้าหมายความว่าอย่างไร”
ลั่วจวินยังไม่ตอบทันที
เขาวางตรีสารสองแผ่นลงบนฝ่ามือคนละด้าน แล้วมองรอยใต้ผิวของแผ่นในมือเยว่หลันอีกครั้ง
อวี้เซียวเป็ฝ่ายกล่าวขึ้นก่อน
“แผ่นของลั่วจวินเปิดด้วยควบแก่น”
เขาแตะปลายนิ้วลงบนแผ่นของตนเบา ๆ
“แผ่นของข้า ต้องเปิดด้วยหุบเงา”
เยว่หลันมองแผ่นทั้งสามอยู่ครู่หนึ่ง
“จึงเหลือรวบคม”
“ใช่”
ลั่วจวินตอบสั้น ๆ
“แต่ยังเป็เพียงการคาดเดา”
เยว่หลันเลื่อนสายตามาหาเขา
“ให้ข้าลองเองหรือ”
“แผ่นนี้เป็ของเ้า เ้าควรเป็คนลองเอง”
คำตอบนั้นเรียบเกินไป จนเหมือนไม่ได้ตั้งใจจะโน้มน้าวผู้ใด
อวี้เซียวเหลือบมองเขา ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงแห้งมาก
“หรือจะให้ข้าลอง”
เยว่หลันมองอวี้เซียว
“เ้ามีรวบคมหรือ”
“มี”
นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วมุมปากจึงขยับขึ้นน้อยมาก
“ข้าลองเอง”
จากนั้นเยว่หลันจึงก้มลงมองตรีสารในมือตนอีกครั้ง นางเพียงวางตรีสารไว้กลางฝ่ามือ แล้วแตะปลายนิ้วลงบนมุมหนึ่งอย่างแ่เบา
แก่นพลังสายบางไหลออกจากปลายนิ้ว
มันไม่ได้กระจาย
ไม่ได้กดรวมเข้าแกนเดียวเหมือนควบแก่น
และไม่ได้หายไปในเงียบอย่างหุบเงา
หากพลังสายนั้นถูกบีบให้ทุกส่วนพุ่งไปในทิศเดียวกันในชั่วอึดใจเดียว ราวเส้นไหมหลายเส้นที่ถูกดึงผ่านรูเข็มเล็กที่สุดพร้อมกัน
รอยใต้ผิวตรีสารขยับ
เส้นบางหลายสายเอนเข้าหากันทีละแนว ก่อนเกิดเสียงกลไกเบามากดังขึ้นจากกลางแผ่น
ชิ้นบางรูปเข็มค่อย ๆ ยกตัวขึ้นจากร่องตื้น
มันหมุนช้า ๆ
ไม่เร็ว
ไม่แน่น
ทว่าทุกการหมุนกลับทำให้สายตาของทั้งสามคนจมลงพร้อมกัน
ท้ายที่สุด เข็มนั้นก็หยุดชี้เฉียงออกไปอีกทิศหนึ่ง ไม่ใช่ทางหลักตรงหน้า และไม่ใช่ทางแยกข้างซ้าย
อวี้เซียวขมวดคิ้วเล็กน้อย
“สามแผ่น ชี้สามทาง”
เยว่หลันมองเข็มในมือตนเองอยู่ครู่หนึ่ง
“แล้วพวกเ้าจะไปทางใด”
คำถามนั้นไม่ได้ถามกลไก
ถามคน
อวี้เซียวหันไปมองลั่วจวินราวกับโยนสิทธิ์ตอบกลับไปให้เ้าของทาง
ลั่วจวินเก็บตรีสารของตนกลับเข้าแขนเสื้อ
“แผ่นของข้าชี้ไปชิงเหวิน พวกเรากำลังไปชิงเหวิน”
เยว่หลันเงยหน้าขึ้น
“เหตุใดถึงเลือกชิงเหวิน”
“เพราะอยู่บนทางหลัก”
ลั่วจวินมองไปยังถนนเบื้องหน้า
“ใกล้กว่า มีที่พัก มีเสบียง และไม่ต้องเดินตัดเข้าป่า”
“และตรีสารของอวี้เซียวแผ่นที่ชี้ไปทางนั้น เข็มไม่นิ่งเหมือนของเ้าและของข้า”
ลั่วจวินมองไปยังถนนเบื้องหน้า
สุดท้ายเยว่หลันจึงพูดขึ้น
“เช่นนั้นก็ไปชิงเหวินก่อน”
อวี้เซียวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“เ้าพูดเหมือนเ้าจะไปกับพวกข้า”
“เมื่อครู่เ้ายังบอกว่า บังเอิญไปทางเดียวกัน”
“ตอนนี้ก็ยังใช่”
อวี้เซียวหัวเราะเบา ๆ
ไม่ใช่เสียงขบขันมากนัก
เป็เสียงของคนที่รู้ว่า ต่อให้ซักต่อไป อีกฝ่ายก็ไม่มีทางยอมใช้คำว่า ร่วมทาง ออกมาก่อน
เยว่หลันไม่ตอบโต้ นางเพียงแต่หันไปหาลั่วจวิน
ลั่วจวินไม่ได้พูดอะไร เพียงออกเดินต่อไปทางถนนสายหลัก
นางขยับขึ้นมาเดินเยื้องข้างอวี้เซียว ไม่เร็วเกินสภาพาเ็ และไม่ช้าจนเหมือน้าให้ผู้ใดรอ
อวี้เซียวปรายตามองนางแวบหนึ่ง
จากนั้นจึงมองลั่วจวินที่ชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อยโดยไม่หันกลับมา
มุมปากของเขาขยับขึ้นน้อย ๆ
ระหว่างทาง ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำว่าร่วมทางออกมาตรง ๆ
แต่ระยะเดินเปลี่ยนไปแล้ว
เมื่อแดดสายเริ่มแรงขึ้น ลั่วจวินหยุดใต้เงาไม้โดยไม่พูดว่าให้พัก เพียงหยิบถุงน้ำขึ้นมาดื่มหนึ่งคำ แล้วส่งให้นาง
เยว่หลันรับไป นางเพียงดื่มลงไปเล็กน้อย แล้วส่งกลับคืนเงียบ ๆ
อวี้เซียวมองผ้าพันแผลที่ยังซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุมของนางอยู่ครู่หนึ่ง
“คนเมื่อคืนที่ไล่ตามเ้ามา จะตามต่อหรือไม่”
เยว่หลันถือถุงน้ำไว้ในมืออีกอึดใจ ก่อนส่งคืนให้ลั่วจวิน
“ถ้านางยังหายใจอยู่ ก็ใช่”
อวี้เซียวรับถ้อยคำนั้นไว้เงียบ ๆ
ไม่ใช่คำตอบที่ชวนให้เบาใจนัก
“คนในตระกูลของเ้าหรือ”
“นางเป็ญาติผู้พี่ของข้า”
“อย่าบอกนะว่านางตามตรีสารแผ่นนี้มา”
เยว่หลันมองเขา
“เื่นั้นไม่เกี่ยวกับตรีสารชิ้นนี้”
อวี้เซียวพยักหน้าเหมือนรับทราบขอบเขตของคำถาม แล้วไม่ดันทุรังฝืนมันต่อ
เยว่หลันกลับเป็ฝ่ายมองเขานานขึ้นเล็กน้อย
“เ้าไม่ถามต่อหรือ”
“ข้าถามต่อได้หรือ”
“เ้าถามได้ แต่ข้าจะตอบหรือไม่ นั่นก็เป็อีกเื่หนึ่ง”
อวี้เซียวชะงัก
“งั้นข้าไม่ถาม”
“แล้วแต่เ้า”
ลั่วจวินฟังอยู่เงียบ ๆ จนถึงตรงนั้น จึงกล่าวขึ้นโดยไม่หันกลับมา
“นางไม่ได้ถอยเพราะแพ้หมดรูป”
เยว่หลันเลื่อนสายตามาทางเขา
“เ้าดูออกหรือ”
“ก็พอดูออก”
คราวนี้ลั่วจวินหันมามองนาง
เยว่หลันมองกลับอย่างไม่หลบ
“หากข้าไม่าเ็มาก่อนหน้า ลำพังแค่นาง ไม่ใช่คู่มือของข้าหรอก”
ประโยคนั้นไม่ได้พูดเพื่อโอ้อวด หากนิ่งเกินไปจนฟังออกว่าเป็เพียงข้อเท็จจริงตามที่นางเชื่อ
อวี้เซียวเงียบไปครึ่งอึดใจ
“เช่นนั้นคราวหน้าถ้านางมา เ้าควรยืนแถวหน้า”
เยว่หลันมองเขา
“แน่นอน”
“ข้าจะถือว่านั่นคือคำรับปาก”
“นางใช้ขลุ่ย ควบคุมพื้นที่ ไม่ควรยืนแถวหน้า” ลั่วจวินหันไปบอกอวี้เซียว
“ขลุ่ยที่เ้าเห็นวันนั้น เป็อาวุธรองของข้าเท่านั้น”
“ไว้เ้าหายดีแล้ว ข้าจะรอดู” อวี้เซียวตอบเพื่อตัดจบบทสนทนา
ยามบ่ายคล้อย เงาของคนสามคนยาวขึ้นบนทางดินแข็ง
ลั่วจวินมองทางหลักเบื้องหน้า
แสงใกล้เย็นทำให้ถนนทอดยาวออกไปเหมือนเส้นน้ำตาลเทาหม่นระหว่างทุ่งกับแนวไม้
เยว่หลันเดินตามอยู่ห่าง ๆ
อวี้เซียวมองสองคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนขยับสายคาดสัมภาระให้เข้าที่ แล้วเดินตามสองคนนั้นไป
ไม่มีคำว่าร่วมทาง
ไม่มีคำยืนยัน
มีเพียงระยะของคนสามคนที่ค่อย ๆ กลายเป็ระยะเดียวกัน
เยว่หลันมองเงาหลังของลั่วจวินอยู่ครู่หนึ่ง
นางไม่ใช่คนที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายชะลอฝีเท้า
ยิ่งไม่ใช่คนที่ไม่รู้ว่าอวี้เซียวตั้งใจเดินในตำแหน่งที่กันทางด้านหลังให้นางได้พอดี
แต่การรู้กับการเอ่ยออกมาเป็คนละเื่
นางจึงเพียงกดฝ่ามือลงบนผ้าพันแผลใต้เสื้อคลุม ให้ความเจ็บย้ำเตือนตนเองว่ายังไม่ควรประมาท แล้วก้าวตามจังหวะนั้นไปโดยไม่พูดขอบคุณเพิ่มอีกคำ
คืนนั้น พวกเขาพักใต้ชายป่าข้างทาง
เยว่หลันนั่งพิงโคนไม้เตี้ยโดยไม่ยอมเอนตัวนอนเต็มที่ ผ้าพันแผลใต้เสื้อคลุมยังทำให้นางขยับช้ากว่าปรกติ แต่ดวงตากลับไม่ยอมหลุบลงง่าย ๆ
ลั่วจวินเพียงวางถุงน้ำไว้ใกล้มือนาง แล้วเลื่อนกองไฟให้ห่างจากทิศลมอีกเล็กน้อย
เยว่หลันมองถุงน้ำใบนั้น
“ขอบใจ”
ลั่วจวินจัดกิ่งไม้ในกองไฟให้เข้าที่ ก่อนตอบโดยไม่เงยหน้า
“พักเสีย แผลเ้ายังไม่หาย”
เยว่หลันมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
มือข้างหนึ่งแตะผ้าพันแผลใต้เสื้อคลุม ส่วนอีกข้างวางอยู่ใกล้ถุงน้ำ
สุดท้ายนางจึงเพียงพยักหน้า แล้วหลับตาลง
อวี้เซียวที่นั่งอยู่ด้านข้างยกสายตาขึ้น ก่อนขยับคันธนูให้วางพาดเข่าได้พอดี
ลั่วจวินเงยหน้ามองเขาครั้งหนึ่ง
อวี้เซียวจึงยิ้มบางมาก แล้วหันกลับไปมองทางถนนตามเดิม
หลังจากนั้น เขาก็ไม่พูดอะไรอีก
เพียงนั่งอยู่ด้านที่มองเห็นถนนย้อนหลังได้ชัดกว่าเดิม
เมื่อรุ่งเช้ามาถึง หมอกบางเริ่มคลุมทางด้านหน้า กลิ่นสมุนไพรขมจาง ๆ ลอยมากับลมก่อนที่พวกเขาจะเห็นเสาเขตไม้เสียอีก
ลั่วจวินหยุดลงบนเนินเตี้ยลูกหนึ่ง
เบื้องหน้า ถนนทอดต่ำลงไปสู่เมืองเล็กที่ซ่อนอยู่ระหว่างความชื้นของป่ากับควันยาขาวขุ่น
เมืองแรกที่ตรีสารยอมชี้ให้เห็นกำลังรออยู่ตรงนั้น
ชิงเหวิน